Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมพัฒนาที่ดิน ชู “หมอดินราตรี” ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมพัฒนาที่ดิน ชู “หมอดินราตรี” ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมพัฒนาที่ดิน เผยความสำเร็จของเกษตรกรต้นแบบด้านการจัดการดิน หลัง “นางราตรี บัวพนัส” หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับการคัดเลือกเป็น “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี พ.ศ. 2569 จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนบทบาทผู้นำชุมชนที่ขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการสรรหาและยกย่อง “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” เป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีภูมิปัญญาด้านการเกษตร มีคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสรรหาในสาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย และสาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนางราตรี บัวพนัส หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็น ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ในปีนี้

    “หมอดินราตรี” เริ่มต้นทำเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมี แต่ต้องเผชิญปัญหาทั้งด้านสุขภาพ ศัตรูพืช น้ำท่วม ภัยแล้ง และต้นทุนการผลิตที่สูง จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตสู่การทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยน้อมนำหลัก “พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการบริหารจัดการดิน น้ำ และพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ ยังได้นำองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในแปลงเกษตร อาทิ การวิเคราะห์ดิน การผลิตปุ๋ยหมักด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 การผลิตน้ำหมักชีวภาพด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 การใช้ปุ๋ยพืชสดจากปอเทือง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ พด.14 ในรูปแบบแห้ง และการประดิษฐ์เครื่องมือไถกลบตอซังข้าวจากยางรถยนต์เก่า ช่วยลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ลดต้นทุนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกษตร ได้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ 42 ไร่ 3 งาน ทำการเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยทำนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และปลูกพืชหมุนเวียนหลังนา เช่น ปอเทืองและถั่วเขียว เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดการใช้สารเคมี และพื้นที่ 16 ไร่ 1 งาน ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยปลูกข้าวและพืชหมุนเวียน ควบคู่กับการปลูกพืชสมุนไพร ผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย ผลจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2559 เป็น 1,150–1,250 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งยังสร้างรายได้จากกิจกรรมเกษตรผสมผสาน ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนและชุมชน

    กรมพัฒนาที่ดิน ขอแสดงความยินดีกับหมอดินราตรี บัวพนัส ในโอกาสได้รับการยกย่องเป็น ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นต้นแบบเกษตรกรที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการดินให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นความภาคภูมิใจของกรมพัฒนาที่ดิน และเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยนวัตกรรมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1004375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QxPR9ArcnoAMMEpi33ZOG

  • ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

    ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

    เปิดประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ผู้ปฏิเสธไม่ใช่นางแบกสีน้ำเงิน แต่พาคะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยพุ่ง ผลงานโดดเด่น นโยบาย “ข้าวแลกอาวุธ” ผงาดได้นั่งรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ ในครม.อนุทิน 2

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในยุค ครม.อนุทิน 2 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่มีพรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาล ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย ยังให้เก้าอี้สำคัญกับ 3 เทคโนแครต คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยังคงได้นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ครั้งนี้จะได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีก 1 ตำแหน่ง พ่วงกับการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    ประวัติ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ 

    สำหรับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชื่อเล่น “แต๋ม” เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ชีวิตส่วนตัวสมรสกับนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลฟ์สแปน แคร์ จำกัด มีบุตรด้วยกัน 2 คน ส่วนการศึกษา จบมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา กรุงเทพมหานคร, จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (การเงินและการบัญชีต่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป เมืองอิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 

    ชีวิตการทำงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    นางศุภจี เคยเป็นกรรมการผู้จัดการไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายธุรกิจทั่วไป ดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินเดีย ก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหาร (Executive Assistant: EA) ของประธานบริษัท Samuel J. Palmisano ที่สำนักงานใหญ่ไอบีเอ็มในนครนิวยอร์ก ทำให้เธอกลายเป็นผู้บริหารจากอาเซียนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายบริการเทคโนโลยีระดับโลก

    หลังจากออกจากไอบีเอ็ม นางศุภจีกลับมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยคมในปี พ.ศ. 2554 ที่ประสบปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนสามารถพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรและฟื้นภาพลักษณ์ของบริษัทในระดับเอเชีย

    ต่อมาในปี 2559 ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้บริหารรายแรกที่ไม่ใช่สมาชิกตระกูลผู้ก่อตั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการมิกซ์ยูส “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหารและจัดเลี้ยงภายใต้ “ดุสิต ฟู้ดส์” ทำให้เธอติดรายชื่อ “Forbes’ 50 Over 50 Asia 2024 List” 

    นอกจากนี้นางศุภจี ยังเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกสิกรไทย และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง ด้วย ก่อนจะลาออกทั้ง 3 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568

    เส้นทางการเมือง ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    นางศุภจี ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในครม.อนุทิน 1 โชว์ฝีมือลุกชี้แจงการอภิปรายครั้งแรก หลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย จน สส.พรรคประชาชนเอ่ยปากชมว่าทำการบ้านมาดีและมีความสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ยังมีผลงานโดดเด่นคือ นโยบายบาร์เตอร์เทรด (Barter Trade) ยุคใหม่ โดยเจรจาให้คู่ค้าที่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ หรือเรือรบจากไทย ต้องรับซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง กลับไป 10-20% เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ด้วยความที่ภาพลักษณ์และการพูดจาที่ดีของนางศุภจี ทำให้คะแนนนิยมของนางศุภจีดีวันดีคืน ทำให้นายอนุทิน ประกาศให้ร่วมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธ อย่างไรก็ตามนางศุภจียังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย และมักถูกมองว่าเป็น “นางแบก” แต่เธอได้ปฏิเสธ พร้อมกล่าวยืนยันในเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ บนเวทีสวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ว่า “หลายคนบอกว่าแต๋มเธอเป็นนางแบก ทำเพื่อพรรคภูมิใจไทย ทำเพื่อนายกฯอนุทิน วันนี้ตนขอบอกทุกคนอย่างชัดๆ ว่าตนไม่ได้ทำให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ทำให้นายกฯอนุทิน แต่ทำให้กับทุกคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ตนทำให้บ้านเมืองของเรา ทำให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก แต่เราคือคนไทยจะต้องทำให้เขาได้ และต้องทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถให้ดีที่สุด” นางศุภจี กล่าว

    กระทั่งในการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 นางศุภจี ก็มีชื่อได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามที่นายอนุทินเคยระบุไว้ตอนหาเสียงว่าเลือกภูมิใจไทย ได้ “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920474&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2McbTwyOEw0Jwh57TQtcaS

  • กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร


    16/03/2569 | 31 | |

    กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรม ศึกษาดูงานด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร โดยมี ผู้ประกอบการ Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 57 ราย เข้าร่วมเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้แนวคิดการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยและสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้

    การศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำแนะนำ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CCI) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ผู้ประกอบการได้เรียนรู้จากการชม นิทรรศการผ้าไทยทรงคุณค่า แนวคิดการออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัย การใช้ลวดลายผ้าไทยในเชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเรื่องราว (Storytelling) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับสินค้า OTOP ให้มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่มในตลาดยุคใหม่ กิจกรรมครั้งนี้ช่วยจุดประกายแนวคิดให้ผู้ประกอบการสามารถนำ องค์ความรู้ด้านการออกแบบ การผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับแฟชั่นร่วมสมัย การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ และการนำวัฒนธรรมไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ไปพัฒนาผลงานของตนเอง เพื่อใช้ในการประกวดและต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP ให้ก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

    นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ได้เห็นตัวอย่างการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่ผลงานสร้างสรรค์ และนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้โดดเด่นและมีศักยภาพในเวทีระดับประเทศและระดับสากล

    #ผ้าไทยใส่ให้สนุก

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/338683&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z0WpWjXFRiLL-vvakwrCJ

  • นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะ 5 วิธี ยกระดับการสื่อสารในวิกฤตน้ำมัน

    นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะ 5 วิธี ยกระดับการสื่อสารในวิกฤตน้ำมัน

    รศ. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลที่กระจัดกระจายคือบ่อเกิดของความกลัว ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลทำการสื่อสารในภาวะวิกฤตภายใต้สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2569 ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างนโยบายและการปฏิบัติแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล (Unity of Voice) ที่ทำให้เกิดฐานข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ (Single Source of Truth) ลดปัญหาข้อมูลตีกันเอง

    ทั้งนี้ การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคณะกรรมการ เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ช่วยทำให้ข้อมูลของรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการมีบุคคลที่สามที่เป็นภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาช่วยรับรอง (Third party endorsement) ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยยืนยันถึงการไม่ปกปิดข้อมูลของภาครัฐ

    รศ. ประไพพิศ กล่าวว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับปรุงการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสับสนและป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน ประกอบด้วย

    1.รัฐบาลต้องเปลี่ยนการสื่อสารจากคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพียงพอ ไม่ต้องกังวล ฯลฯ มาเป็นการสื่อสารด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) โดยสรุปข้อมูลเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ หรือ Dashboard แทน เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอใช้ได้เป็นจำนวนวัน แผนการเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพื่อรองรับอนาคตจากแหล่งใด-ปริมาณเท่าใด การเทียบเคียงปริมาณการใช้น้ำมันระหว่างสถานการณ์ปกติกับสถานการณ์สงคราม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตระหนักได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอจริงๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกิดพฤติกรรมกักตุน

    “ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคม จากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมบนฐานความกังวลมาอยู่กับข้อเท็จจริงบนฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนก ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกใหญ่เกินจริง ลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้”

    ในประเด็นนี้ รศ. ประไพพิศ กล่าวต่อไปว่า รัฐอาจใช้วิธีการสื่อสารหลายๆ แบบร่วมกัน อาทิ การทำกราฟิกเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกแบบเข้าใจง่ายเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาถึงขยับขึ้น การทำคลิปสั้น โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของภาคเอกชนใน ศบก. อธิบายสั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที เกี่ยวกับแหล่งการจัดหาน้ำมัน และเส้นทางการขนส่งน้ำมันอื่นๆ ที่นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการใช้สัญลักษณ์พิเศษในโพสต์ข้อมูลที่เป็นทางการ (Verified Badge) เพื่อให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอม (Fake News) ได้ ตลอดจนดึงอินฟลูเอนเซอร์สายความรู้ มาร่วมแถลงข่าวและทำช่วงถามตอบความสงสัยแทนประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และลดการนำเข้าข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก

    2.นอกจากการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน (Mass Media) แล้ว รัฐบาลควรวางระบบการสื่อสารผ่านกลไกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ข้อมูลทั้งจากส่วนกลางและระดับพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่รัฐบาลกับภาคเอกชนให้ข้อมูลว่าน้ำมันมีเพียงพอ แต่ความจริงหน้าปั๊มกลับขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด ตรงนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของการสื่อสารของ ศบก. และนำไปสู่ความตื่นตระหนกที่ขยายวงกว้างมากขึ้นได้

    3.แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารให้ชัดเจนและสื่อสารให้ตรงกลุ่ม โดยคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองให้เน้นไปที่ความชัดเจนของราคาสินค้าและทิศทางของเศรษฐกิจ ขณะที่คนนอกเขตเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ต้องเน้นที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าขนส่ง รวมทั้งมาตรการเยียวยา เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการนำน้ำมันไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยช่องทางสื่อสารให้ใช้หอกระจายข่าว หรือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

    “จริงๆ มีการระบุเครื่องมือนี้อยู่ในประกาศของ ศบก. อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ ฉะนั้นรัฐบาลควรทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา อีกด้านคือเครือข่ายก็ต้องเท่าทันข้อมูลของส่วนกลางด้วย รัฐบาลต้องมีการตอบสนองเชิงรุกกับเครือข่าย เช่น เมื่อมีข้อมูลด่วนต้องมีกลไกอัปเดตให้เครือข่ายนำข้อมูลไปสื่อสารต่อ”

    4. รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ และทำให้มากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง เช่น การโชว์ผลงานการปราบปรามการกักตุนสินค้า หรือขึ้นราคาเกินจริง เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐคุมเกมอยู่ (In Control) ซึ่งจะช่วยลดการแห่กักตุนน้ำมันได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากสินค้าหรือน้ำมันต้องปรับตัวขึ้นจริงๆ ตามสถานการณ์โลก ก็ต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและประชาชน

    5. รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ผ่านทั้งการสื่อสารที่มีผู้นำทำเป็นตัวอย่าง เช่น ลดใช้รถขบวน ปิดไฟอาคาร และการให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ความร่วมมือในมาตรการต่างๆ เมื่อคนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการช่วยชาติ (Empowerment) จะช่วยเปลี่ยนความตื่นตระหนกมาเป็นพลังในการปรับตัว เช่น การที่ภาครัฐขอความร่วมมือในการให้พิจารณาปรับการทำงาน เป็นแบบ Work Form Home เพื่อลดการเดินทางประหยัดพลังงานนั้น อาจมีการทำข้อมูลว่าการลดการเดินทางของประชาชนสามารถช่วยให้ประเทศมีน้ำมันเพียงพอเพิ่มขึ้นเท่าไร การมีข้อมูลประกอบจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนมาตรการของรัฐมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/thammasat-university-scholar-suggests-5-ways-to-improve-communication-during-the-oil-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OJcZ6ej6qMkoSyDf8gN5p

  • ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    • การงาน : ติดต่อธุรกิจประสบความสำเร็จ
    • การเงิน : ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือบริวาร
    • ความรัก : ไม่มีเวลาให้กับคนรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
    • อัญมณีมงคล: หยกนิวซีแลนด์
    • สีมงคล: สีเขียว
    • เลขนำโชค: 0, 4, 6, 7, 8

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 15 – 21 มีนาคม 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 05:59 – 09:09: ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:09 – 11:45: ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 08:39 – 11:29: ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 09:00 – 12:00: ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 06:09 – 12:09: ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/323862/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cwtLt65-vGxXWQxPBNezQ

  • ครม.รับข้อเสนอ ป.ป.ช. ลุยแก้ “ทัวร์นอมินี-ศูนย์เหรียญ” กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย

    ครม.รับข้อเสนอ ป.ป.ช. ลุยแก้ “ทัวร์นอมินี-ศูนย์เหรียญ” กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 มี.ค.69) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ

    พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลัก พิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อยุติ

    ทั้งนี้ ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สรุปผลการพิจารณา ผลการดำเนินการ และความเห็นในภาพรวม ส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำเสนอ ครม. ต่อไป

    คณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า ธุรกิจนำเที่ยวเป็นธุรกิจสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศ โดยมีบริการที่เกี่ยวข้องทั้งที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ และบริการอื่น ส่งผลให้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจจำนวนมาก

    อย่างไรก็ตาม พบว่านายทุนต่างชาติบางส่วนหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) เข้ามาดำเนินธุรกิจนำเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างครบวงจร ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ยานพาหนะ ร้านจำหน่ายสินค้าและของที่ระลึก ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่มทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ ยังพบการฝ่าฝืนกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เช่น กรณี “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ขายแพ็กเกจต่ำกว่าทุน ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากนักท่องเที่ยวโดยไม่สุจริต ผ่านเครือข่ายร้านค้าและสถานประกอบการที่กำหนดราคาสูงเกินปกติ

    ขณะเดียวกัน ยังพบการใช้คนต่างชาติทำหน้าที่มัคคุเทศก์ ส่งผลกระทบต่ออาชีพสงวนของคนไทย รวมถึงมีพฤติกรรมข่มขู่ บังคับนักท่องเที่ยวให้ซื้อสินค้า ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง และละทิ้งนักท่องเที่ยว

    ป.ป.ช. ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศ โดยมีสาเหตุจากช่องว่างของกฎหมาย และข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลของภาครัฐ รวมถึงอาจมีกรณีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อเอื้อให้มีการดำเนินธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ทั้งนี้ ป.ป.ช. ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 122/2568 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    สำหรับข้อเสนอแนะครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่

    1. แก้ไขปัญหานอมินีในธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
    2. เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลธุรกิจนำเที่ยว
    3. พัฒนาศักยภาพมัคคุเทศก์ไทย และแก้ปัญหามัคคุเทศก์ต่างด้าว
    4. ควบคุมร้านค้าและสถานประกอบการที่เชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว
    5. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/819905&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27_m0TM-qhk_0-UVH2BHg_

  • คิง เพาเวอร์ จัด “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวรับไตรมาส 2

    คิง เพาเวอร์ จัด “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวรับไตรมาส 2

    คิง เพาเวอร์ จัด “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” ผสานพลังเทศกาลดนตรี ดันสงกรานต์ไทยสู่เฟสติวัลโลก ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวรับไตรมาส 2

    กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เดินหน้ายกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่เฟสติวัลระดับโลก จัดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” ระหว่างวันที่ 9–14 เม.ย. 69 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ รวมมิตรอภิ “มาหา” ความมันส์จากศิลปินชื่อดัง ผสานเทศกาลดนตรี SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER สร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งยิ่งใหญ่ ตลอด 6 วัน กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยช่วงไตรมาส 2 และตั้งเป้าร่วมผลักดันสงกรานต์ไทยสู่ 1 ใน 10 จุดหมายปลายทางด้านเฟสติวัลระดับโลก

    ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า จากนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ฮับการจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติ และตั้งเป้าให้เทศกาลสงกรานต์ติด 1 ใน 10 สุดยอดเฟสติวัลของโลก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและเสริมความแข็งแกร่งในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกนั้น ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของ คิง เพาเวอร์ ภายใต้ “THE POWER OF POSSIBILITIES ชีวิตไม่หยุดค้นหาความเป็นไปได้” มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์การช้อปปิงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เหนือระดับสำหรับนักเดินทาง พร้อมตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาลสำคัญ

    คิง เพาเวอร์ จึงตั้งเป้ายกระดับ “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” ให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กการเล่นน้ำของประเทศ และร่วมผลักดันสงกรานต์ไทยสู่เวทีสากล ผ่านงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” ที่ผสานอัตลักษณ์ไทยกับเทศกาลดนตรีรูปแบบ POP-CULTURE FESTIVAL รวมร้านอาหารดัง โปรโมชัน และกิจกรรมหลากหลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สร้างความคึกคักทางการท่องเที่ยว ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในย่านรางน้ำ เสริมศักยภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    สำหรับงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตรอภิ “มาหา” ความมันส์ อาทิ อภิ “มาหา” ที่เล่นน้ำ พบกับโซนเล่นน้ำขนาดใหญ่ พร้อมเอฟเฟ็กต์น้ำ WATER BOMB และคอนเสิร์ตรวมอภิ “มาหา” ความมันส์ จาก SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER ที่รวมศิลปินชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 60 ชีวิต นำโดย เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์-วรันธร เปานิล, PIXXIE, PROXIE ฯลฯ

    อภิ “มาหา” ขบวนศิลปิน ร่วมชมพิธีเปิดงาน วันที่ 9 เม.ย. 69 พบกับขบวนแห่รวมมิตรไทยอภิ “มาหา” สงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ในย่านรางน้ำ นำโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, จิมมี่-จิตรพล โพธิวิหค, ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ และกิจกรรม “มิตร & GREET” กับ อาโป ณัฐวิญญ์, จิมมี่ จิตรพล, ซี ทวินันท์ และน้องอะโวเชี่ยน (AVOCEAN) วันที่ 10 เม.ย. 69 คอนเสิร์ตจาก SERIOUS BACON และกิจกรรม “มิตร & GREET” กับเติ้ล-มติมันท์ ศรีบุญเรือง และเฟิร์สวัน-วรรณกรเรืองรัตน์ 

    วันมหาสงกรานต์ 13 เม.ย. 69 พลาดไม่ได้กับขบวนพาเหรดสุดอลังการจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นำโดย เจฟ ซาเตอร์, ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์, ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน, เจมีไนน์-นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล, แอนนา เสืองามเอี่ยม และ LYKN วันที่ 14 เม.ย. 69 พบกับน้องโพก้าซัง, น้องเพิ่มพูน กับกิจกรรม “มิตร & GREET” และคอนเสิร์ตจาก URBOYTJ

    อภิ “มาหา” ของกิน รวบรวมร้านอาหารชื่อดังกว่า 20 ร้านจาก ROBINHOOD FOOD พร้อมประกาศการกลับมาของ ROBINHOOD FOOD ในเทศกาลสงกรานต์นี้ และอภิ “มาหา” ดีลฮอต มีไฟลต์ หรือไม่มีไฟลต์ก็ช้อปได้ ช้อปครบตามเงื่อนไข สมาชิก POWER PASS รับสิทธิ์ร่วมสนุกกับกิจกรรมมหาสนุกอีกมากมาย

    พลาดไม่ได้กับงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตรอภิ “มาหา” ตั้งแต่วันที่ 9–14 เม.ย. 69 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ พร้อมช้อปออนไลน์และรับสิทธิพิเศษอีกมากมายได้ที่ WWW.KINGPOWER.COM และ KING POWER แอปพลิเคชัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KING POWER CONTACT CENTRE โทร. 1631

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2920608&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GLo-1KwF9fQhg4g6O25Yj

  • ไทยยังยืนหนึ่งท่องเที่ยวอาเซียน กวาดรางวัลจาก Trip.com ท่วมๆ อย่างหมวด ‘เกาะ’ เหมาไป 50% ของรางวัลที่แจก

    ไทยยังยืนหนึ่งท่องเที่ยวอาเซียน กวาดรางวัลจาก Trip.com ท่วมๆ อย่างหมวด ‘เกาะ’ เหมาไป 50% ของรางวัลที่แจก

    ประเทศไทย ครบจบในเรื่องการท่องเที่ยว?

    แม้ช่วงหลังๆ มานี้ เราจะได้ยินข่าวเรื่องความท้าทายของตลาดการท่องเที่ยวไทยบ่อยขนาดไหน แต่ความจริงแล้ว บ้านเรายังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของต่างชาติเสมอมา

    อย่างในการจัดอันดับ ‘Trip.Best’ ประจำปี 2026 โดย ‘Trip.com’ ก็พบว่า ประเทศไทยยังคงยืนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแทบทุกหมวดหมู่ของการท่องเที่ยว ได้แก่

    • หมวดหมู่เกาะและชายหาด: ครองสัดส่วน 50% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่กิจกรรมแนะนำ: ครองสัดส่วน 41% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่ Nightlife: ครองสัดส่วน 40% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่ที่พัก: ครองสัดส่วน 37% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • หมวดหมู่ร้านอาหาร: ครองสัดส่วน 36% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ Trip.com เผยว่า ในปี 2025 ยอดการจองที่พักในไทยผ่านฟีเจอร์ Trip.Best ยังเพิ่มขึ้น 24% จากปี 2024 ด้วย โดยเฉพาะในช่วง ‘สงกรานต์’ ที่มูลค่าการขายรวมพุ่งขึ้นสูงถึง 67%

    ‘Roxy Wen’ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาดระดับภูมิภาคของ Trip.com ประเทศไทยและฟิลิปปินส์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว การที่จะได้รับคัดเลือกเข้ามาในแต่ละหมวดหมู่เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งและติดโผหลายรางวัลตลอดมา

    ไทยกวาดรางวัลมากมาย ติดท็อป 100 ทั้งในระดับโลกและเอเชีย

    ที่สำคัญ จากงานประกาศรางวัล ‘2026 Trip.Best Thailand Unpacked: Travel Trends and New Travel Solutions’ ธุรกิจการท่องเที่ยวในไทยก็สามารถคว้ารางวัลไปมากกว่า 50 รางวัลเลย ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นดังนี้

    1. หมวดโรงแรม
    • Global 100 Luxury Hotel: Mandarin Oriental Bangkok, Amanpuri และ Capella Bangkok
    • Global 100 Family Hotel: Centara Grand Mirage Beach Resort Pattaya และ Grand Centre Point Space Pattaya
    • Global 100 Scenic Hotel: V Villas Phuket Mgallery Collection
    • Global 100 Instagrammable Hotel: InterContinental Khao Yai Resort และ The Siam
    • Global 100 Villa: V Villas Hua Hin – MGallery Collection
    • Global 100 Gourmet Hotel: Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld, Grand Hyatt Erawan Bangkok, Royal Orchid Sheraton Riverside Hotel Bangkok, Banyan Tree Bangkok, Shangri-La Bangkok, Siam Kempinski Hotel Bangkok, The Peninsula Bangkok และ Avista Hideaway Phuket Patong – MGallery
    • Asia 100 Family Hotel: Holiday Inn Pattaya by IHG
    • Asia 100 Scenic Hotel: Sri Panwa Phuket Luxury Pool Villa Hotel, InterContinental Koh Samui Resort และ The Shore at Katathani
    • Asia 100 Instagrammable Hotel: Waldorf Astoria Bangkok, Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok, 137 Pillars House และ InterContinental Phuket Resort
    • Asia 100 Cultural Hotel: Sawasdee Village
    • Asia 100 Gourmet Hotel: Hilton Pattaya
    1. หมวดกิจกรรมแนะนำ
    • Best Things To Do: Pattaya Dolphinarium, Meridian Cruise, เมืองโบราณ, The Planet Cruise และ Baiyoke Tower II
    • Family-Friendly Attractions: Columbia Pictures Aquaverse, Pattaya Elephant Village และ Sriayuthaya Lion Park
    • Global 100 Family-Friendly Attractions: สวนนุงนช, Andamanda Phuket Waterpark, Chiang Mai Night Safari, SEA LIFE Bangkok Ocean World และ Safari World Bangkok
    • Global 100 Night Attraction: ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา และ Tiffany’s Show Pattaya
    • Asia 100 Best Things to do: ปราสาทสัจธรรม
    • Asia 100 Night Attraction: MAX Muay Thai Stadium Pattaya, All Star Cruise Pattaya และสนามมวยราชดำเนิน
    1. หมวดร้านอาหาร
    • Global 100 Must-Visit Restaurant: Red Sky
    • Asia 100 Fine Dining: Côte by Mauro Colagreco และ Le Normandie
    • Asia 100 Bar: The Bamboo Bar และ Moon Bar

    คนไทยจองที่พักเพราะวิว ชอบกินอาหารไทยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ

    Trip.com
    ‘Diane Cui’ ผู้จัดการทั่วไปประจำ Trip.com Group ประเทศไทย

    ในทางกลับกัน หากมองประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวบ้าง Trip.com เผยว่า ปีนี้ คนไทยจองไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 80% โดยจุดหมายปลายทางยอดฮิตคือ จีน (53.9%), ญี่ปุ่น (23.1%) และเวียดนาม (7.8%)

    นอกจากนั้น เมื่อพูดถึงการจองโรงแรม ‘Diane Cui’ ผู้จัดการทั่วไปประจำ Trip.com Group ประเทศไทย พบว่า 29.1% ของคนไทยเลือกจองห้องพักจาก ‘วิว’ ขณะที่ 24.8% มีความต้องการเฉพาะเวลาไปเที่ยวกับครอบครัว

    อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการของคนไทยจะเป็นเช่นนั้น ‘Cui’ เผยว่า 47% ของนักเดินทางชาวไทยเคยถูกหลอกด้วยภาพโรงแรมที่ไม่ตรงปกมาก่อน และ 58% มองว่าแอปพลิเคชันจองห้องพักเจ้าใหญ่ๆ ไม่ค่อยให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับแขกที่เข้ามาพักเป็นครอบครัวเลย

    ขณะเดียวกัน ‘Sunny Sun’ รองประธาน Trip.com Group และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Trip Gourmet เผยว่า 57% ของคนไทยเสิร์ชหา ‘ร้านอาหารไทย’ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศด้วย แต่ 46% กลับพบว่า การจะหาร้านอาหารท้องถิ่นที่น่าทานและอร่อยจริงๆ ในต่างบ้านต่างเมืองนั้นยากมาก

    ด้วยเหตุนี้ Trip.com จึงพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการใช้เทคโนโลยีในการแนะนำห้องพักที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน รวมถึงเพิ่มลิสต์ ‘Hometown Cuisines’ ที่ครอบคลุม 48 เมืองใน 19 ประเทศ

    “เราพยายามแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นและจัดอันดับโลกให้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการตัดสินใจ” Wen กล่าว

    จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังคงเป็นประเทศที่ทั่วโลกให้ความสนใจในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยว ขณะที่คนไทยเองก็ยังคงเดินทางออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศเช่นกัน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-achieved-various-trip-best-awards-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gYTuu9i5h9LSJXXdvK3XK

  • วิกฤตตะวันออกกลางคุกคามท่องเที่ยวไทย คาดต่างชาติลดลง 15% ค่าโดยสารแพงขึ้น-ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม

    วิกฤตตะวันออกกลางคุกคามท่องเที่ยวไทย คาดต่างชาติลดลง 15% ค่าโดยสารแพงขึ้น-ยกเลิกเที่ยวบินเพิ่ม

    แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 กำลังเจอกับความท้าทายครั้งใหม่ หลังสงครามใน ‘ตะวันออกกลาง’ ทำให้เส้นทางบินระหว่างยุโรปกับเอเชียต้องอ้อมมากขึ้น ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น และเริ่มกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยเพิ่งผ่านปี 2568 ที่ไม่ง่ายนัก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.9 ล้านคน ลดลงราว 7% จากปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจำนวนมาก ทำให้ในปีนี้รัฐบาลไทยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาให้ได้ 36 ล้านคน โดยหวังพึ่งการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตลาดระยะไกลอื่นๆ

    ทว่าสถานการณ์ล่าสุดอาจทำให้เป้าหมายดังกล่าวสะดุด เมื่อกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงอีกประมาณ 10-15%

    Nikkei Asia รายงานว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ความขัดแย้งระหว่าง ‘อิหร่าน’ กับ ‘สหรัฐฯ’ และ ‘อิสราเอล’ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางการบินระหว่างยุโรปกับเอเชีย หลายสายการบินต้องปรับเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้เที่ยวบินต้องอ้อมเป็นระยะทางไกลขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงจึงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายสะท้อนออกมาเป็นราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น

    ‘เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์’ นายกสมาคมโรงแรมไทย บอกกับ Nikkei Asia ว่า การเปลี่ยนเส้นทางบินทำให้สายการบินมีต้นทุนสูงขึ้น และจำเป็นต้องปรับราคาตั๋วขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สูงขึ้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจชะลอ หรือเปลี่ยนแผนการเดินทางมายังไทย

    ผลกระทบเริ่มเห็นชัดแล้วในช่วงต้นเดือนมีนาคม หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางทหารในอิหร่าน โดยข้อมูลจาก ‘กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา’ ระบุว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 8.9% จากสัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 616,229 คน

    กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ นักท่องเที่ยวจาก ‘ยุโรป’ และ ‘ตะวันออกกลาง’ ซึ่งลดลงถึง 18% ในสัปดาห์ดังกล่าว ทั้งที่สองภูมิภาคนี้เคยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2568

    ขณะเดียวกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมการบินโดยตรง โดย ‘การบินไทย’ ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินประมาณ 10-15% เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และสายการบินอื่นๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเดินทางระหว่างประเทศชะลอลง

    ด้าน ‘ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ’ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจสูญเสียรายได้สูงถึง 29,000 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์คลี่คลายในช่วง 1-3 เดือน ความเสียหายอาจอยู่ที่ราว 9,000-20,000 ล้านบาท

    ผลกระทบยังลามไปถึงธุรกิจค้าปลีกที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ประเมินว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางจะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงอาจทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 1% ในปีนี้

    โดย ‘สุทธิสาร จิราธิวัฒน์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ระบุกับ Nikkei Asia ว่า ผลกระทบในระยะสั้นถึงระยะกลางค่อนข้างชัดเจน จากทั้งการยกเลิกเที่ยวบิน และราคาตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาวสถานการณ์อาจดีขึ้น เพราะไทยยังมีโอกาสดึงนักท่องเที่ยวจากจีนและภูมิภาคอาเซียนเข้ามาทดแทน

    การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย โดยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของ GDP ไทย จึงมีความสำคัญอย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ‘มาเลเซีย’ และ ‘เวียดนาม’

    พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือ ‘ภูเก็ต’ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง สมาคมโรงแรมไทยจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะในประเทศเอเชีย เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่อาจลดลง

    ขณะที่ตลาดที่ภาคธุรกิจกำลังฝากความหวังคือจีน อินเดีย และมาเลเซีย เนื่องจากมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง

    ข้อมูลจาก ‘กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา’ ระบุว่า ในปี 2568 ‘มาเลเซีย’ เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุดที่ 4.5 ล้านคน ตามมาด้วย ‘จีน’ 4.4 ล้านคน และ ‘อินเดีย’ 2.4 ล้านคน ทำให้คาดว่า ตลาดเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ความไม่แน่นอนของโลกยังคงกดดันการเดินทางระหว่างประเทศ

    ที่มา: Nikkei Asia

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-s-tourism-revival-efforts-hit-by-middle-eastern-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ft5xpMjcEoi6lL2eb_v0W

  • ททท.รุก “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดไทย ชูหมู่เกาะตราดบุกเวทีโลก | TOPNEWS

    ททท.รุก “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดไทย ชูหมู่เกาะตราดบุกเวทีโลก | TOPNEWS

    ตราด – กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและต้นทุนการเดินทาง ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินและค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว แม้ภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับไม่มาก

    โดยเฉพาะพื้นที่ พัทยา จังหวัด ชลบุรี ยังคงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะคึกคักยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน 2569

    ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ททท.ได้เข้าร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่กรุง ลอนดอน ประเทศ สหราชอาณาจักร และได้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ เกาะช้าง และ เกาะกูด จังหวัด ตราด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปอย่างมาก โดยเฉพาะชาวเยอรมนี อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการเดินทาง แต่ผลกระทบยังไม่รุนแรงเท่าพื้นที่ภาคใต้

    ททท.จึงปรับกลยุทธ์มุ่งกระตุ้นตลาดในประเทศ ผ่านแนวคิด “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” ส่งเสริมการเดินทางข้ามจังหวัดในภูมิภาคเดียวกัน เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และ ตราด ซึ่งเดินทางสะดวก ใช้เวลาน้อย และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

    พร้อมกันนี้จะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและเมนูอาหารเด่นในแต่ละช่วง เพื่อช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าในช่วงสงกรานต์และเดือนเมษายนนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่จังหวัดตราดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการจองที่พักเพิ่มขึ้น

    สำหรับตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เตรียมใช้เวที Thailand Travel Mart 2026 ระหว่างวันที่ 10–12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีเอเย่นต์และสื่อมวลชนต่างชาติกว่า 400 ราย เข้าร่วม เพื่อผลักดันการขาย “หมู่เกาะทะเลตะวันออก” ได้แก่ เกาะช้าง เกาะกูด และ เกาะหมาก ให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ (New Destination) ในสายตานักท่องเที่ยวยุโรป

    เนื่องจากจุดเด่นของพื้นที่ดังกล่าว คือความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ เงียบสงบ และแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ อีกทั้งการเดินทางที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกขึ้น ยังช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางและการต่อเครื่อง

    ทั้งนี้ ททท.ย้ำว่า แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ แต่การท่องเที่ยวไทยยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง และมั่นใจว่านโยบายด้านการท่องเที่ยวจะไม่สะดุด แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในปี 2570 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1518416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Plv1okykRxKmhqysGHNpc