Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5 แรงหนุนท่องเที่ยว

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ก.พ. แตะ 53.0 ฟื้นต่อเนื่องเดือนที่ 5  แรงหนุนท่องเที่ยว

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,623 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.0 จากความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ชะลอตัวยังคงส่งแรงกดดันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องกระทบความกังวลของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ระดับ 53.0 โดยปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 59.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 58.4 ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นคาดว่ามาจาก 

    • ประชาชนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ทิศทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 
    • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนและมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมีนโยบายการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ จะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในประเทศ
    • การส่งออกยังเติบโต ได้ต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารและผลไม้เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 43.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยมีปัจจัยลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อภาคการผลิต และการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก 

    รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการที่มีความผันผวนส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม 

    อย่างไรก็ตาม หลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้นทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางค่อนข้างเร็วและผันผวน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นจึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    นอกจากนี้ มติที่ประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อาจช่วยผ่อนคลายความกังวลของประชาชนได้ในระยะถัดไป

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 49.01% รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 13.20% การเมือง 10.66% เศรษฐกิจโลก 8.12% ราคาสินค้าเกษตร 7.90% สังคม/ความมั่นคง 7.53% ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 1.65% ปัจจัยอื่น ๆ 1.01% และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด 0.92%

    ขณะเดียว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 54.3 และ 51.5 ตามลำดับ 

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคกลางทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 50.9 กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและภาคเหนือ แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 57.2 และ 52.1 ตามลำดับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653208&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0upgc6kTkzX28a-_IXp4JT

  • ‘ว่าว’ สื่อกลางสานสัมพันธ์ “เทศกาลว่าวริมโขง” กระชับมิตรภาพไทย-จีน

    ‘ว่าว’ สื่อกลางสานสัมพันธ์ “เทศกาลว่าวริมโขง” กระชับมิตรภาพไทย-จีน

    นพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การจัดเทศกาลว่าวริมโขงที่เชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นครั้งแรกที่จะพลิกฟื้นให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวเกิดขึ้น ในโอกาสนี้ ได้รับความร่วมมือจากทางสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ ผลักดันให้งานเกิดเป็นธูปธรรมขึ้นมา และยังได้ช่างฝีมือว่าวจากเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง และช่างฝีมือว่าวของไทย ร่วมกันจัดอบรม ให้เยาวชนไทยกว่า 100 คน ได้ฝึกการทำว่าว และร่วมกิจกรรมเล่นว่าวกับประชาชน และนักท่องเที่ยว

    “โดยต่อไปเตรียมที่จะยกระดับให้เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวประจำปี เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ระหว่างไทย-จีน”

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้าน Mr.Lyu Sheng กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะช่างฝีมือว่าวจากเมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อเสนอทักษะงานฝีมือทำว่าว และใช้ว่าวเป็นสื่อกลางในการสานสัมพันธ์ต่อกันในฐานะที่เมืองเหวยฟาง และจังหวัดเชียงราย เป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน เมื่อปี 2557 โดยเมืองเหวยฟาง ถูกขนานนามว่าเป็นนครแห่งว่าวของโลก ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมทางด้านว่าวที่สิบทอดกันมาอย่างยาวนาน หวังว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะช่วยให้จีน และไทยเกิดความสัมพันธ์แน่นเฟ้นยิ่งขึ้น

    Mr.Wang Weili รองหัวหน้าฝ่ายโฆษณา คณะกรรมการพรรคเขตเหวยเฉลิง เมืองเหวยฟาง มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า เมืองเหวยฟาง ถือเป็นแหล่งกำเนิดเล่นว่าว และจัดเทศกาลเล่นว่าวนานาชาติติดต่อกันมา 42 ปีแล้ว มีนานาประเทศทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 55 ประเทศ โดยในปี 2568 อุตสาหกรรมว่าวครบวงจรของเมืองเหวยฟางสามารถทำรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ว่าวไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และครองส่วนแบ่งการตลาดโลกร้อยละ 85

    “ในโอกาสครอบรอบครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศไทย ได้ร่วมกันปล่อยว่าวในเทศกาลว่าวที่เมืองเหวยฟาง ถือเป็นทูตสันถวไมตรีบนท้องฟ้า การจัดงานเทศกาลว่าวริมฝั่งโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นครั้งแรกระหว่างเมืองเหวยฟาง กับอำเภอเชียงของ ในการแลกเปลี่ยนความรู้การทำว่าว วัฒนธรรมการเล่นว่าว การสร้างอาชีพจากการทำว่าวที่จะเกิดรายได้ต่อชุมชน และการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน และพร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมเกี่ยวกับว่าวในอนาคต”

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Mr.Xing Shunjian ช่างฝีมือว่าว สถาบันวิจัยศิลปะหัตถกรรมเมืองเหวยฟาง กล่าวว่า เมืองเหวยฟางที่ประวัติศาสตร์การทำว่าวมานานกว่า 2,000 ปี และวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ปัจจุบันมีช่างฝีมือทำว่าวกว่า 80,000 คน ขณะที่สถาบันการศึกษาตั้งแต่ได้บรรจุหลักสูตรการทำว่างในการเรียนการสอน ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย และยังถือเป็นเมืองที่มีการผลิตว่าวครบวงจรใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีการผลิตว่าวแบบทำมือ 100%, การผลิตว่าวแบบทำมือร่วมกับเครื่องจักร และการทำด้วยเครื่องจักร โดยว่าวที่มีมูลค่าสูงสุดมีราคาถึงชิ้นละ 2.5 ล้านบาท

    ในแต่ละปีที่มีการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติ ในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี จะมีนักเล่นว่าวจากทั่วโลก มาเล่นว่าวไม่ต่ำกว่า 20,000 คน และเมืองเหวยฟาง ยังถือว่าเป็นผู้ผลิตว่าวขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ทำลายสถิติโลก มีความยาวอยู่ที่ 7 กิโลเมตร น้ำหนัก 6 ตัน ต้องใช้รถลาก และใช้เวลาในการปล่อยว่าวมากกว่า 5 ชั่วโมง ต้องใช้รถและการเดินทางมาไทยครั้งนี้พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้การทำว่าวให้กับประเทศไทย 

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    ขณะที่ ธันวา เหลี่ยมพันธ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า อำเภอเชียงของเป็นเมืองชายแดนที่มีแม่น้ำโขงคั่นกลางระหว่างไทยกับ สปป.ลาว และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านแม่น้ำโขง และการเดินทางด้วยรถยนต์ผ่านถนนอาร์ 3 A ผ่าน สปป.ลาว ไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน จัดเทศกาลว่าวเป็นครั้งแรก จึงถือว่าเป็นกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

    อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้การเล่นว่าวที่เคยจะสูญหายไปจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้กลับฟื้นกลับมาอีกครั้ง และยังช่วยสานต่อให้วัฒนธรรมการเล่นว่าวได้อยู่สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ที่สำคัญ ในอนาคตอันใกล้นี้ยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วยการใช้ไม้ไผ่ที่เป็นวัตถุดิบหาได้จากในพื้นที่มาสร้างรายได้ให้กับครอบครัว และคาดว่าการจัดงานครั้งต่อไปน่าจะเป็นช่วงเดือนธันวาคม 2569

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-Thailand-and-China-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/kites-serve-as-a-medium-to-foster-and-strengthen-friendship-between-thailand-and-china&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rcxm9fRs-XE_KRlifanZo

  • พบพิรุธ! ทลายจุดปล่อยเน็ตข้ามแดนแม่สอด ลอบส่งสัญญาณไฟเบอร์ฝังดินลึก 2 เมตร | เดลินิวส์

    พบพิรุธ! ทลายจุดปล่อยเน็ตข้ามแดนแม่สอด ลอบส่งสัญญาณไฟเบอร์ฝังดินลึก 2 เมตร | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารแพศย์ ผบก.ปอท. ร่วมสั่งการให้ พ.ต.อ.พันธุ์ล้าน ปฐมพรวิวัฒน์ ผกก.กลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี บก.ปอท. ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. และเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก

    จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นอุปกรณ์โครงข่ายระดับองค์กรจำนวนมาก ประกอบด้วย Router และ Switch ประสิทธิภาพสูง ยี่ห้อ Mikrotik, Huawei และ Raisecom พร้อมชุดแปลงสัญญาณและโครงข่ายสายสัญญาณความเร็วสูง (Fiber Optic) รวมถึงชุดคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์บันทึกข้อมูล และอุปกรณ์โครงข่ายสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอีกหลายรายการ

    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท. ได้ประสานความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นฯ ตรวจสอบผู้ขอใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เนื่องจากพบการขอติดตั้งวงจรอินเทอร์เน็ตจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะการขอใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP มากกว่า 6 วงจร และขอให้ติดตั้งภายในบ้านพักหลังดังกล่าว

    จากการตรวจสอบพบว่า บ้านพักดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ติดชายแดนไทย-เมียนมา โดยบริเวณรอบข้างไม่มีชุมชนหรือบ้านเรือนอื่น แต่กลับมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณสูงผิดปกติ อีกทั้งค่าบริการอินเทอร์เน็ตแบบ Fix IP จำนวน 6 วงจร มีค่าบริการสูงถึงเดือนละกว่า 4 แสนบาท

    นอกจากนี้ยังตรวจพบการเดินสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Fiber Optic) ใส่ท่อ PVC ฝังใต้ดินลึกกว่า 2 เมตร และลากสายข้ามไปยังพื้นที่ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่ามีการลักลอบนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่อนุญาตให้ใช้ภายในประเทศไทย ส่งต่อไปใช้งานในต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย

    ภายหลังการตรวจค้น เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดอุปกรณ์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5663056/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WN7UYj4Nu6Hs5eMR4HZ9E

  • คอลัมน์การเมือง – สงครามสหรัฐอิหร่านบานปลายกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

    คอลัมน์การเมือง – สงครามสหรัฐอิหร่านบานปลายกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

    ย่างเข้าวันที่ 5 สงครามที่สหรัฐกับอิสราเอลสมคบกันรุกรานประเทศอิหร่าน ทำให้สงครามล้างผลาญบานปลายขยายวงออกไปนอกพื้นที่ขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างความปั่นป่วนแก่ความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

    ทางด้านเศรษฐกิจกองกำลังพิทักษ์ปฏวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์เช้าวันที่ 5 มีนาคมว่า IRGC ควมคุมช่องแคบเออร์มุชได้เบ็จเสร็จเด็ดขาดแล้ว เรือบรรทุกน้ำมันขัดขืนคำสั่งถูกทำลายเสียหายแล้วสิบลำในจำนวนนี้สามลำจมลงใต้ทะเล

    สื่อในประเทศโอมานรายงานว่า กองทัพเรือโอมานส่งกำลังออกไปช่วยชีวิตลูกเรือที่ถูกยิงที่ลอยคอในน้ำขึ้นฝั่งส่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 37 คน ความตึงเครียดในช่องแคบเออร์มุชเส้นทางขนส่งน้ำมัน 1 ใน 3 ของการน้ำมันส่งโลกผ่านช่องทางนี้ เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบเออร์มุชไม่ได้ สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจโลก ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตทุกอย่างหยุดชะงักหรือชะลอตัวลง

    เพียงสามวันแรกการปิดช่องแคบเออร์มุช ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ณ.วันที่ 6 มีนาคมอยู่ที่ 83.52 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากราคา 65.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 120 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาร์เรล

    ความตึงเครียดในช่องเออร์มุชสร้างความตื่นตระหนกทางพลังงานทั่วโลกในประเทศไทยแม้รัฐบาลมีมาตรการห้ามตุนน้ำมันและยืนยันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 60 วัน แต่ไม่สามารถห้ามคนไทยไม่ให้ตุนน้ำได้โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล

    วันที่ห้าของสงครามตะวันออกกลางปั๊ม น้ำมันทั่วประเทศไทยรถเข้าคิวเติมน้ำกันยาวเหยียด รถใช้ที่เครื่องยนต์ดีเซลส่วนมากมีถังใส่น้ำมันอยู่ในกระบะหลังซื้อน้ำมันใส่ถังไปตุนไว้ บางคนเพื่อใช้ทำเกษตรกรรม บางก็ตุนไว้ก่อนน้ำมันขึ้นราคา

    สงครามสหรัฐรุกรานอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว การบิน และอุตสาหกรรมบริการในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางแวะพักหรือเปลี่ยนเครื่องบินต่อไปยุโรป สหรัฐอเมริกา และดูเหมือนว่าอิหร่านตั้งเป้าหมายทำลายเมืองท่องเที่ยว แหล่งอุตสาหกรรมบริการสำคัญของสหรัฐฯและบรรดาเศรษฐีโลกรวมทั้งเศรษฐีไทยที่ไปลงทุน และซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูอยู่อาศัยในเมืองดูไบ

    IRGC จึงยิงขีปนาวุธและโดรนพิฆาตถล่มเมืองดูไบ ในประเทศอาหรับเอมืเรต (UAE) มีรายงานว่าขีปนาวุธอิหร่านถล่มทำลายโรงแรม 7 ดาวในเมืองดูไบ และฐานทัพเรือสหรัฐในดูไบ (เคยได้ยินแต่โรงแรมห้าดาวในเมืองดูไบคงมีโรงแรม 7 ดาวแห่งแรกของโลก)

    โฆษกของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่า “นาวิกโยธินสหรัฐฯ 100 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในดูไบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ True Promise 4

    ในวันเดียวกันที่อิหร่านโจมตีเมืองดูไบ สื่อและเสียงตามสายของ UAE ที่ได้ยินถึงดูไบรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศ UAE สามารถยิงสกัดทำลายขีปนาวุธและโดนอิหร่านได้ทั้งหมด มีผู้ได้บาดเจ็บสอง-สามรายที่ชิ้นส่วนโดรนถูกทำลายกลางอากาศหล่นใส่ สรุปว่า ไม่อิหร่านก็ UAE ปิดบังความเสียหายหรือแถลงไม่ตรงกับความจริง

    หาก UAE สกัดต่อต้านทำลายขีปนาวุธและโดรนพิฆาตของอิหร่านได้ จริงทำไม UAE ต้องรีบเร่งอพยพคนต่างชาติ 44,000 คนออกจากดูไบด้วยเครื่องบินเหมาลำนับร้อยเที่ยวบิน

    อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯและสหรัฐอาหรับเอมิเรตกลับ ระบุ รายละเอียดการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่านในพื้นที่สถานกงสุล สนามบิน ท่าเรือ และโรงแรมในนครดูไบ และกรุงอาบูดาบี ทำให้เกิดไฟไหม้และมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ความเสียหายเกิดจากเศษซากขีปนาวุธและโดรนที่ถูกทำลาย โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) อ้างว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตเพียง 6 นายเท่านั้น โดย 4 นายได้รับการยืนยันตัวตนและเผยแพร่ข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว

    นอกจากนั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐยังแถลงข่าว ได้โจมตีเรือรบของอิหร่านโดยเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 78 ราย และลูกเรืออิหร่านอีก 101 คนยังคงสูญหายในทะเล

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับน่านน้ำศรีลังกา โดยหน่วยยามฝั่งของศรีลังกาได้ช่วยเหลือลูกเรืออิหร่าน 30 คน

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ขณะนี้เรืออิหร่านลำดังกล่าวได้จมลงแล้ว

    ฝ่ายอิหร่านแถลงว่า เรือรบลำดังกล่าวกำลังเดินทางกลับจากการร่วมซ้อมรบกับกองทัพเรืออินเดีย และไม่คาดคิดว่าสหรัฐขี้ขลาดจะลอบกัดอิหร่านไกลจากพื้นที่ขัดแย้งตะวันออกกลาง อิหร่าน ระบุว่า อเมริกามีเป้าหมายขยายความรุนแรงออกไป และ IRGC จะสนองตอบความบ้าคลั่งสงครามกับไซออนิสต์ให้สาสม

    สงครามบานปลายขยายวงออกไป เพราะทั้งอิหร่านและสหรัฐกับอิสราเอลใช้ยุทธศาสตร์ทำลายเครือข่ายของศัตรู อิสราเอลส่งเครื่องบินรบไปถล่มทำลายเฮชบอลเลาะห์เครือข่ายอักษะแห่งการต่อต้านของอิหร่านในประเทศเลบานอน ในประเทศซีเรีย และประเทศเยเมน ซึ่งอิสราเอลอ้างว่าสังหารอักษะแห่งต่อต้านของอิหร่านไปแล้ว 1,045 คน และในประเทศเลบานอนประชากร 80,000 คนต้องพลัดถิ่น

    ฝ่ายอิหร่านเน้นการทำลายล้างฐานทัพและผลประโยชน์ของสหรัฐในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและประเทศอืรักที่มีสนามบินกองทัพสหรัฐอยู่ในประเทศอิรัก

    IRGC แถลงว่าตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง วันที่ 5 อิหร่านสามารถทำลายฐานทัพสหรัฐแล้ว 11 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานโรงกลั่นน้ำมันในประเทศอ่าวอาหรับถูกทำลายไม่น้อยกว่า 50 แห่ง

    คาโรลีน ลีฟวิทต์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า กองทัพอากาศสหรัฐถล่ม 2000 เป้าหมายในอิหร่านทำลายขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านนับพันๆลูก อิสราเอลสามารถควบคุมน่านฟ้าอิหร่านโดยได้สิ้นเชิง เธอกล่าวด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมจะเจรจาประเด็นนิวเคลียร์เพื่อสันติกับอิหร่านแต่เตหะรานไม่ยอมเจรจา

    ไม่ถึงสองชั่วโมงหลังจากคาโรลีนแถลงว่า สหรัฐทำลายขีปนาวุธโดรนอิหร่านลายพันลำและควบคุมน่านอิหร่านได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขีปนาวุธอิหร่านสามลำพุ่งเข้าทำลายเมือง อัล-คาร์จ ของซาอุดิอาราเบีย อัล-คาร์รจเมืองเกษตรกรรมอุสาหกรรมนมทางตอนใต้กรุงริยาด

    IRGC แถลงตอบโต้คาโรลีนว่า ไม่มีใครสามารถทำลายขีปนาวุธที่มีอนุภาพทำลายล้างสูงของอิหร่านได้ มันเก็บรวบรวมและยิงมาจากสถานที่รักษาความปลอดภัยสูงสุด

    นักวิเคราะห์สงครามชาวอเมริกัน ระบุว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธจากฐานยิงใต้ตินลึกลงไปกว่า 15 ก.ม.ในทะเลทรายที่เปิดปิดอัตโนมัติ ซึ่งสามารถทำลาย 17 ฐานทัพสหรัฐและยิงคลุมพื้นที่ไปไกลถึงตุรกี อิหร่านจึงกล้าเดินหน้าตอบโต้สหรัฐผู้รุกรานได้นานเท่าที่อิหร่านต้องการ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการว่าต้องใช้เวลาหลายเดือน

    คำพูดของนักวิเคราะห์ข่าวสงครามชาวอเมริกัน บังเอิญตรงกับที่นักท่องเที่ยวไทยสงสัยว่า ต้องมีอะไรสำคัญสูงสุดอยู่ในทะเลทรายอันเวิ้งว้างนั้น นักท่องเที่ยวไทยเล่าว่าหลายปีก่อนไปเที่ยวอิหร่านเจ็ดวัน คนที่นั่นมีอัธยาศัยดีท่องเที่ยวได้ตามสบาย แต่วันหนึ่งร่วมนั่งรถทัวร์ไปกับนักท่องเที่ยวเมืองไหนจำไม่ได้ แต่พอไปใกล้ถึงทะเลทรายอันเวิ้งว้าง มัคคุเทศก์ออกคำสั่งขึงขังเข้มงวดมาก ห้ามไม่ให้ถ่ายรูปข้างทางเด็ดขาด ผู้หญิงทุกคนต้องคลุมหัวคลุมหน้าด้วยผ้าอีญาบ

    นักท่องเที่ยวไทยเก็บความสงสัยมาหลายปีและถึงบางอ้อเมื่อมีคนวิเคราะห์ว่า มีฐานยิงขีปนาวุธอยู่ใต้ทะเลทรายลึกลงไปกว่า 15 ก.ม.และอาจมีอะไรที่ลึกลับมากกว่านั้น มัคคุเทศก์ชาวอิหร่านถึงได้เข้มงวดขั้นสูงสุด

    IRGC แถลงด้วยว่าขีปนาวุธที่ยิงถล่มฐานทัพและผลประโยชน์อเมริกาห้าวันที่ผ่านมานั้น เป็นของเก่าที่เหลือใช้จากสงครามกับสหรัฐและอิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปีกลาย ส่วนขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิครุ่นใหม่มีซับพลายเออร์ ส่งเข้ามาไม่ขาดสาย และขีปนาวุธรุ่นอนุภาพทำลายร้ายแรงกว่า มันจะทำให้ไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้สหรัฐอเมริกาและสมุนบริวารเป็นจุณ

    จึงไม่ประหลาดใจทำไมประธานาธิบดีทรัมป์จึงหน้าดำคร่ำเครียด เมื่อพบว่า การสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านแล้วจัดให้มีรัฐบาลใหม่ มันไม่ง่ายเหมือนปฏิบัติการปล้นน้ำมันในประเทศเวเนซูเอล่า ตอนนั้นแค่บุกจับประธานาธิยดีนิโคลัส มาดูโรกล่าวหาค้ายาเสพติดมาขึ้นศาลในสหรัฐอเมริกา ก็บริหารจัดการประเทศเวเนซูเอลา ปล้นน้ำมาขายได้อย่างง่ายดาย

    แต่สำหรับประเทศอิหร่าน การสังหาร  อยาตอเลาห์อาลี คาเมเนอีกับผู้บัญชาการระดับสูง IRGC กว่า 50 คน ได้สร้างโกรธแค้นแก่นักรบเพื่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่ฝึกปรือปลูกฝังอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนามาหลายชั่วคน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทำให้คนอิหร่านก้มหัวให้ศัตรูผู้รุกรานได้

    ที่สำคัญมีจีน รัสเซีย และ เกาหลีเหนือ พันธมิตรใกล้ชิดอิหร่าน ประเทศเหล่านี้มีอาวุธนิวเคลียร์ ไว้ในครอบครองด้วยกันทั้งนั้นยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังอิหร่าน

    นอกจาก จีน รัสเซีย เกาหลีเหนือเป็นก้างขวางคอ ทรัมป์ยังมีสงครามภายในคนอเมริกันชิงชังไม่พอใจที่ ทรัมป์นำประเทศเข้าสู่สงครามขัดปฏิญญาสหประชาชาติและกฎหมายสากล ที่เลวร้ายคือทรัมป์ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส การทำสงครามกับประเทศอื่นก่อนขออนุมัติจากคองเกรสขัดรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ที่อาจถูก อิพีช (impeacement) หรือถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีได้

    ทรัมป์คงหน้าดำคร่ำเครียดไปอีกนานจนกว่าจะมีใครพาดบันไดลงให้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทรัมป์เป็นคนดื้นรั้นถือความคิดตัวเป็นใหญ่ดังสุภาษิตไทย “ไม้แก่ดัดยาก” ชาวโลกต้องทนความทุกข์ยากลำบากอีกสามปีจนไม้พิษแก่ต้นนี้หมดวาระหรือเฉาตายไปก่อนหน้าหมดวาระสี่ปี

    สุทิน วรรณบวร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1imuBjvKLOPoqbfrKiUY64

  • สกัดกักตุนทั่วประเทศ “ก.พลังงาน” ย้ำ! น้ำมันไทยสำรองพอใช้ 95 วัน มั่นใจไฟฟ้าไม่ดับ

    สกัดกักตุนทั่วประเทศ “ก.พลังงาน” ย้ำ! น้ำมันไทยสำรองพอใช้ 95 วัน มั่นใจไฟฟ้าไม่ดับ

    สกัดกักตุนทั่วประเทศ “ก.พลังงาน” ย้ำ! น้ำมันไทยสำรองพอใช้ 95 วัน มั่นใจไฟฟ้าไม่ดับ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล  วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายวีรพัฒน์​ เกียรติเฟื่องฟู​  รองปลัดและโฆษกกระทรวงพลังงาน​  แถลงภายหลังประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก​ หรือ  ศบก. กล่าวว่า​  กระทรวงพลังงานพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่​ ที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะเรื่องปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง​ และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ​ เร่งดำเนินการเชิงรุกเพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยการสร้างความมั่นคงและปริมาณน้ำมันสำรองวันนี้ ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอในการใช้งานได้ 95 วัน จากเดิม ที่เคยแถลงไว้ว่า 60 วัน เนื่องจากช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาผู้ค้าน้ำมันภายในประเทศ​ สามารถจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม​ได้ และได้รับการยืนยันในการจัดส่งเรียบร้อยแล้ว และยังคงยืนยันในการจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมจากแหล่งที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป

    นายวีรพัฒน์​ กล่าวว่านอกจากนี้ได้มีการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี​ที่สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันทยอยเพิ่มสัดส่วนในการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก  1%  เป็น 3% เพื่อเพิ่มความมั่นคงในระยะยาว  พร้อมทั้งมีการควบคุมการส่งออกน้ำมัน  ยกเว้น​ทางสปป.ลาวและเมียนมา  เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาพลังงานระหว่างกัน และเพื่อเป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป

    นายวีรพัฒน์​ กล่าวต่อว่าส่วนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนและการกักตุน ปัญหาการขาดแคลนในบางพื้นที่ เกิดจากความตื่นตระหนกของประชาชนทำให้ความต้องการใช้สูงกว่าปกติในช่วงระยะเวลาสั้นๆแต่กระทรวงพลังงานได้มีการสั่งการให้ทางกรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน​ และป้องกันการกักตุนน้ำมัน​ รวมถึงสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันจัดส่งน้ำมันเข้าสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนโดยเร็วที่สุด

    นายวีรพัฒน์​ กล่าวว่าขณะที่มาตรการการลดภาระค่าครองชีพและราคาน้ำมัน​ กระทรวงพลังงานได้มีการตรึงราคาน้ำมันผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรึงราคาดีเซล​ ระยะเวลา 15 วันโดยเริ่มตั้งแต่ 3 มีนาคม​ 2569​ ที่ผ่านมา  ซึ่งทางกระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากสถานการณ์ ยืดเยื้อก็จะมีการพิจารณามาตรการชดเชยอีกครั้ง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

    ส่วนความมั่นคงด้านการผลิตไฟฟ้านั้น กระทรวงพลังงานได้เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG​ เพิ่มเติมและเพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติ​จากอ่าวไทยเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง​ และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล จากถ่านหิน​ พลังงานน้ำที่จะ มีการนำเข้าน้ำจากต่างประเทศ​ เพื่อให้ มั่นใจว่า จะไม่มีเรื่องไฟฟ้าดับทั้งในครัวเรือนและในภาคอุตสาหกรรม

    “​ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินทุกมาตรการ เพื่อให้ประเทศไทย มีพลังงานอย่างเพียงพอ มีการจัดการทุกกลไกอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ครั้งนี้น้อยที่สุด”

    #กระทรวงพลังงาน #น้ำมันสำรอง #ราคาน้ำมัน #พลังงานไทย #วิกฤตพลังงาน #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวพลังงาน #BreakingNews #ข่าววันนี้ #น้ำมันไทย #EnergySecurity #น้ำมันดีเซล #ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ #สถานการณ์พลังงาน #ข่าวการเมือง #ข่าวเศรษฐกิจไทย #ราคาน้ำมันโลก #EnergyCrisis #พลังงานโลก #ไฟฟ้าไทย #LNG #กองทุนน้ำมัน #ข่าวใหญ่วันนี้ #ThailandEnergy #เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZLADFyfw8y-HR4hIXlx3I

  • พาณิชย์โชว์สปิริตไทยเป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง มั่นใจการจัดงาน MICE ในไทย สร้างโอกาสและความมั่นคงทางธุรกิจ

    พาณิชย์โชว์สปิริตไทยเป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง มั่นใจการจัดงาน MICE ในไทย สร้างโอกาสและความมั่นคงทางธุรกิจ

    พาณิชย์โชว์สปิริตไทยเป็นพื้นที่แห่งความเป็นกลาง มั่นใจการจัดงาน MICE ในไทย สร้างโอกาสและความมั่นคงทางธุรกิจ

    เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน UFI Asia Pacific Conference 2026 หัวข้อ “MICE-Powered Asia: Thailand as the Strategic Hub Driving Regional Economy through World-Class Exhibitions” ณ ห้อง Plenary 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานมีผู้ร่วมกล่าวปาฐกถาอื่นๆ เช่น 
    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    งาน UFI Asia-Pacific Conference จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยหมุนเวียนสถานที่จัดในประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนแนวโน้มอุตสาหกรรม Exhibitions และMICE ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสร้างเครือข่ายธุรกิจในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า

    โดยท่านอธิบดีได้กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่มีความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการค้าสูงขึ้น อุตสาหกรรม MICE เป็นพื้นที่กลางที่เป็นกลาง (Neutral Ground) สำหรับการเจรจาธุรกิจและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลาง MICE ของเอเชียและ Trusted Integrator เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การค้า การลงทุน และนวัตกรรม และพร้อมผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพ เช่น High-Tech Industry, Future Food, Health & Wellness และCreative Economy เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ Value-Based Economy และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในภูมิภาค ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมเป็น Co-creator ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม MICE ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้จัดงาน แต่ในฐานะพันธมิตรที่ร่วมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงทางการค้า (Trade Resilience) โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังหลักคือ ผู้บริหารและผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรม MICE และงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รวมทั้งผู้จัดงานแสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สมาคมอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ MICE โดยอุตสาหกรรม MICE ทั่วโลก ในปี 2567 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 8.7 แสนล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ระหว่างปี 2568 – 2573

    ที่ผ่านมากรมฯ ได้ร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมเสวนาภายในงาน Thailand MICE X-Change (TMX) จัดโดยสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสปปน.ในปี2567 – 2568 ตลอดจนการเข้าร่วมงานสัมมนาและการประชุมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมฯ จัดโดยสสปน. เช่น งาน TCEB Strategic Direction 2026 การประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นการเป็นตัวแทนรัฐบาลในการบริหารพาวิลเลียนประเทศไทย การประชุมคณะกรรมการเพื่อความเป็นกลางและรูปแบบการรับรอง เป็นต้น

    ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพลวัตทางสังคม ทำให้เกิดอุตสาหกรรมและบริการใหม่ ๆ ไทยควรเร่งคว้าโอกาส และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น อุตสาหกรรม AI ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ Cloud & Data Center การแพทย์สมัยใหม่ และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของการจัดงานระดับนานาชาติ ไทยจึงต้องเร่งผลักดันให้อุตสาหกรรม MICE เชื่อมโยงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เข้าร่วม (Digital Integration and Experience – driven) บนพื้นที่แห่งความเป็นกลาง จะทำให้ MICE กลายเป็นหนึ่งใน “Strategic Trade Infrastructure” สร้างพื้นที่ที่ดีลธุรกิจเกิดขึ้นจริง เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนระยะยาว การผลักดันเศรษฐกิจชุมชน และเป็นกลไกเร่งการขยายตลาดส่งออกของไทย ช่วยเปลี่ยนโอกาสทางการค้า ให้เป็นข้อตกลงทางการค้า และเปลี่ยนการจัดงานหรือการประชุมให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการค้า นำไปสู่การสร้างมูลค่าการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน

    “อุตสาหกรรม MICE ควรเชื่อมโยงการจัดงานใน 4 อุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อพาไทยก้าวออกจากกับดัก (Out of The Trap) สู่ Value – Based Economy ได้แก่ High-Tech Industry สร้างพื้นที่เชื่อถือได้สำหรับการเจรจาการค้าและธุรกิจระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Centers, FinTech, EVs และ Smart Electronics Future Food เปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตตามอุปทาน (Supply Driven) สู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ (Demand Driven) Health & Wellness เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุน รวมถึงช่วยขับเคลื่อน Longevity Economy ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์สมัยใหม่ เทคโนโลยีสุขภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น” นางสาวสุนันทากล่าว

    ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ THAITRADE.COM คิดจะส่งออก…นึกถึง DITP

    *********************************
    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
    5 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ditpnew/jh8n4xuv5vkcsdg3wp6xsazo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LJzUfHUj9v5hB5hJa4prp

  • หวั่นศึกตะวันออกกลางทุบท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์สเตรียม “รัดเข็มขัด” รับมือวิกฤติ

    หวั่นศึกตะวันออกกลางทุบท่องเที่ยว บางกอกแอร์เวย์สเตรียม “รัดเข็มขัด” รับมือวิกฤติ

    นายพุฒิพงศ์ ประสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยระหว่างเข้าร่วมงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ITB Berlin 2026 ที่กรุงเบอร์ลินสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะนักท่องเที่ยวยุโรปต้องพึ่งพาสายการบินจากตะวันออกกลางเดินทางมาเอเชียถึงประมาณ 40% หากสายการบินเหล่านี้ไม่สามารถทำการบินได้ จะทำให้ผู้โดยสารหายไปมาก เพราะสายการบินตะวันออกกลางใช้เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น Airbus A380 และมีเที่ยวบินเข้าไทยวันละหลายเที่ยว ทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต

    “ในช่วงระยะสั้นประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนแรก การเดินทางอาจไม่สะดวก เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้สายการบินอื่นทำได้ยาก เพราะสายการบินจำนวนมากมีอัตราการจองที่นั่งเต็มอยู่แล้ว ขณะที่การเพิ่มเที่ยวบินระยะไกลก็ไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดสรรเครื่องบินและทรัพยากรการบิน”

    โดยสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลต่อ “Mood” หรือบรรยากาศการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ที่อาจระมัดระวังมากขึ้น  แต่ถึงกระนั้นยังเชื่อมั่นว่า เสน่ห์ของประเทศไทยที่มีความสวยงาม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อาจกลายเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเดินทางมาพำนักระยะยาว โดยในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนก็มีชาวต่างชาติจำนวนมากย้ายมาอยู่ระยะยาวในเกาะสมุย พะงัน และหัวหิน

    สำหรับการเข้าร่วมงาน ITB Berlin นายพุฒิพงศ์ ระบุว่า ตลาดหลักของบางกอกแอร์เวย์สกว่า 70-80% เป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส กลุ่มสแกนดิเนเวีย และสวิตเซอร์แลนด์ การเข้าร่วมงานจึงมีเป้าหมายเพื่อพบปะบริษัททัวร์ ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวหลังเกิดการสู้รบ เพื่อนำข้อมูลมาปรับแผนการดำเนินงานต่อไป

    “บริษัทเตรียมหารือกันถึงแนวทางรับมือสถานการณ์ โดยหนึ่งในมาตรการที่ทำได้ทันทีคือ ทบทวนโครงสร้างค่าใช้จ่าย หรือ “รัดเข็มขัด” เพื่อลดภาระต้นทุน รวมถึงปรับแผนการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากตลาดยุโรปได้รับผลกระทบหนัก อาจหันไปมองตลาดระยะใกล้ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มากขึ้น ขณะเดียวกันยังติดตามการฟื้นตัวของตลาดจีน ซึ่งแม้ไม่ใช่กลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ แต่เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) ที่มีกำลังซื้อสูง”

    อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.69 ถือว่าเติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยยอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากระดับที่เกือบเต็มอยู่แล้ว โดยเฉพาะเส้นทางเกาะสมุย ที่บางวันมีผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยวบินปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโตของภูเก็ต ที่กลายเป็นประตูท่องเที่ยวสำคัญของไทย นักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนมากเลือกบินตรงมาภูเก็ตโดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ ส่งผลให้บางกอกแอร์เวย์สเพิ่มความถี่เที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต–สมุย จากเดิมวันละ 3-4 เที่ยวบิน เป็นวันละ 8 เที่ยวบิน เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

    ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการขยายสนามบินสมุย โดยมีแผนขยายอาคารผู้โดยสารจากเดิม 2,000 ตารางเมตรเป็น 4,000 ตารางเมตร และยื่นขอเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินจาก 50 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 73 เที่ยวบินต่อวัน จากปัจจุบันที่ได้รับการผ่อนผันให้บินได้ 60 เที่ยวบินต่อวัน นอกจากนี้ ยังเตรียมพัฒนาพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับลักชัวรี ที่เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet ) และมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 1-2 ลำ เป็น 6 ลำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918386&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32f2-QCVGuJREmZCiTc8F_

  • คาดหมายลีลาเศรษฐกิจของเมืองจากแนวโน้มของตลาดหุ้น

    คาดหมายลีลาเศรษฐกิจของเมืองจากแนวโน้มของตลาดหุ้น

    ภาพคำทำนายสรุปสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569

    มาช้ามากชนิดข้ามปีเลยทีเดียวสำหรับมาตรการพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราว หรือเซอร์กิตเบรกเกอร์ ครั้งที่ 7 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ใช้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เริ่มเวลา 12.18 น. ไปจนเปิดตลาดภาคบ่าย เพราะดัชนีติดลบไปร้อยละ 8.1 ของราคาปิดเมื่อวันก่อน

    เหตุเกิดทั้งๆ ที่หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา ดัชนีไต่ระดับอย่างน่าตื่นตาตื่นใจมากจนได้เห็นตัวเลข 1,400 จุด และ 1,500 จุด เพราะปัจจัยภายนอกอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาเปิดศึกกับอิหร่าน

    ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยทำนายเอาไว้ในดวงเมืองทั้งปี 2568 และ 2569 ด้วยความหวาดเสียวยิ่งนักว่า ระหว่างวันเกิดเมือง 21 เมษายน 2568-21 เมษายน 2569 เมืองจะเจอปัญหาเศรษฐกิจหนัก ทั้งปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของเราเอง และสงครามเศรษฐกิจโลกให้ฟันฝ่า

    แล้วทุกคราวที่เขียน ทุกรายการที่มีโอกาสให้สัมภาษณ์ ผู้เขียนได้เรียกร้องว่า เป็นระยะที่เมืองต้องการมือเศรษฐกิจชั้นเซียน ไม่ใช่มือสมัครเล่นเพื่อพาเมืองตีฝ่าปัญหา และดิ้นรนให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางที่ติดกับมาแล้วสามสิบกว่าปี

     ต่อไปนี้คือเกณฑ์จากดวงชะตาเมืองและแนวโน้มจากตลาดหุ้นที่ใช้วัดภาพความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจให้ส่อง แม้จะเป็นเทียนเล่มเล็กๆ ในความมืดและความวุ่นวายของโลกเพื่อนำทางให้บ้าง ดังนี้

    1.ท่ามกลางภัยสงครามเศรษฐกิจโลก และการปฏิวัติใหญ่เศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะโดยอะไรก็ตาม เมืองรัตนโกสินทร์และคนในเมืองก็ต้องปฏิวัติใหญ่ทางเศรษฐกิจและการทำมาหากินไปด้วย หากจะทำอะไรแบบเดิมๆ ก็ต้องต่อยอด

    เกณฑ์นี้เป็นมาตั้งแต่กรกฎาคม 2565 แล้วจะไปสิ้นสุดเอากลางกรกฎาคม 2572

    ผลของปรากฏการณ์นี้คือ เมื่อครบเจ็ดปีประมาณกลางกรกฎาคม 2572 หากเมื่อยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร เราจะถามตัวเองว่าเศรษฐกิจของเมืองและของคนในเมืองไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

    เป้าหมายสำหรับเมืองคือ เป็นประเทศรายได้สูง

    ส่วนแต่ละท่านที่อยู่ในเมืองตั้งเป้าหมายและลงมือทำ เช่น ผู้เขียนก็หวังอย่างแรงกล้ากลางปี 2572 ว่าจะมีพอร์ตหุ้นเป็นเลขแตะสองหลัก หรือหากทำได้เยี่ยมอาจจะเลยสองหลักสักครั้งในชีวิต เป็นต้น

    2.แทรกเกณฑ์ลบเข้ามาอย่างน่าหวาดเสียวคือ ขณะที่ต้องตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจและปฏิวัติเศรษฐกิจไปด้วย ระหว่าง 21 เมษายน 2568-21 เมษายน 2569 เมืองมีเคราะห์หนักด้านเศรษฐกิจโดยพื้นฐานเป็นเวลาหนึ่งปี (พระศุกร์ 6 ดาวเศรษฐกิจของเมืองเป็นกาลกิณีจร)

    ขนาดรัฐบาลแจกเงินหมื่นยังหายต๋อมเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปเลย เพราะทำอะไรแบบเดิมๆ

    พอคนละครึ่งกลับมา คงจะเป็นด้วยเพิ่มพลัสเลยพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 ให้กระเตื้องได้

    3.เคราะห์ทางเศรษฐกิจซ้ำอีกชั้นให้รัฐบาลต้องรับมือแก้ไข ดิ้นรนเอาตัวรอด แทรกเข้ามาตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป (พระเสาร์จร 7 ตัวแทนรัฐบาล-การบริหารราชการแผ่นดินเดินในราศีมีน-ภพวินาสน์-มุมอับดวงเมือง)

    เหตุจึงเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 อิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาเปิดศึกกับอิหร่าน เดือดร้อนอลหม่านกันไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยก็ด้วยที่รัฐบาลต้องดิ้นรนพาประชาชนเอาตัวรอด เน้นไปที่พลังงาน (พระเสาร์จร 7 เดินในราศีมีนทับพระศุกร์ดวงเดิม ๖ ดาวเศรษฐกิจของไทย และถึงพระอังคารดวงเดิม ๓ ดาวประจำชีพเมืองที่ตั้งอยู่ในราศีพฤษภ)

    จึงเมื่อดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์เจอทั้งข้อ 1. และ 2. รวมกัน มีหรือจะเหลือ เราจึงได้เห็นตลาดหุ้นที่ไฮเปอร์และไวต่อความรู้สึกมาก ต้องใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

     และต่อไปนี้คือลีลาดวงชะตาเมืองและเศรษฐกิจที่คาดหมายว่าจะเกิดต่อไป

    ก.เคราะห์ทางเศรษฐกิจชั้นที่หนึ่งที่เกิดกับพื้นฐานเศรษฐกิจของเมืองตามข้อ 1. จะค่อยๆ จางและจบลงรอบนี้ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป (พระศุกร์ยุติการเป็นกาลกิณีจร)

    ข.ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เมืองและรัฐบาลทำอะไรจะได้ครึ่งเสียครึ่ง ไม่เต็มที่

    หรือไม่ก็จะออกแนวเริ่มต้นบวก-ครึ่งหลังลบ หรือเริ่มต้นลบแล้วกลับบวก (ทักษาจรเมืองตกภูมิกลางหรือเกตุ ๙)

    แต่หากอ่านแบบกำปั้นทุบดินคือ ในเมื่อเมืองจะได้ครึ่งเสียครึ่งแล้ว อาจหมายได้ว่ารัฐบาลคงออกมาตรการคนละครึ่งพลัสตลอดปี

    ค.ภายใต้ความกดดันและขีดจำกัดหลายอย่าง โครงการมหึมาที่จะเป็นฐานเศรษฐกิจของชาติในอนาคตจะเกิดระหว่าง 1 มิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 เป็นรอบแรก

    ง.แม้เมืองและรัฐบาลจะถูกกดดันจากอาการได้ครึ่งเสียครึ่ง แต่ผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลคงทำได้บวกมากกว่าลบ โดยคาดหมายได้จากดวงเมืองชะตาเมืองที่เคยทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่า ตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2569-9 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นระยะที่ตลาดหุ้นจะทำสถิติใหม่ด้านใดด้านหนึ่งในแนวบวก และบางช่วงเมืองจะโด่งดังไปทั่วโลก

    เช่นในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์หมูป่าติดถ้ำ

    ส่วนหุ้นนั้นตาดีได้ตาร้ายเสีย เพราะขนาดผู้เขียนที่คิดว่าตาดียังขายหุ้นไม่ทัน 21 เมษายน 2568 ทั้งๆ ที่ทำนายเองแท้ๆ

    ส่วนเศรษฐกิจเมืองมีแนวโน้มหลุดจากได้ครึ่งเสียครึ่งเป็นได้เต็มที่เมื่อใด จะแจ้งให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/959072/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vPYNDug44Mp4jVnvrJkBK

  • สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    สงครามตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจไทย วิกฤตพลังงานซํ้าเติมสุญญากาศงบประมาณ

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่าน ส่งผลให้ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะเผชิญหน้าทางทหารรอบใหม่ ขณะที่อิหร่านประกาศตอบโต้ ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งนํ้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ทันทีที่มีรายงานการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดพลังงานโลกตอบสนองอย่างรวดเร็ว ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า การส่งออกนํ้ามันจากตะวันออกกลางอาจหยุดชะงัก หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคานํ้ามันดิบมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในกรณีที่สงครามขยายวงกว้าง ราคานํ้ามันอาจทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้

    แม้ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของไทยเดือนมกราคม 2569 สะท้อนภาพการฟื้นตัวในหลายมิติ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 24.4% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.8 สะท้อนกำลังซื้อของกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงที่เริ่มกลับมา

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังคงมีฐานะที่แข็งแรง อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับตํ่า โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 0.88% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงกว่า 289,000 ล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง

    อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเป็นเพียง “ภาพสะท้อนในช่วงก่อนเกิดแรงกระแทกใหม่” จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะราคาพลังงาน การค้าโลก และเสถียรภาพของตลาดการเงิน 

    สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่เพียงราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่คือ ช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับ “สุญญากาศทางการคลัง” ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม กลไกการใช้งบประมาณของรัฐจะมีข้อจำกัดอย่างมาก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการเยียวยาได้เต็มรูปแบบ ส่งผลให้ความสามารถในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจลดลง

    บทเรียนสำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตคือ ความสามารถในการตอบสนองเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วของภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการจำกัดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 

    ดังนั้น ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการปลดล็อกกลไกงบประมาณของประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถผ่านพ้นแรงกระแทกจากวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ไปได้มากน้อยเพียงใด

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45  ฉบับที่ 4,181 วันที่ 8 -11 มีนาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/editorial/653150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FqGjnimLhqeaMviRKDm3G

  • สงครามซัดนักท่องเที่ยวหดหาย   “อรรถกร”จี้ ททท.หาตลาดพยุงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    สงครามซัดนักท่องเที่ยวหดหาย “อรรถกร”จี้ ททท.หาตลาดพยุงไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

     นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อประเมินและรับมือผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ว่า ได้สั่งการให้เร่งหาตลาดทดแทนทั้งระยะใกล้และระยะกลางเพื่อรักษาระดับนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และอีสเตอร์ มุ่งเป้าคงจำนวนนักท่องเที่ยวรวมตลอดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า   ททท. ได้ประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 แนวทาง หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ปัญหาลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีลดลง 6-8% จากปีที่แล้ว 33 ล้านคน แต่ในทางกลับกัน หากสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี (Best Case) ทิศทางนักท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณบวกและอาจเติบโตได้ 4-6% โดย ททท. ขอยืนยันเป้าหมายขั้นต่ำที่จะต้องรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวรวมให้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนในปีนี้ จากเดิมได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน

    โดยกรณีบริหารจัดการได้ดี ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตนี้ ถือเป็นจังหวะในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบิน เพื่อทดแทนการแวะพักในตะวันออกกลาง จากการหารือกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งพร้อมจัดสรรสล็อตการบิน ที่ยังพอมีเหลืออยู่ให้กับสายการบินจากยุโรป เช่น Air France, Lufthansa รวมถึงกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องการฮับใหม่

    นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า จากเป้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 36.7 ล้านคน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ ผลกระทบ ใน 3 รูปแบบ ดังนี้  กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 35-36 ล้านคน โดยตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว 

    ขณะที่กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18% จากเป้าหมาย เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนของค่าเงิน และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน หรือ ลดลง 25% จากเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลางและยุโรปทั้งหมดที่ต้องบินผ่าน Gulf Hub รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรง

        นางจิระวดี  กล่่าวถึงรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกว่า เพื่อให้ครอบคลุมที่สุด ททท. ได้นำตัวเลขตลาดอิสราเอลซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 400,000 คนในปีที่ผ่านมา มาประเมินตลาดยุโรปด้วย ซึ่งเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทย 854,963 คน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 พอดี ทำให้ยอดการจองล่วงหน้า  ชะงักงันและไม่สามารถเดินทางได้ โดยภาพรวมของตลาดระยะไกลลดลง  9% แบ่งเป็นตลาดยุโรป  9% อเมริกา 6% แอฟริกา 27% และที่ทรุดหนักที่สุดคือตะวันออกกลางลดลง 6%  เนื่องจากเผชิญทั้งปัจจัยสงครามและตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน

    นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ปรับราคาเพิ่มถึง 70,000 บาท แต่เที่ยวบินก็ยังคงเต็ม 100% ทำให้นักท่องเที่ยวต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการเดินทาง เช่น บางรายต้องใช้วิธีบินไปลงปากีสถานและยอมทำวีซ่าเพื่อต่อเครื่องไปยังจุดหมายอื่น  อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีเลื่อนวันเดินทาง ออกไปก่อนแทนการยกเลิกการจอง

    “หากความขัดแย้งยืดเยื้อลากยาวว่า จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งระยะใกล้และระยะไกล  การอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการตลาด จะไม่มีประโยชน์และ สูญเปล่า ซึ่งททท. ได้สั่งระงับแคมเปญแล้ว รอดสถานการณ์  หากเลยช่วงรอมฎอน ยังไม่จบ ตลาดตะวันออกกลางจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2918164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hkrOFLb3WhgYZZKhB5XmO