Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย 4 ปี! นักเศรษฐศาสตร์จี้รัฐผ่าโครงสร้าง-ลดอำนาจ-ชูความมั่นคงพลังงานและอาหาร

    ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย 4 ปี! นักเศรษฐศาสตร์จี้รัฐผ่าโครงสร้าง-ลดอำนาจ-ชูความมั่นคงพลังงานและอาหาร

    ในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เหล่านักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทยได้ร่วมกันฉายภาพ “พายุใหญ่” ที่กำลังซัดเข้าหาประเทศไทย

    พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่ายุคของสันติภาพและการค้าที่ราบรื่นได้จบลงแล้ว และรัฐบาลใหม่ต้องเร่งปรับตัวก่อนที่เรือลำเล็กอย่างประเทศไทยจะอับปางท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์โลก

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) ในฐานะนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” เปิดประเด็นด้วยภาพเปรียบเทียบว่า โลกกำลังอยู่ในหมวด “ไม่ปกติ”

    โดยชี้ให้เห็นว่าความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ “สงครามการค้ายุคที่ 2” และความขัดแย้งของมหาอำนาจที่จะย้ายสมรภูมิมายังเอเชียมากขึ้น 

    “โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใน 4 ปีข้างหน้าคือ จะประคองให้รอดพ้นจากพายุนี้ได้อย่างไร? เราต้องมองโลกตามความจริง อย่าหลอกตัวเอง”

    ดร.กอบศักดิ์ ย้ำพร้อมเสนอให้รัฐบาลเตรียมความมั่นคงด้านอาหาร ยา และพลังงาน รวมถึงลดการพึ่งพาสหรัฐฯ โดยเบนเข็มสู่ตลาดใหม่ เช่น อินเดีย และอาเซียน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ

    ผ่าโครงสร้าง “รัฐต้องเล็กลง” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ

    ในมุมมองของการปฏิรูปสถาบัน “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า ปัญหาที่ทำให้ไทยโตต่ำกว่า 2% มาอย่างต่อเนื่องคือ “ปัญหาเชิงสถาบัน” ที่ถดถอยทุกดัชนีตลอด 10 ปีที่ผ่านมา 

    โดยเสนอทางออกที่เฉียบขาดว่า “รัฐต้องเล็กลง ทั้งขนาด บทบาท และอำนาจ” ปัจจุบันข้าราชการไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวถ่วงประสิทธิภาพและสร้างโอกาสคอร์รัปชัน

    บรรยง พงษ์พานิช

    นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาล “ขายสมบัติเก่า” หรือหุ้นรัฐวิสาหกิจ เช่น การบินไทย เพื่อดึงมืออาชีพเข้ามาบริหารและลดภาระงบประมาณ โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งเข้าสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศสู่สากล

    หนีตาย “ผู้ป่วยแห่งอาเซียน” ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    “ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัญญา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่โตช้าที่สุดในอาเซียน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีแต่ “เครื่องจักรเก่า” ที่เน้นแค่การซ่อมบำรุง แต่ขาดนวัตกรรมใหม่ 

    World Bank แนะนำให้รัฐบาลโฟกัส 5 อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, เศรษฐกิจสร้างสรรค์, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, ดิจิทัล/AI และธุรกิจเกษตรแปรรูป

    พร้อมจี้ให้รัฐบาลเปลี่ยนจากการแจกเงินแบบถ้วนหน้ามาเป็น “เงินอุดหนุนแบบเจาะจง” กลุ่มเป้าหมาย เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังที่เริ่มเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะ

    ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัญญา

    โจทย์หิน “เกษตรกรรายได้ต่ำ-สังคมสูงวัย”

    “รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร” อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเป็นภาระเพราะขาดการปรับตัว

    โดยเสนอมาตรการ “สั่งรัฐบาล” ให้เน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Productivity) และต้องมีเงื่อนไขในการให้เงินอุดหนุน เช่น ไม่เผาป่า

    ที่สำคัญ คือ ต้องหาทางย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีรายได้สูงกว่า เพื่อให้รายได้ต่อหัวของเกษตรกรที่เหลืออยู่เพิ่มขึ้น

    รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

    “ดร.นฎา วะสี” หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เตือนถึงภาวะ “แก่ก่อนรวย”

    โดยชี้ว่าโอกาสในตลาดแรงงานไทยหายไปตั้งแต่อายุ 35-40 ปี เพราะการจำกัดอายุผู้สมัครงาน จึงเสนอให้ยกเลิกการกำหนดอายุในใบสมัครและปรับสูตรประกันสังคมให้ยั่งยืน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

    ดร.นฎา วะสี

    อย่างไรก็ดีบทสรุปจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์ คือ 4 ปีหลังจากนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการประคองตัว แต่เป็นเวลาของการ “ผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่”

    หากรัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายประชานิยมแบบเดิมโดยไม่แก้ปัญหาที่รากเหง้า ประเทศไทยอาจเสียโอกาสทองในการก้าวข้ามวิกฤตและกลายเป็น “ผู้ป่วยที่ถาวร” ของเอเชียในที่สุด.

    ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย 4 ปี! นักเศรษฐศาสตร์จี้รัฐผ่าโครงสร้าง-ลดอำนาจ-ชูความมั่นคงพลังงานและอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/738882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HBkTTbX4nFLufIBmREgK3

  • ‘กอบศักดิ์’ ยันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่ง เร่งวางแผนสำรองรับมือสงครามยืดเยื้อ | เดลินิวส์

    ‘กอบศักดิ์’ ยันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่ง เร่งวางแผนสำรองรับมือสงครามยืดเยื้อ | เดลินิวส์

    วันที่ 4 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยรวมถึงเกาหลีใต้มีการเติบโตที่ดีมาก เมื่อเกิดความกังวลจึงมีแรงขายออกมาเพื่อความปลอดภัย 

    ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย เนื่องจากทั้งสามประเทศมีการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยญี่ปุ่นนำเข้าถึง 90% และเกาหลีใต้นำเข้า 100% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ กลับได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 1% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดการณ์ว่าสงครามอาจยืดเยื้อประมาณ 4 สัปดาห์ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมการบริหารจัดการน้ำมันที่มีอยู่ให้เพียงพอสำหรับช่วง 1 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจมีการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมัน ก๊าซ และท่าเรือ

    “เราต้องเริ่มคิดว่าถ้ามันยืดเยื้อจะทำอย่างไร ต้องหาแหล่งพลังงานสำรองหรือ ‘ก๊อก 2 ก๊อก 3’ รวมถึงใช้จังหวะนี้เร่งผลักดันพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เช่น กรณีอินโดนีเซียที่เริ่มเจรจากับสหรัฐ เพื่อหาแหล่งน้ำมันและก๊าซสำรอง ซึ่งไทยเองก็ต้องเร่งดำเนินการเช่นกัน”

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือให้เติมน้ำมันตามความจำเป็น พร้อมให้ความมั่นใจว่าหากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นถึงแผนสำรองและการหาแหล่งพลังงานที่ชัดเจน ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องกักตุน 

    นอกจากนี้ ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังไม่สูงเท่าระดับ 120 ดอลลาร์ ที่เคยประสบมาในอดีต และทางสหรัฐเองก็พยายามใช้มาตรการค้ำประกันเพื่อนำเรือขนส่งน้ำมันออกจากพื้นที่ขัดแย้ง

    “ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจยังคงขับเคลื่อนไปได้ และเงินทุนยังคงไหลเข้า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเป็นเพียงความกังวลชั่วคราวจากเรื่องพลังงานและการขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5657297/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IuxN72EsFeUPULWDcqIWZ

  • วิกฤติน้ำมันพุ่ง สะเทือน ‘เงินเฟ้อ’ โลก กระทบ ‘สหรัฐ-ยุโรป-จีน’

    วิกฤติน้ำมันพุ่ง สะเทือน ‘เงินเฟ้อ’ โลก กระทบ ‘สหรัฐ-ยุโรป-จีน’

    น้ำมันพุ่ง จุดกระแสวิกฤติ ‘เงินเฟ้อ’ ทั่วโลก ‘สหรัฐ-ยุโรป-จีน‘ จับตาสงครามอิหร่าน-อิสราเอลขยายวงกว้าง ดันราคาแตะ 108 ดอลลาร์ กระทบต้นทุนธุรกิจ ปัจจัยสำคัญแบงก์ชาติพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย

    บลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดจากความขัดแย้งในอิหร่านและอิสราเอล กำลังสร้างผลกระทบให้เกิดภาวะ “เงินเฟ้อ” ทั่วโลก จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

    สัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า เรื่องราวเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นคือ โรงกลั่นน้ํามันที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดิอาระเบียปิดตัวลง กาตาร์ได้ปิดโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต ราคาน้ํามันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บรรดาหุ้นที่เกี่ยวข้องร่วงลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดมองว่าเฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ย

    จับตาผลกระทบ ‘น้ำมันแพง‘

    “ราคาน้ำมัน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ ลดกำลังซื้อ และฉุดรั้งการเติบโต นอกจากนี้ยังทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ผลักดันราคาสินค้าขนส่ง และสินค้าใดๆ ก็ตามที่มีปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบให้สูงขึ้น

    วิกฤติน้ำมันพุ่ง สะเทือน ‘เงินเฟ้อ’ โลก กระทบ ‘สหรัฐ-ยุโรป-จีน’

    • ยุโรป

    ในยุโรป ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็จ จะส่งทำให้เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ยุโรปและอังกฤษ ไม่มีแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่ มาช่วยลดผลกระทบในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจึงรุนแรงกว่า โดยคาดว่า GDP ของยูโรโซนจะหดตัว 0.6% และอังกฤษ 0.5% 

    นอกจากนี้ ยุโรปยังเสี่ยงซ้ำซ้อนจาก ราคาก๊าซธรรมชาติ ที่จะพุ่งสูงหากการผลิตในกาตาร์หยุดชะงัก

    ในขณะเดียวกัน เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นกว่า 1.1% ธนาคารกลางเหล่านี้อาจถูกบังคับให้ต้อง หยุดลดดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วต้องดิ่งเหวลงไปอีก

    • จีน

    ด้านจีน การสิ้นสุดการนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่านและเวเนซุเอลา  จะยิ่งกดดันต่อต้นทุนผลิตในประเทศ หากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีนจะเลี่ยงผลกระทบไม่พ้น โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8% 

    แม้ผลกระทบต่อ GDP อาจจะไม่รุนแรงนัก แต่นี่คือ “ปัจจัยลบซ้ำซ้อน” เพราะเศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญศึกสองด้านอยู่แล้ว ทั้งจาก สงครามภาษีของทรัมป์ และ วิกฤติฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ที่ยังไม่ฟื้นตัว

    • สหรัฐ

    ส่วนสหรัฐ สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทรัมป์พยายามกดดันให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากสงคราม

    หากราคาน้ำมันพุ่งแตะ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แบบจำลองเศรษฐกิจชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นอีก 0.8% จนไปแตะระดับ สูงกว่า 3% ซึ่งเกินเป้าหมายที่ 2% ของเฟดอย่างมาก ซึ่งจะทำให้เฟดต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรืออาจถูกบีบให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” หากคุมเงินเฟ้อไม่อยู่

    แบงก์ชาติทั่วโลกจับตา  ‘เงินเฟ้อ’

    สำหรับ “ธนาคารกลาง” สิ่งสำคัญคือขนาดของผลกระทบ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเงินเฟ้อ” ว่ายังคงนิ่งอยู่หรือไม่ 

    หากผู้คนเชื่อว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ผู้นำธนาคารกลางอย่างประธานเฟด “เจโรม พาวเวลล์” และประธานธนาคารกลางยุโรป “คริสติน ลาการ์ด” และคณะผู้บริหารมองข้ามผลกระทบชั่วคราวต่ออัตราเงินเฟ้อ และมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงต่อการเติบโต ซึ่งอาจนำไปสู่การ “ลดดอกเบี้ย” ได้ 

    แต่หากความเชื่อมั่นพังทลายจนนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นและการแห่ขึ้นราคาสินค้าเป็นทอดๆ จนเกิดวงจรเงินเฟ้อรุนแรง ธนาคารกลางก็อาจถูกบีบให้ต้อง “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เพื่อสกัดกั้นวิกฤตแทน

    ‘บลูมเบิร์ก’ วิเคราะห์สถาการณ์

    ตั้งแต่วันแรกที่เกิดการโจมตี บลูมเบิร์กอีโคโนมิกส์ได้คาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ผละกระทบทางเศรษฐกิจ และอนาคตของอิหร่าน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันอาจกลับมาอยู่ที่ระดับ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อสหรัฐและอิหร่านสามารถหาทางออกของความขัดแย้งนี้ได้

    บลูมเบิร์กอีโคโนมิกส์ คาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่อาจปานปลายจากคำเตือนของทรัมป์ที่เอ่ยว่า “การโจมตีครั้งใหญ่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นของอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปที่การล่มสลายของสาธารณรัฐอิสลาม ส่วนเตหะรานก็เดิมพันว่าสามารถอยู่ได้นานกว่าฝ่ายตรงข้ามได้

    หากการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป อิหร่านอาจพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ และท่อส่งน้ำมัน จนเกิดไฟไหม้หรือเสียหายหนัก ส่งผลให้การผลิตพลังงานต้องหยุดชะงัก

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีปริมาณน้ำมันดิบไหลผ่านถึง 20% ของโลก 

    วิกฤติน้ำมันพุ่ง สะเทือน ‘เงินเฟ้อ’ โลก กระทบ ‘สหรัฐ-ยุโรป-จีน’

    บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ วิเคราะห์จากการศึกษาความผันผวนของตลาดในอดีตพบว่า หากปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดเพียง 1% จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีราว 4% 

    ดังนั้น หากเส้นทางนี้ถูกปิดตายเป็นเวลานาน ราคาน้ำมันอาจกระโดดสูงขึ้นถึง 80% จากราคาเดิมก่อนเกิดสงคราม หรือดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงลิ่วเช่นนี้ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหรือช่วงไตรมาสที่ 4

    รวมทั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมีขอบเขตที่กว้างมาก ทำให้ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่หากผลกระทบอยู่ในวงจำกัด หรือความขัดแย้งมีระยะเวลาสั้นกว่าที่คาดไว้ ราคาน้ำมันก็อาจจะไม่ได้พุ่งแรง หรือเพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น 

    อ้างอิง Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E2zVm37ut6aE4es8Q7yg5

  • “สงครามพลังงาน” เขย่าตลาดทุนไทย ‘กอบศักดิ์’เตือนรัฐเร่งแผนรับมือ หากยืดเยื้อ เสี่ยงลามถึงเศรษฐกิจจริง

    “สงครามพลังงาน” เขย่าตลาดทุนไทย ‘กอบศักดิ์’เตือนรัฐเร่งแผนรับมือ หากยืดเยื้อ เสี่ยงลามถึงเศรษฐกิจจริง

    ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง กำลังกดดันตลาดการเงินทั่วโลก และสำหรับประเทศไทย ผลกระทบกำลังสะท้อนชัดเจนผ่าน “ตลาดทุน” เป็นด่านแรก

    ‘ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล’ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางสูง ทั้งจากโครงสร้างตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นแรงก่อนหน้า และการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเตรียมแผนรับมืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจเกินขึ้นใน 4 สัปดาห์

    ตลาดทุนสะเทือน ดัชนีร่วง–ใช้ Circuit Breaker

    แรงกระแทกจากสงครามเริ่มปรากฏทันทีในตลาดหุ้นไทย โดยวันแรกของสัปดาห์ดัชนีร่วงกว่า 60 จุด และในเวลาต่อมาปรับตัวลดลงหนักจนแตะระดับ -8% ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 หยุดการซื้อขายชั่วคราว

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้น ตลาดหุ้นในภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ต่างเผชิญแรงขายเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อจะเร่งตัว

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ ตลาดหุ้นหลายประเทศ—including ไทย—ปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่ต้นปี ทำให้เมื่อเกิดปัจจัยเสี่ยงไม่คาดคิด นักลงทุนจึงเร่งขายทำกำไร ส่งผลให้การปรับฐานรุนแรงกว่าปกติ

    จุดเสี่ยงใหญ่: ช่องแคบฮอร์มุซ

    หัวใจของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

           •      ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่า 90%

           •      เกาหลีใต้นำเข้าเกือบ 100%

           •      ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสูงมากเช่นกัน

    รายงานล่าสุดระบุว่า มีเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันกว่า 100 ลำ หรือราว 10% ของกองเรือโลก ติดค้างอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ส่งผลให้ค่าประกันภัยและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นทันที

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งจากประมาณ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายหลังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค ตอกย้ำความเสี่ยงด้านอุปทาน ส่วนจะพุ่งไปถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของสงครามซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่แน่นอนว่าราคานำ้มันยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศส่งกองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ แต่ ดร.กอบศักดิ์มองว่า ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ที่แคบและซับซ้อน ทำให้สถานการณ์ “ไม่ง่ายอย่างที่คิด”

    ผลกระทบเป็นลำดับขั้น จากตลาดทุนสู่เศรษฐกิจจริง

     ดร.กอบศักดิ์ อธิบายว่า วิกฤตจะส่งผลกระทบเป็น “ลำดับขั้น”

    • ระลอกแรก: ตลาดทุนและค่าเงินผันผวน
    • ระลอกสอง: ราคาน้ำมันดันต้นทุนธุรกิจ–เร่งเงินเฟ้อ
    • ระลอกสาม: กระทบการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน

    หากเรือขนส่งไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ โรงงานอาจต้องชะลอการผลิตเพราะไม่สามารถส่งสินค้าออกได้ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจะซ้ำเติมภาคธุรกิจ และกระทบกำลังซื้อประชาชนในที่สุด

    เตือนรัฐเร่งแผน 4 ด้าน รับมือวิกฤตพลังงาน

    ประธาน FETCO เสนอให้รัฐบาลยกระดับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมมาตรการสำคัญ ได้แก่

    1. บริหารจัดการสต๊อกและแหล่งนำเข้า ประเมินปริมาณสำรองน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมหาแหล่งนำเข้าทางเลือก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว 

    2. เร่งพลังงานทดแทน–รณรงค์ประหยัดพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะกลางและยาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง 

    3. ดูแลเสถียรภาพตลาดทุน สร้างความเชื่อมั่น ป้องกันความตื่นตระหนกเกินเหตุ และสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส

    4. กระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพามหาอำนาจรายเดียว พร้อมเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลผู้ประกอบการ SME

    “เราต้องเร่งเครื่องตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเหมือนในอดีตอย่างกรณีหน้ากากอนามัยหรือไข่” ดร.กอบศักดิ์กล่าว พร้อมเตือนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น และไทยอาจถูกกดดันให้ต้องเลือกข้างในอนาคต

    คำแนะนำนักลงทุน: ใช้ “เงินเย็น” รับความผันผวน

    สำหรับนักลงทุน ช่วงนี้ถือเป็นภาวะผันผวนสูง สินทรัพย์หลายประเภท—including ทองคำ—สามารถปรับฐานได้เช่นกัน จึงควรใช้ “เงินเย็น” และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

    อย่างไรก็ตาม ดร.กอบศักดิ์มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าวิกฤตจะยืดเยื้อเพียงใด ทุกอย่างขึ้นกับพัฒนาการในช่วง 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fetco-circuit-breaker-set&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27qTmnmVXWNqHQ8ewVlu2r

  • กกร.ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.3-1.6%

    กกร.ห่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยโตเพียง 1.3-1.6%

    วันนี้, 17:59น.

              ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีความยืดเยื้อ และทวีความรุนแรงมากขึ้นมีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% สอดคล้องกับการประเมินของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจ ไทยจะขยายตัวได้ราว 1.6-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนในระยะต่อไป

               นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. กล่าวว่า กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยอยู่ในระดับ 60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อ เนื่อง ไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแผนนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น ซึ่งราคาอาจสูงกว่า แต่ในระยะชั่วคราว ต้องไม่ขาดแคลนน้ำมันก่อน

                ไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากทั้งหมดที่ใช้อยู่ที่ประมาณ 40% ที่เหลือ มาจากประเทศอื่น ๆ เช่น สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันอันดับ 1 มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รองลงมาคือจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย แอฟริกาตะวันตก และไนจีเรีย ดังนั้น ขอประชาชนอย่าแตกตื่น กักตุนน้ำมัน เพราะอาจทำให้เกิดดีมานด์ เทียมได้ และรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันลดการใช้น้ำมัน 

                ทั้งนี้ ข้อสังเกตในการประชุมกกร. คือ เมื่อเทียบราคาพลังงานกับตอนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันพุ่งครั้งเดียว 100 เหรียญ/บาร์เรล และไปสูงสุดที่ประมาณ 150 เหรียญ/บาร์เรล แต่สถานการณ์ขณะนี้ แม้จะมีการปิดอ่าวช่องแคบฮอร์มุซ แต่ราคา น้ำมันยังไม่พุ่งขึ้นไปมาก เนื่องจากในตลาดโลกยังมีซัพพลายเหลือค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อน ดังนั้น คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็น ราคาน้ำมันแตะ 80 เหรียญ/บาร์เรล แต่ยังไม่เห็นโอกาสที่จะไปถึง 100 เหรียญ/บาร์เรล และมีผลกระทบต่อประเทศไทยน้อยมาก เพราะสามารถบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี

                ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ขณะนี้ราคาปรับขึ้นเรื่อย ๆ จาก 10 เป็น 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูแล้ว และมี โอกาสที่จะได้เห็นแตะ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาต้นทุน แต่จากสัดส่วนการผลิตไฟของไทย ประเมินว่ายัง ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

                สำหรับผลกระทบต่อ SME ในระยะสั้นนี้ยังไม่มีรายงานผลกระทบ เพราะไทยส่งออกไปประเทศตะวันออกกลางน้อย ประมาณ 4% โดยส่งออกไปประเทศอิหร่าน 0.02% และส่งออกไปอิสราเอล 0.2% ซึ่งดูแล้วบางประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบ ยังหาช่องทางเดิน เรือได้ ส่งออกได้

                ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดมีสายการบินหลายสายระงับการเดินทาง ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 69 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา และก็มีการตั้งเป้าหมายไว้ค่อนข้างสูง แต่จากสถานการณ์นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่อยู่ในประเทศตะวันออก กลาง ซึ่งเมื่อปี 68 มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดของไทย ปีนี้อาจได้รับผลกระทบลดลงประมาณ 10% ปี 68 อยู่ที่ประมาณ 700,000-800,000 คน ซึ่งต้องมองหานักท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นมาเติม เช่น เร่งตลาดนักท่องเที่ยวจีน

                สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึงขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้า กลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 68 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 67 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

                 นายเกรียงไกร กล่าวว่า ขณะนี้ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ ซึ่ง กก ร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่ จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้ง ในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่ม ขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง

     ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill-Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวน เพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโต และความสามารถ ในการแข่งขัน ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”

    เพิ่มเติม https://www.jsccib.org/…/thai-economy-growth-2026…

    #ปรับลดเศรษฐกิจไทย

    #กกร

    Cr:คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bywUADPGd1KrXrf9Ux_Cs

  • ไทยโชว์วิสัยทัศน์ เจ้าภาพประชุม IMF ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ เจ้าภาพประชุม IMF ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ไทยโชว์วิสัยทัศน์ เจ้าภาพประชุม IMF ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ International Monetary Fund และ World Bank Group ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะการเงินตึงตัว การชะลอตัวของการค้าโลก และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    การกลับมาจัดประชุมในไทยอีกครั้งในรอบกว่า 35 ปี เกิดขึ้นในช่วงที่บริบทเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หากปี 2534 เป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินเอเชีย การประชุมปี 2569 กลับจัดขึ้นในยุคที่โลกกำลังเผชิญ “การเติบโตต่ำเป็นเวลานาน” (low growth era) และไทยเองต้องรับมือกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลงมาอยู่ราว 2% ต่อปี ต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤตปี 2540 อย่างชัดเจน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยต้องเร่งยกระดับศักยภาพการเติบโต (Potential Growth) ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ และการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    กรอบแนวคิดหลักของการประชุม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” จึงสะท้อนความพยายามวาง “คน” เป็นศูนย์กลางของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ

    ด้านนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ International Monetary Fund ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2–2.3% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3.7–3.8% ในช่วงก่อนโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญ โดยสาเหตุสำคัญคือการเติบโตของผลิตภาพที่ชะลอลง

    IMF เสนอแนวทางเร่งการเติบโตในสามด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มบทบาทตลาดทุนในการระดมเงินลงทุน การนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการยกระดับทักษะแรงงานให้ทันกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ควบคู่กับการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชน

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังถูกจับตาในฐานะปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น โดยอาจส่งผลผ่านราคาพลังงาน ความเชื่อมั่นของตลาด และการชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุนของ “ความไม่แน่นอน” ต่อการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก

    ขณะที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น และไม่สามารถพึ่งพาเครื่องมือนโยบายการเงินแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวได้ ทั้งจากแรงกดดันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ไทยจะใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ผลักดันวาระ “Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF)” เพื่อสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ทั้งปลอดภัยและทั่วถึง ลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์และการหลอกลวงทางการเงิน พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้กลุ่มเปราะบางถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดย ธปท. เตรียมจัดทำต้นแบบเชิงปฏิบัติ (Blueprint) เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของตน

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของธนาคารกลางที่ต้องขยายจากการดูแลเสถียรภาพราคาและระบบการเงิน ไปสู่การออกแบบระบบนิเวศทางการเงินในยุคดิจิทัล ที่ความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้นควบคู่กับโอกาสใหม่

    การประชุมปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงเวทีหารือนโยบายการคลังและการเงินระดับโลก แต่เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องชี้ให้เห็นทิศทางการปรับตัวของตนเอง ท่ามกลางโลกที่เติบโตช้าลง ความไม่แน่นอนสูงขึ้น และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีทวีความเข้มข้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y0TxvcOUPCc9p0lJo2TbQ

  • “ผู้ว่าฯ ธปท.” เตือนสงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อเสี่ยงพุ่ง

    “ผู้ว่าฯ ธปท.” เตือนสงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อเสี่ยงพุ่ง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BACWktBB5GYeVBAemKohf

  • คนไทยครึ่งประเทศ อ้วน! เสี่ยงสารพัดโรคถามหา

    คนไทยครึ่งประเทศ อ้วน! เสี่ยงสารพัดโรคถามหา

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y8zxQYl2tp7PxAS-WKZSR

  • ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : หนทางหลุดพ้นจาก ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : หนทางหลุดพ้นจาก ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’

    ในภาวะที่ระเบียบเศรษฐกิจโลกกำลังถูกจัดสรรใหม่ผ่านคลื่นเทคโนโลยีดิสรัปชันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่ท้าทายที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ

    หากย้อนกลับไปในอดีต เราเคยถูกขนานนามว่าเป็น “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” ด้วยฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและการส่งออกที่รุ่งโรจน์ แต่ในวันนี้ภาพลักษณ์เหล่านั้นกำลังกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ซีดจางลง และถูกแทนที่ด้วยฉายาที่น่ากังวลอย่าง “คนป่วยเรื้อรังแห่งเอเชีย” สัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดคืออัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.5% ต่อปี ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่ยังทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ที่สามารถรักษาเพดานการเติบโตไว้ได้ที่ 5-7% อย่างต่อเนื่อง

    สภาวะที่ GDP โตต่ำและนิ่งสนิทเช่นนี้ไม่ใช่เป็นผลกระทบชั่วคราวจากวิกฤตการณ์ภายนอกอย่างโรคระบาดหรือสงครามการค้า แต่มันคือการ “ติดหล่ม” ของโครงสร้างภายในที่ไร้การปรับปรุงมานาน จนทำให้ประเทศไทยตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) อย่างสมบูรณ์แบบมานานกว่า 20 ปี และหากไม่มีการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ เราอาจเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาวที่ยากจะกอบกู้ การที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเริ่มตีบตันและเริ่มตกรุ่น ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ถูกสร้างขึ้น ทำให้เรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกไปอย่างน่าเสียดาย

    อุปสรรคประการสำคัญที่เป็นดั่งโซ่ตรวนล่ามเศรษฐกิจไทยไว้คือ ความซับซ้อนและล้าสมัยของกฎระเบียบภาครัฐที่กลายเป็นต้นทุนมโหฬารต่อการทำธุรกิจ ประเทศไทยมีกฎหมายและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจำนวนมหาศาล ซึ่งหลายส่วนมีความทับซ้อนและไม่ได้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล การศึกษาพบว่าต้นทุนแฝงในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ (Compliance Cost) มีมูลค่าสูงถึง 10% ของ GDP ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่กลับกลายเป็นภาระที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีอยู่กว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงคือการสูญเสียความคล่องตัวในการแข่งขันและการทำลายจิตวิญญาณของผู้ประกอบการใหม่ๆ

    ความล่าช้าเชิงโครงสร้างนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมนวัตกรรมใหม่ที่มักจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐหลายแห่งซึ่งขาดการ
    บูรณาการข้อมูลระหว่างกัน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาเฉลี่ยร่วมปีเพียงเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ สิ่งนี้ทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงเริ่มไหลออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีกฎระเบียบยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำและเซมิคอนดักเตอร์ที่เวียดนามสามารถดึงดูดเม็ดเงินได้มากกว่าไทยเกือบ 2 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลไม่เร่งทำ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine) เพื่อตัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นออกไป เราจะไม่สามารถเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ควบคุม” มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ได้เลย

    การแก้ปัญหาด้วยระบบ “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government) แบบ 100% จึงเป็นทางออกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความไม่แน่นอนและภาระทางธุรกิจ จะช่วยลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจลงได้อย่างมหาศาล หากเราสามารถลดขั้นตอนการทำธุรกิจลงได้เพียง 50% จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งสตาร์ทอัพเหล่านี้เองจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้าง New S-Curve ที่จะนำพาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับวิกฤต “ผลิตภาพต่ำ” อย่างรุนแรง จะเห็นได้ว่าผลิตภาพแรงงานของไทยขยายตัวเพียง 2% ต่อปีในช่วงทศวรรษล่าสุด ซึ่งไม่สมดุลกับอัตราค่าแรงและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สภาวการณ์นี้ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะ “เศรษฐกิจแบบแซนด์วิช” (Sandwich Economy) คือด้านหนึ่งเราไม่สามารถแข่งขันเรื่องราคาแรงงานกับประเทศเกิดใหม่อย่างกัมพูชาแต่อีกด้านหนึ่ง เราก็ยังไม่มีทักษะแรงงานที่สูงพอจะไปแข่งขันด้านนวัตกรรมกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ได้

    ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤต “ทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด” (Skill Mismatch) โดยมีสัดส่วนของแรงงานที่ทำงานไม่ตรงสายงานสูงถึง 30-40% ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่เน้นผลิตใบปริญญามากกว่าการผลิตทักษะที่ใช้ได้จริง เมื่อแรงงานไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น กำไรส่วนเกินของภาคธุรกิจจึงลดลง นำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่น้อยลงเป็นวงจรที่ดึงรั้งประเทศไว้ในที่เดิม ดังนั้นนโยบายรัฐต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือเศรษฐกิจชีวภาพ

    การสร้างทางลัดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านนโยบายดึงดูดกลุ่มผู้มีทักษะระดับโลก (Global Talent) เป็นสิ่งจำเป็น ประสบการณ์จากสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การดึงดูดมันสมองจากทั่วโลกไม่ได้เป็นการแย่งงานคนในชาติ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คนในชาติเก่งขึ้นและสร้างงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย การเปิดรับผู้มีทักษะสูงผ่านมาตรการวีซ่าที่เอื้ออำนวยจะช่วยให้แรงงานไทยได้รับองค์ความรู้ใหม่ๆ และก้าวข้ามขีดจำกัดด้านผลิตภาพที่เรื้อรังมานาน

    หากมองหาต้นแบบความสำเร็จ สาธารณรัฐเกาหลีคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ปัจจุบันเกาหลีใต้ใช้งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึง 4.8% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยตัวเลขนี้ยังวนเวียนอยู่ที่ระดับ 1.2% ความแตกต่างนี้ทำให้เกาหลีใต้สามารถเปลี่ยนตัวเองสู่มหาอำนาจเทคโนโลยีได้ภายในเวลาเพียง 30 ปี โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ยุทธศาสตร์การสนับสนุนที่แลกมาด้วยเงื่อนไขของผลงานและการแข่งขัน บังคับให้ภาคเอกชนต้องสร้างนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด

    แต่สำหรับประเทศไทย แรงจูงใจในการสร้างสิ่งใหม่กลับถูกกดทับด้วยปัญหาการผูกขาดในตลาดหลัก โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกและพลังงานที่มีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 70% สภาวะการผูกขาดนี้ไม่เพียงแต่ทำลายโอกาสของ SME แต่ยังทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนใน R&D เพื่อสร้างนวัตกรรมที่แท้จริง เนื่องจากสามารถทำกำไรได้มหาศาลจากโครงสร้างอำนาจตลาดเดิม ดังนั้น การทลายกำแพงการผูกขาดต้องถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ กฎหมายแข่งขันทางการค้าต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นอิสระจากการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเล็กสามารถเข้าถึงทรัพยากรและตลาดได้อย่าง
    เท่าเทียม

    บทสรุปของการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ ไม่ใช่ทางเลือกที่ทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ แต่เป็นทางรอดสำคัญที่เรามีอยู่ ท่ามกลางวิกฤตสังคมสูงวัย (Super-Aged Society) ที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ หากเรายังคงฝากความหวังไว้กับเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ล้าสมัย เราย่อมไม่อาจยกระดับการพัฒนาประเทศต่อไปได้

    การตัดสินใจในวันนี้ต้องใช้ความกล้าหาญเชิงนโยบายอย่างสูงในการปรับกฎระเบียบให้มีความคล่องตัวทันสมัย ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วยนวัตกรรม สร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการแข่งขันลดการผูกขาด และการยกระดับทุนมนุษย์ เป็นหนทางที่เศรษฐกิจไทยจะสามารถหลุดพ้นจากสภาพคนป่วย กลับมามีอัตราการเติบโตของ GDP ในระดับ 4-5% อีกครั้ง และส่งต่อประเทศที่มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับคนรุ่นถัดไปได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก

    บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    ปราณีต โชติกีรติเวช
    นภัทร พัฒนปรีชา
    กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/957488/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gyGjbKly5IlwirqDhBrd3

  • FETCO ชี้วาระเร่งด่วน!! จี้รัฐฯ เร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รับวิกฤตตะวันออกกลางฉุดหุ้นไทย

    FETCO ชี้วาระเร่งด่วน!! จี้รัฐฯ เร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รับวิกฤตตะวันออกกลางฉุดหุ้นไทย

    สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ร่วมกับสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตร เปิดเวทีเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ชี้ตลาดทุน-เศรษฐกิจไทย วิกฤตหนัก!! เซ่นพิษความขัดแย้งตะวันออกกลาง ย้ำ! ไม่ใช่ความผันผวนระยะสั้น แต่คือสัญญาณเตือนของความขัดแย้งระดับโลก

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ FETCO เปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับภาวะ Panic Sell อย่างรุนแรง โดยวันจันทร์ที่ผ่านมา (วันที่ 2 มี.ค.68) ดัชนีปรับตัวลดลงกว่า 61 จุด จนเป็นเหตุให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 ซึ่งเป็นการปรับฐานที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ สาเหตุหลักมาจากไทยเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นอันดับ 2 ถึง 25% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 รองจากตลาดเกาหลีใต้ ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 50% เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ทำให้นักลงทุนรีบเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว

    ช่องแคบฮอร์มุซ “คอขวด” ที่กำลังรัดคอเศรษฐกิจโลก

    หัวใจของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การสู้รบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ในช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มจากการโจมตีโรงกลั่นซาอุดิอาระเบีย และโรงผลิตแก๊สกาตาร์ ส่งผลให้อุปทานชะงัก ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานสู่ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาแก๊สในยุโรปกระโดดสูงถึง 40-50% รวมถึงเรือขนส่งกว่า 100 ลำ (คิดเป็น 10% ของกองเรือทั่วโลก) ติดค้างในพื้นที่เสี่ยง ทำให้คาดว่าปริมาณน้ำมันโลกอาจไม่เพียงพอและกระทบต่อราคาน้ำมัน เช่นเดียวกับค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศส่งกองทัพเข้าคุ้มกัน แต่ในทางยุทธศาสตร์นั้น “ไม่ง่าย” เพราะสภาพภูมิศาสตร์เอื้อต่อการซุ่มโจมตี ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้สูงขึ้นอีก

    “ประเทศไทยมีสัดส่วนนำเข้าน้ำมันที่สูงมาก จึงเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ” ดร.กอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

    จี้รัฐฯ เร่งเครื่องเสริมความมั่นคงด้าน “พลังงาน”

    โดยวาระเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลต้องเสริมความมั่นคงด้าน “พลังงาน” แนะหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ๆ นอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐฯ ตามรอยอินโดนีเซีย ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานทดแทน และรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง 

    อีกทั้ง FETCO มองว่า วิกฤตในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะขยายวงกว้างขึ้น ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง แนะรัฐฯเตรียมลดการพึ่งพาจากมหาอำนาจเพียงชาติเดียว และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดูแลผู้ประกอบการ SME ให้รอดพ้นจากมรสุมเศรษฐกิจ

    “เราต้องยอมรับความจริงว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคของการเผชิญหน้า วันหนึ่งไทยอาจถูกบีบให้เลือกข้าง การเตรียมการตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องของการอยู่รอดของประเทศ” นายกอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/40792&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28b6dKwSNdpq2TF8v3kvHT