Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดอาการล่าสุด แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์รถล้ม ความจำหาย เรื่องง่าย ๆ ยังจำแทบไม่ได้

    เปิดอาการล่าสุด แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์รถล้ม ความจำหาย เรื่องง่าย ๆ ยังจำแทบไม่ได้

              แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวชื่อดัง ประสบอุบัติเหตุรถล้มกลางสนามแข่งบุรีรัมย์ พบภาวะความจำหายชั่วขณะ พูดซ้ำ จำเหตุการณ์ไม่ได้ น้ำหนัก ส่วนสูง ตอนแรกก็จำไม่ได้

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

              วันที่ 16 มีนาคม 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pear Tawinun หรือ แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ซึ่งดำรงตำแหน่งทูตการท่องเที่ยวและทูตการกีฬาชลบุรี 2025 ออกมาอัปเดตอาการบาดเจ็บของตัวเอง ภายหลังประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มระหว่างเข้าร่วมการแข่งขันที่จังหวัดบุรีรัมย์

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

              เบื้องต้น แพร ทวินันท์ มีภาวะความจำหายชั่วขณะ ไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ขณะเกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงจำไม่ได้ว่าตนเองเดินทางมาถึงโรงพยาบาลได้อย่างไร ในช่วงแรกเธอยังไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐาน เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก หรือกรุ๊ปเลือดของตนเองได้ พูดวน พูดซ้ำ จำคนมาเยี่ยมไม่ได้ สวัสดีซ้ำทุก 5 นาที เป็นต้น

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

              นอกจากนี้ แพร ทวินันท์ ยังมีอาการปวดศีรษะและปวดบริเวณท้ายทอยอย่างต่อเนื่อง บางช่วงมีอาการมองเห็นภาพเป็นลักษณะคล้ายแสงกะพริบ รวมถึงมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย ขณะที่ความทรงจำก่อนเกิดเหตุและช่วงเวลาหลายชั่วโมงหลังจากนั้นของ แพร ทวินันท์ ยังคงไม่สามารถระลึกได้

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

              จากการตรวจร่างกายเบื้องต้น แพทย์พบว่า แพร ทวินันท์ ไม่มีอวัยวะส่วนใดแตกหัก แต่เนื่องจากมีอาการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ แพทย์จึงให้ นอนเฝ้าดูอาการในห้อง ICU เป็นเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ก่อนย้ายไปพักรักษาตัวต่อในห้องผู้ป่วยทั่วไป

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

              หลังครบ 24 ชั่วโมง แพร ทวินันท์ ได้รับการส่งตัวจากโรงพยาบาลในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลกรุงเทพ โดยแพทย์เตรียมตรวจ MRI สมอง รวมถึงตรวจระบบเส้นประสาทและหลอดเลือดบริเวณคอที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

              ระหว่างการรักษา แพร ทวินันท์ ยังมีอาการพูดซ้ำและถามคำถามเดิมหลายครั้ง รวมถึงจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าไม่ได้ ขณะที่ทีมแพทย์เฉพาะทางหลายสาขากำลังติดตามอาการขอเธอ อย่างใกล้ชิด และรอผลตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองควบคู่กับผล MRI เพื่อประเมินความผิดปกติของสมองและเส้นประสาทเพิ่มเติม ขณะที่ เจ้าตัว ฝากทางแอดมินโพสต์ขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ และแฟนคลับทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้อย่างต่อเนื่อง 

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    แพร ทวินันท์ ไบค์เกอร์สาวรถล้ม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก Pear Tawinun

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252530&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oAYXBSy2VnPVNWqDUvTJr

  • โบรกฯ ชี้ความตึงเครียดตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจ คาด GDP ไทยเสี่ยงลดลง -0.2 ถึง -0.9%

    โบรกฯ ชี้ความตึงเครียดตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจ คาด GDP ไทยเสี่ยงลดลง -0.2 ถึง -0.9%

    วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 
    1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569)ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด จึงอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของสงคราม โดยในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อ GDP ให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9% 

    สำหรับอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง แม้ในระยะสั้นโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้น แต่ในระยะต่อไปหากความขัดแย้งกลายเป็นสงครามในภูมิภาคเต็มรูปแบบ โรงกลั่นอาจเผชิญกับค่าการกลั่นรวม (Gross Refinery Margins: GRMs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด โรงงานปิโตรเคมีและโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลจากการขาดแคลน LNG ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ด้วยสัดส่วนถึง 1 ใน 4ของการนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลนได้ในอนาคต โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึงราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ยังอาจได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และตลาดส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบินเผชิญปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net energy importer) ที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง จึงเผชิญความเสี่ยงสูงจากความไม่สงบในครั้งนี้ แม้มาตรการสำรองพลังงานและการกระจายแหล่งนำเข้าของภาครัฐจะช่วยรองรับผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมและภาคอุตสาหกรรมภาคธุรกิจจึงควรเร่งประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน สำรองวัตถุดิบ และกระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตสำคัญ เพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/41148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05c4XX6c_91CqFGrbXR1yT

  • KKP ชี้! เศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม เสี่ยงถดถอย

    KKP ชี้! เศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม เสี่ยงถดถอย

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามค่อนข้างมาก โดยก่อนหน้าที่จะมีสถานการณ์สงครามเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดูดีขึ้นจน KKP ตั้งใจจะปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้น แต่จำเป็นต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน 

    ที่มา : KKP
    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงิน KKP

    ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงมากจากความเสี่ยงราคาพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคที่ระดับประมาณ 6.5% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงและการใช้พลังงานที่อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

    “เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางค่อนข้างสูงมากต่อความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเลยประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสะท้อนการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศค่อนข้างสูง”

    สำหรับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากอดีต โดยความขัดแย้งในอดีตมักไม่ค่อยกระทบอุปทานของน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ จึงแทบไม่มีผลกับเศรษฐกิจโลก แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการยึดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีน้ำมันไหลผ่านถึงประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่โลกมีการผลิตและใช้น้ำมันรวม 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ คิดเป็น 1 ใน 5 ของโลกที่ถูกรบกวน แม้จะเริ่มมีการปรับตัวโดยการส่งน้ำมันผ่านท่อไปทางทะเลแดงหรือย้ายการส่งออกของ UAE ไปนอกช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันก็ยังหายไปจากโลกประมาณ 10- 15 ล้านบาร์เรลต่อวันอยู่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ประกอบกับความไม่แน่นอนของจุดจบสงครามที่ยังคงมีอยู่สูง และยังไม่ชัดเจนว่าจะยาวนานเพียงใด

    อย่างไรก็ตาม KKP ได้มีการประเมินฉากทัศน์ในอนาคต แบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ 

    • 1)จบเร็ว ซึ่งอาจเกิดจากการเจรจาหรือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเปิดได้ ทำให้ราคาน้ำมันอาจลดลงกลับไปใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดปัญหา 
    • 2)ยืดเยื้อ ซึ่งราคาน้ำมันจะค้างอยู่ในระดับสูงต่อไปเนื่องจากช่องแคบยังคงปิดอยู่ 
    • 3)รุนแรง โดยมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เช่น โรงกลั่น ท่อส่งน้ำมัน หรือจุดบรรจุลงเรือ ซึ่งแม้อาจจะเปิดช่องแคบได้แต่ก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 

    ทั้งนี้ ทาง Bank of America (BofA) ประเมินว่า หากจบเร็วภายในเดือนเมษายน ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในปี 2026 จะขึ้นจากระดับ 60 กว่าดอลลาร์ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากยืดเยื้อไปถึงไตรมาสที่2 ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากรุนแรงกว่านั้นราคาก็อาจจะทะลุระดับดังกล่าวไปได้

    “เรามอง 3 scenario ใหญ่ๆ คือ จบเร็ว ยืดเยื้อ และรุนแรง เราสนใจว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ไหม มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมันหรือไม่ และมีการหาแหล่งพลังงานชดเชยน้ำมันที่หายไปได้หรือไม่”

    ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อประเทศไทยมีความรุนแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากมีการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 58-60% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดส่งออกที่สำคัญของประเทศใหญ่อย่างกาตาร์ โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น ไทยผลิตเองได้ 55 % และนำเข้า 45% อีกทั้งการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซสูงถึง 68% จึงมีความเสี่ยงทั้งเรื่องราคาที่พุ่งสูงและการขาดแคลนพลังงาน 

    ผลกระทบเหล่านี้ ส่งผลต่อทั้งภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบจากค่าพลังงานอย่างหนัก ภาครัฐจึงต้องแบกรับภาระสูงในการชดเชยราคาพลังงาน ปัจจุบันรัฐตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาจริงอยู่ที่ 48 บาท ทำให้กองทุนน้ำมันต้องชดเชยลิตรละ 18 บาท คิดเป็นภาระกว่าพันล้านบาทต่อวันเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งจะจำกัดพื้นที่และสร้างความซับซ้อนทางการคลังอย่างมาก

    ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มผ่อนคลายและปรับมุมมองนโยบายลงมาที่ 1.0 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจเสี่ยง แต่ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นทำให้การตัดสินใจซับซ้อนขึ้นและเกิดความเสี่ยงแบบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับเงินเฟ้อสูง 

    อย่างไรก็ตาม KKP คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่ถึงขั้นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนนโยบายภาครัฐ ควรพิจารณาปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนตามต้นทุนที่แท้จริง และเปลี่ยนรูปแบบการชดเชยไปเป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่มแทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เพื่อลดการบิดเบือนของกลไกและลดภาระทางการคลัง 

    สำหรับประเด็นเงินเฟ้อนั้น คาดว่าจะไม่พุ่งสูงถึงระดับ 8- 9% เหมือนรอบความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน เนื่องจากฐานราคาน้ำมันรอบนี้เริ่มต้นที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ ไม่ใช่ฐานต่ำสุดที่ 40 ดอลลาร์เหมือนในอดีต และองค์ประกอบอื่นๆ ของเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงติดลบเกือบทั้งหมด
     

    ที่มา : KKP
    นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP

    ด้านนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบผ่านสามตัวแปรหลัก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ชะลอตัวหรือติดลบ 

    สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน KKP ประเมินผลกระทบกรณีเลวร้ายที่สุด ที่ราคาน้ำมันแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างนาน 5-6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ต่ำกว่า 0.7% เพราะจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ปัญหาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องไปยังภาคบริการอื่นๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อบริโภคในประเทศ เนื่องจากคนไทยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงประมาณ 12% ทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในส่วนอื่นลง และจะกระทบต่อภาคการส่งออก ที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้น และอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัว

    “ผลกระทบจะผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ และส่งออก ในกรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันเกินร้อยไปแตะ 120 แล้วค้างไป 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ต่ำกว่า 0.7% ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยได้”

    ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่ทาง KKP คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะปรับขึ้นไปแตะได้ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย และคงไม่ถึงขนาดกดดันให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะยังคงเกินดุลได้อยู่ที่ 1.2% จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะแตะ 35 ล้านคนในปีนี้ 

    ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ทาง KKP ได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีจาก 1.6% ขึ้นเป็น 1.8% เนื่องจากมีโมเมนตัมที่ดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ภาคการผลิตบางกลุ่มที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ แต่พัฒนาการของสถานการณ์สงครามในปัจจุบันก็ยังคงทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงขาลงอยู่มาก จึงต้องจับตาและมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

    “ก่อนหน้าสถานการณ์สงครามเราเห็นโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเล็กน้อยจนปรับตัวเลขจีดีพีขึ้นเป็นโตที่ 1.8% แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะ development ของสงคราม ก็ยังทำให้แนวโน้มค่อนข้าง uncertain และมี downside risk พอสมควร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q9zSzRosQg3M_8Gec8Lb_

  • กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด

    กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด

    กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด

    วันนี้, 14:32น.

               นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

               ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้ ทั้งนี้ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน

               ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

               ในส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน พร้อมเตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งคลอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ โดยกรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรม ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัดเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร

               สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่               กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

                กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน

                กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน

              ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ จึงขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม 

               หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

    #ตรึงราคาสินค้าควบคุม

    #ก้ามกักตุนสินค้า

    Cr:กรมการค้าภายใน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oZ3dqiKKzKuMD0VIaj0Tp

  • ผู้ว่าฯ ชวนเที่ยว 4 ตลาดวิถีชุมชนปทุมฯ กิน เที่ยว ฟินครบทุกสไตล์

    ผู้ว่าฯ ชวนเที่ยว 4 ตลาดวิถีชุมชนปทุมฯ กิน เที่ยว ฟินครบทุกสไตล์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rx_hgzigDTIP4Bl6Zsn3m

  • “โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” รุกตลาด “เบียร์สด” พัทยา หนุนศก.ท่องเที่ยว

    “โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” รุกตลาด “เบียร์สด” พัทยา หนุนศก.ท่องเที่ยว

    “โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” รุกตลาด “เบียร์สด” พัทยา หนุนศก.ท่องเที่ยว

    “เสถียร” รุกตลาด “เบียร์สด” พัทยา หนุนศก.ท่องเที่ยว ก่อนขยาย 2,000 จุดจำหน่ายทั่วประเทศ คาดก่อนสงกรานต์เตรียมบุก “ภูเก็ต”

    28 ปีแห่งตำนาน จากโรงเบียร์สู่ตลาดทั่วประเทศ

    โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงถือกำเนิดตั้งแต่ปี 2542 (ค.ศ. 1999) หรือนับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 28 ปีเต็ม บนเส้นทางนั้นมีผู้บริโภคเข้าใช้บริการรวมกว่า 10 ล้านคน ตลอดระยะเวลาดังกล่าว โรงเบียร์ขนาดย่อมทั้ง 3 แห่งในกรุงเทพฯ ได้สร้างฐานลูกค้าที่แน่นแฟ้น และกลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    การตัดสินใจนำเบียร์สดออกนอกโรงเบียร์เป็นครั้งแรกในปลายปี 2568 จึงเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ธรรมดา เสถียรระบุว่า ความท้าทายหลักคือการรักษามาตรฐานและเอกลักษณ์ของเบียร์สดที่สร้างมากว่า 20 ปี ออกไปสู่นอกโรงโดยยังคงคุณภาพเดิมไว้ได้

    พัทยา-ชลบุรี ‘เมืองกำลังซื้อ’ ที่คาราบาวเลือกปักหมุด

    เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และ เบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์พิเศษที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขาพัทยา ว่า การเลือกชลบุรีและพัทยาเป็นตลาดนำร่องนอกกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการวิเคราะห์เชิงธุรกิจที่ชัดเจน

    “ชลบุรีมันใกล้กรุงเทพฯ และเป็นเมืองที่มีกำลังซื้อ เราก็มองไปที่เมืองที่มีกำลังซื้อ” เสถียรกล่าว พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรีหมุนเวียนดี ทำให้ผู้บริโภคในพื้นที่มีความกล้าจับจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในภาคบริการที่มีรายได้ผันแปรตามฤดูกาลท่องเที่ยว

    ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า จังหวัดชลบุรีมี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยภาคบริการและท่องเที่ยวของพัทยามีมูลค่าหมุนเวียนหลายแสนล้านบาทต่อปี ทำให้พื้นที่นี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนในธุรกิจ Food & Beverage อย่างต่อเนื่อง

    “การเลือกพัทยา ชลบุรีเป็นแห่งแรก เพราะเป็นเมืองที่มีความหมายต่อประเทศไทยทั้งในแง่สัดส่วนจีดีพีอย่างมีนัยยะ และแง่ของการขยายธุรกิจ เรามองเมืองที่มีกำลังซื้อ ซึ่งพัทยา ชลบุรีคือคำตอบที่ใช่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว กล่าว

    เสถียร เสถียรธรรมะ

    ยุทธศาสตร์ “โลคอลแบรนด์” เบียร์พัทยาและเบียร์ภูเก็ต

    หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจของคาราบาวกรุ๊ปคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมอลต์ภายใต้แบรนด์ท้องถิ่น  โดยใช้ชื่อ “เมืองท่องเที่ยว” เป็นตัวสร้างอัตลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันได้เปิดตัว “เบียร์พัทยา” ไปแล้ว และมีแผนเปิดตัว “เบียร์ภูเก็ต” ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์

    ในแง่ตัวเลขตลาด ปัจจุบันโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงทั้ง 3 สาขาในกรุงเทพฯ มียอดจำหน่ายรวมประมาณ 2,500 ลิตรต่อคืน คิดเป็นปริมาณรายปีประมาณ 800,000 ลิตร ขณะที่ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ (ขวด/กระป๋อง) เติบโตขึ้นแตะระดับ 300,000 ลัง (ลังละ 24 หน่วย) ต่อเดือน และยังคงเติบโตต่อเนื่อง

    เสถียรตั้งเป้าว่าเมื่อยอดจำหน่ายแตะ 1 ล้านลังต่อเดือน จะเป็นจุดที่ธุรกิจเครื่องดื่มมอลต์ยืนได้อย่างมั่นคง โดยเปรียบเทียบว่า ในธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังกว่าจะสร้างยอดขายระดับแสนลังต่อเดือนได้ใช้เวลาถึง 4-5 ปี แต่ผลิตภัณฑ์ชุดนี้ทำได้ในระยะเวลาสั้นกว่ามาก

    “เบียร์ทุกตัวที่เราออกมาขายได้หมด  ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือน แม้กระทั่งเบียร์พัทยาเราก็ขายไปถึงเชียงใหม่แล้ว”

    ออกจากโรงเบียร์สู่ตลาด เป้า 2,000 จุดจำหน่าย

    นอกจากการจำหน่ายในรูปแบบบรรจุภัณฑ์แล้ว คาราบาวกรุ๊ปยังลงทุนพัฒนาระบบจำหน่ายแบบ Draft Tap System หรือการดึงเบียร์สดจากถังผ่านก๊อก เพื่อขยายสู่ร้านอาหาร โรงแรม และบาร์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นการ “นำผลิตภัณฑ์ออกจากโรงผลิตสู่ตลาดข้างนอก”

    ปัจจุบันระบบดังกล่าวยังกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีแผนขยายสู่ภูเก็ตในปีนี้ และเป้าหมายคือให้มีจุดติดตั้งรวม 2,000 จุดทั่วประเทศ ข้อจำกัดหลักคือเครื่อง Tap ราคาสูงใกล้แสนบาทต่อเครื่อง และกำลังการผลิตเครื่องดังกล่าวทั่วโลกมีจำกัด จึงต้องทยอยขยายตามลำดับ

    เสถียรชี้ว่าช่องทางจำหน่ายสำคัญในพัทยาและเมืองท่องเที่ยวได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร และบาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มระดับพรีเมียมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    นวัตกรรม Foam Art  จุดแข็งที่คู่แข่งยากตาม

    หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้เบียร์สดเยอรมันตะวันแดงสามารถออกนอกโรงได้อย่างมีมาตรฐานคือการลงทุนด้านเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง โดยบริษัทได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสองฝั่งโลกมาร่วมพัฒนา ได้แก่ บรูว์มาสเตอร์ จากเยอรมนี รับผิดชอบด้านสูตรและกระบวนการผลิต และผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ที่นำนวัตกรรมฟองเบียร์ละเอียดระดับ Micro-Foam มาประยุกต์ใช้

    ผลของการพัฒนาร่วมกันนี้คือเทคโนโลยี Foam Art ที่สามารถพิมพ์ลายลงบนฟองเบียร์ได้ ซึ่งปกติแล้วทำได้เฉพาะกับกาแฟ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ภาพที่โดดเด่น แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารแบรนด์และสร้างการจดจำที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเบียร์สดอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับร้านนำร่องในพัทยา คือ Folks On The Beach หาดดงตาล ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน German Tawandang Road to Chonburi ท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมทะเล ถือเป็นการสร้างบรรยากาศเปิดตัวที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวชายทะเลของพัทยาได้อย่างลงตัว

    “โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” รุกตลาด “เบียร์สด” พัทยา หนุนศก.ท่องเที่ยว

    มองไปข้างหน้า เมื่อ Local Brand กลายเป็น National Play

    แม้จะเริ่มต้นด้วยการสร้างแบรนด์ตามหัวเมืองใหญ่ แต่เส้นทางจริงของคาราบาวกรุ๊ปในตลาด “เบียร์” คือการขยายสู่ระดับชาติ 

    เสถียรประเมินว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ “เบียร์” ปัจจุบันต่อรายได้รวมของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5-10% ในปัจจุบัน แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อระบบจำหน่ายครบ 2,000 จุด พร้อมยืนยันความเชื่อมั่นว่า  “ถ้าสินค้าเราดี และตลาดมีโอกาสแน่นอน”

    การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของคาราบาวกรุ๊ปถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่านักลงทุนไทยมองพัทยาและเมืองท่องเที่ยวชายทะเลว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรมทางธุรกิจ ในห้วงเวลาที่ภาคท่องเที่ยวไทยกำลังถูกท้าทายด้วยวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/739492&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lwz42FXr7aKJj4afRKAOi

  • “สิงโตในกรง”ส่งผลต่อการท่องเที่ยวแอฟริกาใต้ | เดลินิวส์

    “สิงโตในกรง”ส่งผลต่อการท่องเที่ยวแอฟริกาใต้ | เดลินิวส์

    ผลสำรวจความคิดเห็นระดับนานาชาติฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมกับองค์กร Blood Lions พบว่ามีเสียงคัดค้านอย่างชัดเจน ทั้งจากประชาคมนานาชาติและจากภายในประเทศแอฟริกาใต้ ต่อความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกแผนยุติอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ในกรงของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะประกาศในปี 2021 ว่าจะยุติอุตสาหกรรมสิงโตในกรง แต่ความคืบหน้าในการดำเนินแผนยุติอย่างเป็นรูปธรรมยังคงล่าช้า และผลจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้อาจถูกเปลี่ยนทิศทาง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอฟริกาใต้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์แบบ “Canned Hunting” การท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสลูกสิงโต (Cub Petting Tourism) และการส่งออกโครงกระดูกสิงโต ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัท ซาวันตา (Savanta) ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถามในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมทั้งสิ้น 2,528 คน พบว่า สามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 77) สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ในปี 2021 ที่จะยุติการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิงโตในกรง

    ข้อมูลจาก 4 กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมายังแอฟริกาใต้พบว่า

    • ร้อยละ 70 ระบุว่าพวกเขาจะลังเลหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงและกักขังสิงโตในกรงเพื่อแสวงหากำไร
    • ร้อยละ 69 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแอฟริกาใต้ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม
    • ร้อยละ 77 เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า มากกว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์
    • ร้อยละ 65 ระบุว่าพวกเขาอาจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่น หากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

    ทริเซีย โครสดอล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของสิงโตยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญของสาธารณชน การปกป้องสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โลกกำลังจับตาว่าแอฟริกาใต้จะบริหารจัดการมรดกทางธรรมชาติของตนอย่างไร และนักท่องเที่ยวก็กำลังใช้ปัจจัยเหล่านี้ในการตัดสินใจเดินทาง”

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

    ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแอฟริกาใต้ และสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1.8 ล้านตำแหน่ง ในปี 2025 แอฟริกาใต้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 10.5 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจาก สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมกันมากกว่า 1.2 ล้านคน หาก ร้อยละ 70 ของนักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้ ตัดสินใจไม่เดินทางมาเยือน แอฟริกาใต้อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวประมาณ 860,000 คน โดยเมื่อพิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างงาน 1 ตำแหน่งต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทุก 13 คน อาจหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 66,000 ตำแหน่ง ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ

    ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์คาดว่ามีการจ้างงานเพียงประมาณ 1,568 ถึง 2,069 ตำแหน่ง ทั่วประเทศแอฟริกาใต้

    กระแสคัดค้านจากประชาชนภายในประเทศ
                  ประชาชนชาวแอฟริกาใต้แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 4 ตลาดหลัก โดยระบุว่า

    • ร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสัตว์ป่าที่เอาเปรียบสัตว์ มากกว่าทางเลือกด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า
    • ร้อยละ 66 ระบุว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม
    • ร้อยละ 66 เชื่อว่าไม่ควรเสี่ยงทำลายความต้องการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
    • ร้อยละ 63 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์
    • ร้อยละ 57 เชื่อว่าการยุติการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากขึ้น และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศ

    ประเด็นสวัสดิภาพของสิงโตถูกระบุว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการยุติอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลในปี 2021 ให้เหตุผลด้านนี้

    ดร.ลูอีส เดอ วาล  ผู้อำนวยการองค์กร Blood Lions กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ จริยธรรม สวัสดิภาพสัตว์ และความเสี่ยงของโรคจากสัตว์สู่คน ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดของเรายังแสดงให้เห็นว่า การไม่ยุติอุตสาหกรรมนี้ยังเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศ เราขอเรียกร้องให้รัฐมนตรี วิลเลม เอาแคมป์ (Willem Aucamp) ยุติความล่าช้าและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการตามคำมั่นที่จะยุติอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5695917/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g903zQjadIRUvM60vNDrw

  • สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

    สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

    สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

    17 มีนาคม 2579 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลางให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ มีด้วยกัน 3 ฉากทัศน์ ตามความรุนแรงและความยืดเยื้อของสถานการณ์

    “ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านช่วงเวลาที่เริ่มมีสถานการณ์ในวันที่ 27 ก.พ.เป็นต้นมาราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงกว่า 190 ดอลลาร์มาแล้วกว่า 3 วัน ซึ่งถือว่าราคาสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ถึง 100%”

    สำหรับ 3 ฉากทัศน์ ที่สศช.ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอ ครม.เพื่อกำหนดมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะต่อไป มีดังนี้

    ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จบภายใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงช่วงไม่เกินกลางเดือน หรือสิ้นเดือนเมษายน โดยหากการสู้รบยุติลงได้เร็วเนื่องจากแรงกดดันภายในของประเทศคู่ขัดแย้งเองที่เริ่มมีสัญญาณการต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุชได้ โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3 ถึง 0.7%  

    ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ลากยาวออกไป และเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คาดว่าหากเข้าสู่ฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation คือเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยอย่างมาก 

    ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีนี้อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มากและการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง

    สำหรับการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยนั้นทำได้ยากเนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่คำนวณได้จากผลกระทบในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะพบว่าทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02% ทั้งนี้ 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ และต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือก่อนก็คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง

    นายดนุชา กล่าวว่า ในส่วนของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลนั้นจะเน้นการปรับราคาน้ำมันดีเซลแบบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อลดผลกระทบจากเซกเตอร์ต่างๆ พร้อมเร่งการแก้ปัญหาให้มีให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า ในส่วนของสินค้าควบคุม ควบคู่กับโครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และการเพิ่มทางเลือกพลังงานอย่างไบโอดีเซลและ E20 เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารืออีกครั้งในวันศุกร์นี้ 

    สำหรับการออก พ.ร.ก.เงินกู้สำหรับกองทุนน้ำมันฯ และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ในขณะนี้ยังไม่สามารถจะทำได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่รัฐบาลยังมีอำนาจจำกัด เป็นรัฐบาลรักษาการ จึงมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ ซึ่งต้องรอการปลดล็อกหลังมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sQAVhOrpHEKT3uWH6hiln

  • ‘อรรถพล’ ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    ‘อรรถพล’ ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดหลังเป็นประธานในกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษาพลังงาน และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานเข้าร่วมงาน

    นายอรรถพล กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานโลกยังคงผันผวนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลักอย่างประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยืนยันว่าระบบพลังงานไทยยังมีความมั่นคงเพียงพอ ล่าสุดสามารถเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นสู่ระดับ 100 วัน จากการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติมอีกเกือบ 3 ล้านบาร์เรล

    “เรากระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานได้มากขึ้น ทำให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงพลังงานในระยะยาว” 

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางช่วงเวลา นายอรรถพล ยอมรับว่าไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการกระจายสินค้า หรือ “คอขวด” ในห่วงโซ่อุปทาน จากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต 100% พร้อมประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเวลาให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความคล่องตัวในการลำเลียงเชื้อเพลิงไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ

    ในด้านราคาพลังงานนั้น รัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูดซับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ไม่ให้ส่งผ่านมายังราคาขายปลีกภายในประเทศอย่างรุนแรง แม้อาจมีการปรับเพดานราคาบ้างตามสถานการณ์ แต่จะบริหารจัดการไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ

    “แนวโน้มราคาน้ำมันในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบางประเทศเพื่อนบ้านมีราคาขายปลีกแตะระดับเกือบ 33 บาทต่อลิตรแล้ว สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก”

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็วที่สุด คือ “การประหยัดพลังงาน” ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของประเทศในช่วงวิกฤติ โดยเสนอแนวคิดให้ประชาชนเข้าใจง่ายว่า หากทุกภาคส่วนสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 10% จะให้ผลเทียบเท่ากับการลดราคาน้ำมันลงประมาณ 3 บาทต่อลิตร (อิงราคาที่ 30 บาทต่อลิตร) โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ

    “นี่คือสิ่งที่ทุกคนทำได้ทันที และให้ผลจริงต่อกระเป๋าเงินของประชาชน” 

    สำหรับการจัดงานในวันนี้ เป็นการประกาศมาตรการและประกาศเจตนารมณ์การประหยัดพลังงานต่อสาธารณชน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งมาตรการที่ดำเนินการแล้ว ประกอบด้วยการเสนอแผนต่อ ครม. เมื่อวันที่
    10 มี.ค. 2569 ด้วยการขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการ 19 กระทรวง

    รวมถึงโรงงานและอาคารควบคุมทั่วประเทศ ให้ลดการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรการต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ ตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐให้ได้ร้อยละ 10 การเปิด Energy Clinic ให้คำแนะนำด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับทุกภาคส่วน การขอความร่วมมือประชาชนในการประหยัดพลังงานรูปแบบต่างๆ การ WFH การใช้ไฟฟ้า/น้ำมันเท่าที่จำเป็น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ถึง 6.6 แสนลิตรต่อเดือน และลดการนำเข้า LNG ได้กว่า 982 ตันต่อเดือน

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ กล่าวเสริมว่า นอกจากมาตรการในภาครัฐแล้ว กระทรวงพลังงานยังได้รับความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจและพันธมิตรเอกชน อาทิ กฟผ. และ ปตท. ในการออกแคมเปญสนับสนุนภาคประชาชนและธุรกิจ  

    โดย กฟผ. ได้จัดโครงการ “ล้างแอร์ช่วยชาติ” ด้วยการมอบส่วนลดล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาท จำนวน 30,000 เครื่อง โครงการมอบส่วนลดซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 จำนวน 15,000 สิทธิ์ โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง และการสนับสนุน ENZY Platform สำหรับบริหารจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล  

    ขณะที่ ปตท. (PTTOR) ให้ความร่วมมือในการรณรงค์ให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กฟรี 35 รายการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมรับส่วนลดสินค้าและบริการต่าง ๆ อีกด้วย

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินร่วมสนับสนุนสินเชื่อด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพและใช้พลังงานทดแทน ลดต้นทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น
    ในวันนี้ก็ได้รับความร่วมมือในการประกาศเจตนารมณ์จากผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) อีกด้วย  

    ​“ในสภาวะวิกฤตด้านพลังงานเช่นนี้ กิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 ที่กระทรวงพลังงานจัดขึ้น เพื่อประกาศมาตรการและประกาศเจตนารมณ์ ผ่านการขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งอาคารธุรกิจ โรงงาน ภาคขนส่ง รวมถึงภาคประชาชน ให้ร่วมกันดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส การดูแลรักษาระบบแสงสว่าง และอุปกรณ์สำนักงาน ส่วนกระทรวงพลังงาน กฟผ. ปตท. และสถาบันการเงิน ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ในการประกาศเจตนารมณ์ในการประหยัดพลังงาน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและไม่ควรตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ขอให้ “ตระหนัก” ในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อที่เราจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายอรรถพล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31r2k5BVbmCm50psb6WDiK

  • รำลึก อ.ป๋วย 110 ปี ชาตกาล … ผ่าน “การยื่นมือและติดดิน”

    รำลึก อ.ป๋วย 110 ปี ชาตกาล … ผ่าน “การยื่นมือและติดดิน”

    9 มี.ค 2459 เป็นวันเกิดของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อ. ป๋วย ค่ะ ในโอกาสที่เดือนนี้ ครบ 110 ปี ชาตกาล ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์และทำงานที่แบงก์ชาติ ซึ่งเป็น 2 องค์กรที่ผูกพันกับ อ. ป๋วย จึงขออนุญาตเขียนรำลึกถึงแนวคิด อ. ป๋วย โดยเฉพาะ “การยื่นมือและติดดิน” ที่ยังคงทันสมัยในปัจจุบันค่ะ

    rn

     

    rn

    อ. ป๋วยฯ เป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์มากมายให้กับประเทศ โดยท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาตินานราว 12 ปี ในช่วง 11 มิ.ย. 2502 – 15 ส.ค. 2514 ในหนังสือ 72 ปี ธปท. ระบุว่า ตลอดระยะเวลาทำงานท่านเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ โดยท่านเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงระบบการเงิน การคลัง และการธนาคาร

    rn

     

    rn

    ท่านวางรากฐานให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยหลากหลายด้าน ผู้เขียนจะขอยกแนวคิด 2 เรื่อง ที่มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    9 มี.ค 2459 เป็นวันเกิดของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อ. ป๋วย ค่ะ ในโอกาสที่เดือนนี้ ครบ 110 ปี ชาตกาล ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์และทำงานที่แบงก์ชาติ ซึ่งเป็น 2 องค์กรที่ผูกพันกับ อ. ป๋วย จึงขออนุญาตเขียนรำลึกถึงแนวคิด อ. ป๋วย โดยเฉพาะ “การยื่นมือและติดดิน” ที่ยังคงทันสมัยในปัจจุบันค่ะ

    อ. ป๋วยฯ เป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์มากมายให้กับประเทศ โดยท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาตินานราว 12 ปี ในช่วง 11 มิ.ย. 2502 – 15 ส.ค. 2514 ในหนังสือ 72 ปี ธปท. ระบุว่า ตลอดระยะเวลาทำงานท่านเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ โดยท่านเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงระบบการเงิน การคลัง และการธนาคาร

    ท่านวางรากฐานให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยหลากหลายด้าน ผู้เขียนจะขอยกแนวคิด 2 เรื่อง ที่มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน

    1. การประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

    rn

     

    rn

    ในหนังสือจดหมายจากใจถึง อ. ป๋วย ฉบับที่ 4 ระบุไว้ว่า อ. ป๋วยพูดถึงบทบาทของธนาคารกลางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ แบงก์ชาติจึงควรเข้าใจสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน รวมถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายการเงินแท้ที่จริงแล้ว แบงก์ชาติมิได้ดูแต่เฉพาะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

    อ. ป๋วยยังได้บันทึกเรื่องการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไว้อย่างน่าสนใจว่า “นโยบายการคลัง การเงิน และการประสานนโยบายทั้งสอง อาจจะดีพร้อม แต่จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถอธิบายในลักษณะที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งประทับใจ และคล้อยตามได้”

    rn

     

    rn

    ในยุคปัจจุบัน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.คลัง กับ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันในงานสนทนาคู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไว้ว่า เรื่องเป้าหมายนโยบายการเงิน เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน มีการประสานนโยบาย (policy coordination) เป็นอย่างดี ไม่มีติดขัด โดยคำนึงถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องเครื่องมือ แบงก์ชาติมีอิสระในการตัดสินใจนโยบายการเงินโดย กนง.

    rn

     

    rn

    ล่าสุด กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1 %  โดยทางเลขานุการ กนง. ดร. ดอน นาครทรรพ ได้ให้เหตุผลของการ front load นี้ ว่า เพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน

    rn

     

    rn

    ด้านการประสานนโยบายเศรษฐกิจ ผู้ว่าวิทัยฯ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนโยบายการเงิน แต่ยังขยายบทบาทแบงก์ชาติ สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ  ที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออกหลาย มาตรการ และมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยล่าสุด โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีการอัปเดตระบบเช็คสิทธิใหม่ เพียงเข้า web site โครงการฯ เช็คสิทธิและเลือกมาตรการ ซึ่งหากเช็คสิทธิผ่าน ระบบจะลงทะเบียนให้ได้เลยค่ะ โดยจะได้ SMS รอรับการติดต่อกลับจาก SAM นับว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกแก่ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนะคะ

    rn

     

    rn

    2. การยื่นมือและติดดิน

    rn

     

    rn

    หากกล่าวถึงค่านิยมร่วมของคนแบงก์ชาติ คือ ยืนตรง มองไกล ติดดิน และ ยื่นมือ นั้น ความ “ยืนตรงและมองไกล” เสมือนอยู่ใน DNA ของคนแบงก์ชาติอยู่แล้ว ส่วนที่รับคำแนะนำว่า ควรเพิ่มเติม คือ “ติดดินและยื่นมือ”   

    rn

        

    rn

    การประสานนโยบายและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นการสะท้อน บทบาทการยื่นมือของแบงก์ชาติที่ทำร่วมกับภาครัฐว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังมีบทบาทอื่นๆ ที่แบงก์ชาติทำเพิ่ม ด้านการยื่นมือและติดดิน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาคประชาชน

    rn

     

    rn

    สิ่งหนึ่งที่ อ. ป๋วยได้สร้างความเชื่อมโยงนี้ไว้ คือ การจัดตั้งสำนักงานในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันสำนักงานภาคได้ให้คำแนะนำ ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน และการให้ความรู้ทางการเงิน ควบคู่ไปกับการเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากภูมิภาค ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกให้แบงก์ชาติในการออกมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการประชุม กนง. ด้วย นอกจากนี้ กรรมการ กนง. ยังได้เดินทางลงพื้นที่ สัมผัสชีวิตจริง พูดคุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่าน โครงการ กนง. สัญจร ทำให้ได้รับข้อมูลแบบเจาะลึกด้วยตนเองด้วยค่ะ

    rn

     

    rn

    อ. ป๋วยเองเคยกล่าวไว้ว่า “นักเศรษฐศาสตร์ มักจะเพ่งเล็งแต่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะนับว่ามีการพัฒนาสมบูรณ์มิได้ จำเป็นต้องพิจารณาเลยไปถึงการพัฒนาสังคมด้วย”

    rn

     

    rn

    ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แบงก์ชาติยังใส่ใจด้านการให้ความช่วยเหลือสังคม ปัจจุบัน มีการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน ด้อยโอกาส ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. และ มีการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากรได้กล่าวในงาน “GovernorConnect” เมื่อคราวพบสื่อมวลชนครั้งแรก 10 ต.ค.68 หลังรับตำแหน่ง เพื่อพูดถึงแนวทางการทำงานของแบงก์ชาติ ว่า “เราทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม” รวมทั้ง “แบงก์ชาติยังสานต่อการวางรากฐานภาคการเงินให้พร้อมรองรับกระแสโลกใหม่ รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า แม้แบงก์ชาติจะมีบทบาทหลักในการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศ แต่ก็ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนอกจากยืนตรง มองไกลแล้ว ยังติดดิน รับฟังเสียงภาคธุรกิจและประชาชน และพร้อมยื่นมือ ประสานกับทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงมือทำจริง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทยกันค่ะ

    rn”}}” id=”text-df8422dcac”>

    1. การประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

    ในหนังสือจดหมายจากใจถึง อ. ป๋วย ฉบับที่ 4 ระบุไว้ว่า อ. ป๋วยพูดถึงบทบาทของธนาคารกลางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ แบงก์ชาติจึงควรเข้าใจสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน รวมถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายการเงินแท้ที่จริงแล้ว แบงก์ชาติมิได้ดูแต่เฉพาะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    อ. ป๋วยยังได้บันทึกเรื่องการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไว้อย่างน่าสนใจว่า “นโยบายการคลัง การเงิน และการประสานนโยบายทั้งสอง อาจจะดีพร้อม แต่จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถอธิบายในลักษณะที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งประทับใจ และคล้อยตามได้”

    ในยุคปัจจุบัน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.คลัง กับ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันในงานสนทนาคู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไว้ว่า เรื่องเป้าหมายนโยบายการเงิน เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน มีการประสานนโยบาย (policy coordination) เป็นอย่างดี ไม่มีติดขัด โดยคำนึงถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องเครื่องมือ แบงก์ชาติมีอิสระในการตัดสินใจนโยบายการเงินโดย กนง.

    ล่าสุด กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1 %  โดยทางเลขานุการ กนง. ดร. ดอน นาครทรรพ ได้ให้เหตุผลของการ front load นี้ ว่า เพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน

    ด้านการประสานนโยบายเศรษฐกิจ ผู้ว่าวิทัยฯ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนโยบายการเงิน แต่ยังขยายบทบาทแบงก์ชาติ สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ  ที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออกหลาย มาตรการ และมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยล่าสุด โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีการอัปเดตระบบเช็คสิทธิใหม่ เพียงเข้า web site โครงการฯ เช็คสิทธิและเลือกมาตรการ ซึ่งหากเช็คสิทธิผ่าน ระบบจะลงทะเบียนให้ได้เลยค่ะ โดยจะได้ SMS รอรับการติดต่อกลับจาก SAM นับว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกแก่ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนะคะ

    2. การยื่นมือและติดดิน

    หากกล่าวถึงค่านิยมร่วมของคนแบงก์ชาติ คือ ยืนตรง มองไกล ติดดิน และ ยื่นมือ นั้น ความ “ยืนตรงและมองไกล” เสมือนอยู่ใน DNA ของคนแบงก์ชาติอยู่แล้ว ส่วนที่รับคำแนะนำว่า ควรเพิ่มเติม คือ “ติดดินและยื่นมือ”   

    การประสานนโยบายและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นการสะท้อน บทบาทการยื่นมือของแบงก์ชาติที่ทำร่วมกับภาครัฐว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังมีบทบาทอื่นๆ ที่แบงก์ชาติทำเพิ่ม ด้านการยื่นมือและติดดิน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาคประชาชน

    สิ่งหนึ่งที่ อ. ป๋วยได้สร้างความเชื่อมโยงนี้ไว้ คือ การจัดตั้งสำนักงานในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันสำนักงานภาคได้ให้คำแนะนำ ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน และการให้ความรู้ทางการเงิน ควบคู่ไปกับการเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากภูมิภาค ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกให้แบงก์ชาติในการออกมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการประชุม กนง. ด้วย นอกจากนี้ กรรมการ กนง. ยังได้เดินทางลงพื้นที่ สัมผัสชีวิตจริง พูดคุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่าน โครงการ กนง. สัญจร ทำให้ได้รับข้อมูลแบบเจาะลึกด้วยตนเองด้วยค่ะ

    อ. ป๋วยเองเคยกล่าวไว้ว่า “นักเศรษฐศาสตร์ มักจะเพ่งเล็งแต่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะนับว่ามีการพัฒนาสมบูรณ์มิได้ จำเป็นต้องพิจารณาเลยไปถึงการพัฒนาสังคมด้วย”

    ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แบงก์ชาติยังใส่ใจด้านการให้ความช่วยเหลือสังคม ปัจจุบัน มีการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน ด้อยโอกาส ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. และ มีการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากรได้กล่าวในงาน “GovernorConnect” เมื่อคราวพบสื่อมวลชนครั้งแรก 10 ต.ค.68 หลังรับตำแหน่ง เพื่อพูดถึงแนวทางการทำงานของแบงก์ชาติ ว่า “เราทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม” รวมทั้ง “แบงก์ชาติยังสานต่อการวางรากฐานภาคการเงินให้พร้อมรองรับกระแสโลกใหม่ รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

    ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า แม้แบงก์ชาติจะมีบทบาทหลักในการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศ แต่ก็ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนอกจากยืนตรง มองไกลแล้ว ยังติดดิน รับฟังเสียงภาคธุรกิจและประชาชน และพร้อมยื่นมือ ประสานกับทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงมือทำจริง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทยกันค่ะ

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 17 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260317.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SioJ3CJEcXvIjwecX0Vnr