Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สธ. ผนึก 6 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับการวิจัยทางคลินิก มุ่งสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    สธ. ผนึก 6 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับการวิจัยทางคลินิก มุ่งสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    “กระทรวงสาธารณสุข” ผนึก 6 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านยาและวัคซีน มุ่งยกระดับระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศให้ทัดเทียมสากล

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องการส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีน พร้อมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมยา 6 หน่วยงาน เข้าร่วมลงนาม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาวิจัยในคนในประเทศไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ และสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนายาและวัคซีนสมัยใหม่ และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การยกระดับศักยภาพด้านนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ของไทยในระยะยาว โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน พัฒนาเครือข่ายวิจัยทางคลินิกให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุมัติ และยกระดับหน่วยวิจัยให้ได้มาตรฐานสากล

    ทางด้าน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการฯ อย. กล่าวว่า การเข้าถึงการรักษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม การวิจัยทางคลินิกจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหายาก ได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น 

    ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ หน่วยวิจัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย สถานที่วิจัย และมาตรฐานจริยธรรมการวิจัย

    นอกจากนี้ การสนับสนุนการวิจัยทางคลินิกในประเทศ รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขึ้นทะเบียนยาและวัคซีน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาคในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2921123&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw224htl9RcCk3MrUi7xVkRw

  • คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ  ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.22 น.

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ

    ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 สำหรับครูคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้โครงการโรงเรียน     นำร่อง DSP พร้อมเผยโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร คว้าชนะเลิศด้านคณิตศาสตร์ และโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ชนะเลิศด้านฟิสิกส์

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ เปิดเผยว่า คาสิโอได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา โดยได้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสมในฐานะเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้   

    สำหรับประเทศไทย คาสิโอได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และโรงเรียน   ต่าง ๆ  เพื่อขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนนำร่อง DSP (Demonstration School Program) ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยโครงการได้ขยายครอบคลุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 61 เขตทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 98% ของประเทศไทย และการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568  อยู่ภายใต้โครงการโรงเรียนนำร่อง DSP ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ 

    ด้านนายซึเนโอะ นากาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะฯ ได้จัดขึ้นสำหรับคุณครูรายวิชาคณิตศาสตร์และรายวิชาฟิสิกส์  เพื่อได้แสดงศักยภาพและทักษะการออกแบบกิจกรรมและสื่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ โดยใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ CASIO ClassWiZ เป็นเครื่องมือ มีโรงเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 77 ทีมทั่วประเทศ  ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 16 ทีม แบ่งเป็น วิชาคณิตศาสตร์ 8 ทีม และวิชาฟิสิกส์จำนวน 8 ทีม จำนวน 15 โรงเรียน 14 พื้นที่การศึกษา  ทั้ง 16 ทีมนำเสนอผลงานผ่านรูปแบบโปสเตอร์ และได้รับการคัดเลือกเหลือ 6 ทีมเพื่อมานำเสนอผลงานรูปแบบวาจารอบสุดท้าย

    ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนคุณภาพ  การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สสวท. และ       คาสิโอ ภายใต้โครงการโรงเรียนนําร่อง DSP ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ห้องเรียนต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียน

    ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดยมุ่งส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง อันเป็นทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดร.สุพัตรา ผาดิวิสันติ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาทักษะการออกแบบจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ(Inquiry-based Learning) ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง และนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีอย่างเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ ClassWiZ มาใช้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ 

    สิ่งสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือการมุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active Learning ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และนับเป็นปีแรกที่ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมการประกวดร่วมกับครูคณิตศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม 

    สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัด หนองคาย จากแผนการเรียนรู้เรื่อง เอสเอ็มอี มิชชัน บ๊อกซ์ (SME MISSION BOX) ภารกิจบริหารความเสี่ยงและตรวจสอบคุณภาพสินค้าหลักความน่าจะเป็น   โรงเรียนราชดำริ กรุงเทพ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการเรียนรู้เรื่อง ไขความลับการสร้างสะพานด้วย พาราโบลาและรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยมจากการโหวตของคณะกรรมการและผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 ทีมและโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการเขลางค์นคร จังหวัด ลำปาง เสนอแผนการเรียนรู้ เรื่อง วิกฤตพลังงานในซองอาหาร เมื่ออัตราการทานชนะการเบิร์น  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง

    ด้านโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม 

    จากจังหวัด ปทุมธานี เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภารกิจพิชิตกำแพงล่องหน  โรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตากได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการสลายและครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี และรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยม และโรงเรียนจะโหนงพิทยาคม  จังหวัดสงขลา ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ที่นำใช้กับผลไม้ทำให้ยืดอายุผลิตภัณฑ์ทางเกษตรให้เน่าเสียช้าลง

    นางสาวหทัยรัตน์ นาราษฎร์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย           ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ เปิดเผยว่า นอกจากการแข่งขันและได้รับรางวัลแล้ว ที่สำคัญ     คือการได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงวุฒิและเป็นแรงกระตุ้นให้สามารถเปลี่ยนแปลงห้องเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุกเข้ากับชีวิตประจำวัน และนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเรียนรู้ และในชีวิต    จริงได้ 

    ส่วนนางสาว วิจิตตา อำไพจิตต์  ครูฟิสิกส์ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า เครื่องคำนวณทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสำหรับการออกแบบการเรียนการสอน โดยเฉพาะมุมประกอบในการเคลื่อนที่ให้นักเรียนกำหนดค่าได้เอง โดยเครื่องคิดเลขสามารถช่วยคิดคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำ โดยมองว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนทำให้เพิ่มประสิทธิภาพได้ถูกต้องและแม่นยำ เสริมทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนได้

    สำหรับคณะกรรมการตัดสิน การประกวดฯ ครั้งนี้  มาจากผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.)  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ดร. รัชนิกร ชลไชยะ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในกรรมการ ด้านคณิตศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า การจัดการประกวดครั้งนี้ถือว่า เป็นโอกาสที่ดีของครูและของประเทศ   ที่มีการออกแบบแผนการเรียนการสอน ที่ทำให้ทราบว่า เครื่องคำนวณสามารถนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนได้จริง เครื่องคำนวณใช้ในการสืบเสาะข้อเท็จจริงได้ โดยเทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนความคิดได้ ในทิศทางในบริบทของสังคม ครูที่เข้ามาแข่งขันถือว่าเป็นกลุ่มที่กระตุ้นให้ประเทศสามารถจัดทำแผนการเรียนคณิตศาสตร์ไปได้ให้เร็วขึ้น

    อาจารย์อุรชา นุชเหลือบ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หนึ่งในกรรมการด้านฟิสิกส์ กล่าวว่า  นับว่าเป็นปีแรกที่มีวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้คุณครูได้มานำเสนอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน มีคณะกรรมการช่วยเสนอแนะมุมมองที่กว้างขึ้น และเป็นการแสดงความสามารถของคุณครูแต่ละท่าน   นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นว่ายุคปัจจุบันการสอนแบบเดิม  ไม่เพียงพอ การมีเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนจะทำให้ก้าวหน้าและทันยุคมากขึ้

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ   กล่าวทิ้งทายว่า  “คาสิโอขอขอบคุณผู้ร่วมการแข่งขัน คณะกรรมการ และผู้สนับสนุนทุกหน่วยงานที่ทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างอนาคตของนักเรียน และขอให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการเติบโตไปด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469722&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X4_yiOXwObJWZOOVLnzS0

  • ‘คอร์รัปชัน’ ฉุดเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้าน แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ ก่อนต่างชาติเมินลงทุน

    ‘คอร์รัปชัน’ ฉุดเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้าน แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ ก่อนต่างชาติเมินลงทุน

    สถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทยอยู่ในภาวะถดถอย เมื่อองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569

    การประกาศดังกล่าวระบุว่าไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ116 ของโลก สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก และเมื่อเทียบประเทศอาเซียนพบว่าไทยหล่นมาอยู่อันดับ 7 จากเคยอยู่อันดับ 5

    ขณะที่ประเทศในอาเซียนที่มีคะแนนสูงกว่าไทย ได้แก่ สิงคโปร์ 84 คะแนน บรูไน 63 คะแนน มาเลเซีย 52 คะแนน เวียดนาม 41 คะแนน ส่วนอินโดนีเซียและลาวได้ 34 คะแนน ใกล้เคียงไทย ส่งผลให้สถานะความน่าเชื่อถือด้านธรรมาภิบาลของไทยน่ากังวล

    ดร.มานะ นิมิตรมงคลประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2568 ของไทยตกลงมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ส่งผลกระทบไปยังการปรับลดลงของอันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือ World Competitiveness Ranking จัดอันดับโดย International Institute for Management Development (IMD) ด้วย

    ทั้งนี้ เนื่องจากการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันได้เก็บคะแนนและวัดจากตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือธรรมาภิบาลภาครัฐ (Governance) ด้วย ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกันหากไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จะกระทบขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    สำหรับตัวอย่างของความเกี่ยวข้องกับปัญหาคอร์รัปชัน กับเรื่องเศรษฐกิจ คือ การที่มีเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการทุจริต คอร์รัปชันสูงถึงปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท 

    ในประเด็นนี้ นายมาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวระหว่างเยือนไทยว่าหากไทยตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพหรือเศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3 % ไทยต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้

    ทำจดหมายเปิดผนึกจี้รัฐแก้คอร์รัปชัน

    นอกจากนี้ ACT ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ “เอาจริง” กับการปราบคอร์รัปชัน เพื่ออนาคตประเทศไทย ระบุว่า ไทยกำลังอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวสำคัญยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งในสายตาประชาชนและประชาคมโลก

    ทั้งนี้ ผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ของ Transparency International ซึ่งไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน ต่ำสุดในรอบ 19 ปี และลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก 

    สำหรับตัวเลขนี้มิใช่เป็นแค่สถิติ แต่คือ “ต้นทุนของประเทศ” ที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง ความสามารถการแข่งขันถดถอย และงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลไปจากที่ควรยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการปล่อยให้คอร์รัปชันฝังรากลึก เท่ากับปล่อยให้ชาติถอยหลัง 

    รวมทั้งหากรัฐบาลชุดใหม่แสดงเจตจำนงอย่างจริงจังในการปราบโกง ซึ่งไทยย่อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างสังคมที่โปร่งใส และยกระดับศักยภาพของประเทศบนเวทีโลกได้ภายใต้การนำนายอนุทิน

    ทั้งนี้ ได้เสนอให้บรรจุ 5 มาตรการปราบโกงในคำแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันว่า การปราบปรามคอร์รัปชันในรัฐบาลนี้ “เกิดผลจริง ไม่ใช่แค่คำประกาศ” ได้แก่

    1.ตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดให้เป็นกลไกขนาดเล็ก คล่องตัว มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน กำหนดกรอบเวลา ตัวชี้วัด และเป้าหมายที่วัดผลได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

    2.ยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD ผลักดันให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และกลไกความโปร่งใสให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลอย่างจริงจัง จะเป็นแรงขับเคลื่อนภายใน และสัญญาณบวกต่อประชาคมโลก

    3.ยกระดับ 3 กระทรวงหลักให้เป็นต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ โดยเปิดเผยข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดและโปร่งใส

    4.ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลปิดช่องโกง เร่งขยายการใช้เทคโนโลยีเชิงระบบเปิดเผยข้อมูลและระบบติดตามโครงการ โดยผลักดันการใช้ IP (Integrity Pact) และ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ในโครงการจัดซื้อ จัดจ้างขนาดใหญ่ เปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างอย่างครบถ้วน ตรวจสอบได้ เปลี่ยนการปราบโกง จากปลายทาง สู่การป้องกันเชิงระบบ

    5.สร้างภาครัฐประสิทธิภาพสูง ลดแรงจูงใจการทุจริต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้าราชการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างกำลังคนและปรับรายได้ให้เหมาะสม องค์กรฯ เชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี หากมีรายได้พอกินพอใช้ จะช่วยลดแรงจูงใจในการทุจริต และสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ ACT ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีหลังตั้งรัฐบาลเพื่อหารือและร่วมออกแบบกลไกการทำงานเริ่มภารกิจ “ปราบโกงให้สำเร็จในรัฐบาลนี้” ไปพร้อมกัน เพราะการปราบคอร์รัปชันมิใช่ภาระของรัฐบาลฝ่ายเดียว หากแต่เป็นพันธกิจร่วมของคนไทยทั้งประเทศ

    แนะเร่งแก้ทุนเทาแทรกซึมทุกวงการ

    รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่แย่ลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาการทุจริตร้ายแรงขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งปัญหา “ทุนเทา” ที่แพร่กระจายแทรกซึมทุกวงการรวมทั้งการเมืองที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้มากขึ้น

    นอกจากนี้แม้กระทั่งองค์กรอิสระที่ควรโปร่งใสในการทำงานกลายเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาความโปร่งใสเสียเอง และกลไกที่จะตรวจสอบหรือเอาผิดหน่วยงานที่มีปัญหาการทุจริตทำได้ยากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันล่าช้า ซึ่งเท่ากับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายไม่ดีเท่าที่ควร 

    แม้แต่อาชญกรข้ามชาติยังมองไทยเป็นสวรรค์ของผู้ทำความผิดที่จะหลบหนีเข้ามา เพราะใช้เงินซื้อผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้อันดับ CPI ของไทยแย่ลง

    “ภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยที่สะท้อนไปอยู่ในการรับรู้ของคนในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงนักธุรกิจและนักลงทุน ทำให้เวลาสำรวจดัชนีคอร์รัปชันทำให้ไทยได้คะแนนต่ำ ถ้าหากเราไม่แก้เรื่องทุนเทาก็จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันไม่ได้เช่นกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TNHQJ3SVMBPi-N8u-CiDR

  • ครบเครื่อง

    ครบเครื่อง

    การอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์มาอย่างยืนยาว คือ หลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญว่า ฝีมือ เลขาฯ อู เก่งกาจขนาดไหน แม้ช่วงหนึ่งจะถูกโยกไปเป็นเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ทันทีที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ เจ้าตัวถูกดึงกลับมาอยู่ที่เดิม เพื่อหวังใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่

    ปัจจุบัน เลขาฯ อู ยังเหลืออายุราชการอีกเยอะ และการกลับมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์รอบนี้น่าจะตีตั๋วยาว เพราะเป็นมือไม้สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน

    ในช่วงสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เลขาฯ อู มีบทบาทเยอะ นอกจากจะคอยรายงานสถานการณ์การเศรษฐกิจในประเทศ บางครั้งยังทำหน้าที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระชับ และเข้าใจง่าย

    อย่างเมื่อวันก่อน ศบก.แถลงผลการประชุมเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เลขาฯ อู คือ 1 ในข้าราชการประจำที่มานั่งแถลงร่วมกับเสนาบดี 3 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์

    ช่วงหนึ่ง เลขาฯ อู ช่วยตอบคำถามเสริม รมว.พลังงาน ถึงกรณีที่คนไม่มั่นใจเรื่องพลังงาน โดยการหยิบตัวเลขน้ำมันตอนสภาวะปกติ กับคนที่แตกตื่นกัน เพื่อไม่ให้คนกังวลว่า จะไม่มีน้ำมันใช้ พร้อมขอให้ทุกคนประหยัดพลังงาน และค่อยๆ ใช้ชีวิตแบบปกติ

    เล่าได้เห็นภาพ เข้าใจง่าย แถลศบก.เมื่อวันอังคารจบ มีแต่คนชมเลขาธิการสภาพัฒน์กันเพียบ เรียกว่า เก่งหลายด้าน และครบเครื่อง.

    ฌ.เฌอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/966326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBxtUThZ5bkcWjV8m2OSg

  • โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

    ที่ประชุมมีมติเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนเสียง 293 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 187 เสียง พรรคเพื่อไทย 73 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

    สำหรับพรรค 1 เสียง ประกอบด้วย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาชน พรรครวมพลังประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย

    ด้านนายณัฐพงษ์ ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชน 118 และพรรคเสรีรวมไทย 1 ซึ่งไม่เพียงพอทำให้ต้องอยู่สถานะพรรคฝ่ายค้าน

    ขณะเดียวกันมีจำนวน 86 เสียงของดออกเสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคภูมิใจไทย 3 พรรคประชาชน 1 เสียง พรรคเพื่อไทย 1 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง และพรรคไทยภักดี 1 เสียง ทั้งนายหรั่ง ธุระพล สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่มาลงคะแนนเสียง

    “อนุทิน” หวังร่วมมือเร่งแก้ปัญหาชาติ

    นายอนุทิน อภิปรายก่อนการลงมติว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน โดยน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคราวเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 14 มี.ค.2569 ขอให้ยึดความถูกต้อง และประโยชน์สุขประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

    รวมทั้งจะดำเนินตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลจะสนับสนุนงานนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาเต็มที่ และแม้ขณะนี้มีปัญหาต้องแก้ไขมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือทุกฝ่ายจะทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ และแก้ปัญหาให้เต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

    งานร้อนรัฐบาลใหม่ “วิกฤติพลังงาน”

    ขณะที่วิกฤติพลังงานกำลังเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบ 12,605 ล้านบาท ถือเป็นอัตราการติดลบที่เร็วหลังจากสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569

    ทั้งนี้ ช่วงรัฐบาลรักษาการได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SMEs โดยกระทรวงการคลังพิจารณาข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่รับมือกรณีเกิดขีดจำกัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1.พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.พิจารณาเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3.พิจารณาออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ส่วนด้านงบประมาณได้เตรียมเสนอปรับรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อเพิ่มรายการรองรับสงครามตะวันออกกลาง

    รวมทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อโอนเข้างบประมาณกลาง โดยใช้แนวทางแบบช่วงโควิดปี 2563 ที่โอนงบได้ 88,452 ล้านบาท เป็นการโอนงบรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่าย เช่น งบสัมมนา การฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษา เดินทางไปต่างประเทศ โดยคาดว่าจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านบาท

    เทรดวอร์ไม่จบ “การค้าโลกเสี่ยง”

    ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อเนื่องถึงปัจจุบันแม้ศาลสูงสหรัฐจะพิพากษาให้การจัดเก็บภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐเดินหน้าใช้กระบวนการตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าของสหรัฐ ที่ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น เพิ่มภาษีศุลกากร มาตรการจำกัดการนำเข้า

    ทั้งนี้ ไทยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

    สำหรับตลาดสหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ของตลาดส่งออกไทยทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์

    โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    โจทย์ยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเรียกร้องมาระยะหนึ่งหลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.9% ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาดโลกมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางการสร้างโมเดลพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่รัฐบาลชุดที่แล้วมีเวลาสั้น จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่ต้องวางแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ชัดเจน

    แนะรัฐบาลเร่งสกัดวิกฤติก่อนลุกลาม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมาตรการกอบกู้สถานการณ์ทันทีก่อนลุกลามกระทบภาคอุตสาหกรรม และประชาชนวงกว้าง ดังนี้

    1.การบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะปัญหา “ดีเซล 2 ราคา” ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแบกต้นทุนสูง ขณะที่ SMEs เริ่มไม่ไหวจึงเสนอให้รัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันภาคอุตสาหกรรมชั่วคราว 3 เดือน

    2.ขอให้เร่งแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีตัวจริงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเต็มรูปแบบแทนรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัด

    3.มิติค่าครองชีพกระทบมีสัญญาณขาดแคลนสินค้า และการกักตุนบางพื้นที่ รัฐบาลต้องเร่งดูแลราคา และซัพพลายเชนใกล้ชิด

    4.เร่งยกระดับมาตรการปกป้อง SMEs จากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาตีตลาด โดยใช้เครื่องมือการค้าที่เข้มข้นเพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 

    5.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐประเด็นมาตรา 301/304 ที่ยังค้า และกระทบภาคธุรกิจไทย

    6.เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และระบบขนส่ง โดยช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ และบริหารจัดการเส้นทางโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารเผชิญปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติก

    “ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที หากปล่อยล่าช้า อาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลาม และกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และนักลงทุน”

    หวัง ครม.ใหม่พร้อมเผชิญวิกฤติโลก

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทยไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเร่งจัดตั้ง ครม.เร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานทันที ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง และทำงานมืออาชีพ

    นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีม และความสามัคคีภายใน ครม.สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

    ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจต้องรอความชัดเจนจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยภาคเอกชนเคยเสนอแนวทางต่อรัฐบาลไปแล้ว และบางส่วนอาจถูกนำไปบรรจุในนโยบายที่จะประกาศในอนาคต

    รัฐบาลมีเสถียรภาพ เชื่อหนุน ศก.ฟื้นตัว

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ผ่านการโหวตผ่านสภาฯ ถือว่าส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะข้างหน้า

    โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเดิม แต่ทีมเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าเรียกความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง ประเด็นเร่งด่วนจากนี้ต้องทำทันทีคือ ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทันในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเร่งแก้คือ ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่กำลังทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง

    “การใช้นโยบายแบบประชานิยมอาจบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น หากสถานการณ์ราคาสินค้าลากยาวไปตลอดทั้งปี การแบกรับภาระภาครัฐอาจส่งผลให้ประเทศไทยถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน และสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท และตลาดทุนในที่สุด”

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เสถียรภาพของรัฐบาลมีมากขึ้นแต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ รักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยกับดักเฉพาะหน้าคือ เร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะยาว จนไม่มีงบประมาณ และเวลาไปจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความอ่อนแอในเศรษฐกิจไทย ปัญหาเหล่านั้นคือ ความสามารถแข่งขันที่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร และทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    “โจทย์ใหญ่คือ เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันไทยมีเพียง 20% ขณะที่ประเทศอื่นไปไกลถึง 50-80% แล้ว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจติดตั้ง Solar Rooftop และแก้ปัญหาอุปสรรคทางเทคนิค หากไม่เริ่มทำในวันนี้ ไทยจะถูกทิ้งห่างจากกระแสเทคโนโลยี และนโยบายการค้ายุคใหม่ของโลก”

    ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาสั้น 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ แต่มองว่า โจทย์เศรษฐกิจครั้งนี้ยากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปัญหาภายใน แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรา 301 ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

    “วันนี้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น มองเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเต็มวาระ 4 ปี หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขกฎหมายและระบบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”

    น้ำมันจ่อแตะ 120-200 ดอลล์ 

    ขณะที่ สถานการณ์พลังงานทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง ธนาคาร “ซิตี้กรุ๊ป” ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันพุธว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรวดเร็วจากการหยุดชะงักของอุปทานที่รุนแรงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับขึ้นสู่ช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    บทวิเคราะห์ที่นำโดยแม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์โลกของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า กรณีฐานใหม่ของซิตี้ ซึ่งให้ความน่าจะเป็น 50% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขนส่งน้ำมันจะหยุดชะงักเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องช่วงไม่กี่วันข้างหน้าสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวขึ้นจนถึงระดับที่ “กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์”

    ระดับราคาดังกล่าวอาจเป็นจุดที่ผลักดันให้สหรัฐต้องยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจุดให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) และกลุ่มประเทศโออีซีดี ต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองออกมา หรือเป็นระดับที่มหาอำนาจทั่วโลกต้อง “ผลักดันอย่างจริงจัง” ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งถูกยกระดับขึ้นสูง กรณีขาขึ้นซึ่งให้ความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจ “แตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” และอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ หากอิหร่านขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

    ขณะที่ กรณีขาลงซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% ซิตี้มองว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงสู่ 65-70 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและสามารถเปิดช่องแคบได้อีกครั้ง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VIYmMympWW5TutUqJyjMF

  • สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก

    สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก

    ควันพวยพุ่งออกมาจากปล่องควันของโรงกลั่นน้ำมัน Phillips 66 Bayway ในเมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในวันพุธหลังจากเกิดการประท้วงหยุดงานในโรงงานผลิตก๊าซขนาดใหญ่ของอิหร่าน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ แต่คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม (Photo by kena betancur / AFP)

    ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดในสงครามตะวันออกกลาง:

    ตลาดอยู่ในภาวะปั่นป่วน

    ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในการซื้อขายที่ผันผวนเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะที่หุ้นในวอลล์สตรีทลดลงเล็กน้อยหลังจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกล่าวว่าสงครามกับอิหร่านอาจจบเร็วกว่าที่คาดไว้

    ดัชนีหลักของสหรัฐฯ ปิดตลาดลดลงตามหลังตลาดในยุโรปและเอเชียที่ซบเซา แต่ได้รับแรงหนุนจากการแถลงข่าวของเนทันยาฮูไม่นานก่อนที่ตลาดสหรัฐฯ จะปิดทำการ

    เนทันยาฮูกล่าวในการแถลงข่าวว่า เขาเห็นว่า “สงครามนี้จะจบลงเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด”

    ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นเกือบหกเปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 109 ดอลลาร์

    ราคาทองคำและเงินลดลงมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์และ 13 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เนื่องจากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นลดลง

    การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กาตาร์รายงานความเสียหาย “อย่างหนัก” ต่อโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากการโจมตีของอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานทั่วโลก

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์กล่าวว่า ความเสียหายจากการโจมตีทำให้กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโรงงานลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ และจะต้องใช้เวลาหลายปีในการซ่อมแซม

    กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก เคียงข้างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย

    โรงกลั่นน้ำมันของคูเวต 2 แห่งก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟของซาอุดีอาระเบียในเขตอุตสาหกรรมของท่าเรือยานบูริมทะเลแดงด้วย

    สหรัฐอเมริกาประกาศอนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 16.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากผลพวงของสงครามอิหร่าน

    สหประชาชาติเรียกร้องให้จัดตั้ง ‘ระเบียง’ การเดินเรือที่ปลอดภัย

    หน่วยงานด้านการเดินเรือของสหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสร้าง “เส้นทางเดินเรือ” ที่ปลอดภัยในอ่าวเปอร์เซีย เพื่ออพยพเรือและลูกเรือที่ติดค้างอยู่ หลังจากที่การประชุมฉุกเฉินได้ประณามอิหร่านด้วย

    หลังจากหารือกันอย่างเร่งด่วนเป็นเวลาสองวันในลอนดอน องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) กล่าวว่าควรจัดตั้ง “เส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัย” ขึ้นเป็น “มาตรการชั่วคราวและเร่งด่วน”

    พันธมิตรตะวันตก 6 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาพร้อมที่จะ “มีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจถึงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย”

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026

    ธนาคารกลางยุโรปปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อสำหรับปีนี้ พร้อมทั้งเตือนถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ขณะนี้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดการณ์ว่าการเติบโตของ GDP ในเขตยูโรโซนจะลดลงเหลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเป็น 2.6 เปอร์เซ็นต์สำหรับปีดังกล่าว

    เยอรมนีกำลังพิจารณาเก็บภาษีจากผลกำไรส่วนเกินด้านพลังงาน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเยอรมนีเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า เยอรมนีกำลังพิจารณาเก็บภาษีพิเศษจากกำไรมหาศาลในภาคพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ลาร์ส คลิงเบล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังพิจารณาที่จะเก็บภาษีพิเศษ “เพื่อหักล้างกำไรส่วนเกินจากวิกฤต” ที่ได้มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

    สหรัฐฯ อาจยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบอิหร่าน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวว่า วอชิงตันอาจ “ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร” น้ำมันจากอิหร่านที่กำลังส่งออกไปแล้ว เพื่อช่วยลดราคาน้ำมัน

    เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์ บิสซิเนสว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อาจปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาเพิ่มอีก

    เที่ยวบินไปยังอ่าวเปอร์เซีย

    สงครามได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจราจรทางอากาศเหนือประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเคยเป็นจุดแวะพักสำคัญสำหรับเที่ยวบินระยะไกลระหว่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย

    นักเดินทางชาวยุโรปจำนวนมากพบว่าตนเองติดค้างอยู่ในเอเชีย ไม่สามารถเดินทางผ่านศูนย์กลางสำคัญอย่างดูไบ โดฮา หรืออาบูดาบี ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสายการบินเอมิเรตส์ กาตาร์แอร์เวย์ และเอทิฮัด ตามลำดับ

    เบนจามิน สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม กล่าวในการแถลงข่าวของสมาคมสายการบินแห่งยุโรป (A4E) ว่า “นี่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนที่แสดงให้เห็นว่าทวีปยุโรปพึ่งพาผู้ให้บริการสายการบินจากอ่าวเปอร์เซียมากเพียงใด”.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/966495/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IPvDZrndLM6scbHBVBYm-

  • IMF เตือนราคาพลังงานพุ่งนานเสี่ยงก่อเงินเฟ้อ ฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    IMF เตือนราคาพลังงานพุ่งนานเสี่ยงก่อเงินเฟ้อ ฉุดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    จูลี โคแซก โฆษกหญิงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) ว่า IMF กำลังติดตามสถานการณ์ของสงครามอิหร่านและผลกระทบที่ทำให้การผลิตพลังงานเผชิญภาวะชะงักงัน พร้อมเตือนว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเป็นเวลานานอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นและทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    โคแซกกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ IMF ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการสำหรับการสนับสนุนเงินทุนฉุกเฉิน แต่ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศสมาชิก โดยเธอกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของ IMF กำลังหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก ตลอดจนสถาบันระดับภูมิภาคต่าง ๆ

    โฆษก IMF กล่าวว่า ผลกระทบของสงครามจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตของความขัดแย้ง โดย IMF จะนำผลกระทบจากสงครามบรรจุไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับปรับปรุง ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเม.ย. ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลก

    ทั้งนี้ โคแซกกล่าวว่า ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้น 50% ในเดือนที่แล้ว โดยราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การขนส่งปุ๋ยยังหยุดชะงัก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เมื่อรวมกับอุปสรรคด้านการขนส่ง ได้เพิ่มความเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์

    โคแซกอ้างถึง Rule of Thumb ของ IMF ซึ่งระบุว่า ทุก ๆ 10% ของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หากสภาวะดังกล่าวคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.4% รวมถึงทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง 0.1% – 0.2% และหากราคาน้ำมันยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเวลา 1 ปี ก็จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อและผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลก

    ทั้งนี้ โฆษก IMF กล่าวเสริมว่า ธนาคารกลางต่าง ๆ ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่า นอกเหนือจากราคาพลังงานแล้ว มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และการคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREJ0IQ2QU51E48OTE9NWX8D5FNJLKT0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xha7n-rJbliUR18TZHd0Z

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา


    19/03/2569 | 29 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองหาดใหญ่ ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา

    ​วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จุดดำเนินการจังหวัดสงขลา โดยมี นางสาวรัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมนี้นางฐิดารีย์ สุวรรณมณี รองประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวัชระ ธรรมปัญญาสกุล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคึกคัก เพื่อเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคใต้

    ​การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 25 มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวสงขลาและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสนับสนุนสินค้าจากภูมิปัญญาไทยคุณภาพเยี่ยมในที่เดียว

    ​สำหรับไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ประกอบด้วย:

    ​ช้อปสะใจกว่า 200 บูท: รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมคัดสรรคุณภาพจาก 4 ภาคทั่วไทย ทั้งงานคราฟต์ งานฝีมือ และสินค้าดีไซน์ล้ำสมัย

    ​โซน OTOP ชวนชิม: อิ่มอร่อยกับเมนูรสเด็ด แซ่บถึงใจจากทั่วทุกภูมิภาคที่ยกขบวนความอร่อยมาเสิร์ฟถึงที่

    ​เดินสบายในโดมแอร์: จัดเต็มความสะดวกสบาย ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯ เย็นฉ่ำตลอดทั้งงาน เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาเที่ยวชมและเลือกซื้อของขวัญของฝาก​กิจกรรมลุ้นโชค: ตื่นตาตื่นใจกับช่วงนาทีทอง และร่วมลุ้นรับรางวัลใหญ่ “ทองคำ” ทุกวันตลอดการจัดงาน​มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง: พบกับการแสดงจากศิลปินชื่อดังทุกคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

    ​การจัดงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้แสดงศักยภาพ และส่งต่อความสุขผ่านผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่าไปสู่มือผู้บริโภคโดยตรง อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ​พิกัดความสุข : OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน (สงขลา)

    📅 วันที่: 19 – 25 มีนาคม 2569

    📍 สถานที่: ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    ⏰ เวลา: 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมฟรีตลอดงาน)

    🌐 จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    ​มาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” สินค้าไทยคุณภาพดี ในมหกรรมความสุขที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองหาดใหญ่

    #OTOP

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/340128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g7na63Tkd3haHQjCh9nsE

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งในกรอบท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยสงครามตะวันออกลางยืดเยื้อ ยังมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซดีดตัวขึ้นสูง เป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกจากความเสี่ยงผลกระทบที่อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวสวนทางเงินเฟ้อเร่งตัว โดยให้แนวต้าน 1,430 จุด แนวรับ 1,390 จุด

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวในกรอบ แต่ยังคงมีความผันผวนจากแรงกดดันปัจจัยเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน รวมถึงราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูง

    จากปัจจัยสถานการณ์สงครามหากยืดเยื้อไปมากกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัว สวนทางเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะหากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงนาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,430 จุด และแนวรับ 1,390 จุด

    ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (19 มี.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 46,021.43 จุด ลดลง 203.72 จุด หรือ –

    0.44%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,606.49 จุด ลดลง 18.21 จุด หรือ -0.27% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,090.69 จุด ลดลง

    61.73 จุด หรือ -0.28%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดลบส่วนใหญ่ ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,337.28 จุด ลดลง 163.30 จุด

    หรือ -0.64% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,004.57 จุด ลดลง 1.98 จุด หรือ -0.05% ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการวันนี้เนื่องในวัน Vernal Equinox

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (19 มี.ค.) 1,417.45 จุด ลดลง 23.40 จุด (-1.62%) มูลค่าซื้อขาย 73,426.60 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (19 มี.ค.) 182.71 ล้านบาท

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. (19 มี.ค.) ลดลง 18 เซนต์ หรือ 0.19% ปิดที่ 96.14 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (19 มี.ค.) อยู่ที่ 0.47 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 32.49 กลับมาแข็งค่า แนวโน้มแกว่ง sideway กรอบ 32.40-32.75 จับตาทิศทาง Flow

    – “อนุทิน” นั่งนายกฯ สมัย 2 รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น 293 เสียง ท่ามกลางโจทย์หินวิกฤติพลังงาน งานยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ส.อ.ท.แนะเร่งสกัดวิกฤติลุกลาม “หอการค้า” ขอ ครม.สามัคคีสู้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ ด้านนักเศรษฐศาสตร์ ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะที่สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกยังผันผวนหนักจ่อแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอีกไม่กี่วัน กรณีเลวร้ายมีสิทธิไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    – กกพ. กำชับ กฟผ. ฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เร่งซ่อมระบบสายพานลำเลียงถ่านหินลิกไนต์ คาดกลับมาใช้งานได้บางส่วนภาย

    ใน ก.ค.นี้ และกลับสู่สภาวะปกติภายใน พ.ย.นี้ ชี้ราคา LNG ดีดเพิ่มเท่าตัว ต้องปรับแผนผลิตไฟชูถ่านหินช่วยลดต้นทุนค่าไฟ

    – สมาคมเอทานอลฯ ขานรับมาตรการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานเต็มรูปแบบ ชูศักยภาพ 28 โรงเอทานอลไทย พร้อมป้อนตลาดกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน ย้ำช่วยสร้างเสถียรภาพราคาหน้าปั๊มและลดภาระค่าครองชีพประชาชน

    – นักวิชาการแนะรัฐบาลแก้ให้ไทยพ้นการเป็นคนป่วยเอเชีย ต้องเคลียร์โครงการขนส่ง ชี้ปัญหาพลังงานทำต้นทุนสูง ห่วงเงินเฟ้อ ด้านนักวิเคราะห์ลั่นต้องรีบจัดการปัญหาโลจิสติกส์ ให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เป็นลำดับแรก ก่อนอัมพาตขาดแคลนสินค้า ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ชี้ช่องรัฐระดมทุนผ่านตลาดทุน

    – “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ชี้เศรษฐกิจ ไทยเปราะบางขึ้นจากปัญหา “สงครามอิหร่าน” เปิด “3 ฉากทัศน์” กระทบเศรษฐกิจไทยร้ายแรงสุด ฉุดจีดีพีเหลือเพียง 0.2-0.3% แนะรัฐลดแทรกแซงราคาน้ำมัน ห่วงนำไปสู่การขาดดุล 3 ต่อ “ขาดดุล การคลัง-การดุลพลังงาน-ขาดดุลจากการนำเข้า” แถมกระทบตลาดและระบบพัง

    – ททท.ชูกลยุทธ์ดึงคนไทยกระเป๋าหนักเที่ยวในประเทศ สู้ตั๋วบินแพง-พิษน้ำมัน ปลุกกระแสเที่ยวใกล้บ้าน-เที่ยวชุมชน สร้าง “Meaningful travel” กระจายรายได้เยียวยาเศรษฐกิจ เผยสถิติต่างชาติชะลอตัวจากสงครามตะวันออกกลาง ตลาดยุโรปลด 10% ตะวันออกกลางวูบ 58%

    – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงินบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อยกระดับการดูแลความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางกระทำผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินเนื่องจากธุรกรรมเงินสดทำได้สะดวกและไม่มีข้อมูลเส้นทางธุรกรรม ทำให้ติดตามได้ยาก และอาจถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจกระทบความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน โดยหลักเกณฑ์ฉบับนี้กำหนดให้สถาบันการเงิน ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมเบิกถอนเงินสดและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดให้รัดกุมและครอบคลุมตลอดกระบวนการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้าลักษณะธุรกรรม พื้นที่ และช่องทางการให้บริการ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เม.ย.69 เป็นต้นไป

    หุ้นเด่นวันนี้

    – TRUE (ฟินันเซีย ไซรัส) “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 16.49 บาท แนวโน้มปี 69 ยังสดใส ล่าสุด Consensus คาดกำไรปี 69 ที่ 2.4 หมื่นลบ. +27% y-y แรงหนุนมาจากความสามารถทำกำไรสูงขึ้นจากการแข่งขันไม่รุนแรงและการจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจมีความเสี่ยงและถูกกระทบจำกัดจากปัญหาราคาพลังงานแพงและเงินเฟ้อพุ่งค่อนข้างจำกัด คาดหนุนราคาปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาด ด้าน Valuation ปัจจุบัน TRUE เทรด 2026PER ราว 20 เท่า ยังคงถูกกว่า ADVANC ที่ 22 เท่าอยู่เล็กน้อย ขณะที่การเติบโตของกำไรสูงกว่า

    – CPN (พาย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 78.00 บาท ปัจจัยบวกจากผลประกอบการงวดไตรมาส 4/68 กำไรสุทธิดีกว่าคาดถึง 11% มาอยู่ที่ระดับ 4,885 ล้านบาท ได้รับผลดีจากรายได้อื่นและส่วนแบ่งกาไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

    – WHAUP (ฟิลลิป) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 5.60 บาท ตั้งเป้าปี 69 เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ Power Business Q4/68 ปริมาณขายไฟฟ้ากระโดดขึ้นมาที่ 70.3 GWh จาก COD เพิ่มขึ้นรวม 186 MW ยังมี Backlog สร้างเสร็จแล้วรวมกว่า 100 MW คาดเริ่มทยอยอนุมัติเพิ่มกลางปีนี้ ในปี 68 Secure ไฟฟ้า 1,026 MW เป้าปี 69 Secure ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1,124 MW

    ปี 69 แนวโน้มธุรกิจดีขึ้น y-y จากปีก่อนที่โรงไฟฟ้า SPP มีการจ่ายชดเชยให้ ปตท. และโรงไฟฟ้า Gheco-One ขาดทุนไป 3 ไตรมาส ทำให้เป็นฐานต่ำ ขณะที่ Solar roof ขยายกำลังผลิตต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rP-M8RnmJqNSjH8F7jvys

  • หุ้นผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง

    หุ้นผันผวนกังวลศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจฟุบสวนทางเงินเฟ้อพุ่ง


    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวในกรอบ แต่ยังคงมีความผันผวนจากแรงกดดันปัจจัยเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมัน รวมถึงราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นและทรงตัวในระดับสูง

    จากปัจจัยสถานการณ์สงครามหากยืดเยื้อไปมากกว่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัว สวนทางเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะหากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงนาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,430 จุด และแนวรับ 1,390 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/stockmarket/detail/9690000026933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rqrcdD9OkNYSg3yT4O-YN