Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • OECD ชี้ไทยต้องปรับใหญ่อุตสาหกรรมพลาสติก หากจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero

    OECD ชี้ไทยต้องปรับใหญ่อุตสาหกรรมพลาสติก หากจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xzj3YuTn58MCDfY4RPTbG

  • ไฟสงครามปะทุ!กดดันเศรษฐีหนีจากดูไบสู่ตลาดอสังหาฯไทย

    ไฟสงครามปะทุ!กดดันเศรษฐีหนีจากดูไบสู่ตลาดอสังหาฯไทย

    ไฟสงครามตะวันออกกลางสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกเปิด“โอกาส” ให้อสังหาฯไทยกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีหนีจากดูไบมาซื้อที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี

    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยากจะคาดเดาจุดจบ และเริ่มส่งแรงสะเทือนมายังตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยภาคธุรกิจจึงต้องตั้งรับอย่างระมัดระวัง ทั้งการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด

    “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าเนื่องจากแรงส่งจากเศรษฐกิจโลกเริ่มสะดุด และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันการลงทุนเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสท่ามกลางความผันผวน”

    โอกาสไทยบ้านหลังที่2ของเศรษฐีทั่วโลก

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง กลุ่มนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีเริ่มมองหาพื้นที่ “Safe Haven” สำหรับกระจายสินทรัพย์ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ ทั้งในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก และตลาดบ้านพักตากอากาศของชาวต่างชาติ ทำเลที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เกาะสมุย  
     

    ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ การศึกษา และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยถูกมองว่าเป็น “ตลาดระดับโกลบอล” ที่สามารถรองรับดีมานด์จากนักลงทุนต่างชาติได้

    “ตลาดอสังหาฯดูไบซึ่งเคยร้อนแรงที่สุดในโลกและถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเม็ดเงินจากน้ำมัน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองโลก ทำให้มุมมองด้านความปลอดภัยเปลี่ยนไป จากเดิมที่ดูไบเป็น “ที่หลบภัย” กลับกลายเป็น “แม่เหล็กดูดมิไซล์” หรือเป้าหมายของความขัดแย้ง เหตุการณ์นี้ถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านซัพพลายอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี”
     

    พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดึงเงินทุนผ่านอสังหาฯ

    นายประเสริฐเสนอว่า รัฐบาลควรใช้จังหวะนี้ออกมาตรการหรือนโยบายเชิงรุก เพื่อดึงเงินทุนจากเศรษฐีตะวันออกกลางและนักลงทุนต่างชาติมาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่การส่งเสริมที่อยู่อาศัยระยะยาว ควรเน้นให้ต่างชาติมาอยู่ยาวรองรับตลาดอัลตราลักชัวรี
     ทำให้มีการจ่ายภาษีที่ชัดเจน ,การแก้ไขกฎหมายเช่าระยะยาวเสนอให้ปรับเป็นสัญญาเช่า 50 ปี เพื่อความโปร่งใสและช่วยให้ต่างชาติตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และควรนำรายได้ภาษีที่เก็บจากชาวต่างชาติมาตั้งเป็นกองทุน”Soft Loan” หรือดอกเบี้ยราคาพิเศษเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้สามารถซื้อบ้านหลังแรกได้ง่ายขึ้น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและหมุนเวียนเงินในระบบให้เกิดประโยชน์ต่อคนในประเทศ

    “สงครามอาจเป็นจุดเปลี่ยนของการซื้ออสังหาฯในดูไบ ทำให้ดีมานด์ส่วนหนึ่งของกลุ่มเศรษฐีมีโอกาสไหลเข้าสู่ประเทศไทย หากรัฐบาลมีมาตราการออกมาได้ถูกจังหวะเวลา หากวางโครงสร้างภาษีและกฎระเบียบอย่างเหมาะสม อสังหาริมทรัพย์สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” นายประเสริฐกล่าว

    สงครามยืดเยื้อดันต้นทุนวัสดุ–กระทบกำลังซื้อ

    ด้านณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 6–12 เดือน ราคาน้ำมันและค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างนำเข้าอาจปรับสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันต้นทุนภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อภายในประเทศขณะเดียวกัน ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน อาจกระทบการท่องเที่ยวระยะไกลในระยะยาวอย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ไทยอาจได้อานิสงส์จากการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ต้องการความมั่นคงมากขึ้น

    ไทยจุดสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ หนุนเงินทุนไหลเข้า

    จุดยืนความเป็นกลางของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากร ทำเล และคุณภาพชีวิต ที่สามารถรองรับการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติได้

    แนวคิดนโยบายที่ภาคเอกชนเสนอเพิ่มเติม ได้แก่ การขยายระยะเวลาเช่าที่ดิน วีซ่าลองสเตย์สำหรับผู้พำนักระยะยาว โดยกำหนดโซนหรือรูปแบบอสังหาริมทรัพย์สำหรับต่างชาติมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคภายในประเทศ

    สูตรรับมือโลกผันผวนของดีเวลอปเปอร์

    ในมุมของเอสซี แอสเสท เตรียมรับมือความผันผวนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. กระจายพอร์ตธุรกิจให้หลากหลาย
    2. รักษาสภาพคล่องทางการเงิน
    3. สร้างพันธมิตรการลงทุนที่แข็งแกร่ง

    กลยุทธ์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม โรงแรม และคลังสินค้า เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1224165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N8q3TijdirUhnZPku0o3V

  • ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

    ปลัดมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯ 76 จังหวัด เดินเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม


    8/03/2569 | 51 |

    (8 มี.ค. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการดำเนินภารกิจของกระทรวงมหาดไทยตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ครอบคลุมภารกิจทั้งด้านส่งเสริมสนับสนุนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย – กัมพูชา (ด้านการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง) การป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด การเพิ่มศักยภาพการป้องกันสาธารณภัยและการฟื้นฟู ช่วยเหลือ เยียวยา และการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกรูปแบบ ซึ่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดได้บูรณาการภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างเต็มกำลังและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วภายใต้หลักการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อันจะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีและความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน ตนจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการ “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” เน้นหนักเพิ่มเติม 2 ด้าน ได้แก่ 

    1. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยการบูรณาการกลไกของจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ตามแนวทาง “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคมของพื้นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ดึงศักยภาพของจังหวัดมาเป็นฐานการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งผลักดันและส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการ Upskill และ Reskill ด้านการตลาด เทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการทั้งในตลาดออนไลน์ และกิจกรรมทางการตลาดในระดับพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานในระดับชุมชน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ และกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชนในระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืน

    2. ด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง” ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งการเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม การส่งเสริมและสร้างอาชีพ การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการศึกษา นอกจากนี้ ให้มีการพัฒนาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ในชุมชนให้เหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยจัดให้มีพื้นที่สวนสาธารณะหรือปรับปรุงพื้นที่สวนสาธารณะให้มีมาตรฐานสำหรับประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การจัดการระบบบริหารจัดการน้ำเสียและบริหารจัดการขยะให้ได้มาตรฐานและถูกวิธี
    “ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นกลไกหลักในการกำกับสั่งการ และบูรณาการบุคลากร งบประมาณ ดำเนินการตามแนวทาง “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ พิจารณาจัดเตรียมแผนงาน/โครงการและขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากช่องทางที่เหมาะสม โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามพระโอวาทสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดี ที่ว่า “ลงพื้นที่ให้รองเท้าสึก ก่อนก้นกางเกงขาด” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการที่ลงไปสู่พื้นที่นั้น สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประชาชนและชุมชนเป็นรูปธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/483258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IaADPcd4vWy_n7kaxGVws

  • ประธาน สอท. ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จี้รัฐหามาตรการอุ้ม SMEs

    ประธาน สอท. ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จี้รัฐหามาตรการอุ้ม SMEs

    สถาบันการสร้างชาติ จัดเสวนา “ชี้ชะตา SMEไทยตั้งรับอย่างไรให้รอดฯในสงครามการค้าโลกใหม่“ ปธ.สภาอุตสาหกรรม เปรียบ ศก.เหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ แนะ รัฐจัดหาแหล่งทุนอุ้ม SME หนุน แก้กม.ขยายตลาดเพิ่ม จี้ เร่งปราบทุนเทา-คอร์รัปชัน

    สถาบันการสร้างชาติ โดยคณะนักศึกษาจัดงาน NBI EXCLUSIVE SEMINAR ในหัวข้อ “ชี้ชะตา SME ไทยตั้งรับอย่างไรให้รอด รุกอย่างไรให้ชนะในสงครามการค้าโลกใหม่ 2026“ มีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายอัคคพล  เสนาณรงค์ อดีตผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยเกษตรวิศวกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)เป็นวิทยากรพิเศษในงาน น.สพ.วีระพล เหมรัตนากร ดำเนินรายการเสวนา  

    โดยศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ พลเรือโท เดชดล ภู่สาระ อดีตรองผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ทร.ในฐานะประธานพิสิษฐ์ หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ(นสช.)กล่าวต้อนรับผู้ร่วมเสวนา พล.ต.ต.วสันต์ บุญเจริญ อดีตผู้บัญชาการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สตช. กรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ประธานอำนวยการ หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของงานเสวนาและนายทัศน์ไชย โชตธิติรัตน์ กรรมการบริหาร บจก.วัชรบรรจุภัณฑ์ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวสรุปและขอบคุณวิทยากร

    นายอัคคพล กล่าวว่า ภาคการเกษตรจำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วยมากขึ้น อาทิ การใช้โดรน ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุนการผลิต โดยใช้ AI เข้ามาช่วย ที่สำคัญต้องเพิ่มการส่งออกให้มีกำไร เป้าหมายเพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นเมืองอาหารโลกได้จริงตามนโยบายรัฐบาล

    ขณะที่นายเกรียงไกร ระบุ เปรียบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็นเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จาก GDP 10 ปีเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.9% และปี 2025 ขยายตัวที่ 2.4% ซึ่งยังดีที่รัฐบาลมีทีมเศรษฐกิจที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยกู้วิกฤตให้ประเทศไม่ติดหล่มได้ โดยปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย เรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบถือเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญมาก โดยผู้สูงอายุมีกว่า 14 ล้านคน สูงถึง 21% อัตราการเกิดใหม่ต่ำ แค่ปีละ4 แสนคนสวนทางกับอัตราการตายที่สูงถึงปีละ 5แสนคน ไทยจึงเกิดปัญหาขาดแรงงาน ขณะเดียวกัน ไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลางมาหลายสิบปี SME ยังขาดบุคลากร ขาดนวัตกรรม ต้นทุนการผลิตสูง มาตรฐานสินค้ายังไม่ผ่านเกณฑ์สากล และกฎหมายยังซับซ้อน ต้องปรับแก้เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

    ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือ SME ใน 6 ด้าน ว่า รัฐบาลต้องมีการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน/สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี การทำวิจัยและพัฒนา (R&D ) ควบคู่กับการ ขยายตลาดและคู่ค้าต่างประเทศ อีกทั้งยังต้องเริ่มพัฒนาทักษะแรงงาน/ จัดตั้งวันสต็อปเซอร์วิสและปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ โดยแนะนำให้ใช้การตลาดเข้ามาช่วยส่งเสริมควบคู่ SME จึงจะเติบโตและไปรอดได้

    ประธาน สอท. ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนเรือรั่วท่ามกลางพายุ จี้รัฐหามาตรการอุ้ม SMEs

    “อีกเรื่องซึ่งสำคัญมากที่รัฐบาลต้องรีบแก้ปัญหาคือ ปราบทุนเทาและคอร์รัปชัน ที่เป็นต้นเหตุปัญหาทุกอย่างของประเทศ หากทำได้จะสามารถแก้ปัญหาได้มากถึง 50% ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วย SME ที่เป็นฐานของเศรษฐกิจไทยจะทำให้ภาพรวมไปได้ ไม่ติดหล่ม ซึ่ง SME เองก็ต้องปรับตัว เลิกแข่งขันด้านราคากับตลาดจีน แต่ควรเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม พัฒนาแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนสถานการณ์สงครามถือว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัฐบาลต้องมีแผนรับมือ”นายเกรียงไกร กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1224263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y1QfJSvdP22b0TFlFct45

  • ผ่างบ ‘กองทุนเอสเอ็มอี’ 3 พันล้าน ปล่อยกู้ดอกต่ำ ปั้นธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติ

    ผ่างบ ‘กองทุนเอสเอ็มอี’ 3 พันล้าน ปล่อยกู้ดอกต่ำ ปั้นธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติ

    กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยฝ่าความผันผวนเศรษฐกิจ เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ชูแพ็กเกจ “เสือติดปีก-คงกระพัน” เติมทุนเสริมสภาพคล่อง พร้อมเร่งยกระดับศักยภาพธุรกิจด้านการเงิน เทคโนโลยี และการขยายตลาดสู่สากล หวังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 209 ล้านบาท และเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานรากเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้กำหนดกรอบโครงการสินเชื่อใหม่ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม

    ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อใหม่มีวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ผลิตภัณฑ์หลัก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละช่วงการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่

    1. สินเชื่อ “เสือติดปีก เฟส 2” สำหรับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมายและต้องการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อยกระดับธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3-5% วงเงินกู้สูงสุดรายละ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี

    2. สินเชื่อ “คงกระพัน เฟส 2” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-7% วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 3 ปี

    3. สินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (Top up) วงเงินรวม 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเยี่ยมระดับ A ต่อเนื่อง 12 เดือน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 2.5-3.5% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย

    นอกจากมาตรการด้านการเงิน กองทุนฯ ยังจัดสรรงบประมาณอีก 20 ล้านบาท สำหรับดำเนิน โครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 3 โครงการ เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจในมิติสำคัญ ได้แก่ การเงิน เทคโนโลยีการผลิต การตลาด และมาตรฐานสากล ประกอบด้วย

    โครงการ Financial Shield เสริมทักษะบริหารการเงินและการจัดการหนี้ ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกและอบรมเชิงปฏิบัติการ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 100 กิจการ รวม 400 คน

    โครงการ Productivity Accelerator มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและลดต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 200 กิจการ 400 คน

    โครงการ Global & Future Readiness เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่ตลาดสากล โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสากล การขยายตลาดใหม่ และการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG พร้อมกิจกรรมเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้า 100 กิจการ 200 คน

    กองทุนฯ คาดว่าการดำเนินโครงการพัฒนาทั้ง 3 โครงการ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมได้กว่า 209 ล้านบาท และเตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการภายในเดือนเมษายนนี้

    นายณัฐพล กล่าวว่า การดำเนินโครงการสินเชื่อและโครงการพัฒนาเอสเอ็มอีในปี 2569 จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี และมาตรฐานการดำเนินงาน

    “กองทุนฯ คาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมฐานรากธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้มีความแข็งแกร่ง สร้างโอกาสใหม่ในการแข่งขัน และสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DHjjE21J4DqBZZ9el65Qk

  • “เพื่อไทย” ระส่ำพรรคสำรองโผล่ | เดลินิวส์

    “เพื่อไทย” ระส่ำพรรคสำรองโผล่ | เดลินิวส์

    จนถูกมองว่า อาจเปิดช่องให้พรรคอื่นเข้ามาเป็น “พรรคสำรอง” ทางการเมืองได้ในอนาคต ปมความวุ่นวายของ “เพื่อไทย” เริ่มจากการจัดสรรโควตารัฐมนตรีที่มีจำนวนจำกัด ทำให้เกิดแรงกดดันจากหลายกลุ่มภายในพรรค โดยเฉพาะแรงต้านจาก “2 ส.” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ-สมศักดิ์ เทพสุทิน

    รวมถึงกระแสไม่พอใจกรณีมีการกันโควตาไว้ให้บุคคลใกล้ชิดแกนนำ มากกว่าคนทำงานในพรรค จนถูกมองว่าเป็นการจัดสรรตำแหน่งในลักษณะ เด็กนาย มากกว่าการพิจารณาจากผลงาน

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านการขยับรายชื่อรัฐมนตรีในช่วงโค้งสุดท้าย มีรายงานว่ามีการสลับตำแหน่งสำคัญหลายจุด เช่น สุดาวรรณหวังศุภกิจโกศลรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่ ประเสริฐจันทรรวงทองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถูกปรับไปคุม“กระทรวงศึกษาธิการ และ จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกขยับไปเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

    ส่วนตำแหน่งหลักอื่นๆ อย่าง สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย ยังคงอยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ยศชนันวงศ์สวัสดิ์สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ยังคงดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

    ภาพรวมโควตาของ เพื่อไทย ในรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่ รัฐมนตรีว่าการ5 ตำแหน่งและรัฐมนตรีช่วยอีก3 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยยังอยู่ระหว่างการจัดวางตัวบุคคล

    ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในโควตา เพื่อไทย ยังเป็นของ มนพรเจริญศรีรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ กันพื้นที่เพื่อลดแรงแย่งชิงเก้าอี้ ครม. ที่มีจำนวนจำกัด

    ในขณะที่บางชื่อหลุดจากโผ เช่น สมศักดิ์เทพสุทินแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะถูกขยับไปช่วยในกระทรวงเกษตรฯแทน ความปั่นป่วนภายใน เพื่อไทย ทำให้พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย เริ่มประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะความไม่เป็นเอกภาพภายในพรรคพันธมิตร อาจกระทบเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว

    จังหวะนี้ทำให้ ภูมิใจไทยมี แต้มต่อทางการเมือง เพิ่มขึ้น และอาจใช้สถานการณ์กดดันในการต่อรอง โดยเฉพาะประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีข่าว ภูมิใจไทย ต้องการทวงคืน เนื่องจากมองว่าเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและฐานเสียงทางการเมือง

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ ภูมิใจไทย ต้องชั่งน้ำหนักเช่นกัน เพราะหากกดดันมากเกินไป รวมถึงยกเรื่องคุณสมบัติที่เข้มข้น ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด อาจทำให้แกนนำ เพื่อไทย ได้รับผลกระทบ ส่อพรรคร้าว อาจกระทบเสถียรภาพรัฐบาลในภาพรวม

    อีกปัจจัยสำคัญที่กำลังถูกจับตาคือความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 2 . ที่มีกระแสข่าวว่ามี สส.อยู่ในมือราว 30 คน และอาจใช้เป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง หากไม่พอใจการจัดสรรตำแหน่งภายในพรรค

    ทางเลือกของกลุ่มนี้มีตั้งแต่การต่อรองภายในพรรค ไปจนถึงการแยกตัวออกไปตั้งหลักทางการเมืองใหม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจกลายเป็น กลุ่มอิสระ หรือรอเป็น งูเห่า ที่ถูกพรรคอื่นช้อนตัวไปเสริมเสียงรัฐบาลได้เช่นกัน

    ในเวลาเดียวกัน พรรคกล้าธรรม ก็ถูกจับตามองว่าอาจเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะมีสัญญาณลดเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการไม่ผลักดันให้ ..ธรรมนัสพรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เข้าร่วม ครม. ไม่ต่อรองเกรดกระทรวง และไม่กำหนดสูตรจำนวน สส.ต่อรัฐมนตรีเหมือนในอดีต

    ท่าทีดังกล่าวทำให้ กล้าธรรม ถูกมองว่าอาจพร้อมเข้ามาเป็น พรรคสำรอง หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจากฝั่ง เพื่อไทย

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มมีสัญญาณความเคลื่อนไหวหลัง ชัยชนะ เดชเดโชสส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรค นำ 5 สส. ปชป. มารายงานตัวสส. โดยไม่เข้ารายงานตัวพร้อมกลุ่มหลักนำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    ท้ายที่สุด แกนนำรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย จึงต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าความปั่นป่วนในค่าย เพื่อไทย จะส่งผลต่อเอกภาพของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด เพราะหากพรรคร่วมขาดความเป็นเอกภาพใน ครม.

    การตัดสินใจสำคัญในสภา ไม่ว่าจะเป็นการผ่านกฎหมาย การให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือแม้แต่การรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงทางการเมืองได้

    ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากราคาพลังงาน เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริหารประเทศ

    และในเกมอำนาจครั้งนี้ความวุ่นวายในค่ายแดงอาจกลายเป็นช่องว่างทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้พรรคสำรองขยับเข้ามามีบทบาทในสมการอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่ได้ทุกเมื่อ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5665842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12rghwrZVKb9Pwq6gfEFH9

  • ผ่ามุมมองสมาคมแพลตฟอร์มดิจิทัล‘จุดสมดุล’ ดันเศรษฐกิจดิจิทัลยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผ่ามุมมองสมาคมแพลตฟอร์มดิจิทัล‘จุดสมดุล’ ดันเศรษฐกิจดิจิทัลยั่งยืน | เดลินิวส์

    โดยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 10-15% ซึ่งเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะโตประมาณ 2% ส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัล คือ เครื่องมือที่จะช่วยให้ไทยก้าวข้ามการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง

    ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัล มีสัดส่วนประมาณ 10% ของจีดีพี ประเทศไทย และคาดว่าจะเพิ่มไปถึง 30% ในอีกกี่ปีข้างหน้า ด้วยการเติบโตของ “โมบายเฟิสต์” การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต บริการต่าง ๆ ได้ปรับเปลี่ยนไปอยู่บนแพลตฟอร์ม และระบบดิจิทัล

    ล่าสุดได้มีการเคลื่อนไหวในแวดวงแพลตฟอร์มของไทย เมื่อ 4 บิ๊กเทค คือลาซาด้า, แกร็บ,  ไลน์แมน วงใน และ ช้อปปี้ ได้ประกาศจัดตั้ง “สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย” หรือ TDPA โดยมีวัตถุประสงค์ ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากลพร้อมทั้งยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    พันโทหญิง ธมกร ศุภธนรังสี” นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย บอกว่า สมาคมฯจะยึดมั่นใน 4 ค่านิยมหลัก คือ ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เติบโตได้อย่างแท้จริง การกำกับดูแลที่เน้นไปยังวัตถุประสงค์ ด้วยการร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ ความโปร่งใสและความไว้วางใจ ด้วยการยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศดิจิทัล และสุดท้าย คือ ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส ด้วยการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ

    จิรวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว” เลขาธิการและที่ปรึกษาสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) บอกว่า  การรวมตัวเป็นสมาคมฯ ของ 4 บริษัท ไม่ได้มองถึงการแข่งขัน หรือธุรกิจของแต่ละบริษัท แต่เราจะคุยกันในเรื่อง เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบไหนที่จะทําให้ประเทศไทยประสบความสําเร็จ และจะทำอย่างไรให้ ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยประสบความสําเร็จ มีโอกาสขยายไปยังตลาดต่างประเทศได้ รวมถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้ทุกคนในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก

    นอกจากนี้ ก็จะเป็นตัวกลางในการนำเสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ ต่อการกำกับดูแลของภาครัฐ  ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อภาครัฐต้องการความเห็นจะเรียก 4 บริษัท ไปสอบถาม การเป็นสมาคมฯ จะช่วยให้ภาครัฐสะดวกไม่ต้องเรียกไปทีละบริษัท ซึ่งจะมีการเปิดรับธุรกิจแพลตฟอร์มและจดทะเบียนในไทย เข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น

    สำหรับในเรื่องการกำกับดูแลของภาครัฐ สมาคมฯพร้อมร่วมมือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธทุกคนเข้าใจเพราะภาครัฐ
    ดูแลสวัสดิภาพของประชาชนทุกคน เราสนับสนุนมาตรการกํากับดูแล โดยมีมุมมองว่ากฎระเบียบด้านดิจิทัลของไทยยังต้องพัฒนาต่อเนื่องซึ่งกรอบกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับเศรษฐกิจกายภาพแบบเดิม อาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความซับซ้อนกว่า เช่น ระบบเก่ามีแค่ผู้ซื้อ-ผู้ขาย แต่แพลตฟอร์มมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย แพลตฟอร์ม ภาครัฐ และภาคสังคม จึงควรหารูปแบบการแบ่งความรับผิดชอบร่วมกันแบบใหม่สมาคมฯ จึงอยากทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อได้สะท้อนมุมมองในธุรกิจ ให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติจากคนที่อยู่ในธุรกิจจริง อยากมีที่นั่งในห้องประชุมเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการไทย ในการที่จะทําให้มั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    สุดท้ายแล้วต้องติดตามกันต่อว่า “การกำกับดูแลที่สมดุล” กับ “การแข่งขันที่เป็นธรรม” ทั้งในส่วนของ “ผู้ค้า”และ
    “ผู้บริโภค” จะหาจุดที่สมดุลร่วมกันได้อย่างไร? เพื่อผลักดันให้ “เศรษฐกิจดิจิทัลไทย” เดินหน้าโดยไม่สะดุด!!!.

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5665431/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TobQ9Vj0EK_g37NOAF58g

  • ไทยหวั่นน้ำมันแพง ผลโพลชี้คนกรุง-ตจว.จับตาศึก อิหร่าน-อิสราเอล บานปลาย

    ไทยหวั่นน้ำมันแพง ผลโพลชี้คนกรุง-ตจว.จับตาศึก อิหร่าน-อิสราเอล บานปลาย

    ไทยหวั่นน้ำมันแพง ผลโพลชี้คนกรุง-ตจว.จับตาศึก อิหร่าน-อิสราเอล บานปลาย

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

    8 มีนาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จากการสู้รบระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ กลุ่มตัวอย่างติดตามข่าวบ้าง ร้อยละ 52.65โดยกังวลว่าการสู้รบจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91และคิดว่าสถานการณ์สู้รบจะบานปลาย ร้อยละ 78.57 ข้อคิดที่ได้ คือผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก ร้อยละ 70.16ในภาพรวมเชื่อมั่นต่อการเตรียมพร้อมและมาตรการรับมือของรัฐบาลไทย ร้อยละ 39.10 และไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 37.56

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลประชาชนกังวลสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้ประเทศอาจเผชิญภาวะ“วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และสถานการณ์ไทย–กัมพูชาประชาชนจึงคาดหวังให้รัฐบาลเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจและมีมาตรการรับมือที่ชัดเจน

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าแม้สมรภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยแต่ประชาชนไทยยังคงติดตามสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะ Strait of Hormuzซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกความตึงเครียดในพื้นที่นี้จึงกระทบต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ความกังวลของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงความรู้สึกเชิงเศรษฐกิจ หากยังสะท้อนความเข้าใจว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ในอีกด้านหนึ่ง

    การที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าสถานการณ์มีแนวโน้มบานปลายนั้นสอดคล้องกับลักษณะการแข่งขันเชิงอำนาจของรัฐและเครือข่ายประเทศพันธมิตรที่มักปรากฏในรูปแบบสงครามตัวแทนหรือ proxy war บทเรียนสำคัญที่ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันคือ ความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในสนามรบแต่แผ่ขยายไปถึงเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงของมนุษย์ และความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ขณะเดียวกันผลสำรวจที่พบว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการของรัฐบาลไทยแบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียงกันได้สะท้อนความคาดหวังของประชาชนต่อศักยภาพของรัฐในการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และเป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นของรัฐไทยในโลกที่ความมั่นคง เศรษฐกิจและพลังงานเชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/951349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qE5XA7GWvh1VudA0Ff6Pb

  • ส่องสูตรครม.อนุทิน2:ชูโมเดล‘วัคซีน’ป้องรัฐบาล ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก

    ส่องสูตรครม.อนุทิน2:ชูโมเดล‘วัคซีน’ป้องรัฐบาล ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก

    จัดทัพ ‘สูตรปุ๋ย’ สยบคลื่นใต้น้ำ ดึงมืออาชีพเป็นเกราะคุ้มกัน

    การก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคที่มี สส. เพิ่มขึ้นจาก 71 เป็นกว่า 190 เสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการกลับมามีอำนาจอย่างเต็มตัวของปีก “อนุรักษนิยม” ในรอบ 25 ปี โดยหัวใจสำคัญของการรักษาเสถียรภาพครั้งนี้อยู่ที่การจัดสรรอำนาจผ่าน “สูตรปุ๋ย 5:19:8:3” ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างขั้วอำนาจและกลุ่มทุน

    กลยุทธ์สำคัญคือการวาง 5 ตำแหน่งคนกลาง หรือ “โควตาวัคซีน” ดึงมืออาชีพและเทคโนแครต อาทิ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์”และ”อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เข้ามานั่งในตำแหน่งยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นเกราะคุ้มกันทางการเมือง ขณะที่ตำแหน่งที่เหลือเป็นการแบ่งสันปันส่วนให้พรรคเพื่อไทย 8 ตำแหน่ง และกลุ่มพรรคเล็ก เพื่อประคองเสียงสนับสนุนในสภาให้มีเอกภาพสูงสุด

    “เป้าหมายสูงสุดของการจัดโผครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแบ่งปันอำนาจ แต่คือการรักษาแชมป์ของฝ่ายอนุรักษนิยมให้มีความต่อเนื่อง” เสถียรภาพรัฐบาลจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการกลุ่ม “บ้านใหญ่” 20 ตระกูลการเมืองภายในพรรคภูมิใจไทยเอง ซึ่งอาจต้องใช้กลยุทธ์หมุนเวียนตำแหน่งทุก 6-12 เดือน เพื่อลดความขัดแย้งในการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี

    ผนึก 7 กระทรวงตั้ง ‘วอรูม’ รับศึกตะวันออกกลาง-น้ำมันพุ่ง

    ในมิติของนโยบายรัฐบาล ความท้าทายที่ใหญ่กว่าเกมการเมืองคือ “วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์” จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานของไทยที่มีสัดส่วนสูงถึง 6% ของ GDP รัฐบาลอนุทิน 2 จึงจำเป็นต้องปรับฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด โดยการตั้ง “วอรูม 7 กระทรวง” เพื่อบูรณาการการทำงานเชิงรุก

    ข้อเท็จจริงที่น่ากังวลคือ หากสถานการณ์เลวร้ายจนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต (Cost-push Inflation) ที่รุนแรง รัฐบาลจึงต้องเร่งพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รวมถึงการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งเจรจาแหล่งนำเข้า LNG ใหม่ๆ เช่น สหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักอาจสะดุด แหล่งข้อมูลระบุว่าเป้าหมายนักท่องเที่ยวเดิม 36 ล้านคน อาจต้องปรับลดเหลือ 30 ล้านคน รัฐบาลจึงต้องเลือกบุคคลที่เข้าใจงานด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงเข้ามาคุมกระทรวงกลาโหมและพลังงาน เพื่อบริหารจัดการความปลอดภัยและต้นทุนการผลิตที่เป็นหัวใจของภาคธุรกิจในขณะนี้

    รื้อแผนงบประมาณ 69 ‘คิดใหม่-ทำใหม่’ ดัน GDP พ้นจุดวิกฤต

    เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยน แผนงบประมาณเดิมจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป มีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้อง “รื้อ” และปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะงบกลางปี 2569 ที่ปัจจุบันเหลือเพียง 24,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่า “ไม่เพียงพอ” ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่

    รัฐบาลอาจจำเป็นต้องจัดทำ พรบ.งบประมาณกลางปี หรือพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ เนื่องจากประมาณการเติบโตของ GDP อาจหดตัวลงจาก 3% เหลือเพียง 1.2% ในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด นโยบายการคลังจึงต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวพยุง” ไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ในอนาคต รัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยต้องพิสูจน์ฝีมือในการผสมผสานระหว่าง “มืออาชีพ” (คนนอก) “ฐานเสียง” (บ้านใหญ่) และ “รุ่นใหม่” (ลูกเทพ) ให้ทำงานสอดประสานกัน

    การปรับตัวของนโยบายภาครัฐต่อจากนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า รัฐบาลชุดนี้จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืน หรือจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองเท่านั้น

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/739036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VoagRcozOcwFE23kkm2HI

  • DITP เผยปีนี้ผู้บริโภคชาวสเปน เน้นซื้อน้อย ซื้อบ่อย แนะไทยขายสินค้าขนาดเล็ก

    DITP เผยปีนี้ผู้บริโภคชาวสเปน เน้นซื้อน้อย ซื้อบ่อย แนะไทยขายสินค้าขนาดเล็ก

    DITP เผยปีนี้ผู้บริโภคชาวสเปน เน้นซื้อน้อย ซื้อบ่อย แนะไทยขายสินค้าขนาดเล็ก

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผลสำรวจแนวโน้มการบริโภคของชาวสเปน ปี 69 เน้นใช้จ่ายรอบคอบ ซื้อน้อย ซื้อบ่อย ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความโปร่งใส หลังเจอแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ชี้สินค้าไทยมีโอกาสขาย เน้นสินค้าขนาดเล็ก พร้อมหยิบ และต้องมีข้อมูลชัดเจน ทั้งราคา ปริมาณ รายละเอียดสินค้า บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวพัชรมณฑน์ ตระกูลทิวากร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด สเปน ถึงผลการสำรวจแนวโน้มการบริโภคของชาวสเปนในปี 2569 ที่เน้นการใช้จ่ายรอบคอบมากขึ้นวางแผนซื้อน้อย ซื้อบ่อย ให้ความสำคัญกับคุณค่าและความโปร่งใส และโอกาสในการขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาด เพื่อป้อนความต้องการบริโภคที่เปลี่ยนไปของชาวสเปน

    โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวสเปนจับจ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้นภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและความกังวลเกี่ยวกับอำนาจการซื้อ โดย 53% ระบุว่าตนเองใช้จ่ายอย่างรอบคอบกว่าเดิม ขณะที่ 74% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์สินค้าหากพบสินค้าที่มีราคาถูกกว่า และ 71% จะทำเช่นเดียวกัน หากขนาดหรือคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ลดลงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสด้านราคาและการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และมองว่าการทำการลดปริมาณสินค้าโดยไม่แจ้งให้ทราบเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ ผู้บริโภคหันไปเลือกซื้อสินค้าในปริมาณน้อยลงหรือมองหาทางเลือกที่ประหยัดกว่าเพื่อควบคุมงบประมาณ แต่ความเชื่อมั่นในแบรนด์ยังคงมีบทบาทสูงในหมวดสินค้าที่คุณภาพและความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลัก โดย 77% หลีกเลี่ยงแบรนด์ราคาประหยัดในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเล็ก ขณะเดียวกัน ผู้บริโภค 7 ใน 10 คนยังคงมองหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเติมเต็มด้านอารมณ์ สะท้อนว่าคุณค่าของสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการใช้งาน แต่ยังรวมถึงมิติทางอารมณ์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการปรับประสบการณ์การซื้อให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดย 25% ของผู้บริโภคเคยใช้เครื่องมือช่วยซื้อสินค้าที่อาศัย AI และอีก 31% มีแผนจะใช้ในอนาคต

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของผู้บริโภคชาวสเปนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากรูปแบบการซื้อครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวต่อเดือน สู่การเข้าร้านค้าบ่อยขึ้นแต่ซื้อสินค้าในตะกร้าขนาดเล็กลง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากทั้งความกังวลด้านเศรษฐกิจและการปรับลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายภายในครัวเรือน ส่งผลให้ร้านใกล้บ้าน หรือร้านสะดวกซื้อที่เข้าถึงได้ง่ายมีการเติบโตมากขึ้น

    นางสาวสุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มผู้บริโภคชาวสเปนที่ปรับพฤติกรรมไปสู่การ “ซื้อน้อย ซื้อบ่อย” และมีความอ่อนไหวต่อราคาและความโปร่งใส ทำให้การกำหนดขนาดบรรจุภัณฑ์เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ อาทิ ในการตอบสนองกลุ่มเป้าหมายร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ผู้ประกอบการควรพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กหรือขนาดพอเหมาะเพื่อให้สินค้าอยู่ในรูปแบบ “พร้อมหยิบใส่ตะกร้า” ตอบโจทย์ปริมาณการใช้ของครัวเรือนขนาดเล็ก ช่วยให้สามารถตัดสินใจซื้อได้ง่าย และแข่งขันได้

    ในสภาพแวดล้อมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคาและความคุ้มค่ามากขึ้น และแนวทางดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์การควบคุมงบประมาณของผู้บริโภคลดการสูญเสียอาหาร และสอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อที่มีความถี่สูงแต่มีตะกร้าสินค้าขนาดเล็ก

    นอกจากนี้ การยกระดับธุรกิจด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือข้อมูล จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ นำไปสู่ความแม่นยำในการผลิตสินค้า กระจายสินค้า ตลอดจนการพัฒนากลยุทธ์การตลาด การจัดโปรโมชันลดราคา เพื่อดึงดูดผู้บริโภคในแต่ละฤดูกาลได้ด้วย ผู้ประกอบการไทยจึงต้องทำความรู้จักตลาดอย่างถ่องแท้ ศึกษากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย พฤติกรรมการจับจ่ายของแต่ละกลุ่มเพื่อเข้าใจลูกค้าของตน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารปริมาณสุทธิ ราคา และข้อมูลสินค้าอย่างชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับรู้เชิงลบจากแนวปฏิบัติแบบลดขนาดสินค้า ซึ่งผู้บริโภคชาวสเปนส่วนใหญ่มองว่าไม่เป็นธรรม และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว

    สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายผ่านช่องทางค้าส่งแบบ B2B เช่น Costco España ควรเน้นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่หรือแบบแพกหลายชิ้น โดยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอย่างเคร่งครัด และติดฉลากการคัดแยกและการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคปลายทาง โดยภายใต้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและของเสียจากบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์โดยเลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลและย่อยสลายได้ หรือผลิตจากทรัพยากรหมุนเวียน ควบคู่กับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเหมาะสม ลดการใช้วัสดุเกินความจำเป็น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า การสื่อสารจุดขายด้านความยั่งยืนอย่างชัดเจนจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดสเปนและสหภาพยุโรป

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM

    คิดจะส่งออก นึกถึง DITP

    ***************************

    กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    … มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ditpnew/z2tya1nqto9k8pd8xh1fn82i&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VrFymReQS0_MOuK4hi9fq