Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำมันแพงพ่นพิษเที่ยวไทย ททท.ชูแคมเปญใหม่ ดึงกลุ่มรายได้สูงเที่ยวเยียวยาจิตใจ-เศรษฐกิจ

    น้ำมันแพงพ่นพิษเที่ยวไทย ททท.ชูแคมเปญใหม่ ดึงกลุ่มรายได้สูงเที่ยวเยียวยาจิตใจ-เศรษฐกิจ

    น้ำมันแพงพ่นพิษเที่ยวไทย ททท.ชูแคมเปญใหม่ ดึงกลุ่มรายได้สูงเที่ยวเยียวยาจิตใจ-เศรษฐกิจ

    น้ำมันแพงพ่นพิษเที่ยวไทย ททท.ชูแคมเปญใหม่ ดึงกลุ่มรายได้สูงเที่ยวเยียวยาจิตใจ-เศรษฐกิจ

    วันนี้(วันที่ 20 มีนาคม 2569) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและการเดินทางท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งปรับกลยุทธ์ชูแคมเปญ “Healing is the New Luxury” ดึงกลุ่มรายได้สูงเที่ยวไทยระยะใกล้เพื่อเยียวยาจิตใจและเศรษฐกิจ พร้อมเตรียมเปิด “วอร์รูม” ถกเอกชนรับมือวิกฤตในวันที่ 20 มีนาคมนี้

    วิกฤตพลังงานกระทบวงจรการเดินทางท่องเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกปรับสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทย เกิดติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊มนั้น จะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    เพราะชาวบ้านก็ถูกผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีผลกระทบแน่นอน 

    จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่เริ่มประสบปัญหาการเติมน้ำมันหน้าสถานีบริการที่ไม่ปกติและมีราคาสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน

    เนื่องจากต้นทุนการใช้รถเดินทางในชีวิตประจำวันเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงในระยะนี้

    ชูแคมเปญHealing is the New Luxury” 

    ทั้งนี้เพื่อรับมือกับสภาวะที่ไม่ปกตินี้ ททท. ได้เปิดตัวแนวคิดการท่องเที่ยวแบบใหม่ภายใต้แคมเปญ “Healing is the New Luxury”  หรือการท่องเที่ยวหรูหราที่เน้นการเยียวยาจิตใจ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการคือ

    1. เยียวยาตัวเอง ใช้การท่องเที่ยวพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์
    2. เยียวยาผู้ประกอบการ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในภาคธุรกิจอาหาร ที่พัก และของฝาก
    3. เยียวยาเศรษฐกิจ สนับสนุนให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้านในลักษณะ “ค้นหาเพชรเม็ดงามใกล้ตัว” เพื่อสร้างสมดุลในช่วงวิกฤตและลดการใช้พลังงาน

    โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มคนไทยที่มีฐานะ ซึ่งเดิมมักจะเดินทางไปต่างประเทศ ททท. จะเน้นดึงดูดให้หันมาเที่ยวในประเทศแบบกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในชุมชนที่ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยติดลบ

    สำหรับสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1-18 มีนาคม 2569 พบว่ามีแนวโน้มลดลงในหลายตลาดสำคัญ ได้แก่

    • ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอิสราเอล  ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
    • ตลาดนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาลดลง 3% จากปัญหาตั๋วเครื่องบินราคาแพง
    • ตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ลดลงถึง 58% ซึ่งเป็นการกระเตื้องขึ้นหลังจากช่วงที่มีการปิดน่านฟ้าที่ยอดตกลงไปกว่า 86%

    อย่างไรก็ตาม ททท. ได้เร่งหาตลาดทดแทนในกลุ่มระยะใกล้ เช่น อินเดีย จีน ฮ่องกง และไต้หวัน โดยเฉพาะตลาดจีนที่เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนแม้จะยังไม่เท่าระดับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19

    เปิดวอร์รูมถกเอกชนจัดการวิกฤตเร่งสื่อสารต่างชาติยันน้ำมันสำรองพอใช้

    ในด้านการจัดการวิกฤต ผู้ว่าททท.ระบุว่า ททท. เตรียมหารือร่วมกับภาคเอกชนท่องเที่ยวและสำนักงาน ททท. ทั้ง 45 แห่ง ในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพื่อจัดตั้งคณะทำงานติดตามผลกระทบ (วอร์รูม) เฉพาะกิจ

    นอกจากนี้ ยังได้เร่งสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากมาเลเซียมีการประกาศเตือนพลเมืองเรื่องความไม่สะดวกในการเติมน้ำมันในไทย 

    โดย ททท. ยืนยันตามประกาศรัฐบาลว่า น้ำมันในประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลน และมีสำรองไว้ใช้ได้นานกว่า 100 วัน พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการทัวร์ช่วยอธิบายทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวหากต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/654368&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dauu4MjkF-k5pFR7gk0o9

  • เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 เข้าฟรี ! รวมของดีทั่วไทย 5 ภาคในงานเดียว

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 เข้าฟรี ! รวมของดีทั่วไทย 5 ภาคในงานเดียว

              เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 รวมไฮไลต์กิน เที่ยว ช้อป จากทั่วประเทศมาไว้ให้ครบจบในงานเดียว เดินเพลิน ได้ฟีลเที่ยวจริง

              สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยแบบครบทุกมิติในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 งานเดียวที่รวบรวมไฮไลต์จากทั่วประเทศมาไว้ให้คุณได้เดินเที่ยวแบบเพลิน ๆ ทั้งโซนแหล่งท่องเที่ยว สุดฮิต วัฒนธรรมท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และกิจกรรมสนุก ๆ ที่ชวนให้รู้สึกเหมือนได้ออกเดินทางจริง เหมาะสำหรับคนที่กำลังหาแรงบันดาลใจในการเที่ยว หรืออยากวางแผนทริปใหม่ ๆ ในปีนี้ บอกเลยว่าเดินครั้งเดียว ได้ไอเดียเที่ยวกลับไปแบบเต็ม ๆ

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 จัดวันไหน

              ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท. แจ้งกำหนดวันจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ประจำปี 2569 ครั้งที่ 44 วันที่ 25-29 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ณ ชั้น G ฮอลล์ 1 – 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เข้าชมฟรี !

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 มีอะไร

              เทศกาลเที่่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 รวบรวมเสน่ห์จากทุกภูมิภาคมาไว้ที่เดียว พบสินค้า OTOP ของดีประจำถิ่น ให้คุณได้เดินเที่ยว ชิมของอร่อย ช้อปของดี และสัมผัสวัฒนธรรมไทยแบบครบจบในที่เดียว

    ภายในงานพบกับ

    • สินค้า OTOP และของดีประจำถิ่นจากทั่วประเทศ

    • อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการแสดงสุดประทับใจ

    • โซนท่องเที่ยวที่รวมไฮไลต์เด็ดจากทุกภูมิภาค

    • ไอเดียและแรงบันดาลใจสำหรับทริปต่อไปของคุณ

              ไม่ว่าจะเป็นสายเที่ยว สายกิน หรือสายช้อป งานนี้คือโอกาสดีที่จะได้สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยแบบใกล้ชิด พร้อมวางแผนทริปใหม่ได้ในงานเดียว

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 กิจกรรมในงาน

              สำหรับงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 ในปีนี้ เต็มอิ่มกับกิจกรรมสนุกมากมาย แบ่งออกเป็นโซนตามภูมิภาค รวม 5 ภูมิภาคทั่วไทย ยกบรรยากาศและเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่มาจำลองไว้อย่างครบครัน

    • หมู่บ้านภาคเหนือ สัมผัสบรรยากาศล้านนา จอ LED ขนาดยักษ์ฉายแหล่งท่องเที่ยว อาหารเหนือแท้ ๆ กาดหมั้ว และวัฒนธรรมปี๋ใหม่เมือง

    • หมู่บ้านภาคอีสาน วิถีชีวิตอีสาน อาหารพื้นบ้าน สินค้า OTOP และวัฒนธรรมเอกลักษณ์ที่หาดูได้ที่นี่

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก เที่ยวอีสาน

    • หมู่บ้านภาคกลาง บรรยากาศงานวัด บ้านเรือนไทย เกมพื้นบ้าน ตลาดน้ำ และมนต์รักลูกทุ่ง

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานกรุงเทพมหานคร : TAT Bangkok Office

    • หมู่บ้านภาคใต้ ซีฟู้ดสด ผลไม้ท้องถิ่น สมุนไพร นวดแผนโบราณ และเสน่ห์วัฒนธรรมใต้

    • หมู่บ้านภาคตะวันออก จอ LED พาเที่ยวตะวันออก ผลไม้ท้องถิ่น อัญมณี และกิจกรรมสุขภาพ

              นอกจากโซนภูมิภาค ยังมีโซน เวทีกลาง สำหรับการแสดงดนตรีและศิลปิน และโซน ททท. ที่รวมประวัติศาสตร์และนวัตกรรมการท่องเที่ยวไว้ด้วย

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 การแสดงและคอนเสิร์ต

              เวทีกลางของงานจะมีการแสดงทุกวันตลอด 5 วัน ทั้งดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และ special performance จากศิลปินหลากหลาย สำหรับปี 2569 ควรติดตามตารางการแสดงอย่างเป็นทางการผ่านเฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท. เพื่ออัปเดตรายชื่อศิลปินทั้งหมด

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

    เทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 วิธีเดินทาง

              ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มีระบบขนส่งสาธารณะหลายทางรองรับ แนะนำใช้รถไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่อาจติดขัดในช่วงงาน

    • MRT สีน้ำเงิน มาลงที่สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออก 3

    • รถโดยสาร ได้แก่ สาย 4, 45, 47, 74, 136, 185

    • รถยนต์ส่วนตัว มีที่จอดรถรองรับ แต่ช่วงวันหยุดอาจเต็มเร็ว

    *** แนะนำให้มาช่วงเช้า 10.00-12.00 น. จะสบายและจอดรถง่ายกว่า ช่วงบ่ายและเย็นคนจะหนาแน่นขึ้นโดยเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์

              ปักหมุดเที่ยวไทยให้สนุกกว่าที่เคยในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2569 รวมครบทั้งกิน เที่ยว ช้อป วัฒนธรรมจัดเต็มในที่เดียว ใครยังไม่มีแพลน…งานนี้แหละ จุดเริ่มต้นทริปต่อไปของคุณ ^ ^ 

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ งานท่องเที่ยว 2569 ท่องเที่ยวไทย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view299639.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WXg54AYg1J10vESfT-0KN

  • สมัครงาน 2569 : สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับข้าราชการ 15 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับข้าราชการ 15 อัตรา

    สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดรับสมัครข้าราชการ 9 ตำแหน่ง 15 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 13,920 – 19,970 บาท ถึง 31 มีนาคม 2569

    สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งประเภททั่วไป และตำแหน่งวิชาการต่าง ๆ ทั้งหมด 9 ตำแหน่ง จำนวน 15 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 13,920 – 19,970 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2569 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งประเภททั่วไป และตำแหน่งวิชาการต่าง ๆ
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ทุกสาขา หรือ ได้รับอนุปริญญาหลักสูตร 3 ปี หรือคุณวุฒิอย่างอื่นเทียบได้ในระดับเดียวกันทุกสาขา
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับเดียวกันกับคุณวุฒิที่ใช้สมัครสอบ หรือสูงกว่า ของสำนักงาน ก.พ.

    2. ตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง หรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    3. ตำแหน่ง ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ จำนวน 6 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันทุกสาขา
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    4. ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันทุกสาขา
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    5. ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันทุกสาขา
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    6. ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งหรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    7. ตำแหน่งนักวิเทศสัมพันธ์ปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันทุกสาขา
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    8. ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันทุกสาขา
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    9. ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 18,159 – 19,970 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชานิติศาสตร์
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไประดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://mots.thaijobjob.com ได้แล้ววันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/271215&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pMbHLLGxLB_qY-qJuAWS0

  • น้ำมันแพง ดอลลาร์พุ่ง ความเสี่ยงสองเด้งทุบเศรษฐกิจเอเชีย

    น้ำมันแพง ดอลลาร์พุ่ง ความเสี่ยงสองเด้งทุบเศรษฐกิจเอเชีย

    เศรษฐกิจเอเชียเผชิญความเสี่ยงสองเด้ง หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแรง ฉุดต้นทุนการเงิน และซ้ำเติมประเทศที่มีหนี้สกุลดอลลาร์

    สงครามตะวันออกกลาง ไม่เพียงแค่ดันราคาน้ำมันโลกพุ่ง แต่ยังพลิกทิศ “ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ” ให้กลับมาแข็งค่าแรงจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี กลายเป็นแรงกดดัน “สองด้าน” ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ที่เปราะบางต่อ “หนี้ในสกุลดอลลาร์”

    ดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยที่โดดเด่นที่สุด นับตั้งแต่สหรัฐและอิหร่านบุกโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 จุดชนวนความขัดแย้งทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และทำให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันเกือบ 20% ของโลกแทบหยุดชะงัก

    ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเหนือสกุลเงินหลักอื่นๆ ซึ่งรวมถึง “ฟรังก์สวิส” และ “เยนญี่ปุ่น” และยังทำผลงานดีกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยดั้งเดิมอย่าง “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” และ “ทองคำ” อย่างชัดเจน ส่งผลให้มุมมองเชิงลบต่อดอลลาร์ในปี 2026 ดูเป็นเรื่องเก่าล้าสมัยไปทันที

    ทำไมเงินไม่ไหลไปบอนด์-ทองคำ แต่มาที่ดอลลาร์

    ความแข็งแกร่งของดอลลาร์มีเหตุผลสำคัญรองรับอยู่ เพราะสหรัฐพึ่งพาพลังงานจากภายนอกต่ำ แม้จะยังเข้าน้ำมันดิบอยู่เพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน แต่จริงๆ แล้วสหรัฐคือ เบอร์ 1 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ใช่ประเทศในตะวันออกกลาง จึงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นน้อยกว่าอีกหลายประเทศ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) จะอยู่เหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็ตาม

    ในทางกลับกัน “ญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดได้รับผลกระทบหนักกว่า ทำให้ความน่าสนใจของ “เงินเยน” ลดลง ซึ่งล่าสุดเมื่อเช้านี้อ่อนค่าไปเกือบแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ไปแล้วอยู่ที่ 159.90 เยน หรืออ่อนค่าสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2024 ขณะที่ธนาคารกลาง “สวิตเซอร์แลนด์” ส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงเพื่อจำกัดการแข็งค่าของเงิน “ฟรังก์สวิส”

    ขณะเดียวกัน “ตลาดหุ้น และพันธบัตรสหรัฐ” กลับทำผลงานได้ดีนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดย วอลล์สตรีทโดดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดอื่น และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐก็ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดพันธบัตรในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร

    ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก แข็งค่าขึ้นแล้วราว 2% ในเดือนมี.ค. นี้ แม้การปรับขึ้นในระดับนี้อาจจะไม่ได้ยืนระยะไปตลอด แต่ก็ยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อเช่นกัน หากสงครามหรือผลกระทบยืดเยื้อไปถึงช่วงฤดูร้อน (ราวไตรมาส 3) หรือยืดออกไปอีกหลังจากนั้น

    นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุว่า “ดอลลาร์มีแนวโน้มครองความได้เปรียบต่อไป หากราคาน้ำมัน ความต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และความผันผวนในตลาดยังอยู่ในระดับสูง”

    เอเชียเผชิญความเสี่ยงสองเด้ง

    โดยทั่วไปแล้ว ดอลลาร์ที่แข็งค่าจะเป็นผลดีต่อบรรดาประเทศผู้ส่งออกในเอเชีย เพราะจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการค้าจากค่าเงิน “แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้” ที่ทั่วโลกกำลังพยายามกว้านซื้อนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศตั้งแต่น้ำมันยันก๊าซ ซึ่งโควตาราคากันเป็นดอลลาร์ จึงทำให้หลายประเทศเผชิญความเสี่ยงสองเด้งทั้งจากราคาพลังงานแพง และดอลลาร์แข็งค่าไปพร้อมกัน

    นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นมากของดอลลาร์ยังสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมในเรื่อง “หนี้สกุลต่างประเทศ” ซึ่งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่หนี้สกุลดอลลาร์จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ

    “ญี่ปุ่น” เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนักในปีที่แล้ว ราคาสินค้าซึ่งรวมถึงกลุ่มอาหารพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์เพิ่งปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วทำให้เงินเฟ้อเริ่มบรรเทาลง แต่ล่าสุดในการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.69 ที่ประชุมได้ส่งสัญญาณเตือน “ความเสี่ยงเงินเฟ้อขาขึ้น” จากผลพวงของสงคราม ซึ่งประเทศที่นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 90% อย่างญี่ปุ่นคาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินเยน และหากนำไปสู่การ “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ตามมาในเดือนเม.ย. หรือ มิ.ย. ก็จะเพิ่มแรงกดดันต้นทุนกู้ยืม และอาจกระทบต่อการบริโภคตามมา

    “อินเดีย” เป็นอีกหนึ่งรายที่ได้รับผลกระทบหนัก เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงที่สุด ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่พุ่งขึ้นเกือบ 40% นับตั้งแต่เริ่มสงครามส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินระหว่างประเทศ และเพิ่มแรงกดดันต่อสมดุลระหว่างเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ฉุดค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงราว 1.5% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และแตะระดับ “ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” ที่ 92.4750 ต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางอินเดียต้อง “เทขายดอลลาร์” อย่างหนักเพื่อพยุงค่าเงินรูปี ซึ่งบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวว่ามีการเทขายไปเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์แล้วทั้งในตลาดออนชอร์ และออฟชอร์ 

    หวั่นกระทบการค้าโลก

    ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เคยร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีช่วงปลายเดือนม.ค. ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นกว่า 5% ในเวลาต่อมา และหากยังแข็งค่าต่อ อาจทำให้ต้องทบทวนสมมติฐานเศรษฐกิจในปี 2026 ใหม่ทั้งหมด

    หนึ่งในผลกระทบสำคัญคือ “การค้าโลก” เฟลิเป คามาร์โก นักเศรษฐศาสตร์จากอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง 10% ในปีที่แล้ว เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การค้าโลกยังเติบโตได้แม้เผชิญมาตรการภาษีของสหรัฐ 

    แต่หากดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 10% อาจทำให้ปริมาณการค้าโลกลดลง 6-8% จากประมาณการปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับลบล้างกำไรทั้งหมดที่ได้มาในปีที่แล้ว ในสถานการณ์นั้น ปริมาณการค้าอาจหดตัวลงมากถึง 5% เมื่อเทียบกับประมาณการก่อนมีมาตรการภาษีของสหรัฐ

    นอกจากนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ราว 30-40% มาจากต่างประเทศ และเป็นกลุ่มเทคโนโลยีมากกว่า 50% ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกำไรโดยรวมของตลาด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26dwmrws7ZbD07AhWj09gl

  • พิษเศรษฐกิจฉุดรายอ เบตงยอดขายเสื้อผ้ามุสลิมซบ แม่ค้าครวญลูกค้าหาย | TOPNEWS

    พิษเศรษฐกิจฉุดรายอ เบตงยอดขายเสื้อผ้ามุสลิมซบ แม่ค้าครวญลูกค้าหาย | TOPNEWS

    พิษเศรษฐกิจฉุดรายอ เบตงยอดขายเสื้อผ้ามุสลิมซบ แม่ค้าครวญลูกค้าหาย

    • เผยแพร่ : 19/03/2026 17:47

    วันที่ 19 มี.ค. 2569 บรรยากาศการจับจ่ายช่วงใกล้เทศกาลวันอิดิ้ลฟิตรี หรือรายอปอซอ ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ปีนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา ร้านจำหน่ายเสื้อผ้ามุสลิมหลายแห่งต่างครวญว่ายอดขายตกลงจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด โดยประชาชนในพื้นที่หันมาใช้จ่ายอย่างประหยัด เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา รายได้ลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่อง และผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่กระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

    ที่ร้านไอวี่ จำหน่ายเสื้อผ้ามุสลิม ตั้งอยู่หน้ากูโบร์กลางเบตง ถนนประชาธิปัตย์ เขตเทศบาลเมืองเบตง มีการนำชุดรายอ เสื้อโต๊บ ผ้าละหมาด ผ้าคลุมศีรษะ และหมวกกะปิเยาะ มาวางจำหน่ายหลากหลายรูปแบบ เจ้าของร้านเปิดเผยว่า ปีนี้ลูกค้าน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แม้จะพยายามคัดเลือกสินค้าให้ทันสมัย เน้นคุณภาพการตัดเย็บ พร้อมคงราคาเดิมหรือปรับลดราคาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า โดยมีเสื้อผ้าจำหน่ายตั้งแต่ราคา 150 บาท ไปจนถึง 1,250 บาท เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถเลือกซื้อชุดใหม่สำหรับสวมใส่ในวันสำคัญได้

    อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว แม่ค้ายังมองว่าพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปสั่งซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยอดขายหน้าร้านลดลง โดยปกติในช่วงก่อนเทศกาลรายอ ร้านค้าจะคึกคักเป็นพิเศษ แต่ในปีนี้กลับเงียบเหงาอย่างน่ากังวล สะท้อนภาวะกำลังซื้อที่อ่อนตัวลงและส่งผลกระทบต่อผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา

    ปก web พัฒนาคุณภาพชีวิตสูงวัย

    SOCAIL 16-91 copy 3

    จีนชี้ ‘ยอมรับไม่ได้’ ปมสังหารคณะผู้นำอิหร่าน

    จีนยินดีอนุทินได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไทยต่ออีกสมัย

    นักวิเคราะห์ชี้น้ำมันโลกอาจพุ่งแตะ 200 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล

    พลังศรัทธาสร้างปัญญา! ตัวแทนนายกสมาคมเต็กก่า มอบเครื่องมือเรียนรู้นักศึกษาเวียงสา

    สหรัฐพบโดรนปริศนาใกล้ฐานทัพรูบิโอ-เฮกเซธใช้พัก

    กระเช้าสกีรีสอร์ตร่วงตกที่สวิตฯทำนักท่องเที่ยวดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1521096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22i9nMgTwzl1sf3NGCRW7n

  • ผู้ว่าฯระยองชูยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง บูรณาการเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน-ธรรมาภิบาล

    ผู้ว่าฯระยองชูยุทธศาสตร์พัฒนาเมือง บูรณาการเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน-ธรรมาภิบาล

    ผู้ว่าฯ ระยอง ชูยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองสู่ต้นแบบ EEC มุ่งบูรณาการเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และธรรมาภิบาล ควบคู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมยกระดับสู่เมืองน่าอยู่และน่าลงทุนอย่างยั่งยืน

    วันที่ 19 มี.ค.69 ที่ห้องประชุมมณฑา โรงแรมโนโวเทล ระยอง สตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การบริหารจังหวัดระยองสู่เมืองต้นแบบ EEC : ความท้าทายในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่คุณธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” ให้แก่คณะนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 17 โดยเน้นแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินควบคู่กับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

    การบรรยายครั้งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของจังหวัดระยอง จากเมืองเกษตรกรรมและประมง สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรม โดยมีพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ (EECi) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน ยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะสนามบินอู่ตะเภา และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่

    ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จังหวัดระยองให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านอุปโภคบริโภค โดยผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ และการวางโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ รวมถึงปัญหาขยะและมลพิษอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง

    ในมิติของธรรมาภิบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองกล่าวถึงความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะกรณีความทับซ้อนของอำนาจระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดจึงได้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงาน EEC เพื่อเพิ่มบทบาทของพื้นที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบ พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการอนุมัติอนุญาตให้มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อพิพาทที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรอบด้าน โดยดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย ควบคู่กับการรับฟังและสร้างความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาในระยะยาว

    สำหรับทิศทางในอนาคต จังหวัดระยองมุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองแห่งการประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE City ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ และการยกระดับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนระยองสู่สินค้าเกษตรคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยตั้งเป้าหมายยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวและบริการระดับนานาชาติภายในปี 2570

    นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ กล่าวย้ำว่า การพัฒนาจังหวัดระยองในยุค EEC จำเป็นต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเชื่อมั่นของประชาชน โดยมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเป็นรากฐานสำคัญ เพื่อให้ระยองก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบที่น่าลงทุนและน่าอยู่อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135922&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0beJurs8jceXSk78TYClwG

  • ราคาทองแดง-โลหะร่วง กังวลสงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ราคาทองแดง-โลหะร่วง กังวลสงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ราคาทองแดงและโลหะประเภทต่าง ๆ ปรับตัวลงในวันนี้ (19 มี.ค.) โดยราคาทองแดงดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2568 เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงได้ผลักดันราคาพลังงานพุ่งขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

    ราคาทองแดงซึ่งเริ่มต้นปี 2569 อย่างแข็งแกร่งและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนม.ค. ได้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 8% ในเดือนนี้ และล่าสุดเมื่อเวลา 13.17 น.ตามเวลาเซี่ยงไฮ้ในวันนี้ ราคาทองแดงปรับตัวลง 1.1% มาอยู่ที่ระดับ 12,262 ดอลลาร์ต่อตัน

    ส่วนราคาอะลูมิเนียมปรับตัวลง 0.2% สู่ระดับ 3,393 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ราคาโลหะสังกะสี นิกเกิล และดีบุก ต่างก็ปรับตัวลง

    ราคาโลหะในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ปรับตัวลดลงเป็นวงกว้าง หลังจากอิหร่านและอิสราเอลต่างก็ตอบโต้กันไปมาด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง โดยอิหร่านพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ของอิหร่าน

    กลุ่มเทรดเดอร์ค้าโลหะกำลังประเมินสถานการณ์ระหว่างความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะอุปทานชะงักงัน โดยเฉพาะในตลาดอะลูมิเนียม กับภัยคุกคามที่มีต่อกิจกรรมการผลิตทั่วโลก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวเป็นวงกว้างขึ้น โดยปัจจุบันความต้องการใช้โลหะในจีนนั้นซบเซาอยู่แล้ว ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eC41z0koubZMjYaNkdMZr

  • ไทยพึ่งพาพลังงานตะวันออกกลางสูง ฉุดเศรษฐกิจระยะยาว

    ไทยพึ่งพาพลังงานตะวันออกกลางสูง ฉุดเศรษฐกิจระยะยาว

    Loading…

    ไทยพึ่งพาพลังงานตะวันออกกลางสูง ฉุดเศรษฐกิจระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-89&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-IRcXOPMcXvV9y2T43Wfy

  • 28 โรงเอทานอลไทย ขานรับผลิต E20 พร้อมป้อนตลาดกว่า 7 ล้านลิตร/วัน

    28 โรงเอทานอลไทย ขานรับผลิต E20 พร้อมป้อนตลาดกว่า 7 ล้านลิตร/วัน

    นายกิตติศักดิ์ วัธนเวคิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐวางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อน “น้ำมัน E20” (น้ำมันเบนซินผสมเอทานอล 20%) ให้เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (Base Grade) ของประเทศ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ยังคงตึงตัวจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ณ เวลา นี้

    สมาคมเอทานอลฯ
    2 สมาคมเอทานอลฯ เผย 28 โรงเอทานอลไทย ขานรับผลิต E20 พร้อมป้อนตลาดกว่า 7 ล้านลิตร/วัน

    ซึ่งปัจจุบันการใช้เอทานอลในประเทศยังอยู่ที่ประมาณ 3.5 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินมีการใช้รวมกว่า 30 ล้านลิตรต่อวัน หากมีการผลักดัน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานอย่างจริงจัง ความต้องการใช้เอทานอลจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ

    โดยสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ร่วมกับสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง พร้อมขานรับนโยบายภาครัฐ ดัน ‘E20’ เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ

     “ในสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนสูง กลไกของ E20 จะช่วยสร้างจุดสมดุลให้กับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ เนื่องจากเอทานอลเป็นพลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ  ซึ่งมีต้นทุนที่เสถียรกว่า ช่วยลดแรงกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคขนส่งได้อย่างยั่งยืน”

    สำหรับปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยราว 90 ล้านตันต่อปี และผลิตน้ำตาลได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี เป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบพลังงาน

    ด้านนางสาวสุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า อุตสาหกรรมเอทานอลจากมันสำปะหลังของประเทศไทยมีความพร้อมในการผลิตเพื่อรองรับนโยบาย E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน โดยผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่

    1.ความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีวัตถุดิบภายในประเทศที่เพียงพอรองรับกับแผนสร้างความมั่นคงพลังงานของภาครัฐ

    2.ศักยภาพการผลิตและเทคโนโลยีของโรงงานเอทานอล ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันที ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

    3.การยกระดับห่วงโซ่อุปทานมันสำปะหลังของประเทศ สู่การเป็นพืชพลังงานยุทธศาสตร์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคา และรายได้ให้เกษตรกร

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลรวมสูงสุดประมาณ 7.2 ล้านลิตรต่อวัน จากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ทันทีและยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกกว่า 50–60% หากภาครัฐมีการส่งเสริมการใช้ E20 อย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้ความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอลเพิ่มขึ้นประมาณ 6 ล้านตันต่อปี

    ขณะที่โครงสร้างการใช้ผลผลิตในปัจจุบันกว่า 90% ยังอยู่ในอุตสาหกรรมแป้งและมันเส้น และมีเพียงประมาณ 10% ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล ส่งผลให้ปริมาณมันสำปะหลังที่เข้าสู่โรงงานเอทานอลในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2–3 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการดังกล่าว แต่โรงงานจำนวนมากเป็นโรงงานไฮบริดที่สามารถใช้ทั้งมันสำปะหลังและกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทดแทนกันได้

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า การกำหนดให้ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานโลก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพในภูมิภาคในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HyfabXhSDrtdwAXpmPW6r

  • เตือนน้ำมันอาจพุ่งถึง 200 ดอลล์! “ช่องแคบฮอร์มุซ” ปิดตายฉุดเศรษฐกิจโลกพัง

    เตือนน้ำมันอาจพุ่งถึง 200 ดอลล์! “ช่องแคบฮอร์มุซ” ปิดตายฉุดเศรษฐกิจโลกพัง

    สำนักข่าว อัล จาซีรา (Al Jazeera) รายงานบทวิเคราะห์ล่าสุด หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาเข้าสัปดาห์ที่ 3 ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้พุ่งทะลุ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปเรียบร้อยแล้ว แต่นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันเตือนว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหากเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 150-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในปี 2569 นี้

    ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกตัดขาด

    ช่องแคบฮอร์มุซคือทางผ่านของน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก ปัจจุบันการจราจรทางเรือแทบจะหยุดชะงักหลังจากอิหร่านประกาศปิดและขู่โจมตีเรือทุกลำ แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามจัดตั้งกองเรือคุ้มกันแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากนานาชาติ มีเพียงเรือจากจีน, อินเดีย, ปากีสถาน และตุรกี เท่านั้นที่ยังได้รับอนุญาตให้ผ่านได้บางส่วน

    ผู้เชี่ยวชาญจาก ธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น (OCBC) เผยว่า แม้ทั่วโลกจะระบายน้ำมันสำรอง (Strategic Reserves) ออกมาถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่ตลาดโลกยังคงเผชิญภาวะ “ขาดแคลนน้ำมันดิบวันละ 10 ล้านบาร์เรล” ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลเกินกว่าที่น้ำมันสำรองจะชดเชยได้

    ผลกระทบลูกโซ่: เงินเฟ้อพุ่ง-ปากท้องพัง

    หากราคาน้ำมันแตะระดับ 150-200 ดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงตามคาดการณ์ของ IMF ดังนี้

    • เงินเฟ้อ: ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้เงินเฟ้อโลกพุ่งขึ้น 0.4%

    • การเติบโต: เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 0.15%

    • สินค้าขาดแคลน: ไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่จะกระทบถึงราคาปุ๋ย, พลาสติก และวัสดุอุตสาหกรรม จนอาจเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าทั่วโลก

    น้ำมันแพงเกินไป…ทางแก้คือยอมไม่ใช้?

    นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า หากราคาพุ่งสูงเกินไปจะเกิดปรากฏการณ์ “Demand Destruction” หรือการที่ผู้บริโภคสู้ราคาไม่ไหวจนต้องหยุดใช้ไปเอง ซึ่งอาจช่วยให้ราคากลับมาสมดุลได้บ้าง แต่กว่าจะถึงจุดนั้น เศรษฐกิจโลกอาจบอบช้ำจนยากจะเยียวยา เหมือนครั้งวิกฤตปี 2008 ที่ราคาน้ำมันเคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่ 147.50 ดอลลาร์ (เทียบเท่า 224 ดอลลาร์ในค่าเงินปัจจุบัน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378974985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IOVqWGv4-Dpy_XLNo5jvR