Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตำรวจท่องเที่ยว ลุยกำชับผู้ค้าหน้าวัดพระแก้ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีรับต่างชาติ | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว ลุยกำชับผู้ค้าหน้าวัดพระแก้ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีรับต่างชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 มี.ค.​ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.ท.ราเชษฐ์ เหมือนเสน สว.สทท.1 กก.1 บก.ทท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เดินเท้าตรวจความเรียบร้อยบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เพื่อกวดขันและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย

    โดย​เน้นย้ำงานบริการ กำชับกลุ่มผู้ค้าสินค้าและผู้ให้บริการในพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความเป็นธรรมด้านราคา จากการสุ่มตรวจแผงค้า พบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการติดตั้งป้ายแสดงราคาสินค้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ​​จากการพูดคุยกับมัคคุเทศก์ (ไกด์) ในพื้นที่ พบว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยระบุว่า “สถิติการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวน้อยลงอย่างมาก” ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวโดยรวมมีความราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

    ทั้งนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกลุ่มผู้ค้าที่ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงการให้บริการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเหตุต้องสงสัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5702846/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gyrVOJI4EkCSHbaH8Ngcz

  • “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน แนะเปิดใจกว้างรับฟัง

    “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน แนะเปิดใจกว้างรับฟัง

    “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน หลังไม่เชิญรมว.เกษตรฯ -ท่องเที่ยว ร่วมเป็น ศบก. ดูแลความเดือดร้อนผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    วันที่ 19 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ ในวาระเรื่องด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯจากพรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคประชาชน ว่า นายอนุทิน ฐานะนายกฯ ทำงานได้รวดเร็ว แต่วันนี้ตนไม่แน่ใจว่านายอนุทินมีความจำที่ดีหรือไม่ เพราะตนกังวลว่าการทำงานมากเกินไป อาจมีภาวะขี้ลืม หากลืมเยอะ อาจกระทบต่อการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบทุกมิติ

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานายกฯ ตั้งศูนย์ศปก. แก้วิกฤติปัญหาสงคราม องค์ประกอบคณะดูดี แต่นายกฯ ลืม ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงลืมคำมั่นสัญญาที่บอกว่าให้คนไทยรวยทุกคน มีรายได้ แต่การแก้วิกฤติน้ำมันเป็นทิศทางตรงกันข้าม และ ผมกลัวว่าจะลืมพี่ ลืมน้อง ลืมเพื่อน เดือนที่แล้วบอกว่าไม่น่าพลิกขั้วแต่คนร่วมสู้กันมา ลืมผู้กองธรรมนัส ผมไม่ว่า ขออย่างเดียวว่าอย่าลืมความเดือดร้อนของประชาชน

    “พรรคกล้าธรรม จะไม่ตีรวนเพราะอยากให้ประเทศไทยเดินหน้าขอให้สภาฯเร่งแก้ไขปัญหาประชาชน หากเป็นคนไม่ลืม ขอความกรุณาใจกว้างด้วย หลังจบสิ้นกระบวนการโหวตนายกฯ ขอให้ใจกว้างให้มีการเสนอญัตติ เพื่อให้ สส.นำปัญหาที่เดือดร้อนของประชาชนมาหารือ วันนี้ไม่สามารถโหวตให้ได้ แต่หากพาประเทศผ่านวิกฤติที่น่ากังวลได้ เราอาจจะโหวตกฎหมายที่ท่านเสนอมา เราจะทำหน้าที่ต่อไป ครั้งนี้พรรคกล้าธรรมใช้สิทธิ์งดออกเสียง” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921114&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtPp-1FRau-93bNCG_4e0

  • กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    รศ.ดร.สมชาย นักวิชาการประเมิน กนง. 29 เม.ย.นี้ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย เก็บกระสุน 1% รับความเสี่ยงน้ำมันโลกพุ่งจากตะวันออกกลาง พร้อมเสนอรัฐทยอยขยับราคาน้ำมันแบบขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ดันราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น ส่งผลให้ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังไร้ความชัดเจน “สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง” เพื่อถอดรหัสทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันที่โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” โดยเฉพาะหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดไว้ที่ 3.5%-3.75% ซึ่งย่อมส่งแรงสะเทือนมาถึงการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของไทยด้วย

    เฟดเบรกดอกเบี้ยขาลง เมื่อ “น้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ
    รศ.ดร.สมชาย มองว่าการที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคง “คาราคาซัง” และไม่รู้จะจบลงเมื่อใด

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเข้าสู่เฟดที่เริ่มมีการโจมตีโรงกลั่นและแหล่งแก๊ส ซึ่งผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    “แนวโน้มที่บอกว่าจะมีการลดดอกเบี้ยตอนนี้จบลงชั่วคราว เพราะเฟดต้องกลับมาดูสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจอีกครั้ง หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการรบกันหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเหตุการณ์จบลงแล้ว ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะหากราคาน้ำมันเฉลี่ยขยับจากเดิมเฉลี่ย 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 70 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือรุนแรงกว่านั้น เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นแน่นอน จนเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ย หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ”

    กนง. ไทยกับโจทย์หิน “พยุงเศรษฐกิจ” หรือ “รักษาเสถียรภาพ”
    เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย โจทย์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบหน้าคือ 29 เม.ย.2569 นี้ มีความซับซ้อน ดร.สมชาย ชี้ให้เห็นว่า กนง. ต้องพิจารณา 2 ด้าน

    ด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยย่ำแย่จนต้องการการกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ย แต่อีกด้านก็มีความเสี่ยงสูงจากเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่อาจดีดตัวตามราคาน้ำมัน 

    “คิดว่าโอกาสเป็นแบบครึ่งต่อครึ่ง แต่แนวโน้มคือ ยังไม่ลดดอกเบี้ย เพราะเราเพิ่งปรับลดไป และสถานการณ์น้ำมันยังไม่นิ่ง ที่สำคัญเราต้องรักษา “กระสุน” ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่เพียง 1% เท่านั้น”

    รศ.ดร.สมชายเชื่อว่า กนง.ในรอบที่จะถึงนี้จะเลือกใช้ท่าที “Wait and See” เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ก่อน

    เงินบาทอ่อนค่า กับชะตากรรมดอลลาร์สหรัฐฯในระยะยาว
    ในส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ระบุว่าเป็นผลมาจากดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น เพราะตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะไม่ลดลงง่ายๆ และคนเริ่มหันมาถือดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงพันธบัตรในฐานะ Safe Haven แทนทองคำที่เริ่มอยู่ในช่วงทรงตัว

    อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้างยังมองว่า ดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ในช่วง “ขาลง” เนื่องจากหลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์ เพราะสหรัฐฯ มักใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือทำร้ายเศรษฐกิจประเทศอื่น

    ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล “กลยุทธ์รับมือน้ำมันแพง”

    1.การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดย รศ.ดร.สมชายให้น้ำหนักกับการใช้เครื่องมือนี้ก่อน โดยระบุว่าแม้จะมีการใช้ไปบ้างแล้วแต่ กองทุนน้ำมันยังมี “ช่องว่าง” ให้บริหารจัดการได้อยู่ เพื่อช่วยพยุงราคาในเบื้องต้น

    2.การบริหารราคาน้ำมันแบบขั้นบันได หากสถานการณ์รุนแรงจนกองทุนน้ำมันฯ รับภาระไม่ไหว แนะนำให้ใช้วิธี ทยอยปรับขึ้นราคาดีเซลทีละน้อย เช่น ปรับขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนรุนแรงเกินไปและช่วยลดภาระกองทุน

    3.มาตรการประหยัดพลังงานและการหาแหล่งพลังงานทดแทน รัฐบาลควรขอความร่วมมือหรือบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงาน คล้ายช่วงโควิด และเร่งหาแหล่งพลังงานจากที่อื่น เช่น สหรัฐฯ, แอฟริกา, มาเลเซีย หรือรัสเซีย เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงสูง

    4.มาตรการทางภาษีและการกู้เงิน โดยการออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยตรึงราคา ซึ่ง 2 มาตรการนี้ ล้วนเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามความเหมาะสมของฐานะการคลัง เนื่องจากปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงที่ 66.7% ต่อจีดีพี

    5.การควบคุมราคาสินค้า กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงน้ำมันแพง 

    เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้อาจเป็นการบริหารสถานการณ์ชั่วคราวเพียง 1-2 เดือน รัฐบาลจึงต้องเตรียม Factor in หรือนำราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงขึ้น มาคำนวณเพื่อปรับโครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้รองรับอัตราการเติบโตที่อาจลดลงด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0axoZhVGxWkyS4-qnSeEKM

  • C

    C

    CH เดินหน้าปรับกลยุทธ์ไตรมาส 1/69 ต่อยอดวิสัยทัศน์ “Expand Control and Be Known” ขับเคลื่อนองค์กรแบบ Agile and Accelerated Execution เร่งขยายตลาดใหม่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค บริหารต้นทุนเข้มงวด เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจระยะยาว รับมือภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้าจากสงคราม และเงินบาทแข็งตัว

    CH ปรับกลยุทธ์ Q1/69 เร่งขยายตลาด-พัฒนาผลิตภัณฑ์ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นายประวิทย์ ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้และอาหารแปรรูป ได้แก่ ผลไม้อบแห้ง ปลากระป๋อง และขนมเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจไตรมาส 1/2569 บริษัทยังคงต่อยอดวิสัยทัศน์ “Expand Control and Be Known” มุ่งขยายตลาดควบคู่กับการขยายฐานลูกค้า ควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด และสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในตลาดโลก โดยขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด Agile and Accelerated Execution หรือ การดำเนินงานเชิงรุกด้วยความคล่องตัวและรวดเร็ว เพื่อให้สามารถปรับตัวและรับมือต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

    โดยดำเนินงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1. การกระจายความเสี่ยงทางการตลาด ผ่านการขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ กลุ่มประเทศในยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสินค้าอาหารแปรรูปและอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลดการพึ่งพาตลาดหลัก ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนช่องทางจำหน่ายในประเทศผ่าน Modern Trade และช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ยกระดับการรับรู้แบรนด์ในระดับสากล สร้างโครงสร้างรายได้ที่สมดุลและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

    การพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องและขนมเพื่อสุขภาพ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และแนวโน้มสินค้าสุขภาพที่เติบโต กลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ขยายฐานลูกค้าใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

    การบริหารต้นทุน สภาพคล่อง และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ โดยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ควบคุมค่าใช้จ่าย และบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความสามารถในการทำกำไร ขณะเดียวกัน ยังพิจารณาการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและการจัดเก็บวัตถุดิบ เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และรองรับการเติบโตในอนาคต

    นอกจากนี้ บริษัทมีแผนลงทุนในที่ดินและขยายห้องเย็นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารวัตถุดิบในฤดูกาลหลัก ลดต้นทุนสินค้าขายในระยะยาว และรองรับการเติบโตของคำสั่งซื้อในอนาคต ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลกั ESG อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดในหลายภูมิภาคของโลกจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก แต่ก็ยังคงสะท้อนถึงความต้องการอาหารสำรองที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยในฐานะครัวโลก จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นไปด้วย

    “สถานการณ์โลกในปัจจุบันทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญกับการสำรองอาหารสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่สามารถเก็บรักษาได้นานและพร้อมทาน ซึ่งถือเป็นโอกาสของบริษัทในการขยายฐานลูกค้าใหม่ในภูมิภาคต่างๆ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก” นายประวิทย์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความระมัดระวังต่อปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจจากสถานการณ์ความไม่สงบและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนวัตถุดิบ และมาตรการทางการค้าของแต่ละประเทศ ดังนั้น CH จึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และได้วางแนวทางรับมือต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับความท้าทายของสถานการณ์โลก และรักษาเสถียรภาพของธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

    สำหรับผลประกอบการงวดปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,704.72 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 17.82 ล้านบาท เป็นผลจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา (Reciprocal Tariff) รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาทที่ทยอยแข็งค่าในช่วงเวลาดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepdg26e3d0uy85ul8hd2abw4zjhqkw8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31dfvwfJuv3fWWqJyejU-d

  • สัญญาณอันตราย! โพลเผยคนไทย 83% เสี่ยงขาดสภาพคล่อง กอช. แนะสูตร “50-30-20” กู้พิษเศรษฐกิจก่อนสาย

    สัญญาณอันตราย! โพลเผยคนไทย 83% เสี่ยงขาดสภาพคล่อง กอช. แนะสูตร “50-30-20” กู้พิษเศรษฐกิจก่อนสาย

    กอช. ชูสูตรบริหารเงิน 50-30-20 พร้อมสิทธิพิเศษออมเงินรับบำนาญตลอดชีพ

    กอช. เปิดสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจครัวเรือน! หลังผลสำรวจพบคนไทยกว่า 83% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 3 เดือน เสี่ยงล้มละลายทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แนะเร่งปรับพฤติกรรมใช้สูตรบริหารเงิน “50-30-20” สร้างเกราะคุ้มกัน พร้อมชูการออมรับบำนาญกับ กอช. เริ่มต้นเพียง 50 บาท

    วิกฤต “ระเบิดเวลา” ทางการเงินของคนไทย

    นายยรรยง ราชานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กอช. เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลจากสวนดุสิตโพล พบว่าความเปราะบางทางการเงินของคนไทยอยู่ในระดับวิกฤต:

    • ร้อยละ 48.32: มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน

    • ร้อยละ 35.24: มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียง 1-3 เดือน

    • รวมกว่าร้อยละ 83.56: กำลังเผชิญความเสี่ยงรุนแรง หากต้องหยุดงานกะทันหัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นหนี้นอกระบบและภาระต่อลูกหลานในอนาคต

    แก้เกมด้วยสูตร “50-30-20” สร้างภูมิคุ้มกันเงินขาดมือ

    กอช. รณรงค์ให้ประชาชนเริ่มจัดสรรรายได้เพื่อสร้างความมั่นคงตั้งแต่วันนี้ โดยใช้หลักการแบ่งเงินง่ายๆ ดังนี้:

    1. 50% (Needs): สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

    2. 30% (Wants): สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวตามไลฟ์สไตล์

    3. 20% (Savings): สำหรับการออมและการลงทุน โดยเน้นสะสมเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบ 3-6 เดือนเป็นอันดับแรก

    กอช. เครื่องมือปั้นเงินบำนาญสำหรับแรงงานนอกระบบ

    สำหรับอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือนักเรียนนักศึกษา (อายุ 15-60 ปี) ที่ไม่มีสวัสดิการบำนาญ กอช. คือทางเลือกการออมที่คุ้มค่าที่สุดด้วย 4 สิทธิประโยชน์หลัก:

    • ออมยืดหยุ่น: เริ่มต้นเพียง 50 บาทต่อครั้ง (สูงสุด 30,000 บาท/ปี) ไม่ต้องออมเท่ากันทุกเดือน

    • รัฐช่วยออม: รัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้สูงสุด 100% (ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาท/ปี)

    • ลดหย่อนภาษี: นำเงินออมไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง

    • บำนาญตลอดชีพ: รับเงินรายเดือนไว้ใช้หลังอายุ 60 ปี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

    “วินัยการออมในวันนี้ คือคำตอบของชีวิตที่มั่งคั่งและยั่งยืนในวันหน้า เปลี่ยนความเปราะบางให้เป็นความมั่นใจกับ กอช.”

    ช่องทางการสมัครและสอบถาม

    ประชาชนที่สนใจสามารถตรวจสอบสิทธิ์และสมัครได้ง่ายๆ ผ่าน:

    • แอปพลิเคชัน: “กอช.”

    • สายด่วนเงินออม: 02-049-9000

    • Line Official: @nsf.th

    s__66093099

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948568/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gAx8wLOA-ag8sH5g2oXDZ

  • กทม.เร่งสร้าง ‘เมืองเท่าเทียม’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ สู่อนาคตเมืองยั่งยืน

    กทม.เร่งสร้าง ‘เมืองเท่าเทียม’ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ สู่อนาคตเมืองยั่งยืน

    เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ล่าสุด กรุงเทพมหานคร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “5 ด้าน 5 ดี” โดยมุ่งเน้น “การเข้าถึงที่ใช้ได้จริง” มากกว่าการขยายตัวเลขเชิงปริมาณ สะท้อนทิศทางการพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้งด้านการลดความเหลื่อมล้ำ (SDG 10) และการพัฒนาเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (SDG 11)

     นายต่อศักดิ์ โชติมงคล

    นายต่อศักดิ์ โชติมงคล

    ในการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ซึ่งมี นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 5 มิติ ได้แก่ เรียนดี สุขภาพดี เดินทางดี เศรษฐกิจดี และบริหารจัดการดี ภายใต้แนวคิด “เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    เรียนดี: เปิดโอกาสการศึกษาที่เท่าเทียม

    
กรุงเทพมหานครเร่งขยายโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยเพิ่มจำนวนโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วมเป็น 169 แห่ง พร้อมเสริมบุคลากรเฉพาะทางกว่า 1,000 คน และพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษารองรับความหลากหลายของผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ ลดช่องว่างการเข้าถึงตั้งแต่ระดับฐานราก

    สุขภาพดี: เข้าถึงสิทธิและบริการอย่างทั่วถึง

    
การให้บริการเชิงรุกผ่านศูนย์แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และการลงพื้นที่ชุมชน ช่วยให้คนพิการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้สะดวกมากขึ้น ทั้งการออกบัตรประจำตัว การรับรองความพิการ และการสนับสนุนกายอุปกรณ์ ควบคู่กับการฟื้นฟูสุขภาพและพัฒนาศักยภาพผ่านกิจกรรม เช่น Smart Gym และการผลักดันนักกีฬาคนพิการสู่เวทีแข่งขัน

    เดินทางดี: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อทุกคน

    
การพัฒนาเมืองตามหลัก Universal Design ถูกยกระดับเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย ทั้งการปรับปรุงอาคาร ทางข้าม และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระบบขนส่งที่รองรับผู้ใช้วีลแชร์อย่างครอบคลุม ลดอุปสรรคเชิงกายภาพที่เป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำในเมือง

    เศรษฐกิจดี: สร้างงาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    
กรุงเทพมหานครมุ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนพิการ ผ่านการจ้างงานในหน่วยงานรัฐ การพัฒนาทักษะอาชีพใหม่ที่สอดรับกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เช่น งานออกแบบเว็บไซต์ และสายงานบริการ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้แสดงศักยภาพด้านศิลปะและวัฒนธรรมในเทศกาลต่าง ๆ เพื่อสร้างการยอมรับและลดอคติในสังคม

    บริหารจัดการดี: ระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้จริง

    
การจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการจ้างงานคนพิการ การพัฒนาสื่อที่เข้าถึงได้ เช่น ล่ามภาษามือและคำบรรยายแทนเสียง รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อติดตามและประเมินผลนโยบาย สะท้อนความพยายามยกระดับการบริหารเมืองให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่ม

    bangkok-equality-disability-quality-of-life-sustainable-city-SPACEBAR-Photo02.jpg

    อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้อยู่ที่การเปลี่ยนกรอบคิดจาก “การวัดผลด้วยตัวเลข” ไปสู่ “การวัดผลด้วยคุณภาพชีวิต” โดยเป้าหมายคือให้คนพิการสามารถใช้บริการของเมืองได้จริง มีศักดิ์ศรี และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในเมือง การทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างไร้รอยต่อ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิด “City Lab” หรือห้องทดลองเมือง เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทดสอบนโยบายและนวัตกรรมด้านการเข้าถึง ผ่านการใช้งานจริงร่วมกับคนพิการ ก่อนนำผลลัพธ์ไปขยายผลในระดับเมือง แนวทางนี้สะท้อนการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม และการเรียนรู้จากผู้ใช้งานจริง

    ท่ามกลางความท้าทายของเมืองขนาดใหญ่ การยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการจึงไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะกลุ่ม หากแต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของความเป็น “เมืองยั่งยืน” เพราะเมื่อเมืองสามารถออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เมืองนั้นย่อมเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/bangkok-equality-disability-quality-of-life-sustainable-city&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z7PTd8t_5RzBBeHCqzff5

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน (กบส.) ครั้งที่ 89 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน (กบส.) ครั้งที่ 89 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121822/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DrSaINI5VrIo4ytW8aPSG

  • วธ.เตรียมเปิด 7 แหล่งท่องเที่ยว ‘เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี’ | เดลินิวส์

    วธ.เตรียมเปิด 7 แหล่งท่องเที่ยว ‘เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี’ | เดลินิวส์

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วธ. กำหนดจัดกิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ในวันที่ 28 มี.ค. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เพื่อสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติศาสนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    รมว.วธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรม คือ การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับ Unseen ของปัตตานี จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรม 2. วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญ คาดว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี สะท้อนอารยธรรมโบราณในคาบสมุทรมลายู 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเก่าแก่สมัยอยุธยา ศูนย์รวมศรัทธาของชาวไทยพุทธและไทยเชื้อสายจีน มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อเสริมสิริมงคลด้านการค้าขาย 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในภาคใต้ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมงดงามคล้ายทัชมาฮาล และเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี สร้างด้วยอิฐแดง มีเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบอาหรับ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในภูมิภาค 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางชุมชนคาทอลิกในปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตด้านศาสนาและการศึกษาในอดีต

    น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมลายูผสมผสานกับความเป็นไทยอย่างลงตัว อาทิ ไก่ฆอและ ข้าวยำปัตตานี มะตะบะ โรตีปาแย และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ผ้าจวนตานี ผ้าบาติก งานจักสาน ผลิตภัณฑ์ลูกปัดมโนราห์ อีกทั้งสินค้าแปรรูป ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นและสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมไปถึงการเช่าบูชาวัตถุมงคล อย่างเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เป็นต้น

    ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมเดินทางสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของจังหวัดปัตตานี ผู้สนใจสามารถเข้าชมหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) : “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” ได้ที่ระบบฐานข้อมูลสื่อสิ่งพิมพ์ กรมการศาสนา https://e-book.dra.go.th/site/index?page=1&per-page=12 หรือสอบถาม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี โทร. 0-7332-3197 และสายด่วนวัฒนธรรม 1765

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5702574/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hmgi_vLrarznrgJr_xIb7

  • รีวิววัดโคกสมานคุณ วัดสวย พระอารามหลวงคู่เมืองหาดใหญ่

    รีวิววัดโคกสมานคุณ วัดสวย พระอารามหลวงคู่เมืองหาดใหญ่

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/95lOWZ4r7gJ1&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LwocYvIVqguuwe7heUJ8t

  • หนองคาย-อุดรธานี พร้อมจัด ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026 กระตุ้นท่องเที่ยว

    หนองคาย-อุดรธานี พร้อมจัด ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026 กระตุ้นท่องเที่ยว

    หนองคาย-อุดรธานี ยืนยันความพร้อมจัดศึกจักรยานนานาชาติ ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026 ระหว่าง 24 มี.ค.-2 เม.ย. 2569 รวม 9 สเตจ 1,113.7 กม. มีทีมชาย-หญิงรวม 40 ทีมร่วมชิงชัย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยวไทย

    พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานแถลงข่าวการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-2 เมษายน 2569 ที่จังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุดรธานี รวมระยะทางทั้งสิ้น 1,113.70 กิโลเมตร โดยมี นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นายจักรพันธ์  จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมแถลงข่าวด้วย ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอรีน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม

     นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก พลเอกเพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์ และ นายพิมล สัตตบุศย์ รองประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาจักรยาน, พันเอกสุนทร สัมฤทธิสุทธิ์ ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาจักรยานฯ, นายธงชัย พรเศรษฐ์ อุปนายกสมาคมกีฬาจักรยานฯ, นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา, นายณัฏฐวี สิทธิวรกุล ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านเทคโนโลยี, นางสาวนิรมล ราศี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส., นายอารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, นางสาววรรณวนัช ตันเรืองวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย, พันตำรวจเอก สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง, พันเอกชาล์ ศิริวรรณยา ผู้บังคับการส่วนแยก กองบัญชาการช่วยรบที่ 1 และผู้สนับสนุนต่าง ๆ ร่วมแถลงข่าวด้วย

    พลเอกเดชา กล่าวว่า การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2569 ซึ่งการแข่งขันแต่ละสเตจ ประธานในพิธีเปิดการแข่งขันจะเป็นผู้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล พร้อมทั้งมีการจัดซุ้มเฉลิมพระเกียรติลงนามถวายพระพร เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ลงนามถวายพระพร และเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขันแล้ว สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ จะนำรายชื่อพสกนิกรที่ได้ลงนามถวายพระพร ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในโอกาสต่อไป นอกจากนี้ในแต่ละวันตลอดสองข้างทางด้วยการสวมเสื้อสีม่วง พร้อมโบกธงชาติไทย และธงพระนามาภิไธยย่อ “สธ.” เพื่อสร้างสีสันและเป็นกำลังใจให้แก่นักกีฬา โดยสมาคมกีฬาจักรยานฯ จะมีรถประชาสัมพันธ์ไปแจกธงล่วงหน้าทุกวัน

    พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า สำหรับความพร้อมในการจัดการแข่งขันสมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ประชุมร่วมกับจังหวัดหนองคายและอุดรธานีมาแล้ว แล้วทั้ง 2 จังหวัดก็มีการประชุมภายในจังหวัดกันอีก แต่ละจังหวัดก็มีมวลชนมารอต้อนรับนักกีฬาตลอดเส้นทางการแข่งขัน โดยเฉพาะสเตจที่ 3 ที่ไปเข้าเส้นชัยที่ภูฝอยลม จังหวัดอุดรธานี เป็นเส้นทางที่สวยและท้าทายมาก ขณะที่จังหวัดหนองคายก็จะมีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1, ลานพญานาคทั้ง 2 แห่งที่วัดลำดวน และที่อำเภอโพนพิสัย วัดผาตากเสื้อ วัดพระธาตุบังพวน เป็นต้น โดยมีการเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ และยูทูบ ThaiPBS ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เริ่มถ่ายทอดตั้งแต่เวลา 08.30 น. ทุกวัน แต่ละปียอดผู้ชมมากกว่า 3 ล้านวิว

    พลเอกเดชา กล่าวเสริมว่า การแข่งขันครั้งนี้ประเภททีมชายมีทีมเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 20 ทีม และประเภททีมหญิงก็มีจำนวน 20 ทีมเช่นเดียวกัน การที่มีทีมอาชีพจากนานาชาติเดินทางมาร่วมแข่งขันจำนวนมาก เป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดหนองคายและอุดรธานีให้มีความคึกคัก นอกจากนี้ทุกครั้งที่ประเทศไทยจัดการแข่งขันจะมีทีมต่างชาติต้องการมาร่วมแข่งขันจำนวนมาก เนื่องจากคนไทยมีนิสัยใจคอเอื้ออารี การดูแลต้อนรับดีเยี่ยม สิ่งที่ตามมาคือทุกประเทศทั่วโลกต่างเกิดความประทับใจและอยากมาท่องเที่ยวเมืองไทย

    นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า จังหวัดหนองคายมีความพร้อมมากทั้งด้านการรักษาความปลอดภัย ด้านการจราจร ด้านสาธารณสุข เส้นทางการแข่งขันผ่านครบทั้ง 9 อำเภอ ทุกเส้นทางมีความสวยงามเลียบริมแม่น้ำโขงกว่า 20 กิโลเมตร จังหวัดหนองคายเคยเป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เช่น ลานพญานาคหลายแห่ง ถือเป็นศูนย์กลางของพญานาคของประเทศไทย หรือจะไปไหว้หลวงพ่อพระใส และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้จังหวัดหนองคายมีอาหารรสชาติอร่อย ที่พักก็พร้อมรองรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยว พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดหนองคายก็พร้อมให้การต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง 

    นายจักรพันธ์ จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ ที่ได้เลือกจังหวัดอุดรธานีเป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันประเภททีมชายสเตจที่ 3 และ 4 ซึ่งเส้นทางจะผ่านอำเภอเพ็ญ, อำเภอบ้านผือ, อำเภอหนองวัวซอ, อำเภอกุดจับ และอำเภอหนองแสง ส่วนความพร้อมขอยืนยันว่าจังหวัดอุดรธานีมีความพร้อม 100% ทั้งเส้นทางการแข่งขันที่มีการปรับผิวจราจร, ด้านการปิดเส้นทางเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา, ด้านสาธารณสุข รวมไปถึงกองเชียร์ที่จะไปร่วมต้อนรับขบวนนักกีฬาบนภูฝอยลมเส้นชัยในสเตจที่ 3 ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั้งแหล่งธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ก็ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเชียร์นักกีฬาและมาท่องเที่ยว พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานียินดีต้อนรับ

    นายณัฏฐวี สิทธิวรกุล ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานฯ ที่ได้จัดการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมให้การสนับสนุน ประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงแค่การส่งเสริมกีฬาแต่เป็นการเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ปรากฏสู่สายตาชาวโลก ทั้งจังหวัดหนองคายและอุดรธานีจะมีโอกาสได้ร่วมต้อนรับนักกีฬาจากนานาประเทศ สร้างความประทับใจให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่อยากกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มีส่วนร่วมให้การแข่งขันครั้งนี้ประสบความสำเร็จทุกประการ

    นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า ไทยพีบีเอสร่วมถ่ายทอดสดการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์” ติดต่อกันมากว่า 10 ปี และเป็นการถ่ายทอดสดกีฬาที่ใช้เวลายาวนานที่สุดในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเฟซบุ๊ก, ยูทูบ ที่มีผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 10 ล้านคน และแอปพลิเคชั่น VIPA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งที่เป็นมัลติวิวมองได้ 3 มุมและสามารถรับชมได้ทั่วโลก ทุก ๆ ปีจะมียอดผู้ชมติดตามชมการแข่งขันมากว่า 3 ล้านวิว 

    ทั้งนี้ การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ “ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-2 เมษายน 2569 รวมระยะทางทั้งสิ้น 1,113.70 กิโลเมตร โดยประเภททีมชาย แข่งขัน 6 สเตจ ระหว่างวันที่ 24-29 มีนาคม เส้นทางในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุดรธานี ระยะทางรวม 816.60 กิโลเมตร ส่วนประเภททีมหญิง แข่งขัน 3 สเตจ ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม-2 เมษายน เส้นทางในจังหวัดหนองคาย ระยะทางรวม 297.10 กิโลเมตร

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/bicycle/101286/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mJrrD6GTiWNrAIzr0wvVi