Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดสนามบินสากลบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ เชื่อมเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำสู่ภูมิภาค | เดลินิวส์

    เปิดสนามบินสากลบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ เชื่อมเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำสู่ภูมิภาค | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีพิธีเปิดใช้งาน “สนามบินสากลบ่อแก้ว” อย่างเป็นทางการ โดยมีนายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายเหล็กไหล สีวิไล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง พลจัตวา แป้นคำ บุดจันแพง เลขาธิการคณะบริหารงานพรรคแขวงบ่อแก้ว รวมทั้งผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและผู้แทนจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นางเทียนทอง โสภา ผู้อำนวยการสนามบินสากลบ่อแก้ว รายงานว่า สนามบินตั้งอยู่ที่บ้านใหญ่สีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ห่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 5 กิโลเมตร จัดอยู่ในสนามบินขนาดกลางตามมาตรฐาน Code 4C สามารถรองรับอากาศยานขนาด Airbus A320 หรือ Boeing 737 ได้ โดยมีทางขับ (Taxiway) จำนวน 3 เส้น ได้แก่ Alpha, Bravo และ Charlie พร้อมลานจอดอากาศยานขนาดประมาณ 130 x 220 เมตร รองรับหลุมจอดรวม 4 หลุม สามารถจอดเครื่องบิน A320 หรือ B737 ได้พร้อมกัน 2 ลำ และเครื่องบินขนาดเล็กอย่าง ATR-72 หรือ MA-60 อีก 2 ลำ

    ด้านอุปกรณ์ภาคพื้นสนามบินมีการเตรียมความพร้อมอย่างครบครัน ทั้งรถบันไดขึ้นลงเครื่องบิน รถเติมน้ำมันและรถถ่ายน้ำเสีย รถสายพานลำเลียงสัมภาระ รถลากจูงอากาศยาน และรถนำทาง (Follow Me) รวมถึงมีการเตรียมรองรับอากาศยานรุ่น C-909 ในอนาคต
    สำหรับอาคารผู้โดยสารมีจำนวน 1 หลัง แบ่งพื้นที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีเคาน์เตอร์เช็คอินสำหรับสายการบินภายในประเทศ 8 เคาน์เตอร์ และระหว่างประเทศ 10 เคาน์เตอร์ พร้อมประตูทางออกขึ้นเครื่อง (Gate) จำนวน 4 ประตู และสะพานเทียบเครื่องบินหรือ “งวงช้าง” จำนวน 2 ชุด รองรับผู้โดยสารในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ประมาณ 250 คน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และ 384 คน สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ รวมทั้งมีห้องรับรองพิเศษ VIP Lounge

    ส่วนในด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย มีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตรวจสัมภาระจำนวน 10 เครื่อง เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน 9 เครื่อง เครื่องตรวจแบบมือถือ 30 เครื่อง และเครื่องตรวจวัตถุระเบิด 2 เครื่อง พร้อมระบบควบคุมการเข้าออกด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    จากการวิเคราะห์ศักยภาพด้านการเดินทางและการลงทุน คาดว่าในอนาคตจะมีการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศเชื่อมต่อจากบ่อแก้วไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ หลวงพระบาง หัวพัน เชียงขวาง สะหวันนะเขต และจำปาสัก ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศมีศักยภาพเชื่อมต่อกับเมืองสำคัญในภูมิภาค เช่น กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ ของประเทศไทย ฮานอย และโฮจิมินห์ ของเวียดนาม คุนหมิง กวางโจว และฮ่องกง ของจีน รวมทั้งพนมเปญ และเสียมราฐ ของกัมพูชา

    ขณะนายเหล็กไหล ระบุว่า การพัฒนาการบินพลเรือนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของ สปป.ลาว โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนโยบายการเชื่อมโยงภูมิภาคตามแผนพัฒนาประเทศระยะปี 2026-2030 ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มการขนส่งทางอากาศเฉลี่ยปีละประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์

    ทั้งนี้ ภายในพิธีได้มีการมอบใบรับรองการเป็นสนามบินสากลอย่างเป็นทางการ พร้อมประกอบพิธีลั่นฆ้อง 9 ครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเปิดใช้งานสนามบินแห่งใหม่ของแขวงบ่อแก้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665090/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PNoyVC6vlylXE66CwWSC2

  • สงครามอิหร่าน เขย่า  4 เสาเศรษฐกิจ  ’ดูไบ-อาบูดาบี’  จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

    สงครามอิหร่าน เขย่า 4 เสาเศรษฐกิจ ’ดูไบ-อาบูดาบี’ จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

    สงครามอิหร่านเขย่า 4 เสาเศรษฐกิจ ‘ยูเออี’ ฮับการเงิน AI อสังหาฯ การบิน ’ดูไบ-อาบูดาบี’ จากศูนย์เศรษฐกิจสู่เขตเฝ้าระวัง นักลงทุนและมหาเศรษฐีชั่งน้ำหนักเรื่องความปลอดภัยกับภาษี

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ลุกลามมาถึงน่านฟ้าของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงต่อ “ดูไบ” และ “อาบูดาบี”

    จากเดิมที่ดูไบและอาบูดาบีถูกมองว่าเป็น “เกาะแห่งความปลอดภัย” ท่ามกลางภูมิภาคที่ผันผวน แต่ภาพของขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นเหนือตึกระฟ้าทำให้นักลงทุน กลุ่มคนทำงานระดับหัวกะทิและกลุ่มมหาเศรษฐีที่เคยหนีความขัดแย้งเข้ามาสร้างสร้างการเติบโตให้ภูมิภาคนี้ ซึ่งกำลังตั้งคำถามและลังเลที่จะเข้ามาในเมืองแห่งเศรษฐกิจ

    การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่ามหาเศรษฐี ผู้จัดการกองทุน และธนาคารระดับโลกในช่วงที่ผ่านมา เคยทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าความเสี่ยงจากการอยู่ใกล้กับภูมิภาคที่ผันผวนที่สุดในโลกนั้นเป็นเรื่องที่พอมองข้ามกันได้  

     แต่ในระยะสั้นนี้ ความเชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อสหรัฐ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าทำสงครามกับอิหร่าน จนเมื่อคืนวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศเตือนชาวเมืองดูไบเรื่องขีปนาวุธที่กำลังพุ่งเข้ามา พร้อมทั้งกำชับให้ประชาชนรีบหาที่หลบภัยโดยด่วน

    เมื่อ ‘ความปลอดภัย’ สำคัญกว่า ‘ภาษี’

    เสน่ห์ของ UAE ที่ดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกคือการเป็นเมือง “ปลอดภาษี” แต่ในวันนี้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ทางการเงิน

     อัชวิน อานิล ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหางานในกลุ่มธุรกิจกองทุน Private Equity, สินเชื่อ และ Venture Capital กล่าวว่าผู้สมัครงานกว่า 50% เริ่มลังเลหรือถอนตัวจากการย้ายมาทำงานที่นี่ เพราะแม้จะยอมรับความเสี่ยงในตลาดเงินได้ แต่ไม่มีใครยอมรับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิตได้

    ในขณะที่เมืองเคยเป็นจุดหมายของ Digital Nomad และเศรษฐีหนีภาษี แต่ปัจจุบันกลุ่มแชทของชาวต่างชาติกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องเส้นทางอพยพไปยังโอมานหรือซาอุดีอาระเบียแทน

    ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากน้อยเพียงใดที่กำลังคิดจะย้ายออก หรือตัดสินใจยกเลิกการย้ายเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ต่อจากนี้ 

    แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ กลุ่มคนที่เคยมองว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเพียงทางเลือกที่หอมหวานสำหรับการใช้ชีวิตแบบ “ปลอดภาษี” เริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงอีกด้านที่ต้องแลกมาแล้ว

     ภาสกร ทาสกุปตะ (Bhaskar Dasgupta) ผู้บริหารสำนักงานครอบครัว Sun Foundation ในเอมิเรตส์กล่าว “ภูมิศาสตร์คือตัวแบบความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่สุด ซึ่งสงครามเป็นเพียงตัวขับเน้นให้ความเสี่ยงนั้นชัดเจนขึ้น ซึ่ง UAE ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้าง ‘ตัวซับแรงกระแทก’ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ ระบบโลจิสติกส์ และการทูต ช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่าสิ่งที่ลงทุนไปทั้งหมดนั้น จะคุ้มค่าและได้ผลจริงหรือไม่”

    4 เสาหลักเศรษฐกิจ UAE สะเทือน

    สงครามอิหร่าน เขย่า  4 เสาเศรษฐกิจ  ’ดูไบ-อาบูดาบี’  จากฮับสู่พื้นที่เสี่ยง

    เดิมพันมหาศาลของ ‘ธนาคารโลก’ แห่งตะวันออกกลาง

    ยูเออีไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตน้ำมัน แต่เป็น “นายธนาคารของโลก” ที่ถือครองเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และดึงดูดกลุ่มธุรกิจการเงินยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาปักหลัก จนกลายเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สำคัญของโลกและก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของศูนย์กลางการเงินโลกอย่าง ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง 

    อาบูดาบีมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นขุมพลังหลักในการลงทุนทั่วโลก

    นับตั้งแต่ต้นปี 2567 จำนวนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในดูไบพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว มีบริษัทกว่า 100 แห่ง เข้ามาตั้งสำนักงาน รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Millennium Management, ExodusPoint, Balyasny  และ Brevan Howard แต่การเติบโตde]y’นี้ “เปราะบาง” เพราะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นส่วนบุคคลของเหล่านักเทรดระดับโลก

    นักลงทุนเหล่านี้ยอมรับความเสี่ยงในตลาดหุ้นได้ แต่ “ความไม่ปลอดภัยในชีวิต” คือสิ่งที่พวกเขารับไม่ได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เราอาจเห็นปรากฏการณ์สมองไหลครั้งใหญ่

    สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Brookfield Asset Management, KKR & Co. และ BlackRock ต่างกำลังเร่งเครื่องเพื่อปิดดีลธุรกิจในภูมิภาคอ่าวอาหรับให้มากขึ้น ขณะที่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ก็ได้สร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง โดยส่งผู้บริหารระดับสูงเข้ามาใช้เวลาและลงพื้นที่ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นายธนาคารระดับสูงรายหนึ่งให้ความเห็นว่า เหตุการณ์รุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจนำไปสู่การ “รีเซ็ต” หรือการหยุดชะงักของกิจกรรมการของไพรเวทอิควิตี้ในระยะสั้นได้

    คอนเนอร์ เทสคีย์ ซีอีโอของ Brookfield กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ตะวันออกกลางกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ บนเวทีโลก  และยืนยันว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการร่วมทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ระหว่าง Brookfield กับกองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์ เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

     นายธนาคารรายหนึ่งที่ทำงานให้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทเล่าว่า ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวสำหรับการประชุมทางโทรศัพท์ในช่วงสุดสัปดาห์ ข่าวการโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกแรกก็เริ่มแพร่กระจายออกมา เขาเผยว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ความรู้สึกที่มีต่อโลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเขาขอปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะในขณะที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่

    มาร์ติน โรล ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจครอบครัวระดับโลกที่มีลูกค้าอยู่ในภูมิภาคนี้ และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบัน INSEAD กล่าวว่า “สำหรับพื้นที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญต่อความยืดหยุ่น ความเข้มแข็ง และความสามารถในการยืนหยัดรักษาสถานะเดิมเอาไว้ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนให้ตระหนักถึงตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพวกเขาด้วย”

    โดรนถล่มหัวใจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน AI

    ความฝันของ UAE คือการเป็นฮับ AI และศูนย์ข้อมูลของโลก แต่เหตุการณ์ล่าสุดได้สร้างรอยร้าวให้ความฝันนี้

    บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง “อเมซอน”  ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าว่าศูนย์ข้อมูล 3 แห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี โดย 2 แห่งใน UAE ถูกพุ่งชนโดยตรง 

    อย่างน้อย 2 บริษัท รวมถึงอเมซอนได้ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจใน UAE โดยแนะนำให้สำรองข้อมูลสำคัญไว้ในพื้นที่ “นอกตะวันออกกลาง” เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    ดีนา อารักจี  นักวิเคราะห์จาก Control Risks บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงกล่าวว่า “หากศูนย์ข้อมูลหลายแห่งในประเทศเดียวได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดที่กำลังดำเนินอยู่พร้อม ๆ กัน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดยเฉพาะในด้านขีดความสามารถในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูล” 

    สะเทือนตลาด ‘อสังหาริมทรัพย์-หุ้น’

    ดูไบกลายเป็นผู้นำโลกในการขายบ้านมูลค่าเกิน 10 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 350-360 ล้านบาท โดยราคาอสังหาพุ่งสูงขึ้นกว่า 70% นับตั้งแต่ปี 2562 โดยก่อนหน้านี้มหาเศรษฐีทั่วโลกต่างแย่งกันกว้านซื้อวิลล่าและเพนท์เฮาส์หรู แม้ความตึงเครียดจะเริ่มก่อตัว แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป

     นายหน้าอสังหาเริ่มพบว่าผู้ซื้อเริ่มใช้กลยุทธ์ “รอดูสถานการณ์” และหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Emaar Properties ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการดาวน์ทาวน์ดูไบและตึก Burj Khalifa ต่างก็ราคาหุ้นลดลง 5% ขณะที่ราคาพันธบัตรของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว และ Aldar Properties ซึ่งผู้พัฒนาเบอร์หนึ่งของอาบูดาบี ร่วงลงถึง 10% ภายในเวลาเพียง 2 วันหลังตลาดเปิดทำการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเทขายทรัพย์สินในกลุ่มนี้ออกมาแล้ว

    ในสถานการณ์จริงภายใต้การโจมตี UAE สามารถยิงสกัดกั้นขีปนาวุธเกือบทั้งหมดที่พุ่งเป้าเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะที่มีการสกัดกั้นวัตถุระเบิดบนท้องฟ้า บริการส่งอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ 

    อย่างไรก็ตาม ภาพความเสียหายที่ปรากฏออกมา เช่น เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในโรงแรมบนเกาะหรู “ปาล์ม จูไมราห์”   อาจเป็นภาพลักษณ์ที่สลัดออกไปจากความทรงจำของผู้คนได้ยาก

    ‘การบิน-การท่องเที่ยว’  เครื่องยนต์หลักชะงัก

    ดูไบและอาบูดาบีทุ่มงบมหาศาลเปลี่ยนเมืองทะเลทรายให้เป็นจุดเชื่อมต่อการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสนามบินที่หนาแน่นที่สุดและสายการบินเอมิเรตส์เป็นเรือธง แต่ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่

     การปิดน่านฟ้าเหนือดูไบ อาบูดาบี และโดฮาทำให้นักท่องเที่ยวตกค้างเต็มสนามบิน และท้องฟ้าที่เคยหนาแน่นกลับเงียบเหงา ฝูงบินของเอมิเรตส์กระจัดกระจายอยู่ตามสนามบินทั่วโลก และทำได้เพียงเที่ยวบินอพยพเพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง ทำให้ภาพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างอย่างไร้ทางออกกลายเป็นรอยด่างพร้อยสำคัญของฮับการบินที่ไม่เคยหลับใหลแห่งนี้

    ปัจจุบันมีทั้งเจ้าของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เจ้าของทีมกีฬา และทายาทตระกูลดังที่มีทรัพย์สินนับพันล้านดอลลาร์ ต่างพากันย้ายมาพำนักถาวรใน UAE  แต่เมื่อเที่ยวบินพาณิชย์ต้องหยุดให้บริการนานหลายวันจากเหตุการณ์ความไม่สงบ มหาเศรษฐีบางส่วนจึงตัดสินใจหันไปใช้บริการ “เครื่องบินเช่าเหมาลำส่วนตัว” เพื่อเดินทางออกจากพื้นที่ โดยไปขึ้นเครื่องที่เมืองมัสกัตในโอมาน หรือกรุงริยาดในซาอุดีอาระเบียแทน

    “ในวินาทีนี้ พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การไปอยู่ที่บ้านหลังที่สอง (ในประเทศอื่น) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนั้นปลอดภัยกว่า” 

    ชาร์ลส์ โรบินสัน  ผู้ก่อตั้ง EnterJet แพลตฟอร์มจองเจ็ตส่วนตัว ให้สัมภาษณ์ว่า “ในวินาทีนี้ พวกเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การไปอยู่ที่บ้านหลังที่สองในประเทศอื่น จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายนั้นปลอดภัยกว่า” 

    บททดสอบ UAE สู่ความแข็งแกร่ง

    โรเบิร์ต ซัลเตอร์ จากบริษัท Blick Rothenberg กล่าวว่าคำถามคือ ดูไบจะสามารถทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางการค้าที่แท้จริง ซึ่งสามารถยืนหยัดผ่านพ้นอุปสรรคหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ไปได้หรือไม่? หรือว่าสถานการณ์มันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จนผู้คนพากันตัดสินใจละทิ้งเมืองนี้ไปจริง ๆ?

    อินิโก เดอ ลูนา  ผู้ก่อตั้ง Nahda Capital Partners ในอาบูดาบีกล่าว “ถามว่านี่คือการทดสอบความแข็งแกร่งครั้งใหญ่ไหม? ใช่ครับ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ถึงขั้นจะทำลายการดำรงอยู่ของประเทศนี้ลงได้ 

    “ UAE  จะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะวิกฤติครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ UAE มีความแตกต่าง ทั้งการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และนโยบายระดับชาติที่เน้นความมั่นคงและการลดความขัดแย้ง” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1224174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_CH3SKHJX7Gk4-DjZngUw

  • เปิดสนามบินสากลบ่อแก้ว หนุนเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ เชื่อมการบินภูมิภาค

    เปิดสนามบินสากลบ่อแก้ว หนุนเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ เชื่อมการบินภูมิภาค

    ภูมิภาค

    เปิดสนามบินสากลบ่อแก้ว หนุนเศรษฐกิจสามเหลี่ยมทองคำ เชื่อมการบินภูมิภาค

    วันเสาร์ ที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่บ้านใหญ่สีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีพิธีเปิดใช้งาน สนามบินสากลบ่อแก้ว อย่างเป็นทางการ โดยมี สะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย สมสะหวาด เล่งสะหวัด อดีตรองนายกรัฐมนตรี, เหล็กไหล สีวิไล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง และ แป้นคำ บุดจันแพง เลขาธิการคณะบริหารงานพรรคแขวงบ่อแก้ว ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานรัฐและผู้บริหารจาก เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นางเทียนทอง โสภา ผู้อำนวยการสนามบินสากลบ่อแก้ว เปิดเผยว่า สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านใหญ่สีเมืองงาม เมืองต้นผึ้ง ห่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นสนามบินขนาดกลางตามมาตรฐาน Code 4C สามารถรองรับเครื่องบินขนาด Airbus A320 และ Boeing 737 ได้ โดยมีทางขับอากาศยาน (Taxiway) 3 เส้น ได้แก่ Alpha, Bravo และ Charlie พร้อมลานจอดอากาศยานขนาดประมาณ 130 x 220 เมตร รองรับหลุมจอดรวม 4 หลุม สามารถจอดเครื่องบิน A320 หรือ B737 ได้พร้อมกัน 2 ลำ และเครื่องบินขนาดเล็กอย่าง ATR 72 หรือ Xian MA60 อีก 2 ลำ

    ด้านอุปกรณ์ภาคพื้นสนามบินมีการเตรียมความพร้อมครบถ้วน ทั้งรถบันไดขึ้นลงเครื่องบิน รถเติมน้ำมัน รถถ่ายน้ำเสีย รถสายพานลำเลียงสัมภาระ รถลากจูงอากาศยาน และรถนำทาง (Follow Me) รวมถึงมีแผนรองรับอากาศยานรุ่น COMAC C909 ในอนาคต

    สำหรับอาคารผู้โดยสารมีจำนวน 1 หลัง แบ่งพื้นที่รองรับเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีเคาน์เตอร์เช็คอินภายในประเทศ 8 เคาน์เตอร์ ระหว่างประเทศ 10 เคาน์เตอร์ พร้อมประตูขึ้นเครื่อง 4 ประตู และสะพานเทียบเครื่องบินหรือ “งวงช้าง” จำนวน 2 ชุด รองรับผู้โดยสารช่วงชั่วโมงเร่งด่วนได้ประมาณ 250 คน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ และ 384 คน สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ พร้อมห้องรับรองพิเศษ VIP Lounge

    มาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินมีการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตรวจสัมภาระ 10 เครื่อง เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน 9 เครื่อง เครื่องตรวจแบบมือถือ 30 เครื่อง และเครื่องตรวจวัตถุระเบิด 2 เครื่อง รวมทั้งระบบควบคุมการเข้าออกด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์และกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ จากการประเมินศักยภาพในอนาคต คาดว่าจะมีการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศเชื่อมต่อจากแขวงบ่อแก้วไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ หลวงพระบาง หัวพัน เชียงขวาง สะหวันนะเขต และจำปาสัก ขณะที่เส้นทางบินระหว่างประเทศมีแนวโน้มเชื่อมต่อกับเมืองสำคัญในภูมิภาค อาทิ กรุงเทพมหานคร และ เชียงใหม่ ของไทย ฮานอย และโฮจิมินห์ ของเวียดนาม คุนหมิง กวางโจว และฮ่องกง ของจีน รวมถึงพนมเปญ และเสียมราฐ ของกัมพูชา

    ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่งของลาวระบุว่า การพัฒนาการบินพลเรือนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนโยบายเชื่อมโยงภูมิภาคตามแผนพัฒนาประเทศช่วงปี 2026–2030 ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มการขนส่งทางอากาศเฉลี่ยปีละประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์

    ในพิธีเปิดยังได้มีการมอบใบรับรองการเป็นสนามบินสากลอย่างเป็นทางการ พร้อมประกอบพิธีลั่นฆ้อง 9 ครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเปิดใช้งานสนามบินแห่งใหม่ของแขวงบ่อแก้วอย่างเป็นทางการ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/468419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NWNzP2QvdiI24NH3AXl3C

  • 5 อุตสาหกรรม “ปั้นมหาเศรษฐี” มากกว่า 3,000 คนทั่วโลก เปิดขุมทรัพย์อาชีพแห่งอนาคต

    5 อุตสาหกรรม “ปั้นมหาเศรษฐี” มากกว่า 3,000 คนทั่วโลก เปิดขุมทรัพย์อาชีพแห่งอนาคต

    เปิดขุมทองอาชีพ! 5 ธุรกิจทำเงินระดับโลก ที่สร้างมหาเศรษฐีมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    รายงานจาก Forbes ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีมหาเศรษฐีมากกว่า 3,028 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 247 คน โดยมหาเศรษฐีเหล่านี้มีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 16.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยคนละประมาณ 5.3 พันล้านดอลลาร์

    ที่น่าสนใจคือ มหาเศรษฐีจำนวนมากไม่ได้กระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรม แต่กลับเกิดขึ้นจาก 5 อุตสาหกรรมหลัก ที่มีศักยภาพด้านรายได้ โอกาสทางธุรกิจ และแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว โดยหลายผู้เชี่ยวชาญมองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังคงเป็น “ขุมทอง” ที่มีโอกาสสร้างมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ในอนาคต

    1. อุตสาหกรรมการผลิต

    แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะได้รับความสนใจมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ภาคการผลิต คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างมหาเศรษฐีใหม่มากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

    ข้อมูลระบุว่า ระหว่างปี 2014-2024 มีมหาเศรษฐีใหม่กว่า 500 คน ที่เติบโตมาจากภาคการผลิต โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งในปี 2024 เพียงปีเดียว มีมหาเศรษฐีใหม่จากอุตสาหกรรมนี้ถึง 46 คน

    การเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก การแข่งขันทางการค้า และกระแส “ย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ” ของหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก

    2. อุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลก ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาคเทคโนโลยีสร้างมหาเศรษฐีใหม่ถึง 443 คน ตั้งแต่ธุรกิจโซเชียลมีเดีย ฟินเทค ไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    โดยเฉพาะกระแส AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิปและหน่วยประมวลผล เช่น Nvidia หรือ Super Micro Computer เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการพลังประมวลผลสำหรับ AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

    ในหลายประเทศ รวมถึงเวียดนามและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาชีพด้าน IT ยังมีแนวโน้มรายได้สูง โดยผู้มีประสบการณ์ 1-3 ปี อาจมีรายได้ประมาณ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน และเพิ่มขึ้นเป็น 30,000-50,000 บาทหรือมากกว่านั้นเมื่อมีประสบการณ์มากกว่า 5 ปี

    3. อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์

    สุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทำให้อุตสาหกรรม การแพทย์และการดูแลสุขภาพ กลายเป็นอีกหนึ่งภาคธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง

    หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความต้องการด้านยา วัคซีน เทคโนโลยีชีวภาพ และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้สร้างมหาเศรษฐีใหม่กว่า 284 คน

    อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญกับต้นทุนวิจัยสูง กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้เวลานาน และกฎระเบียบที่เข้มงวด แต่หากสามารถคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้ ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล

    4. อุตสาหกรรมการเงินและการลงทุน

    อุตสาหกรรม การเงินและการลงทุน ถือเป็นอีกหนึ่ง “แหล่งเพาะมหาเศรษฐี” โดยในช่วงปี 2014-2024 มีมหาเศรษฐีเกิดใหม่ถึง 353 คน จากธุรกิจด้านการลงทุน

    ความมั่งคั่งจำนวนมากมาจากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพหรือบริษัท “ยูนิคอร์น” ผ่านกองทุนร่วมลงทุน ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลเมื่อธุรกิจเติบโต

    บุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จในอุตสาหกรรมนี้คือ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานที่เคยกล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จว่า การอ่านหนังสือ ศึกษาข้อมูล และคิดวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญของการลงทุนระยะยาว

    5. อุตสาหกรรมแฟชั่นและค้าปลีก

    อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างมหาเศรษฐีจำนวนมากคือ แฟชั่นและค้าปลีก ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ Bernard Arnault เจ้าของอาณาจักรสินค้าแบรนด์หรู LVMH ซึ่งมีทรัพย์สินมากกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์

    ความสำเร็จในธุรกิจนี้มักเกิดจากการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง การขยายธุรกิจผ่านการซื้อกิจการ และการสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นเครือข่ายมูลค่ามหาศาล

    อุตสาหกรรมนี้ยังสร้างผู้ประกอบการชื่อดังอีกมาก เช่น Sara Blakely ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Spanx หรือ Kevin Plank ผู้ก่อตั้ง Under Armour รวมถึงผู้ประกอบการค้าปลีกหลายรายทั่วโลกที่สร้างความมั่งคั่งจากการพัฒนาเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่

    บทสรุป: อุตสาหกรรมแห่งโอกาสของอนาคต

    แม้โลกธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ทั้ง 5 อุตสาหกรรม ได้แก่ การผลิต เทคโนโลยี สุขภาพ การเงิน และแฟชั่น-ค้าปลีก ยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจโลก

    ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังมีศักยภาพเติบโตอีกมากในอีก 10 ปีข้างหน้า และอาจเป็นพื้นที่ที่สร้างมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ของโลกต่อไป

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877014/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nUBLlfW5FBnUsDzmLPNA4

  • GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด รัฐบาลใหม่จะพาเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” ได้จริงหรือ?

    GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด รัฐบาลใหม่จะพาเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” ได้จริงหรือ?

    ก่อนการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ไม่นาน ไทยถูกสื่อระดับโลกอย่าง Financial Times พาดหัวว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (The Sick Man of Asia) เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขจริงไตรมาส 4/2568 ออกมาสูงกว่าคาดมากอยู่ที่ 2.5%YOY ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ราว 2% ตามผลสำรวจของ Asia Pacific Consensus Forecasts รวมถึง SCB EIC ด้วย จึงมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อมุมมองเศรษฐกิจปี 2569 อย่างมาก

    อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือ การขยายตัวของ GDP ในปี 2568 ที่สูงกว่าคาดมากเช่นนี้สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรอดพ้นจากภาวะวิกฤตจริงและออกจากห้อง ICU ได้จริงเพียงใด? เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากคนป่วยกลับมาเข้มแข็งแล้วใช่ไหม? หรือเป็นเพียงผลลัพธ์จาก “ยากระตุ้น” ที่ให้ผลดีชั่วคราว โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง

    ภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะยังคงได้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำเช่นเดิมและมีแนวโน้มสานต่อและผลักดันนโยบาย Big Win ให้เป็นชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งถูกออกแบบให้ผสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส เข้ากับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากขึ้น เช่น การศึกษาเท่าเทียมพลัส ลงทุนพลัส อย่างไรก็ดี แม้หลายนโยบายของ 10 พลัส จะพยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทยในหลายด้าน แต่งบประมาณส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในโครงการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์และมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น นำไปสู่ข้อสงสัยว่านโยบายชุดนี้จะสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้มากเพียงใด

    บทความนี้สนใจวิเคราะห์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จุดแข็งและข้อจำกัดของนโยบาย 10 พลัส ตลอดจนความท้าทายด้านการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    ถอดรหัสการเติบโตของ GDP ไทย Q4/2568 : แรงส่งจากอะไร ยั่งยืนแค่ไหน?

    เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.4% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งขยายตัวสูงถึง 2.5%YOY เร่งตัวขึ้นมากจาก 1.2%YOY ในไตรมาส 3 เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบของ GDP พบว่า อัตราการขยายตัวสูงนี้ได้แรงขับเคลื่อนหลักจาก 1) การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะสั้น รวมถึงการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด 2) การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นำโดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดยานพาหนะ เครื่องจักร และการก่อสร้างที่ฟื้นตัว และ 3) การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ แม้การส่งออกสินค้ายังสามารถขยายตัวในระดับสูง แต่เริ่มชะลอลงบ้าง ตามการลดลงของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางหมวด ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูง ที่สำคัญแรงส่งจากภาคการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาปัจจัยเชิงวัฏจักรมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในไทย อีกทั้งถูกหักล้างด้วยการนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะที่การส่งออกบริการยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาได้เต็มที่ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นจากแรงหนุนอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก จากการอัดฉีดเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นชั่วคราว อย่างไรก็ดี ชุดมาตรการเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับการยกระดับผลิตภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยมากนัก

    การเติบโตลักษณะเช่นเดียวกับไตรมาสที่ 4/2568 นี้อาจไม่ส่งผลยั่งยืน เนื่องจากผลของมาตรการกระตุ้นจะค่อย ๆ จางลงเมื่อโครงการสิ้นสุดลงก่อนสิ้นปี 2568 หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระยะยาวมากขึ้น เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำอีกครั้ง นับเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

    10 พลัส : พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ยังขาดแก่นปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ชุดนโยบาย 10 พลัส เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย มีส่วนช่วยให้พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ยังเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน

    อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า 1.ชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย กับชุดนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นโยบายลงทุนพลัส ภายใต้ชุดนโยบายภายใต้ 10 พลัส หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 9.9 แสนล้าน ที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในช่วงหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารชุดนโยบายและกรอบวงเงินงบประมาณที่แจ้งต่อ กกต. ราว 148,000 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมเพียง 8 นโยบายหลักเท่านั้น

    2.กรอบวงเงินงบประมาณของชุดนโยบายหาเสียงพรรคฯ ที่ประเมินไว้ต่อ กกต. จึงอาจยังไม่ครอบคลุมวงเงินของการดำเนินนโยบายทั้งหมด หากรัฐบาลมีความตั้งใจจะเดินหน้าผลักดันนโยบาย 10 พลัสอย่างครบถ้วนจริงจัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ย่อมเป็นไปได้สูงว่าวงเงินงบประมาณที่ประเมินไว้ต่อ กกต. อาจไม่เพียงพอ ต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติมอีกมากในช่วงข้างหน้า

    3.ข้อจำกัดทางการคลังของไทยที่มีมากขึ้นอาจสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม เนื่องจากหนี้สาธารณะมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านการปรับลดเครดิตเรตติงของไทยแล้วถึง 2 ใน 3 ของสถาบันจัดอันดับ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอีกในระยะต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน แต่ยังสร้างข้อจำกัดเชิงนโยบาย ต่อความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    4.เมื่อพิจารณาในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งต่อ กกต. พบว่า โครงสร้างการใช้วงเงินดำเนินนโยบายยังคงให้น้ำหนักกับการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นมากกว่าการยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว งบประมาณส่วนใหญ่ 73% ถูกใช้ไปกับมาตรการให้เงินอุดหนุนและลดค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่อีก 25% เป็นมาตรการจ้างงาน สร้างรายได้ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพทหารและพยาบาล ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับทุนมนุษย์ภายใต้นโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส กลับได้รับการจัดสรรวงเงินเพียง 0.5% ของวงเงินรวมเท่านั้น

    5.ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการคลังดังกล่าว นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นหลักอาจช่วย “ประคอง” เศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างแรงส่งชั่วคราวให้ตัวเลขการเติบโตปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนทิศทาง” ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านทุนมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ต่อปี อาจยังคงเป็นเพียง “ความคาดหวังเชิงนโยบาย” มากกว่า “ศักยภาพที่สามารถบรรลุได้จริง”

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นต้องปรับสมดุลเชิงนโยบายอย่างจริงจัง จากการเน้น “พยุงเศรษฐกิจ” ไปสู่การลงทุนเพื่อ “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” มากขึ้น โดยเพิ่มน้ำหนักของการลงทุนในทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และผลิตภาพ ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเหมาะสม หากทำได้จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวที่เป้าหมาย 3% ได้อย่างยั่งยืน

    บทสรุป : หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน GDP จะโตขึ้นยากในวันหน้า

    ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวเกินคาดเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย “หายป่วย” อย่างแท้จริง เนื่องจากการเร่งตัวในช่วงปลายปีมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและปัจจัยเชิงวัฏจักรเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

    ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การประคองให้ GDP เติบโตในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อ “รักษาอาการป่วยของไทยให้หายขาด” ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับการลงทุนเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งแม้อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยทันที แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว หากสามารถสร้างสมดุลการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยย่อมมีโอกาสก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ หายขาดจากการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่มีเสถียรภาพยั่งยืน และทั่วถึงมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ –   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2918446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1El_RY_2fGzqdv91adtDeB

  • จีนลุยปลดล็อกศักยภาพเทคโนโลยี-เศรษฐกิจดิจิทัล หวังสร้างอาชีพใหม่ | เดลินิวส์

    จีนลุยปลดล็อกศักยภาพเทคโนโลยี-เศรษฐกิจดิจิทัล หวังสร้างอาชีพใหม่ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่า หวังแถลงข่าวนอกรอบการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) ชุดที่ 14 ว่าจีนจะปลดล็อกศักยภาพการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และการบริการสมัยใหม่ โดยกระทรวงจะเพิ่มความพยายามพัฒนาอาชีพใหม่ มุ่งเน้นกำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ การบริโภครูปแบบใหม่ และการบริการเพื่อสวัสดิการสาธารณะ

    ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีนกำหนดอาชีพใหม่ 72 อาชีพ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มากกว่า 20 อาชีพ และคาดว่า อาชีพใหม่แต่ละอาชีพจะสร้างงานให้ประชาชนในระยะแรกราว 3-5 แสนอัตรา

    ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2569-2573) ซึ่งเสนอต่อเอ็นพีซี เพื่อพิจารณาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระบุว่าจีนจะปรับใช้แนวทางแบบหลายมิติ ในการรับมือผลกระทบต่อการจ้างงานจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น เอไอ.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666433/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29oAWJAXC9cDBtCvPKSmks

  • ยิ่งใหญ่จัดเต็ม “งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ครั้งที่ 3” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคอีสาน

    ยิ่งใหญ่จัดเต็ม “งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ครั้งที่ 3” มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นภาคอีสาน

    เปิดฉากความยิ่งใหญ่ “งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ” Roadshow ครั้งที่ 3 “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” เดินหน้าสร้างอาชีพสู่ภาคอีสาน ต่อยอดศักยภาพชาว จ.อุดรธานี กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยโมเดลธุรกิจสำเร็จรูป 

    หลังจากที่ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ยกขบวนแฟรนไชส์ดาวเด่นกระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ที่เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี ช่วงวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2569 โดยการนำโมเดลธุรกิจสำเร็จรูปที่ลงทุนง่าย คืนทุนไว และจับต้องได้จริง มาเปิดโอกาสชาวอีสานเลือกลงทุน พร้อมจัดเต็มสิทธิประโยชน์และแหล่งเงินทุนแบบครบวงจร นั้น

    เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มอบหมายให้ นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานเปิดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ณ เซ็นทรัลอุดรธานี สำหรับการจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ 

    ซึ่งจังหวัดอุดรธานี ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของภาคอีสานตอนบนที่มีความพร้อมทั้งด้านกำลังซื้อและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเป็นประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน การนำแฟรนไชส์มาเช็คอินในครั้งนี้ถือเป็นการขยายความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมในพื้นที่อื่นๆ เพื่อกระจายโอกาสในการสร้างอาชีพให้แก่พี่น้องชาวอีสานอย่างทั่วถึง

    ภายในงานจะมีการนำเสนอแฟรนไชส์หลากหลายประเภท อาทิ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ การศึกษา และธุรกิจความงาม/สปา ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และแนวทางการเริ่มต้นธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้สนใจลงทุน และการเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานีในหลายมิติ ทั้งการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น การจ้างงานในพื้นที่ การเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้กับประชาชน รวมถึงการเสริมองค์ความรู้ด้านธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีมาตรฐานและมีโอกาสเติบโตในระยะยาว

    งานแฟรนไชส์ Roadshow ครั้งที่ 3 จ.อุดรธานี จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับภาคอีสาน โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโต และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ และผู้ลงทุนในพื้นที่ได้เข้าถึงเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขึ้น พร้อมกับสนับสนุนเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยงานนี้ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าชมงานจากจังหวัดรอบข้างและภาคอีสานตอนบน พร้อมคาดการณ์ว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจระดับพื้นที่ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตอย่างยั่งยืน 

    “ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานแฟรนไชส์ Roadshow ครั้งที่ 3 จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 5 – 8 มีนาคม 2569 ณ เซ็นทรัล อุดรธานี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ทางธุรกิจ สร้างโอกาสการลงทุนและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย  

    ปัจจุบัน อุดรธานีถูกยกให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่รองจากนครราชสีมาและขอนแก่น โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของจังหวัดสูงถึงเป็นลำดับที่ 3 ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 75,000 บาท/ปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของภูมิภาค แม้เศรษฐกิจจังหวัดอุดรธานียังไม่สามารถเทียบกับระดับเฉลี่ยของประเทศโดยรวม แต่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2918443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nNFSO1bCXyg8FDyCcjz3c

  • ตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจไทย 0.6% : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 07 มี.ค.69

    ตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจไทย 0.6% : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 07 มี.ค.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/sd9qgFG66-A&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B2DUjrMewvmkhKFMp6_7O

  • ‘ดีป้า’ ยกระดับ 40 ชุมชนอัจฉริยะทั่วไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 210 ล้านบาท

    ‘ดีป้า’ ยกระดับ 40 ชุมชนอัจฉริยะทั่วไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 210 ล้านบาท

    ‘ดีป้า’ เปิดตัว โครงการSmart Living, Better Living ยกระดับ 40 ชุมชนอัจฉริยะทั่วไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 210 ล้านบาท

    ดีป้า เดินหน้าโครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชน มุ่งยกระดับมิติการดำรงชีวิตอัจฉริยะ ทั้งด้านความปลอดภัยชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยและการเกษตรอัจฉริยะ ตั้งเป้าส่งเสริม เพิ่ม 40 ชุมชนทั่วประเทศ คาดการดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปีจะช่วยยกระดับทักษะดิจิทัลประชาชนจากไม่น้อยกว่า 5,400 คนจาก 1,800 ครัวเรือนทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 210 ล้านบาท พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    6 มี.ค. 2569 ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง (Smart Living, Better Living) โดยมี นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมดำเนินโครงการร่วมในพิธีเปิดโครงการโดยพร้อมเพรียง ณ ลานคมศร ชั้น 1 อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10 เขตจตุจักร

    ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ชุมชนดิจิทัลกับการพลิกโฉมประเทศไทย’ โดยระบุว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนในระดับพื้นที่ เนื่องจาก Smart City ไม่ใช่เพียงการติดตั้งเทคโนโลยีในเมืองเท่านั้น แต่เป็นการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้เทคโนโลยีได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญของประเทศ หากสามารถยกระดับศักยภาพของคนกลุ่มนี้ให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้จริง ก็หมายถึงการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนทั่วประเทศ สำหรับการดำเนินโครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง มุ่งยกระดับมิติการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) ซึ่งจะไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีไปติดตั้งในพื้นที่ แต่จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนได้เรียนรู้ เข้าใจ และเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีด้วยตนเอง เมื่อชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง การเปลี่ยนแปลงระดับชุมชนก็จะขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงของเมือง และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศทั้งระบบด้วยพลังของเทคโนโลยีดิจิทัล” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    ด้าน ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า สมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล สมาร์ทลีฟวิ่ง (OTOD Smart Living) ที่ ดีป้า ดำเนินการในปี 2568 เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชน ทั้งด้านการดำรงชีวิตอัจฉริยะและการเกษตรอัจฉริยะผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็น โดรนเพื่อการเกษตร ระบบ IoT การเกษตรอัจฉริยะ แทรกเตอร์อัจฉริยะ แพลตฟอร์มคาร์บอนด้านการเกษตร รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของชุมชน โดยโครงการดังกล่าวสามารถยกระดับทักษะดิจิทัลให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 2,700 คนจาก 900 ครัวเรือนทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 170 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับพื้นที่

    ปี 2569 ดีป้า จึงต่อยอดการดำเนินงานสู่โครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของชุมชนผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น กล้องวงจรปิดพลังงานแสงอาทิตย์ ไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ และ IoT การเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุอาชญากรรมและอุบัติเหตุในพื้นที่ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตร และลดต้นทุน โดยตั้งเป้าส่งเสริมเพิ่มอีก 40 ชุมชน ซึ่งจากการดำเนินงานต่อเนื่อง 2 ปี คาดว่าจะมีชุนชนทั่วประเทศได้รับการส่งเสริมรวม 85 ชุมชน ประชาชนได้รับการยกระดับทักษะดิจิทัลไม่น้อยกว่า 5,400 คนจาก 1,800 ครัวเรือนทั่วประเทศ และประเมินว่าจะสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 210 ล้านบาท พร้อมเป็นกลไกต่อยอดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    สำหรับการดำเนินงานภายใต้โครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เป็นการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่ชุมชนด้วยรูปแบบสนับสนุนค่าสิทธิ์การใช้งานเทคโนโลยี 2 ปี และการช่วยเหลือหรืออุดหนุนผ่านมาตรการ d-community โดยชุมชนที่ต้องการขอรับการส่งเสริม ต้องมีความพร้อมในการลงทุน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของโครงการในระดับพื้นที่ โดยการสนับสนุนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

    1) รูปแบบชุมชนอัจฉริยะปลอดภัย (Smart Safety Living) สนับสนุนค่าสิทธิ์การใช้งาน 2 เทคโนโลยีดิจิทัลด้านความปลอดภัย ประกอบด้วยกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ และไฟส่องสว่างอัจฉริยะ โดยชุมชนจะต้องลงทุน สำหรับกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ 4 ชุด และไฟส่องสว่างอัจฉริยะ 4 ชุด เป็นงบประมาณ 115,200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ขณะที่ ดีป้า สนับสนุนเพิ่มกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ 10 ชุด และไฟส่องสว่างอัจฉริยะ 20 ชุด พร้อมติดตั้ง เป็นมูลค่าสนับสนุนทั้งหมด 447,000 บาท

    2) รูปแบบชุมชนอัจฉริยะปลอดภัยและยั่งยืน (Smart Living Accelerator) สนับสนุนค่าสิทธิ์การใช้งาน 2 เทคโนโลยีดิจิทัลด้านความปลอดภัย ตามรูปแบบชุมชนอัจฉริยะปลอดภัย และขอรับการช่วยเหลือหรืออุดหนุนเทคโนโลยีที่ต้องการเพิ่มเติม ได้แก่ กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ และ/หรือ IoT เพื่อการเกษตรอัจฉริยะ โดย ดีป้า จะช่วยเหลือหรืออุดหนุนเพิ่มเติม 50% (สูงสุด 150,000 บาท) ของมูลค่าเทคโนโลยีที่ชุมชนต้องการผ่านมาตรการ d-community

    โครงการสมาร์ทลีฟวิ่ง เบทเทอร์ลีฟวิ่ง เปิดรับสมัครกลุ่มชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 6 – 31 มีนาคม 2569 และมีกำหนดลงพื้นที่เพื่อยกระดับทักษะด้านดิจิทัลแก่ชุมชนและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนเมษายน – กันยายน 2569 โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.depa.or.th, LINE OA: depaThailand และ Facebook Page: depa Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oH50bgBa_Q3B34LzwGNd2

  • UN ชงวาระเศรษฐกิจใหม่ ‘โลกหลังการเติบโต’ แก้เหลื่อมล้ำ-วิกฤตสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    UN ชงวาระเศรษฐกิจใหม่ ‘โลกหลังการเติบโต’ แก้เหลื่อมล้ำ-วิกฤตสิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจโลกอาจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ มากกว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการฟุ่มเฟือยของกลุ่มมหาเศรษฐี

    The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยข้อเสนอของ โอลิวิเยร์ เดอ ชุตเตอร์ (Olivier De Schutter) ผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติด้านความยากจนขั้นรุนแรงและสิทธิมนุษยชน ซึ่งชี้ว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังทำให้โลกเผชิญทั้งความเหลื่อมล้ำที่ลึกขึ้น และวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เดอ ชุตเตอร์ กล่าวว่า ผู้นำทางการเมืองควรหยุดให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างกำไรให้กับบรรษัทขนาดใหญ่และกลุ่มคนร่ำรวยเป็นหลัก เพราะการเติบโตลักษณะนี้มักก่อผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และยังทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นโลกจึงจำเป็นต้องมีวาระเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อรับมือกับวิกฤตที่เชื่อมโยงกันหลายด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และกระแสการเมืองฝ่ายขวาจัดที่กำลังกลับมาในหลายประเทศ

    เดอ ชุตเตอร์ เสนอว่า ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดควรถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มคนยากจน มากกว่าจะถูกใช้ไปกับการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยของคนส่วนน้อย หากระบบเศรษฐกิจเลือกใช้ทรัพยากรไปกับการสร้างคฤหาสน์ขนาดใหญ่แทนที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน หรือผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงแทนการลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะ ก็ย่อมเป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยได้ในระยะยาว

    ข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานฉบับใหม่ที่เดอ ชุตเตอร์เตรียมเผยแพร่ในเดือนเมษายน ในชื่อ ‘แผนที่นำทางเพื่อขจัดความยากจนในโลกหลังการเติบโต’ ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือ ‘Beyond Growth Coalition’ ที่ประกอบด้วยหน่วยงานของสหประชาชาติ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสหภาพแรงงาน

    เป้าหมายของรายงานฉบับนี้คือการเปิดทางเลือกเชิงนโยบายใหม่ให้กับรัฐบาล สถาบันระหว่างประเทศ และองค์กรพัฒนา ในการแก้ปัญหาความยากจน โดยมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) การรับประกันการจ้างงาน การยกเลิกหนี้บางส่วน และการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งในระดับสูง

    นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวจะเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับความเคลื่อนไหวสำคัญอีกสองด้านในเวทีโลก ด้านแรกคือโครงการของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ ที่กำลังผลักดันให้โลกพัฒนา ‘ตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่’ แทนการใช้ GDP เพียงอย่างเดียว ส่วนอีกด้านคือรายงานว่าด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำระดับโลก ซึ่งจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระของกลุ่มประเทศ G20 ที่มี โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เป็นหัวหน้าคณะ

    เดอ ชุตเตอร์ยอมรับว่า แม้เจ้าหน้าที่ในสหประชาชาติหลายฝ่ายจะเห็นมานานแล้วว่าการพัฒนาเศรษฐกิจควรก้าวข้ามแนวคิด ‘การเติบโตเป็นศูนย์กลาง’ แต่ข้อจำกัดด้านบทบาทหน้าที่ทำให้ไม่สามารถพูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนในระดับการเมือง อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อาจทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างเปิดเผยมากขึ้น และโลกกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาหลังปี 2030 ด้วยการสร้างทางเลือกใหม่ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างขีดจำกัดของทรัพยากรโลก ความเป็นธรรมทางสังคม และการขจัดความยากจน

    ในระยะยาว เดอ ชุตเตอร์ยังเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานถาวรของสหประชาชาติที่ทำหน้าที่ติดตามและผลักดันการลดความเหลื่อมล้ำทั่วโลก หน่วยงานนี้จะรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเชิงนโยบาย เพื่อช่วยออกแบบระบบเศรษฐกิจที่กระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรมและมีความยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง แทนการปล่อยให้เกิดการเติบโตที่สร้างปัญหา แล้วค่อยแก้ไขผลกระทบในภายหลัง

    แนวคิดดังกล่าวมีต้นแบบจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (IPCC) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ

    จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปยังประเทศรายได้น้อยและประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งตั้งแต่ปี 2020 เดอ ชุตเตอร์พบว่า หลายประเทศกำลังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจที่บังคับให้ต้องเร่งการเติบโตเพื่อหาเงินชำระหนี้ต่างประเทศ ส่งผลให้ต้องเร่งส่งออกสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อรายใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานโลก มากกว่าจะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศหรือคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ค่าแรงที่ต่ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สร้างความมั่งคั่งให้กับคนส่วนใหญ่ เขาจึงเสนอว่า ประเทศเหล่านี้ควรหันมาสร้างการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และขยายการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา แทนการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกที่ถูกกำหนดโดยประเทศร่ำรวย

    สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว เดอ ชุตเตอร์เสนอว่ารัฐบาลควรหาแหล่งรายได้เพื่อสนับสนุนบริการสาธารณะและระบบคุ้มครองทางสังคมผ่านการจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่ง ทรัพย์สินทางการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงภาษีจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรและพลังงานฟอสซิล แทนการพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่การสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่มีการวางแผนและกำกับดูแลอย่างรอบคอบ แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจที่โลกเคยเผชิญ เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี 1929 หรือวิกฤตการเงินโลกปี 2008

    เดอ ชุตเตอร์เชื่อว่า แนวทางที่กำลังเสนอได้รับการสนับสนุนจากนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ หน่วยงานของสหประชาชาติ สหภาพแรงงาน และองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมาก ซึ่งหากได้รับการผลักดัน ก็มีโอกาสกลายเป็นทางเลือกเชิงนโยบายสำหรับวาระการพัฒนาของโลกหลังปี 2030 ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างขีดจำกัดของทรัพยากรโลก ความเป็นธรรมทางสังคม และการลดความยากจน พร้อมทิ้งท้ายว่า “หากไม่สามารถทำได้ กระแสประชานิยมฝ่ายขวาจัดอาจยิ่งมีอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665140/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K9BjiG8b2-5A-i2O_n0M_