Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ หารือความร่วมมือกับ PolyU ฮ่องกง

    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ หารือความร่วมมือกับ PolyU ฮ่องกง

    Skip to content

    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบัน ได้ร่วมหารือความร่วมมือกับ Prof. Kaye Chon, Dean, School of Hotel and Tourism Management, The Hong Kong Polytechnic University (PolyU) เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

    การหารือในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความร่วมมือที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และ The Hong Kong Polytechnic University ได้ริเริ่มร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการฝึกอบรมสำหรับผู้บริหารและชุมชนท้องถิ่นในอนาคต

    ทั้งนี้ The Hong Kong Polytechnic University (PolyU) เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และ School of Hotel and Tourism Management (SHTM) ได้รับการยอมรับในฐานะสถาบันชั้นนำของฮ่องกง และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่อง จากการจัดอันดับของ ShanghaiRanking’s Global Ranking of Academic Subjects (2024–2025)

    หลังจากการปรึกษาหารือ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จะนำข้อหารือในครั้งนี้มาพัฒนาเป็นหลักสูตรใหม่ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพผู้นำและชุมชนในบริบทโลกยุคใหม่ต่อไป

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/290701/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iwnG30k4WPG-YDobARtX1

  • สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

    สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

    วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

    ‘อดีตกกต. สมชัย’ ผนึก ‘กมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว.’ จัดจำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด – คิวอาร์โค้ด’ พบสืบเช็คย้อนหลังได้ ใครกาเบอร์อะไร ครบทั้ง 10 คน ด้าน ‘นรเศรษฐ์’ ยันเจตนารมย์แค่ศึกษา ไม่เกี่ยวตีความข้อกฎหมาย

    4มี.ค.2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการจัดจำลองการเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ 

    สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท  มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud พร้อมทีมนักสืบที่จะมาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. , น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.นารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์

    โดยนายเจษฎ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่าระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1. เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2. ระดับเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3. ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่าสแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร

    ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ประสานนายสมชัย ในแง่ข้อมูลความเสี่ยงในการมีบาร์โค้ดบำบัดเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของหลายคนในตอนนี้ และคิดว่าเป็นการดี หากจะทำให้ข้อมูลนี้ความชัดเจน และน่าจะมีพื้นที่ทำการศึกษาในเชิงวิชาการ  โดยกมธ. สามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ และให้เวทีในวันนี้ เป็นการพิสูจน์ความเสี่ยงว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกตรวจสอบกลับไปจนรู้ว่าผู้มาออกเสียง เลือกใครได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจตนารมย์ในครั้งนี้ของ กมธ. เพื่อเป็นการศึกษาในเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง  และขอให้การพิสูจน์ในวันนี้ ก็จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

    นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ย้ำว่าข้อสรุปในวันนี้จะไม่ใช่ประเด็น หรือการตีความในเรื่องข้อกฎหมายว่าลับหรือไม่ลับ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ กมธ. ได้ศึกษาในวันนี้ แต่เราต้องพิสูจน์ความเสี่ยงของการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น

    ด้านนายสมชัย ได้กล่าวชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน ที่จะแสดงตนเพื่อรับบัตร เข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรนั้นเกิดไฟดับภายในห้องที่ใช้จำลองสถานการณ์ ทำให้นายสมชัย ถึงกับเอ่ยปากแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”

    นายสมชัย กล่าวชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า การเลือกในวันนี้จะเป็นการ ลงคะแนนก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อซึ่งประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น, ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังจากลงคะแนนแล้ว ขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ พร้อมย้ำว่า ตามขั้นตอนของ กกต. แล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ เพราะหากใครละเมิด จะถือว่าผิดกฎหมาย โดยหลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบที่จะถอดรหัส ว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน 

    ทั้งนี้ อาสาสมัครทั้ง 10 คน ได้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล และยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วย ขณะที่นักสืบ จะมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัย และหลากหลายอาชีพ จำนวน 5 ทีม

    จากนั้น ได้เริ่มนับคะแนน โดยสรุปผลการลงคะแนน พบว่า บัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยนายสมชายได้ให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาที

    สำหรับผลการทดลองถอดรหัสกับทีมนักสืบคะแนนปรากฏว่า 
    คนแรก ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม
    คนที่สอง ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่สาม ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่สี่  ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่ห้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่หก ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม
    คนที่เจ็ด ทีมนักสืบตอบถูก  4 ทีม
    คนที่แปด ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่เก้า ทีมนักสืบตอบถูก  4 ทีม
    คนที่สิบ ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

    โดยทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ ทั้ง 3 ทีมได้เปิดเผยวิธีการคำนวณ โดยทีมแรก ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้แอปยิงคิวอาร์โค้ด ทั่วไปแต่เจอว่าใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ สแกนง่ายกว่าจึงลองใช้สแกนตัวบัตรเต็ม ๆ ซึ่งไวกว่าถ่ายภาพ และตรวจจับได้ไวมาก ขอแค่ตรวจเก็บคิวอาร์โค้ด ให้ครบรู้เลยว่าบัตรเสียและเสียเพราะอะไร และรู้ได้ว่าเป็นของผู้ที่ลงคะแนนลำดับที่เท่าไหร่ และเหตุผลที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพราะอะไร 

    ส่วนอีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจนและนำมาสแกนเอารหัสและนำรหัสนั้นไปเทียบ กับรายชื่อคนลงคะแนน แต่จะมีปัญหาในบางคนที่สแกนไม่ติด

    ขณะที่อีกทีมหนึ่ง ใช้วิธีการตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร และเมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับตอนที่ทีมนี้ใช้ติดตามการลงคะแนนเลือกสว. และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากมีการเตรียมการล่วงหน้าก็จะสามารถถอดออกมาได้

    โดยนายปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้วไม่ต้องมีรายชื่อของผู้ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรู้ได้ และถามว่า กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือเขตใด ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร หากประชาชนเลือกมา ก็ต้องมีมีสิทธิ์ที่จะกากบาทในแบบที่กา หรือแม้แต่อยู่ในเขตอิทธิพล หากจะไม่เลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องกล้าไม่เลือก ต้องไม่กลัวว่าพรรคที่เลือกไปจะทำให้เดือดร้อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ ขอเพียงรู้ลำดับ ก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร

    ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า หากสิ่งนี้มีเจตนาซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก หากยืนยันว่าจะใช้วิธีการนี้ต่อไปโดยบอกว่าเป็นการลับ ต่อให้ไม่มีการถ่ายรูปก็คงจะมีวิธีการอื่น พร้อมยกตัวอย่างวิธีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบว่าจำนวนบัตรไม่ตรงกันกับการนับครั้งแรก จึงขอเสนอให้กกต. เปิดหีบจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 – 500 หน่วย ทำแบบเป็นทางลับ ไม่สามารถนำกล้องไปถ่ายขณะที่นับได้ แต่เพื่อดูว่าคะแนนที่ต้องการนั้น ตรงกับคะแนนที่รวบรวมไว้ได้หรือไม่ จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำงานอยู่นั้นเป็นไปด้วยความโปร่งใสและอาจเกิดความผิดพลาดมาจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vEKBhXgUArxSuNpkKYyYo

  • ศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี “หมอเกศ” ชี้ทุจริต ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัครเลือก สว.

    ศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี “หมอเกศ” ชี้ทุจริต ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัครเลือก สว.

    เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษา เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งหมอเกศ 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือกสว.ปี 67
    เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต. สว11/2568 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรณีนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ใช้คำว่า ศาสตราจารย์ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร ส.ว. และชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือกส.ว.ปี 2567

    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของ บุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ในส่วนข้อที่1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศ ระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้อง ไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน

    การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป

    การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62

    พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67586&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lNkn_ff9Eo5Lxi-i1qLmj

  • กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน

    กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน

    วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.07 น.

    วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 19.30 น. นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ นายเสกสันฐ์   ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง  ว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง เพื่อเป็นศูนย์กลางการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ รวมทั้งประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมแถลงด้วย ซึ่งในวันนี้จะเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของศูนย์ แต่นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป การแถลงข่าวจะมีขึ้นในเวลา 18.10 น. สามารถติดตามได้ทางสื่อออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศ และ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT 

    นายปาณิดล กล่าวถึงพัฒนาการของสถานการณ์และความคืบหน้าของการให้ความช่วยเหลือคนไทย  สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้ ยังมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่องโดยอิสราเอล ยังคงโจมตีอิหร่าน ในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุต และพื้นที่ทางภาคใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้พลัดถิ่นกว่า 58,000 คน ในเลบานอน และเสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน และบาดเจ็บอีกหลาย 100 คน รัฐบาลเลบานอน ได้ประกาศให้พลเมืองอพยพทันที 

    ขณะเดียวกัน อิหร่าน ก็ยังคงโจมตีอิสราเอล แต่อิสราเอลยังสามารถสกัดขีปนาวุธส่วนใหญ่ได้ อิหร่านยังคงโจมตียูเออีและกาตาร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐฯเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการรายงานเกี่ยวกับการโจมตีในประเทศอื่นๆ เช่น คูเวต อีกด้วย 

    สำหรับในส่วนของอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ได้ออกแถลงการณ์ ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สรุปได้ว่าอาเซียนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความหวงกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของพลเรือน รวมทั้งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและของโลก โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศยุติความเป็นปรปักษ์ ใช้ความยับยั้งช่างใจแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ กฎหมายบัตรสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำคำมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือพลเมืองของประเทศและสมาชิกอาเซียนด้วย 

    ในส่วนของประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่อย่างไรก็ดีในภาพรวมสถานการณ์ยังคงมีความอ่อนไหว กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดปฏิบัติตามประกาศและคำเตือนของประเทศเจ้าบ้านโดยเคร่งครัด และพิจารณาเดินทางออกจากประเทศเสี่ยงโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้สามารถติดต่อสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในพื้นที่ได้ตลอดเวลา 

    สำหรับเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่  กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ละประเทศมี สถานการณ์ความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความปลอดภัยและขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของรัฐบาลแต่ละประเทศ 

    โดยในลำดับแรกกระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญกับอิหร่านซึ่งความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรี(นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ก็ได้เห็นชอบให้อพยพคนไทยแล้ว ส่วนประเทศอื่นๆที่ความเสี่ยงในระดับรองลงมา สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ ก็พร้อมอย่างยิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวไทยได้เดินทางออกนอกประเทศ 

    ในส่วนของ อิหร่าน ทางสถานทูตไทยที่เตหะราน ได้รายงานว่า จะมีการนำชาวไทยออกจากพื้นที่เป็นสองรอบ รอบแรกในวันที่ 7 มีนาคมนี้ ซึ่งจะต้องลงทะเบียนภายในวัน 5 มีนาคม รอบที่สอง ในวันที่ 10 มีนาคม จะปิดลงทะเบียน จึงขอเรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่ลงทะเบียนเดินทางกลับโดยทันทีเพื่อรักษาความปลอดภัยของชีวิต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่ยังคงอ่อนไหว ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนทั้งสองรอบรวมกัน 138 คน ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาและแรงงาน หากท่านใดประสงค์ลงทะเบียนเพิ่มเติมก็ขอให้ติดต่อสถานทูตที่เบอร์ฮอตไลน์ โดยเร็วที่สุด และทางสถานเอกอัครราชทูตจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านเอกสารต่างๆ เช่น  Exit visa และทำหนังสือเดินทางฉุกเฉินให้ในกรณีที่ผู้นั้นหนังสือเดินทางหมดอายุ

    กรณีของ ยูเออี ทางสถานทูตไทยในอาบูดาบีสถานทูตไทยในอาบูดาบี ได้อำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีทั้งหมด 63 คน โดยทั้งหมดนี้ได้เดินทางออกมาแล้ว แล้วถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้าวันที่ 4 มีนาคม ขณะนี้ยังตกค้างอยู่หนึ่งคนโดยมีแผนจะเดินทางไปที่อื่นที่ไม่ใช่เมืองไทย 

    ในส่วนของประเทศดูไบ เช่นเดียวกัน ได้มีการอำนวยความสะดวก ให้กับคณะนักเรียน ครู และผู้ปกครองจำนวน 30 คน เดินทางกลับประเทศไทยโดยสายการบินเอมิเรตส์ ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงเย็นวันนี้ ขณะนี้สายการบินหลักของยูเออี เช่น สายการบินเอมิเรตส์ ไฟล์ดูไบ สายการบินฟลายดูไบ  สายการบินแอร์อาราเบีย ได้เริ่มเปิดเที่ยวบินไปยังจุดหมายไปทางต่างๆแล้ว โดยให้ความสำคัญกับผู้โดยสารที่ตกค้างเป็นลำดับแรก ซึ่งทางสถานกงสุลใหญ่จะประสานงานกับสายการบินต่างๆเพื่อให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ยังตกค้างต่อไป

    กรณีของบาห์เรน สถานทูตของไทยที่กรุงมานามา ได้แจ้งว่าได้เตรียมความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับคนไทย ซึ่งในกรณีของบาห์เรนจะต้องเดินทางผ่านไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยวันนี้ก็ได้อำนวยความสะดวกให้คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 9 คน เดินทางเข้าไปในซาอุดิอาระเบีย เรียบร้อยแล้วเพื่อที่จะเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป

    ประเทศที่สี่คือ กาตาร์ ขณะนี้น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ทำให้สายการบินต่างๆยังไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ และกาตาร์ก็ยังมีการโจมตีอยู่ในบางพื้นที่ แต่ละรัฐบาล pat ก็ยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และขอให้ประชาชนอยู่ในที่พักและหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปัจจุบันทางสถานทูตไทยก็ได้ติดต่อคนไทยได้แล้ว 43 คน จากทั้งหมด 46 คน ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลคนไทยในที่พักที่โรงแรมต่างๆแล้วส่วนใหญ่ขวัญกำลังใจยังดีอยู่ ทางสถานทูตก็จะเร่งประสานหาเที่ยวบินให้คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออก

    สำหรับที่ประเทศจอร์แดน ทางสถานทูตแจ้งว่ามีคนไทยตกค้างอยู่จำนวน 13 คน โดยได้อำนวยความสะดวกและหาทางออกไปเรียบร้อยแล้ว 2 คน   ที่เหลืออีก 11 คน และนักท่องเที่ยวคนไทยที่ข้ามแดนมาจากอิสราเอลเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 12 คน จะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน Royal จอร์แดน ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ 

    กรณีที่ประเทศอิรัก สถานทูตได้อำนวยความสะดวกคนไทยที่ตกค้างแล้ว 2 คน ให้เดินทางออกนอกประเทศทางตุรกี ขณะนี้ยังตกค้างอีก 20 คน ที่กรุงแบกแดด และเมืองคาบาล่า ซึ่งอยู่ทางตอนใต้โดยกลุ่มนี้บอกว่ายังจะอยู่ในพื้นที่ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์การเปิดน่านฟ้า หากยังไม่เปิดอาจจะเดินทางทางช่องทางบกไปยังตุรกีหรือซาอุดิอาระเบีย 

    สำหรับที่โอมานและเยเมน ซึ่งอยู่ในเขตอาณาสถานทูตที่กรุงมัสกัต มีรายงานว่า ได้ติดต่อแรงงานไทยที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงและในโอมานและเยเมนตลอดเวลา โดยให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศบางส่วนแล้ว

    นายปาณิดล กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหว อาจจะมีการรายงานข่าวที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือ Face News  ซึ่งล่าสุดมีกรณีที่ว่าประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาในกรอบความร่วมมืออินโดแปซิฟิก ซึ่งมีเงื่อนไขอนุญาตให้สหรัฐใช้ไทยเป็นฐานทัพได้นั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศขอชี้แจงดังนี้

    “ ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอนและขัดกับนโยบายของไทยอย่างชัดเจน ประเทศไทยมีนโยบายที่ ชัดเจนว่า อยากจะให้สถานการณ์ความขัดแย้งต่างๆคลี่คลายโดยเร็ว เพราะเราเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนทุกท่านตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการ ก่อนการเผยแพร่ต่อไปด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายและจุดยืนของประเทศไทย”

    ด้านนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน  ชี้แจงถึงผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ว่า  กระทรวงพลังงาน และทางรัฐบาลมีมาตรการที่จะช่วยดูแล พี่น้องประชาชนไม่ให้เกิดความขาดแคลนทางด้านน้ำมันโดยในเรื่องตัวของปริมาณสำรองนั้น จะเห็นว่าวันนี้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศประเทศไทย คิดเป็นประมาณ 62 วัน กรณีที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลย และปัจจุบันเรายังมีการจัดหาน้ำมันได้อยู่ ประมาณครึ่งหนึ่งของการจัดหาน้ำมันของประเทศไทยมาจากตะวันออกกลาง และอีก 40 ถึง 50% มาจากที่อื่น ที่อยู่นอกเหนือจากตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นเรื่องของการจัดหาน้ำมันยังมีการจัดหาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนมีนาคม เรายังมีการจัดหาน้ำมัน เข้ามาได้ตลอด  เพราะฉะนั้นจะไม่มีเรื่องของการขาดแคนน้ำมัน และน้ำมันจะหมด ในส่วนของการดูแลเรื่องราคาน้ำมัน กระทรวงพลังงานก็ได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ โดยปัจจุบันในส่วนของราคาขายปลีก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องของตัวเราช้ำมันไม่ให้การปรับราคาน้ำมัน  และในอนาคตอีก 15 วัน จะดูแลราคาน้ำมันดีเซลจะไม่ให้มีการปรับ เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชนอย่ากังวลและลดการตื่นตระหนก 

    ขณะที่ นายเสกสันฐ์   ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงถึงมาตรการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวตกค้างในไทย สมาคมการท่องเที่ยว  กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัทท่าอากาศยานจำกัดมหาชน และกรมท่าอากาศยาน รวมถึงสายการบินต่างๆ ร่วมมือทำงานร่วมกันในการบูรณาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สั่งการในมาตรการเชิงรุก ในการดูแล การจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ในวิกฤตภาวะด้านการท่องเที่ยวจากการประสบปัญหาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผลกระทบที่จะมีต่อการท่องเที่ยว รวมถึงการเตรียมแผนฟื้นฟูและมาตรการต่างๆที่จะรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต 

    นอกจากนั้น ยังได้เงินการในเชิงรุกในพื้นที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต กระบี่ พังงา เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยว และต้องเดินทางออกไปทางภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีต้องการขอรับความช่วยเหลือ       

    นอกจากนั้นเรายังได้รับความร่วมมือ จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการมีมาตรการช่วยเหลือสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรแต่สิ้นสุดลง หรือโอเวอร์สเตย์ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขได้ 2 กรณีดัง  

    กรณีประสงค์เดินทางออกนอกประเทศ ชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนด ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เป็นเป็นต้นมาจะได้รับการยกเว้นค่าปรับ หากเดินทางออกนอกราชอาณาจักร  ส่วนกรณีที่ 2 กรณีขออยู่ต่อชั่วคราว กรณีนี้ก็ต้องทำตามขบวนการขั้นตอนตามกฏหมายไทย และมีแบบฟอร์มในการขออนุญาตอยู่ต่อ ซึ่งจะขออยู่ต่อได้ครั้งละ 30 วัน ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พยายามให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า หากท่านใดมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือสายด่วน 1178 กรณีที่นักท่องเที่ยวต้องการขอความรับการช่วยเหลือ ได้ที่หมายเลข 1672  ตำรวจท่องเที่ยว 1155  

    ขอให้นักท่องเที่ยวสบายใจได้ เพราะภาครัฐภาคเอกชนของไทยทำงานร่วมมือกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในภูมิภาคนี้ เสมือนบ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950736&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RFEKTi3a7nR_YejYSPgl9

  • “เส้นแดงถูกข้ามแล้ว” ประเทศในอ่าวอาหรับ จะตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหรือไม่ – BBC News ไทย

    “เส้นแดงถูกข้ามแล้ว” ประเทศในอ่าวอาหรับ จะตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหรือไม่ – BBC News ไทย

    “เส้นแดงต้องห้ามถูกข้ามไปหมดแล้ว” ประเทศในอ่าวอาหรับต่างชั่งน้ำหนัก จะตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหรือไม่อย่างไร

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ที่จอดเรือบริเวณท่าเรือเจเบล อาลี ของดูไบ เกิดไฟปะทุขึ้นหลังถูกเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นตกใส่
      • Author, บาร์บารา เพลตต์-อัชเชอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
      • Reporting from, กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์
    • เวลาอ่าน: 5 นาที

    ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับต่างพบว่าพวกเขาตกอยู่ในแนวหน้าของสงครามครั้งล่าสุดในตะวันออกกลาง และพวกเขากำลังโกรธเกรี้ยว

    อิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ-อิสราเอล ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนรวมหลายร้อยครั้งไปยังประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพต่าง ๆ ที่อเมริกามาตั้งไว้ในประเทศเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็โจมตีโครงสร้างของพลเรือนและโครงสร้างทางพลังงานไปด้วย

    นี่คือสงครามที่รัฐบาลชาติอาหรับต่าง ๆ ไม่ต้องการและพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น คำถามก็คือพวกเขาจะถูกดึงเข้าสู่สงครามนี้ผ่านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าการโจมตี “อันทรยศ” ของอิหร่านหรือไม่

    “เส้นแดงต้องห้ามถูกข้ามไปหมดแล้ว” มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ ระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร

    “การโจมตีอธิปไตยของเรายังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง” เขาบอกกับผู้สื่อข่าว

    “มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน มีการโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยของเรา และผลกระทบจากการโจมตีนั้นชัดเจนมาก เมื่อพูดถึงการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น ทางเลือกทั้งหมดอยู่กับผู้นำของเรา แต่เราต้องทำให้ชัดเจนมาก ๆ ว่าการโจมตีเช่นนี้จะไม่ถูกปล่อยผ่าน และไม่สามารถถูกปล่อยผ่านไปได้”

    คำบรรยายวิดีโอ, จากวิดีโอจะเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นจากฐานทัพเรือที่สหรัฐฯ ดำเนินการอยู่ในบาห์เรน

    โดยส่วนใหญ่แล้ว ขีปนาวุธที่อิหร่านยิงมาจะถูกสกัดกั้นไว้ได้ทั่วทั้งภูมิภาค แต่เศษซากของมันที่ตกลงมาได้ก่อให้เกิดเปลวเพลิงลุกไหม้และคร่าชีวิตผู้คน ส่วนโดรนที่สามารถผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศมาได้ง่ายกว่าก็มักจะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถสร้างความโกลาหลที่รบกวนการค้าและการเดินทางท่องเที่ยว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มันดูจะเป็นกลยุทธ์ของอิหร่านเพื่อเพิ่มเดิมพันสำหรับเพื่อนบ้านประเทศอาหรับต่าง ๆ ด้วยความหวังว่าพวกเขาจะไปเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ให้ยุติสงคราม

    เชื่อกันว่าอิหร่านได้ส่งโดรนและยิงขีปนาวุธใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นประเทศศูนย์กลางทางการค้าและการท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลในอ่าวอาหรับ มากเกือบจะเท่ากับที่ส่งไปโจมตีอิสราเอล ตามการรายงานของไฟแนลเชียลไทมส์

    แต่กลยุทธ์นี้ของอิหร่านก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ อิหร่านเสี่ยงที่จะผลักให้ประเทศต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับไปใกล้ชิดกับรัฐบาลอเมริกามากขึ้น รวมทั้งเสี่ยงทำให้เหล่าประเทศอาหรับเข้ามาร่วมในสงครามด้วยในบางรูปแบบ

    จนถึงตอนนี้ พวกเขายังคงปฏิเสธที่จะให้สหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าและดินแดนของพวกเขาในการโจมตีอิหร่าน

    แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยพวกเขาอาจตัดสินใจเข้าร่วมปฏิบัติการทางการทหารก็ได้

    ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น โดยประเทศอาหรับต่างให้ความสนใจไปที่การป้องกันตัวเอง แต่มันก็ขึ้นอยู่ด้วยว่าสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อไปยาวนานแค่ไหน

    คำบรรยายวิดีโอ, วิดีโอแสดงให้เห็นเศษซากปรักหักพังกระจายบนพื้นสนามบินในดูไบ

    บางประเทศอาจลังเลที่จะแสดงท่าทีเหมือนว่าเข้าข้างอิสราเอลในความขัดแย้งครั้งนี้

    การรุกรานของอิสราเอลที่ทำลายล้างและคร่าชีวิตผู้คนในกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อเดือน ต.ค. 2023 ตลอดจนการแทรกแซงทางการทหารในประเทศอื่น ๆ เช่น ในเลบานอน และซีเรีย ทำให้ความสัมพันธ์ของอิสราเอลกับชาติอาหรับต่าง ๆ ตึงเครียดขึ้น พวกเขาโกรธที่อิสราเอลทิ้งระเบิดในกาตาร์เมื่อปีที่แล้วในความพยายามเพื่อจะสังหารผู้นำฮามาส

    แต่สิ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือ การโจมตีจากอิหร่านได้เสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างประเทศต่าง ๆ ในอ่าวอาหรับ

    สมาชิกทั้งหกประเทศของคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน ได้พบปะกันในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยพวกเขาได้ให้คำมั่นด้วยว่าจะ “ใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของพวกเขา รวมถึงปกป้องดินแดน พลเรือน และผู้อยู่อาศัยในดินแดนของพวกเขา ซึ่งนี่รวมถึงทางเลือกในการตอบสนองต่อการรุกรานนี้ด้วย”

    อันวาร์ การ์กาช ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการทูตของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เรียกร้องให้อิหร่านมีสติ

    “สงครามของคุณไม่ใช่สงครามกับเพื่อนบ้าน” เขาเขียนลงบนโพสต์ในแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) “กลับสู่ที่มั่นของคุณเถิด และตกลงกับบรรดาเพื่อนบ้านของคุณด้วยเหตุผลและความรับผิดชอบ ก่อนที่วงแห่งความโดดเดี่ยวและความรุนแรงจะขยายกว้างขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c62gg7nldkeo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ndmKgUM4qC-z7k8WPUfNp

  • ท่องเที่ยว ยืนยัน มีระเบียบจ่ายเงินเยียวยานักท่องเที่ยว

    ท่องเที่ยว ยืนยัน มีระเบียบจ่ายเงินเยียวยานักท่องเที่ยว

    ปลัดฯท่องเที่ยวยัน เงินเยียวยามีในระเบียบ 

    นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงกรณีเงินเยียวยา 2,000 บาทนั้น ว่าที่ผ่านมากระทรวงฯมีกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและมีระเบียบการจ่ายเงิน และการช่วยเหลือที่ชัดเจน ซึ่งจ่ายให้กับผู้ประกอบการไทย ที่รับภาระดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างตามโรงแรม และสถานที่ต่างๆ  เช่น กรณีที่มีปิดสนามบิน แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระเบียบ เนื่องจากมีข้อจำกัดงบประมาณ แต่อย่างไรก็ดีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยานักท่องเที่ยว ยังมีอยู่มีระเบียบ และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินดังกล่าว เช่น กรณีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ที่ถูกไฟเผา กระทรวงฯเยียวยาค่ารักษาพยาบาล ญาติที่มาดูแลเป็นต้น โดยกองทุนจะตั้งเรื่องของบกลาง ที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี

    สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวตกค้าง จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ในขณะนี้ กระทรวง ฯ ไม่นิ่งนอนใจจึงได้ไปดูระเบียบการปฏิบัติที่ผ่านมาและหารือกับผู้ประกอบการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยวซึ่งที่ผ่านมาหากสถานการณ์ยืดเยื้อกระทรวง ฯ จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการเช่นโรงแรมร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวพำนัก  จะใช้เงินจากกองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจ่ายเยียวยาให้กับผู้ประกอบการเช่นโรงแรมร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ ในอัตราเฉลี่ยวันละ 2000 บาทต่อรายโดยจ่ายให้กับผู้ประกอบการ คือเหมาจ่ายค่าที่พักและอาหาร ไม่ใช่จ่ายนักท่องเที่ยว  

    จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนว่าการจ่ายเงินเยียวยารายละ 2000 บาทนั้นจะจ่ายก็เมื่อสถานการณ์เกิดความรุนแรงยืดเยื้อและผู้ประกอบการโรงแรมหรือภาคส่วนต่างๆไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดูแลนักท่องเที่ยวที่ติดค้างตามโรงแรมได้ ทั้งนี้กระทรวงฯ ได้ประเมินสถานการณ์รายวันว่าเหตุการณ์จะมีมีแนวโน้มไปทิศทางใดเพื่อเตรียมการรองรับการช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tourism-permanent-secretary-confirms-compensation-payments-included-regulations&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lLBOLE8f4wACBNGsGX9gS

  • ททท.โชว์ “ท่องเที่ยวไทย” งานไอทีบี | เดลินิวส์

    ททท.โชว์ “ท่องเที่ยวไทย” งานไอทีบี | เดลินิวส์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้นำผู้ประกอบการไทยด้านการท่องเที่ยว 165 ราย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน Internationale Tourismus Borse (ITB Berlin 2026) ซึ่งเป็นงานมหกรรมส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ระหว่างวันที่  3-5 มี.ค. 69  ที่ เบอร์ลิน เอ็กซ์โป เซ็นเตอร์ ซิตี้  กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดศักยภาพ “The NewThailand” สู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เสนอภาพลักษณ์ใหม่เที่ยวไทยผ่านแนวคิด “Unforgettable Experience: Healing is the New Luxury” โดยชูไฮไลต์เมืองน่าเที่ยว เส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืน และผลิตภัณฑ์รักษ์โลก อีกทั้งได้รับพระกรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จร่วมงานและสาธิตเมนูไทยโบราณ ถ่ายทอดเสน่ห์วิถีไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม

    การนำผู้ประกอบการเข้า ร่วมงานจะร่วมนำเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทย และพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการนำเที่ยวจากทั่วโลกที่มาร่วมงาน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ประชาสัมพันธ์และนำเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวภายในพื้นที่คูหาประเทศไทย ซึ่ง ททท. คาดการณ์จะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5,568 ล้านบาท

    ทั้งนี้ในปี 68 จำนวนนักท่องเที่ยวเยอรมันที่มาเที่ยวไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 68 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 965,898 คน เพิ่มขึ้น 10.60% และล่าสุดในเดือนม.ค.ปีนี้ มีนักท่องเที่ยวเยอรมัน มาไทยแล้ว 115,700 คน เพิ่มขึ้น 2.55% นักท่องเที่ยวตลาดนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางครั้งแรกถึง 57.13% โดยนิยมเดินทางด้วยตนเอง ทั้งแบบเดี่ยว กับเพื่อน หรือคู่รัก ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่าง กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่และเชียงใหม่ โดยจะเดินทางมากที่สุดในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.และพ.ย.-ธ.ค.ซึ่งสอดคล้องกับฤดูหนาวและฤดูร้อนของเยอรมนี พร้อมพักผ่อนยาวเฉลี่ยถึง 15.58 คืนต่อทริป

    สำหรับคูหาประเทศไทยภายใน Hall 26B ถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ด้วยคอนเซปต์ “Unforgettable Experience: Healing is the New Luxury” สะท้อนเสน่ห์ความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัย และเชิญชวนนักเดินทางค้นหานิยามใหม่ของความหรูหราพร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาที่แท้จริง ควบคู่กับการนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ชูเมือง น่าเที่ยว ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตลาดนักท่องเที่ยวเยอรมนีถือเป็นหนึ่งในตลาดระยะไกลที่มีบทบาทสำคัญต่อการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5657344/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3izY1ccqyRdzhxYxhsaMTN

  • กมลวรรณ ควงสาวเกาหลีใต้ดับเจ้าถิ่น ทะลุ 8 ทีมหญิงคู่เทนนิสไอทีเอฟที่จีน

    กมลวรรณ ควงสาวเกาหลีใต้ดับเจ้าถิ่น ทะลุ 8 ทีมหญิงคู่เทนนิสไอทีเอฟที่จีน

    กมลวรรณ ยอดเพ็ชร จับคู่ ชอย อึนยู จากเกาหลีใต้ โชว์ฟอร์มแกร่งหวดชนะคู่เจ้าถิ่น 2 เซตรวด ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศประเภทหญิงคู่ ศึกเทนนิส ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ W15 หม่าอันซาน ที่ประเทศจีน

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพหญิง ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ รายการ W15 หม่าอันซาน ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 467,399 บาท) ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นการชิงชัยในรอบเมนดรอว์

    ประเภทหญิงคู่ รอบแรก กมลวรรณ ยอดเพ็ชร มือคู่ 653 ของโลก จับคู่กับ ชอย อึนยู มือคู่ 716 ของโลกจากเกาหลีใต้ โดยทั้งคู่ถือเป็นคู่มือวาง 4 ของรายการ ลงสนามพบกับนักเทนนิสเจ้าถิ่น หลิว หลี่ ยี่ มือคู่ 1,094 ของโลก และ เซียว หลี่ซือ มือคู่ 979 ของโลก

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า คู่ของ กมลวรรณ และ ชอย อึนยู ประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะคู่จากจีนไปได้ 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 6-3 และ 7-5 ส่งผลให้ทั้งคู่ตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ

    ขณะที่ประเภทหญิงเดี่ยว รอบแรก กมลวรรณ ยอดเพ็ชร มือ 992 ของโลก ต้องเผชิญหน้ากับงานหนักอย่าง หวัง เจียอี้ มือวางอันดับ 6 ของรายการ และมือ 740 ของโลกจากจีน ซึ่งทั้งคู่เคยพบกันมาแล้วในรายการ W15 หัวหิน เมื่อปีที่ผ่านมา โดยครั้งนั้นนักหวดสาวไทยเป็นฝ่ายชนะไปได้ 2 เซตรวด

    อย่างไรก็ตาม ในการพบกันครั้งนี้ กมลวรรณ พยายามฮึดสู้อย่างเต็มที่แต่ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของคู่ปรับเก่าได้ พ่ายไปอย่างน่าเสียดาย 0-2 เซต ด้วยสกอร์ 4-6 และ 4-6 ยุติเส้นทางในประเภทเดี่ยวไว้เพียงเท่านี้

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/100634/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XJaaE4ETXQtHrPoVpTn39

  • “คลัง-ธปท.” ผนึก IMF จัดประชุมโลกปี 69 ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสู้วิกฤต

    “คลัง-ธปท.” ผนึก IMF จัดประชุมโลกปี 69 ดันเศรษฐกิจดิจิทัลสู้วิกฤต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการหารือร่วมกับกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) โดยยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการกลับมาใช้สถานที่จัดงานเดิมอีกครั้งในรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ปี 2534

    โดยงานดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกแห่งวงการการเงิน” โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ รัฐบาลได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “Thailand New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งเน้นการพัฒนาคนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นต้นแบบให้ประเทศในภูมิภาค โดยย้ำว่าการจัดงานนี้เป็นวาระของคนไทยทุกคนที่ต้องร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับ IMF ที่มีมาตั้งแต่ปี 2492 โดยชี้ว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นโยบาย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธปท. จึงมุ่งส่งเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินภายใต้แนวคิด “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุมเพื่อสุขภาวะทางการเงิน”  เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และปกป้องกลุ่มผู้เปราะบางไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดตัวเอกสารพิมพ์เขียว (Blueprint paper) ร่วมกับ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้าสำหรับประเทศสมาชิก

    นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวยกย่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และความงดงามของผ้าไหมไทย พร้อมแบ่งปันความประทับใจจากการเดินทางเยือนไทยครั้งที่ 50 ทั้งประสบการณ์การนั่งรถตุ๊กตุ๊ก การเรียนมวยไทย และการอนุรักษ์ปลาในเขตอภัยทานริมวัดที่สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของสายน้ำ

    โดยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความซาบซึ้งใจที่ไทยเป็นเจ้าภาพ 2. ความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็น “เมืองหลวงแห่งการเงิน” ที่ดึงดูดการลงทุน และ 3. การชื่นชมหัวข้อพลวัตและความสามารถในการฟื้นตัว

    นอกจากนี้ ผู้จัดการ IMF ชี้ว่าปัจจุบันจีดีพีโลกเติบโตลดลงเหลือ 3.2-3.3% จากปัญหาผลิตภาพ (Productivity) โดยเสนอ 3 แนวทางแก้ไข คือ การระดมทุนผ่านตลาดทุน การนำ AI มาใช้ซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลิตภาพในเอเชียได้ถึง 1% และการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้ถูกประเภท

    ด้านนายเอกนิติ ได้อธิบายเสริมว่า ไทยเรียนรู้จากบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรับมือกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ

    สำหรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผู้จัดการ IMF ประเมินความเสี่ยงไว้ 3 ช่องทาง ได้แก่ วิกฤตพลังงาน ความเชื่อมั่นของตลาด และการหยุดชะงักของการเดินทางและการค้า

    ด้าน นายวิทัย ประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน โดยอาจทำให้จีดีพีลดลงราว 0.1-0.2%  แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง มีเงินกู้ต่างประเทศต่ำและมีกันชนรองรับความผันผวนที่ดี ส่วนอัตราเงินเฟ้อนั้น แม้ราคาน้ำมันจะมีสัดส่วนถึง 13% ในการคำนวณตะกร้าเงินเฟ้อ  แต่คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2-0.3% ซึ่งยังบริหารจัดการได้  นอกจากนี้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับ 60 วัน และมีแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ

    ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อนเพื่อรองรับความเสี่ยง ซึ่งหากราคาน้ำมันพุ่งสูงจากระดับ 80 กว่าดอลลาร์ในปัจจุบันไปจนเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสถานการณ์บานปลายกว่าสงคราม 12 วันในปีที่ผ่านมา ธปท. และรัฐบาลก็พร้อมออกมาตรการดูแลเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ตาม ธปท. ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกรรมหรือธุรกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/817325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37xbBQKRrP5bqSQq03Nhau

  • เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง”  สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง” สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, สมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นผู้ดำเนินการหลักในการสาธิต “เลือกตั้งจำลอง”
      • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    ห้องรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา แปรสภาพเป็น “หน่วยเลือกตั้งจำลอง” โดยมีอุปกรณ์ครบถ้วน ทั้งคูหาเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง ปากกา แบบขีดคะแนน และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (barcode)

    เมื่อถึงเวลานัดหมาย 13.55 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงขั้นตอนสาธิต “การเลือกตั้งจำลอง” ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แทบทุกประการ เพียงแต่ในสถานการณ์จำลองนี้ ให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ 1 เมนู จากทั้งหมด 6 เมนู เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกติกาตรงกัน ก็ได้เวลาเปิดหีบเลือกตั้ง

    อาสาสมัคร 10 คน ซึ่งมีทั้งผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และประชาชนรับบทผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ โดยมีอาสาสมัครอีก 4 คนทำหน้าที่กรรมการประจำหน่วยลงคะแนน (กปน.) ให้โหวตเตอร์ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตร จากนั้น กปน. ฉีกบัตรลงคะแนนที่มีบาร์โค้ดส่งให้ผู้ใช้สิทธิเข้าไปกากบาทเลือกในคูหา แล้วนำมาหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง

    ทว่ากติกาพิเศษที่ผิดแผกไปจากการเลือกตั้งจริงคือ ให้ผู้ใช้สิทธิสามารถถ่ายรูปบัตรลงคะแนนที่กากบาทแล้วเอาไว้เป็นหลักฐาน

    เมื่อโหวตเตอร์ทุกคนใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการนับคะแนน โดยมี “ทีมนักสืบ” 5 ทีมร่วมภารกิจพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดสามารถระบุผู้ลงคะแนนได้จริงหรือไม่

    ในขณะที่ กปน. เปิดหีบ-กางบัตรออกมาขานคะแนน-บันทึกคะแนนลงแบบขีดคะแนนบนกระดาน ทีมวิเคราะห์ข้อมูลก็ตั้งกล้องถ่ายรูปบัตรลงคะแนนทุกใบ ทดลองถอดรหัสด้วยอุปกรณ์ที่จัดเตรียมมาเองใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และเปรียบเทียบกับผลการนับคะแนน

    ผลปรากฏว่า ระดับความแม่นยำของ “ทีมนักสืบ” ทั้ง 5 ทีมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88% โดยมีอยู่ 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวเมนูใด และ 1 ทีมถอดรหัสได้ 90% (ตอบถูก 9 จาก 10 คน) และอีก 1 ทีมถอดรหัสได้ 40% (ตอบถูก 4 จาก 10 คน)

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    กมธ.การเมืองฯ ปัดแทรกแซง กกต. แค่ “ศึกษาเชิงวิชาการ”

    กิจกรรมนี้จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในวันเดียวที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน จาก 21 พรรคการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 37.8 ล้านคน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และ “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” หรือไม่

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “ศึกษาเชิงวิชาการ” และจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษากระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (Free & Fair Election) ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง โดยจะเสนอรายงานและข้อเสนอแนะให้วุฒิสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า พร้อมยืนยันว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กระบวนการตีความข้อกฎหมายว่าการลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ลับ หรือขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องการพิสูจน์ความเสี่ยงจากการมีบาร์โค้ดเท่านั้น เพื่อ กกต. จะได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทดลองไปพิจารณาและปรับปรุงการการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    เขาย้ำด้วยว่า กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้จัดการเลือกตั้งจำลองนี้ตามที่ได้รับการประสานงานมา แต่ยอมรับว่ามีเพื่อน กมธ. บางส่วนตั้งคำถาม แต่เมื่ออธิบายว่าเป็นการพิสูจน์ทางวิชาการ ก็เข้าใจ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, 6 เมนูก๋วยเตี๋ยวที่ให้ผู้ออกเสียงโหวตเลือกในการเลือกตั้งจำลอง

    ส่วนที่มีนักกฎหมายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กมธ. ไม่มีอำนาจตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ เข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของ กกต. นั้น นายนรเศรษฐ์ย้ำว่าเจตนาของ กมธ. คือศึกษาเชิงวิชาการ ไม่ได้ทำเพื่อหาว่าใครถูกใครผิด กมธ. ไม่มีเจตนาก้าวล่วงหรือบอกว่า กกต. ต้องทำหรือไม่ทำอะไร แต่มองว่าการพัฒนาการเมืองที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากคูหาเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนก็เริ่มที่คูหาเช่นกัน หากมีความสงสัยในกระบวนการเลือกตั้งย่อมกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตย

    เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่าการจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อ “ฟอกขาว” ให้กลุ่มบุคคลที่ถูก กกต. กล่าวโทษดำเนินคดีอาญา ซึ่งประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ขอปฏิเสธ โดยบอกว่าเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขณะนี้มีเพียงข่าว ยังไม่มีใครเห็นเนื้อหาของหมายแจ้งข้อกล่าวหาประชาชนแต่อย่างใด

    ทีมนักสืบแกะรอยบาร์โค้ดหาผู้เลือกได้อย่างไร

    สำหรับ “ทีมนักสืบ” ที่เข้าร่วมภารกิจแกะรอยบาร์โค้ดมีทั้งหมด 5 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 ทีม ทีมนักเรียนมัธยม 1 ทีม และทีมประชาชนทั่วไป 2 ทีม แต่ละทีมใช้เทคนิคถอดรหัสบาร์โค้ดแตกต่างกันไป

    ในการวัดความแม่นยำ ผู้จัดงานให้โหวตเตอร์อาสาสมัครมายืนประจันหน้ากับทีมนักสืบ แล้วให้แต่ละทีมทายผลการลงคะแนนของโหวตเตอร์รายนั้น ๆ

    หญิงที่ชื่อ “ศิ” คือโหวตเตอร์คนแรกที่ใช้สิทธิและถูกทายผลการออกเสียง ซึ่งปรากฏว่ามี 4 จาก 5 ทีม ตอบถูกว่าเธอกากบาทเลือกก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หรือคิดเป็นความแม่นยำที่ 80%

    จากนั้นโหวตเตอร์ที่เหลือ ก็ทยอยมาแสดงตัว-ให้ทีมนักสืบทายผลการออกเสียง พบว่า

    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 5 คน ที่ทีมนักสืบทุกทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 100%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 4 คน ที่ทีมนักสืบ 4 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 80%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 1 คน ที่ทีมนักสืบ 3 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 60%

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบปฏิบัติภารกิจสแกนบาร์โค้ด ในระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งจำลอง

    เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด ปรากฏว่ามี 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสบาร์โค้ดได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนอย่างไร

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 1 ที่ทายผลถูกทั้งหมด เฉลยวิธีการถอดรหัสบาร์โค้ดเพื่อสืบย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงว่าใช้วิธีการถ่ายภาพ และใช้แอปพลิเคชันไลน์ยิงสแกนบาร์โค้ดตอนนับคะแนนซึ่งตรวจจับได้ไวมาก และสามารถระบุได้ว่าโหวตเตอร์ลงคะแนนอย่างไรหากรู้ว่าอยู่ในลำดับผู้ใช้สิทธิที่เท่าไร ทีมนี้ใช้เวลา 12 นาทีในการถอดรหัสบาร์โค้ด โดยไม่มีการสุ่มหรือคาดเดาเลย

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 2 อีกทีมที่ทายผลถูก 100% ใช้การถ่ายภาพนิ่งผู้ใช้สิทธิ และถ่ายภาพนิ่งบาร์โค้ดตอนนับคะแนน แล้วนำมา 2 ส่วนมาเทียบหาลำดับผู้ลงคะแนน แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยจากการที่บาร์โค้ดโหวตเตอร์คนที่ 5-6 สแกนไม่ติด จึงต้องอาศัยการสุ่ม แต่ก็เดาถูก

    ทีมนักสืบประชาชน สามารถถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที ด้วยการเก็บคะแนนบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบ และนำไปสแกนบาร์โค้ด เพื่อเช็กลำดับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในตารางที่เขาเขียนและบันทึกเอาไว้

    ขณะที่ทีมนักเรียนสายสืบ ที่ทายถูก 60% แจ้งว่า พวกเขาใช้การอัดคลิปวิดีโอทั้งช่วงเลือกตั้งและขานคะแนน ทำให้ภาพบาร์โค้ดไม่ชัดเจน นำมาสแกนไม่ได้ ต้องอาศัยการคาดเดาร่วมด้วย

    ผู้จัดงานสรุปว่า ความแม่นยำขึ้นกับการเตรียมตัว ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือก และอุปกรณ์ที่ใช้งาน

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบ 3 ทีมที่ทำผลงานการถอดรหัสบาร์โค้ดได้ถูกต้อง 100%

    “เสียลับ” ในเลือกตั้งจำลอง จะส่งผลต่อเลือกตั้ง 8 ก.พ. หรือไม่

    กระบวนการการเลือกตั้งจำลองใช้เวลา 2 ชม. ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายแวดวง อาทิ นักวิชาการด้านกฎหมาย นักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนที่มีชื่อปรากฏว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี ร่วมสังเกตการณ์การถอดรหัสบาร์โค้ดด้วย

    อย่างไรก็ตามไม่มีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตมาร่วมแต่อย่างใด ถึงแม้ กมธ. ทำหนังสือเชิญไปแล้วก็ตาม

    ผู้ร่วมสังเกตการณ์ 2 คนคือ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” นักเคลื่อนไหวการเมือง บอกตรงกันว่า กิจกรรมนี้ไม่ควรต้องจัดด้วยซ้ำ หาก กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สืบย้อนกลับไปหาผู้ออกเสียงลงคะแนนได้

    รศ.ดร.ปริญญาเรียกร้องให้ กกต. ยืนยันกับประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีการใช้บาร์โค้ดอีก ซึ่งการพิสูจน์ในวันนี้สะท้อนว่าเพียงแค่รู้ลำดับการใช้สิทธิ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร เพราะบัตรเลือกตั้งไล่เรียงไปตามหมายเลข หากหัวคะแนนเพียงไปนั่งเฝ้า ก็สามารถจำหน้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนได้ โดยไม่ต้องมีต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด เขตใด ทุจริต

    “ถ้าประชาชนรับเงินมา เขาต้องมีสิทธิกาไม่เลือกได้ นี่คือหลักเลือกตั้งโดยลับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย” นักกฎหมายจาก มธ. กล่าว

    นักกฎหมายอีกคนที่มาร่วมสังเกตการณ์คือ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นว่า คนที่บอกว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะถือว่า “มีธง” ส่วนตัวไม่มีธง และขอแบ่งความลับการเลือกตั้งออกเป็น 3 ระดับ

    • ระดับผู้ใช้สิทธิออกเสียง หากเดินผ่านคูหาเลือกตั้ง ก็จะรู้ได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร แบบที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2549
    • ระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าหากจับหัวกับหางบัตรเลือกตั้งมาเจอกัน ก็จะรู้ได้ว่าใครเลือกอะไร
    • ความลับในระบบ ซึ่งต้องหาต้นขั้วบัตรมาประกบกับหางบัตร ถึงจะรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร

    “ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ถูกซื้อจริง สิ่งที่ทำในวันนี้เปิดเผยให้เห็นว่ามันเปิดเผยผลการเลือกได้ทั้งหน่วย ถ้ารู้ลำดับที่การใช้สิทธิ และหมายเลขบัตรเลือกตั้ง ก็มีโอกาสรู้ว่าใครกาอย่างไร” ดร.เจษฎ์กล่าว

    นักกฎหมายรายนี้กล่าวต่อไปว่า หาก กกต. คาดเดาได้ว่าเหตุที่เกิดการทราบคะแนนจากการทดลองต่าง ๆ 7 กกต. และเลขาธิการ กกต. ก็อาจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการนี้

    เขาจึงคาดหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไปแล้วพิจารณา เพราะหากยังอยู่ในความคลางแคลงใจ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้คนเชื่อว่าสุจริตไม่ได้ คนก็จะมองว่ารัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, เจษฎ์ โทณะวณิก บอกว่า เขาไม่มีธงว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเป็นโมฆะหรือไม่

    ผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์-ผ่านบัตรเลือกตั้งจำลองในวันนี้ อาจเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานของฝ่ายที่ระบุว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู ทำให้ “เสียลับ” ตามทัศนะของ ดร.เจษฎ์

    เขายอมรับว่านี่เป็นเพียงการ “พิสูจน์ทางทฤษฎี” ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งภาระในการพิสูจน์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นของผู้ร้อง และต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความลับ เช่น อาจให้นำต้นขั้วบัตรและหางบัตรที่มีบาร์โค้ดเมื่อ 8 ก.พ. ไปพิสูจน์ หรือถ้าศาลเห็นว่าการเลือกตั้งจำลองวันนี้มีประโยชน์ ก็อาจนำไปประกอบได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเลย

    รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

    เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ขยายความหมาย “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” ว่าบุคคลอื่น “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด”

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ซ้าย) กับ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา 2 จาก 6 คน โดยมี กกต. เป็นผู้ฟ้องคดี

    ภายหลังการเลือกตั้ง มีนักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. จากกรณีปรากฏบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในหลายศาลและหลายคดี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมาพูดถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อ 3 มี.ค. ว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง กกต. ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

    นอกจากตกที่นั่งผู้ถูกกล่าวหา กกต. ก็ขอเป็นผู้กล่าวหา โดยมอบหมายให้รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อ 22 ก.พ.

    ถึงตอนนี้ กกต. ยังไม่เคยระบุชัดเจนว่าบุคคลที่ถูกฟ้องคือใคร แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่ามีผู้ถูกกล่าวหา 6 คน ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี/ไอที/เอไอ, นักการเมือง, อดีต กกต. และสื่อมวลชน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 66 วรรคสอง (ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) มาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 322 (เปิดเผยความลับ) และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

    ในวันนี้มี 3 จาก 6 คนที่ปรากฏชื่อในข่าวว่า กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีมาร่วมกิจกรรมจำลองการเลือกตั้งด้วย ประกอบด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีบล็อกเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cq57y97l405o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vjVNgUoUBelGe8j7iakmd