Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

    “ปาล์ม-ยาง-ข้าว” พืชเสี่ยงสูงรับผลกระทบจากวิกฤตปุ๋ยเคมี ปาล์มน้ำมันเริ่มได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุชแล้ว เหตุเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยมากที่สุด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสเฟต ที่ต้องนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก เช่นเดียวกับยางพาราและข้าวที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมาก มีความเสี่ยงสูง หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การขนส่งปุ๋ยทำได้จำกัด อาจกระทบต่อต้นทุน ปริมาณผลผลิต และความมั่นคงทางอาหารได้

    รายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ปี 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ช่วงวันที่ 5 – 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 การปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานและวัตถุดิบโลก ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มน้ำมันในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยในปี 2569 สศก. คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผลผลิตปาล์มจะมี 6.58 ล้านไร่

    ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในระยะต่อไป

    ส่วนพืชที่พึ่งพาปุ๋ยเคมีมากอีกชนิดคือ ยางพารา ในปี 2569 จะมีเนื้อที่กรีด 22.5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2568 

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันและยางพารามีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีสูงสุดเนื่องจากต้องการธาตุอาหารต่อพื้นที่สูง การที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจึงส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี

    สศก. คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2569 ประมาณ 61 ล้านไร่ ข้าวเป็นพืชที่มีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อพื้นที่ต่ำกว่าปาล์มน้ำมันและยางพารา แต่การที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

    ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุถึงปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 7 แสนตันซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ตามปริมาณดังกล่าว จะมีเพียงพอใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม โดยห้วงนั้น จะเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกนาปี ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย 

    ความท้าทายในขณะนี้คือ การเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ ขณะที่บางประเทศมีมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกปุ๋ยเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารเช่น จีนมีนโนบายลดการส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต 

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    บทวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีทั่วโลกอยู่ที่ 93.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง -30.3% จากปี 2565 ซึ่งมีมูลค่า 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ รัสเซีย (สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีในตลาดโลก) รองลงมา คือ จีน แคนาดา และสหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนประเทศที่นำเข้าปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ บราซิล (สัดส่วน 14.6% ของมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีโลก) รองลงมา ได้แก่ อินเดีย สหรัฐฯ และจีน ตามลำดับ สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 50 ของโลก (สัดส่วนเพียง 0.1%) และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 7 ของโลก (สัดส่วน 2.6%) สะท้อนว่า ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคเกษตรกรรม

    ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณและการขนส่งจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพของผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่เพียงไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ อาจเป็นกระทบทั่วโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/953869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqoKzzHOFwfDFzX6CVPFe

  • “เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานประชุม FTI Reinvent Thailand: พลวัตรใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแนวทางสนับสนุน SME ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแต้มต่อสินค้า “Made in Thailand” ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงคู่ค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ขณะเดียวกัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องและโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านความร่วมมือของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมรายย่อย (บสย.) ธนาคาร และสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม PromptBiz ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพัฒนา Supply Chain Finance เชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าเข้ากับการเข้าถึงสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้จริง

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบ โดยยกระดับธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการ Reskill และ Upskill แรงงาน พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวและแข่งขันได้มากขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ผลลัพธ์จริง” และผลักดันให้ SME ไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับเพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3% และเมื่อรวมภาคเอกชนแล้วเติบโตเฉลี่ยราว 8% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเห็นได้จากทิศทางตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงแนวคิดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ต้องควบคู่กับการสร้างศักยภาพในระยะยาว โดย “พลัส” จะไม่ใช่ให้ปลา แต่จะให้เบ็ด ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การขาย และการบริหารรายได้-รายจ่ายของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบต้นแบบ (mockup) เพื่อช่วยยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปลดล็อกกติกา” ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมกันทรานส์ฟอร์ม SME ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/820755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w7VxmO2Aw06RX_kQmVKXQ

  • ตะวันออกกลาง เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทย จ่อ ทบทวน GDP ปี 2569 ใหม่

    ตะวันออกกลาง เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทย จ่อ ทบทวน GDP ปี 2569 ใหม่

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางว่า แม้ในขณะนี้ตัวเลขหรือเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ซึ่งมักเป็นข้อมูลย้อนหลังอาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบออกมาอย่างชัดเจนนัก แต่ในความเป็นจริงผลกระทบได้เริ่มก่อตัวและส่งผ่านมายังระบบเศรษฐกิจแล้วผ่านช่องทางของต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 

    ที่มา : ธปท.
    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ปัจจัยชี้ขาดในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ แม้ว่าในระยะแรกผู้ประกอบการจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ลากยาวออกไปจนเกินขีตความสามารถในการรับภาระ ท้ายที่สุดผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่จะต้องส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

    “เศรษฐกิจมันเป็น indicator ที่เป็นย้อนหลัง แต่เชื่อว่าทุกวันนี้ผลกระทบกำลังมา ตั้งแต่ราคาต้นทุน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อ แน่นอนผู้ประกอบการก็คงไม่ได้อยากจะขึ้นราคาภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ก็คงจะต้องดูว่าเขาแบกรับได้แค่ไหน แต่ในที่สุดถ้าไม่ไหวก็ต้องส่งผ่าน”

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกนั้น ธปท. ประเมินว่าทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ปัญหาความขัดแย้งยังสร้างอุปสรรคต่อระบบการขนส่งและการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการท่องเที่ยว ในส่วนของสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าและเผชิญกับความผันผวนสูงนั้น มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับเศรษฐกิจกำลังพึ่งพาการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม แม้ความผันผวนของค่าเงินบาทในปัจจุบันจะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ ธปท. ยืนยันว่ายังไม่ใช่ระดับที่สูงจนเป็นประวัติการณ์ โดยได้เข้าไปดูแลและบริหารจัดการความผันผวนเพื่อประคับประคองไม่ให้รุนแรงเกินไป

    ในด้านการประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีของไทย นั้น นางสาวชญาวดี ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องมองภาพออกเป็นหลายฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดคือความขัดแย้งยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลกระทบก็จะยังลากยาวไปถึงช่วงครึ่งหลังของปีอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ความขัดแย้งได้รับความเสียหายอย่างหนัก แตกต่างจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในอดีต ปัจจัยนี้จะทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบอาจเฉลี่ยแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในกรณีฐาน หรือประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในกรณีที่ดีที่สุด 

    ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธปท. เตรียมทบทวนการประมาณการจีดีพีปีนี้ใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ระดับ 2% ซึ่งตัวเลขอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบ

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและสร้างภาระที่หนักขึ้นให้กับลูกหนี้ในระบบ แม้ ธปท. จะมองว่าปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและอาจจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แต่สถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะยิ่งซ้ำเติมกลุ่มผู้ที่อาจมีรายได้ลดลงจากการท่องเที่ยว ทำให้ความเสี่ยงในการชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่คือความไม่แน่นอนที่ประเมินได้ยากและสร้างความผันผวนสูง ซึ่ง ธปท. จะต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด

    “หนี้เสียมันมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะรุนแรงกว่าเดิมที่เรามองว่ามันอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบที่เราก็ไม่ได้ commit ไว้ว่าหนี้เสียจะเป็นยังไง แต่เราก็เชื่อว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มันก็คือเดิมต่อให้ไม่มีสงคราม มันก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ขาขึ้นอยู่แล้ว ถามว่ามันมีความไม่แน่นอนเยอะขึ้นไหม ก็เยอะขึ้น แล้วก็มันจะส่งผลต่อหลายๆเรื่องไหม มันก็เราก็ต้องติดตามใกล้ชิด”

    สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อนั้น นางสาวชญาวดีอธิบายว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะต้องนำสมมติฐานใหม่ ทั้งเรื่องราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนเข้ามาพิจารณาอย่างรอบด้าน การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในรอบนี้มาจากปัจจัยกดดันทางด้านอุปทาน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยในทันทีอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขาดแคลนได้ ธปท. อาจมองผ่านปัจจัยชั่วคราวนี้ไปก่อน เว้นแต่ว่าปัญหาจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความต้องการซื้อและทำให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ฝังลึก โดยย้ำว่า การบริหารจัดการความผันผวนและการดูแลให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ตามปกติ ไม่เกิดภาวะชะงักงันจากการตื่นตระหนก

    “การปรับขึ้นลงดอกเบี้ยมันไม่ได้สามารถจะไปแก้ปัญหาด้านอุปทานได้ แต่ถ้าปัญหานั้นมันส่งผ่านไปถึงดีมานด์ คือการใช้จ่ายมันก็จะก็จะเป็นหน้าที่ของดอกเบี้ย ดังนั้นหน้าที่ของแบงก์ชาติมี 2 อย่าง ตลาดเงินคือดูความผันผวน กับดู functionality ฟังก์ชัน คือให้ตลาดยังทำงานได้ตามปกติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uaii8n1qlrqToiW-4Y3R7

  • สงครามอิหร่าน: ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามครั้งนี้ ? – BBC News ไทย

    สงครามอิหร่าน: ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามครั้งนี้ ? – BBC News ไทย

    ประเทศใดบ้างที่ถือเป็น “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” จากสงครามในอิหร่าน ?

    ที่มาของภาพ, Sedat Suna / Gett Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดด้วยผลพวงจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
      • Author, ดาร์ชินี เดวิด
      • Role, รองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    ผลกระทบทางการเงินจากสงครามในตะวันออกกลางเริ่มปรากฏให้เห็นชัดแล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันเพื่อทำความร้อนภายในบ้านพุ่งสูงขึ้นที่เมืองยอร์กเชียร์ของอังกฤษ ไปจนถึงการปิดโรงเรียนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในปากีสถาน

    มันชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าผลกระทบจากการตอบโต้ของทางการอิหร่านที่ถูกออกแบบมาเพื่อสั่นคลอนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ อาจไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ และซ้ำไปกว่านั้น มันยังเกิดขึ้นอย่างไม่เท่าเทียมเอามาก ๆ

    นอกเหนือไปจากรายชื่อผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจำนวนมาก ยังมีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย และนี่คือรายชื่อของพวกเขา

    ผู้ชนะ: นอร์เวย์ แคนาดา และรัสเซีย

    แม้จะมีความพยายามมากมายในการแสวงหาพลังงานหมุนเวียน แต่พวกเรายังคงต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ การสำรองน้ำมันเอาไว้จำนวนมากดูเหมือนจะนำความมั่งคั่งมหาศาลมาให้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้น้ำมันดิบถูกเรียกว่าเป็น “ทองคำสีดำ” (black gold) เมื่อราคาของมันสูงขึ้น ผู้ผลิตก็มักจะแสวงหากำไร ในขณะที่ผู้ใช้น้ำมันต้องจ่ายเงินจนหมดกระเป๋า

    แต่นี่ไม่ใช่วิกฤตราคาน้ำมัน (oil price shock) ทั่วไป

    ตะวันออกกลางคือภูมิภาคที่เป็นหัวใจของอุปทานน้ำมัน และช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นหลอดเลือดแดงหลัก

    การปิดกั้นโดยพฤตินัยและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวอาหรับ เช่น กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย เมื่อทางการอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีพันธมิตรของอเมริกา

    เมื่อลูกค้าเริ่มมองหาทางเลือกอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มที่นอร์เวย์และแคนาดาจะได้ประโยชน์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลังรัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 และเมื่อหลายประเทศพยายามที่จะเลี่ยงการพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย นอร์เวย์สามารถเพิ่มการผลิตและช่วงชิงความได้เปรียบมาได้สำเร็จ

    ในขณะเดียวกัน ทิม ฮอดจ์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของแคนาดา ก็วางจุดยืนของประเทศในฐานะ “ผู้ผลิตพลังงานที่มีเสถียรภาพ เชื่อถือได้ คาดเดาได้ และให้ความสำคัญกับคุณค่า (values-based)” ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีคำถามอยู่ว่าพวกเขาสามารถเพิ่มการผลิตได้แค่ไหน

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ทิม ฮอดจ์สัน แสดงออกชัดเจนว่าแคนาดาเปิดรับการเจรจาทางธุรกิจ แต่ก็ยังมีข้อคำถามเกี่ยวกับขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มการผลิตพลังงาน

    บางรายงานคาดการณ์ว่าทางการรัสเซียอาจสร้างรายได้สูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ (กว่า 1.63 แสนล้านบาท) หรือมากกว่านั้น ภายในช่วงสิ้นเดือน มี.ค. และอาจอยู่บนเส้นทางของการได้รับรายได้ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันตลอดทั้งปีมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022

    อเมริกาเสี่ยงที่จะมอบลาภลอยให้กับรัสเซียโดยแลกกับความสูญเสียของชาติในอ่าวอาหรับ และยังมีประเทศอื่น ๆ ที่อาจได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน

    การที่บางประเทศได้เพิ่มการใช้ถ่านหิน นับเป็นโอกาสอันหอมหวานสำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย เมื่อราคาเชื้อเพลิงชนิดนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

    ผู้แพ้: สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรป

    แล้วผลกระทบต่อสหรัฐฯ เองล่ะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐฯ จะ “สร้างเงินได้มากมาย”

    แน่นอนว่าผู้ผลิตน้ำมันชาวอเมริกันอาจอยู่บนเส้นทางของการสร้างรายได้เพิ่มเติมมากกว่าเดิมหลายหมื่นดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ หากราคาน้ำมันดิบจะยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้กับปัจจุบัน

    แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สหรัฐฯ เป็นผู้ชนะโดยสมบูรณ์

    สาเหตุประการแรกก็คือ สายการผลิตส่วนที่อยู่ในตะวันออกกลางของผู้ผลิตบางรายหยุดต้องชะงักอย่างหนักไปด้วย เช่น เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) ที่มีการดำเนินการในศูนย์รวมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ ซึ่งต้องปิดการผลิตไปตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. และตอนนี้ก็ถูกโจมตีโดยขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้ว ทำให้เกิด “ความเสียหายเป็นวงกว้าง”

    ประการที่สองคือ หลังจากที่มีการลดกำลังการผลิตลงมาหลายปีเนื่องจากราคาขายส่งที่ลดลง ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งหินดินดาน (shale) หลายรายไม่สามารถจะเพิ่มการผลิตได้แบบทันทีทันใด

    และประการที่สำคัญที่สุดมาจากพื้นฐานรายตัวบุคคลเอง ชาวอเมริกันคือผู้ใช้น้ำมันและก๊าซมากที่สุดบนโลกใบนี้

    พวกเขากำลังเผชิญกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวน ทั้งในการใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นในฤดูหนาวที่เลวร้ายในเขตมิดเวสต์ ไปจนถึงการเติมเชื้อเพลิงยานยนต์ในฤดูกาลขับขี่

    นักเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) เตือนว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 140 ดอลลาร์สหรัฐ (4,577 บาท) และคงอยู่ที่ระดับนั้น ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะหดตัว

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนอย่างหนัก

    แน่นอนว่า ชาวอเมริกันไม่ได้เผชิญกับความเปราะบางเช่นนี้เพียงลำพัง แต่การพึ่งพาก๊าซนำเข้าสำหรับผู้ใช้ก๊าซชาวยุโรป ซึ่งรวมถึงผู้คนในสหราชอาณาจักร ทำให้มีความเสี่ยงอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมาด้วย

    และมันจะเกิดขึ้นด้วยการเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ โดยพัฒนาการของตลาดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% ตามมาในปีนี้ หากทิศทางยังคงเดิม เมื่อราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงทำให้ราคาสินค้าต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย และค่าขนส่ง เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    ข่าวดีก็คือ ประเทศตะวันตกโดยทั่วไปสามารถปรับตัวกับการขึ้นราคาพลังงานฉับพลันได้ดีกว่าในอดีต จากความพยายามประหยัดพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    กระนั้น เมื่อยกตัวอย่างสหราชอาณาจักรที่มีการใช้น้ำมันและก๊าซกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานทั้งหมด ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้รถยนต์ ค่าใช้จ่ายในการทำให้อุณหภูมิในบ้านอุ่นขึ้น ไปจนถึงภาคส่วนที่ต้องใช้พลังงานในระดับสูงอย่างภาคอุตสาหกรรม ก็ยังคงประสบปัญหา และอีกหลายประเทศทั่วโลกก็เผชิญกับสภาวะนี้เช่นกัน

    ผลกระทบโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาในอนาคตเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองของรัฐบาลต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรง

    ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทางการในหลายประเทศจะลังเลในการจะคิดถึงการจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อช่วยอุ้มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพราะบัญชีการเงินของพวกเขาก็กำลังร้อนระอุอยู่เช่นกัน

    ปฏิกิริยาในตลาดตราสารหนี้ที่มีต่อความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะไปเพิ่มต้นทุนหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับประเทศต่าง ๆ ที่มีหนี้สินอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วภัยคุกคามฉับพลันที่อันตรายที่สุดมักจะเกิดกับลูกค้าน้ำมันและก๊าซเหลวที่หลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนตะวันออกผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

    โดยทั่วไป ภูมิภาคเอเชียนำเข้าน้ำมันดิบราว 59% มาจากตะวันออกกลาง ขณะที่เกาหลีใต้ถือว่ามีสัดส่วนมากถึง 70% เมื่อสัดส่วนดังกล่าวลดน้อยลงจากการหยุดชะงักในตะวันออกกลางและจากความกังวลด้านต้นทุน ก็มีนักการเมืองบางส่วนที่ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมการผลิตชิปของประเทศ

    เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ผลิตชิปหน่วยความจำมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น ศรีลังกา บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์ ก็ออกมาตรการอื่น ๆ เช่น การปันส่วนเชื้อเพลิง รวมถึงการลดเวลาเรียนเหลือสี่วันต่อสัปดาห์และปิดสถานศึกษาต่าง ๆ

    ทว่าผู้ที่บริโภคทรัพยากรนี้อย่างตะกละตะกลามที่สุดในทวีป กลับมีเกราะป้องกันโดยอาศัยการวางแผนและการทูต จีนสำรองเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการใช้งานอย่างดีได้สองถึงสามเดือน และยังมีรายงานว่าประเทศได้เพิ่มการซื้อเชื้อเพลิงจากอิหร่านด้วย

    เช่นเดียวกับอินเดียที่แสวงหาประโยชน์จากการได้รับไฟเขียวชั่วคราวในการหันไปหารัสเซีย

    อะไรจะเกิดขึ้นตามมา แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ในอนาคต แต่ดูเหมือนว่าในตอนที่สหรัฐฯ วางกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มโจมตีอิหร่าน พวกเขาไม่ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้บางประการ

    และหากสงครามนี้ยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่อันตรายขึ้นมาอีกคือมันจะไม่ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่มันจะแพร่กระจายและสาดกระเซ็นไปทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cd7j3yrn1dqo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02SqRSYhhXnZomQMBeCCmU

  • ถอดบทเรียนปากีสถาน ยากจนแต่พึ่งตัวเองได้ ด้วย โซลาร์ภาคประชาชน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ถอดบทเรียนปากีสถาน ยากจนแต่พึ่งตัวเองได้ ด้วย โซลาร์ภาคประชาชน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ถอดบทเรียน “ปากีสถาน” ประเทศที่ยากจนกว่าไทย แต่สามารถพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานด้วย โซลาร์ภาคประชาชน ที่ไม่รอรัฐสนับสนุน แต่ขอแค่อย่าขวาง

    ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบิลค่าไฟ แต่กำลังสะท้อน “ความเปราะบาง” ของโครงสร้างพลังงานในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก แต่กับปากีสถาน ประเทศที่ยากจนกว่าไทย แต่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ไม่ต้องรอรัฐสนับสนุน สภาผู้บริโภคเสนอไทย เร่งเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ลดผลกระทบวิกฤตพลังงาน

    “ไทยมีการนำเข้าพลังงานสูงถึงปีละ 1 – 2 ล้านล้านบาท และในช่วงวิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นกว่า 15% และเราใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าถึง 65% และต้องนำเข้าผ่านเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบครั้งนี้ จึงรุนแรงมากกว่าครั้งสงครามรัสเซีย” ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานของไทย

    ปากีสถานยากจนแต่พึ่งตัวเองด้วยโซลาร์

    วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าไทยมีปัญหาในการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน ต่างจากปากีสถาน ที่อยู่ใน 10 อันดับประเทศยากจนที่สุดในเอเชีย แต่กลับสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ด้วยแผงโซลาร์ที่ติดบนหลังคาบ้าน ปัจจุบัน ปากีสถานติดตั้งโซลาร์ในระดับครัวเรือน ติดอันดับ 12 ของโลก สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศในยุโรป โดยมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 25% ของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศในบางช่วงเวลา

    แม้จะเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับบ่อย ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่สมบูรณ์ และไม่มีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ตกริด (Smart Grid) รองรับ แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ก้าวข้ามข้อจำกัด คือ “การเปิดทางให้ประชาชนลุกขึ้นผลิตพลังงานใช้เอง”

    หัวใจสำคัญของความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือ “บทบาทของรัฐที่ไม่ขัดขวาง” ทำให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันนำเข้าแผงโซลาร์และติดตั้งใช้งานได้เอง เกิดการขยายตัวจากฐานรากของประเทศ นอกจากนี้ โครงการโซลาร์ภาคประชาชนของปากีสถานยังทำให้เกิดการจ้างงานถึง 400,000 ตำแหน่งในช่วงพลังงานแพง

    ตัวอย่างที่สะท้อนได้ชัดเจนถึงความต้องการของประชาชนชาวปากีสถานที่ต้องการพึ่งพาตัวเองได้ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ คือบางรายยอมขายทรัพย์สิน เช่น วัวควาย เพื่อนำเงินมาติดตั้งโซลาร์ เพราะมองเห็นความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งด้านค่าใช้จ่ายและความมั่นคงทางพลังงานของครอบครัว

    ประเทศไทยเจอรัฐขัดขวาง

    ไทยและปากีสถาน เริ่มต้นโครงการโซลาร์ภาคประชาชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่เห็นถึงความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้แนวคิด “One Stop Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกกว่า 113 แห่ง เพื่อช่วยลดอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภค ด้วยการรวมบริการด้านข้อมูล เทคโนโลยี การเงิน และการติดตั้งไว้ในจุดเดียว ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น และยังสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 20 – 30% ซึ่งมากกว่าการฝากเงินในระบบธนาคาร

    ในทางกลับกัน ประเทศไทยแม้จะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง แต่การขยายตัวกลับจำกัด ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนยังมีเพียงประมาณ 100 เมกะวัตต์เท่านั้น (คิดเป็นกี่%) ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประชาชนขาดความสนใจ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงนโยบายและระบบที่ยังไม่เอื้อต่อการเข้าถึง

    จากผลการศึกษาของโครงการ “One Stop Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” ในประเทศไทย หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการไม่มีนโยบาย “รับซื้อไฟฟ้าคืน” ในรูปแบบของเน็ต มิเตอร์ริ่ง / เน็ต บิลลิ่ง (Net Metering/Net Billing) อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถสร้างรายได้จากพลังงานส่วนเกิน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขั้นตอนการกู้ยืมที่ซับซ้อน และภาระดอกเบี้ยที่สูง ส่งผลให้การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์กลายเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนทั่วไป

    แม้รัฐบาลเพิ่งมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ แต่กลับเอื้อประโยชน์เฉพาะผู้มีรายได้สูง ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยและผู้เกษียณอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน กลับไม่สามารถเข้าถึงมาตรการดังกล่าวได้

    บทเรียนจากปากีสถานจึงชี้ให้เห็นว่า “การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มล่าสุดในปี 2025 พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไทย “ลดลงครั้งแรก” สะท้อนสัญญาณของ Solar Decoupling หรือการที่ครัวเรือนเริ่มผลิตไฟใช้เองมากขึ้น

    “นี่คือสัญญาณว่าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้า” ผศ.ประสาทระบุ

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอต่อภาครัฐ โดยเร่งขับเคลื่อนพลังงานแสงอาทิตย์ภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการปลดล็อกนโยบายเน็ต มิเตอร์ริ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนเข้าสู่ระบบได้ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่เข้าถึงได้ง่าย การพัฒนาแพลตฟอร์ม One Stop Service ด้านพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมโครงการติดตั้งโซลาร์แบบรวมกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้บริโภค

    ในระยะยาว การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟในครัวเรือน แต่ยังช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และลดการไหลออกของเงินตราจากการนำเข้าพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี

    วิกฤตพลังงานในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียง “ปัญหา” แต่เป็น “โอกาส” ที่ประเทศไทยจะปรับโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะในโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น “พลังงานที่มั่นคงที่สุด อาจไม่ใช่พลังงานที่รัฐผลิตได้มากที่สุด แต่คือพลังงานที่ประชาชนผลิตใช้เองได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/200369_solarroof_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DXAK6Rsn-sCESZBp9QHjf

  • ปปช. ชี้มูล “ชัยทิพย์” อดีต สส.พปชร. ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมเล่นไพ่ในสภา

    ปปช. ชี้มูล “ชัยทิพย์” อดีต สส.พปชร. ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมเล่นไพ่ในสภา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/136060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WJACnjM_SgjKo4Vz2JM4i

  • ธปท.เล็งหั่นเป้า GDP ปีนี้ รับสงครามตอ.กลางกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ พร้อมดูแลค่าเงินใกล้ชิด : อินโฟเควสท์

    ธปท.เล็งหั่นเป้า GDP ปีนี้ รับสงครามตอ.กลางกดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ พร้อมดูแลค่าเงินใกล้ชิด : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจของไทย มีความเสี่ยงด้านต่ำ (Down Side Risk) เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งภาพเศรษฐกิจรายเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ได้สะท้อนผลจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ในปัจจุบันผลกระทบได้ผ่านหลายช่องทางอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้นทุนพลังงาน จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

    โดยขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามว่าต้นทุนพลังงานนี้ จะถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนมากน้อยเพียงใด หากผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อาจจะมีการส่งผ่านไปราคาสินค้า ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็เผชิญปัญหานี้เช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งผลกระทบต่อรายได้ของคนบางกลุ่ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของลูกหนี้ในเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ แต่เชื่อว่าสถาบันการเงิน จะดูแลติดตามลูกค้าพอร์ตของตัวเองอย่างใกล้ชิด

    • เปิด 2 สมมติฐาน ผลกระทบต่อศก.ไทย

    ความไม่แน่นอน และยังไม่สามารถคาดเดาว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไปในระดับและจบลงอย่างไร ซึ่งคล้ายกับช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีความไม่แน่นอนสูง ธปท.ได้ตั้งสมมติฐานไว้ 2 กรณี คือ

    1. กรณี Better Case คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะจบลงภายในครึ่งแรกของปีนี้ (H1/69) การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มผ่อนคลายลง โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี อาจอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล

    2. กรณี Base Case สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจะลากยาวไปถึงครึ่งปีหลัง เนื่องจากมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแตกต่างจากกรณีรัสเซีย-ยูเครน ที่ไม่ได้ส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ทำให้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู (Recover) นานกว่า โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และการเดินเรือจะยังคงติดขัดไปจนถึงครึ่งปีหลัง

    “ธปท. ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ ที่อาจทำให้ตัวเลข GDP ต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหน คงทำได้ยาก ต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดย ธปท.จะทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” น.ส.ชญาวดี ระบุ

    • เงินเฟ้อพุ่งจากฝั่งดีมานด์ “ปรับดอกเบี้ย” ไม่ใช่ทางแก้ที่ตรงจุด

    สำหรับนโยบายการเงินนั้น น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า หากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่น ราคาพลังงาน และคาดการณ์ว่าจะกลับลงมาได้ในที่สุด สามารถมองผ่านได้ (Look Through) การปรับดอกเบี้ยอาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา เพราะดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการกับปัญหาฝั่ง Supply ได้โดยตรง แต่หากปัญหาเริ่มส่งผ่านไปกระทบต่อการใช้จ่าย (Demand) หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จึงจะพิจารณาการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยตามความเหมาะสม โดยจะเห็นว่าในช่วงสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ธปท.ไม่ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นรวดเร็ว

    ขณะที่ฝั่งตลาดการเงิน (Financial Market) ในส่วนของค่าเงิน จะเห็นว่ามีความผันผวน โดยบางจังหวะอ่อนค่านำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) และเศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงค่าเงินบาทก็ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง โดยยอมรับว่าความผันผวนที่ระดับ 9% ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ถึงขั้นสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

    “บทบาทการดูแลของ ธปท.ได้เข้าไปบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงิน โดยจะดูแล 2 ฝั่ง ทั้งในฝั่งแข็งค่า และอ่อนค่า ซึ่งเป้าหมายหลัก คือ การดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคา และดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อนจนเกินไป รวมถึงการดูแลให้ตลาดการเงินยังคงฟังก์ชัน (Functionality) หรือทำงานได้ตามปกติ ธปท. ติดตามดูแลกิจกรรมภาคการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ซ้ำเติม และประคับประคองกันไป” น.ส.ชญาวดี ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uN_fhBSeNLHJpl2hT-lBq

  • W

    W

    ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

    Wycombe Abbey นำความเป็นเลิศทางการศึกษาแบบอังกฤษกว่า 130 ปี สู่ประเทศไทย

    กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง Wycombe Abbey เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

    การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ(IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000-80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

    ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

    ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

    คุณวิลเลียม แวนเบอร์เกน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า “การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต”

    ด้าน คุณโชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holding Public Company Limited กล่าวว่า “การร่วมลงทุนในโครงการนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ BTS Group ในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในระยะยาว การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก”

    คุณฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkokกล่าวว่า “หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2-18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Through-Train Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

    นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต”

    Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา-ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

    สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

    Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยOxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

    ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iepf18mgbby73mpib2av6rbtjcvr1aw0&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31C8MxmGSjieHnWNp5Grqu

  • ประวัติ “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรฯ พรรคประชาชน ผู้สวนมติพรรคโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

    ประวัติ “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรฯ พรรคประชาชน ผู้สวนมติพรรคโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

    เปิดประวัติ “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรฯ พรรคประชาชน โหวตสวนมติพรรคหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

    กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองภายหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119 เสียง ชนะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

    สิ่งที่สร้างความตกตะลึงคือการปรากฏชื่อของ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน เป็นเพียงหนึ่งเดียวของพรรคที่ลงคะแนนเห็นชอบให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการโหวตสวนมติพรรคอย่างชัดเจน ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่อง “งูเห่า” ในโซนภาคอีสานที่มีมาอย่างต่อเนื่องก่อนวันลงคะแนน

    เส้นทางชีวิตและประวัติการทำงาน สุริยา วงศ์อารีย์

    นายสุริยา วงศ์อารีย์ เป็น สส. สมัยแรกจากการเลือกตั้งปี 2569 มีพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์ทำงานที่น่าสนใจ ดังนี้

    • การศึกษา: จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
    • ประสบการณ์วิชาชีพ: เคยทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2551
    • งานการเมืองท้องถิ่น: เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมื่อปี 2564

    จากผู้พ่ายแพ้สู่ “ล้มยักษ์” ในเขต 7 อุดรธานี

    นายสุริยาเริ่มต้นเส้นทางการเมืองระดับชาติด้วยการลงสมัคร สส.อุดรธานี ในนามพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 แต่ในครั้งนั้นไม่ได้รับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เขาไม่ละทิ้งความพยายามและลงสมัครอีกครั้งภายใต้สังกัดพรรคประชาชนในการเลือกตั้งปี 2569

    ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด นายสุริยาสามารถสร้างปรากฏการณ์ “ล้มยักษ์” ด้วยการคว้าชัยชนะเหนือ นายธีระชัย แสนแก้ว อดีต สส. หลายสมัยจากพรรคเพื่อไทย โดยได้รับคะแนนเสียง 28,786 เสียง (40.53%) ทิ้งห่างคู่แข่งเพียงไม่กี่ร้อยคะแนน ทำให้เขากลายเป็นความหวังของพรรคประชาชนในการปักธงพื้นที่ภาคอีสาน

    สุริยา วงศ์อารีย์สุริยา วงศ์อารีย์

    จุดยืนเรื่องปากท้องเกษตรกรและสัญญาณก่อนโหวต

    ในช่วงที่เข้ารายงานตัวต่อสภาฯ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายสุริยาเป็น สส. พรรคประชาชนคนแรกและคนเดียวที่มารายงานตัวในวันนั้น โดยได้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำเรื่องปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะราคาอ้อยและมันสำปะหลังที่ตกต่ำ ซึ่งเขาตั้งเป้าจะผลักดันราคาอ้อยให้ขึ้นไปอยู่ที่ 1,000-1,200 บาทต่อตันเพื่อให้เกษตรกรอยู่รอดได้

    อย่างไรก็ตาม สัญญาณความผิดปกติเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อคืนวันที่ 18 มีนาคม 2569 ก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรีเพียงวันเดียว โดยพบว่าเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายสุริยาได้ถูกปิดตัวลง ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดเรื่องการย้ายขั้ว จนกระทั่งนำมาสู่การลงคะแนนสวนมติพรรคในที่สุด ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูท่าทีของพรรคประชาชนว่าจะมีการดำเนินการทางวินัยกับ สส. รายนี้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9879334/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2suOk6IpMjibEM9gas-MVj

  • วิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ‘สมาคมโรงแรมไทย’ หวั่นฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ

    วิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ‘สมาคมโรงแรมไทย’ หวั่นฉุดเชื่อมั่นต่างชาติ

    “เทียนประสิทธิ์” นายกสมาคมโรงแรมไทย หวั่นวิกฤติขาดแคลนน้ำมันทุบซ้ำท่องเที่ยวไทย ฉุดเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเทศไทยดูไม่จืด ถ้าทัวริสต์เข้าใจว่าไม่มีน้ำมันให้เติม

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า วิกฤติน้ำมันขาดแคลนคือปัญหาหนักที่สุดในตอนนี้ หนักกว่าน้ำมันแพงด้วยซ้ำ เพราะถ้าน้ำมันแพงแต่ยังมีให้เติม ผู้ประกอบการและประชาชนยังพอจะบริหารจัดการต้นทุนหรือวางแผนการเดินทางได้ เช่น ถ้าแพงขึ้น 5-10 บาทต่อลิตร คนก็ยังตัดสินใจไปเที่ยวได้ แต่ถ้าไม่มีน้ำมันให้เติม แผนทุกอย่างจะหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวจะไปต่ออย่างไร ไปเที่ยวก็ไม่สนุกแล้ว มีความกังวลระหว่างเดินทาง ถือเป็นจุดที่ซีเรียสมาก และอาจทำให้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากมีการส่งต่อข่าวเชิงลบทำนองว่าอย่าเพิ่งมาเที่ยวไทยช่วงนี้เพราะไม่มีน้ำมันให้บริการ

    “ถ้าน้ำมันแพง ทุกคนยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวางแผนการเดินทางขนส่งได้ แต่พอน้ำมันหมด ขับรถวนหาหลายปั๊มแล้วไม่มีให้เติม เป็นจุดที่ผู้ประกอบการและประชาชนไม่สามารถบริหารจัดการได้ และนี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น จากที่รัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันสำรองเกิน 90 วัน จึงไม่อยากให้ชะล่าใจ แม้บอกว่าสถานการณ์นี้เอาอยู่ แต่เกรงว่าสุดท้ายจะพลาด กลายเป็นวิกฤติความเชื่อมั่นของประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจกังวลว่ามาเที่ยวเมืองไทยได้จริงหรือไม่ และทำให้ประเทศไทยดูไม่จืดเลยว่าไม่มีน้ำมัน”

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อยากให้รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอ และสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในประเทศ หากมีน้ำมันไม่เพียงพอ ก็ต้องรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันประหยัดอย่างจริงจัง และสุดท้ายหากราคาน้ำมันต้องแพง ก็ต้องแพง ไม่ต้องกลัวโดนด่า เพราะทุกคนรู้ว่าทั้งโลกเกิดเหตุการณ์นี้เลยทำให้น้ำมันแพง”

    พอเกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลน เบื้องต้นประเมินว่าจะทำให้คนไทยไม่กล้าท่องเที่ยวในประเทศ เพราะมากกว่า 50% เดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ เมื่อมีความเสี่ยงว่าจะหาน้ำมันเติมไม่ได้ คนอาจจะไม่ไปเที่ยวเลย แม้วิกฤตินี้จะเกิดขึ้นระยะสั้น ถ้าแก้ปัญหาได้ก็จบไป แต่หากสถานการณ์ลากยาว ผลกระทบที่เกิดขึ้นคาดว่าไม่น้อยกว่าตอนเกิดเหตุนักแสดงชาวจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาเมื่อต้นปี 2568

    “อย่างคนกรุงเทพฯ บางส่วนอาจจะไม่กล้าไปเที่ยวพัทยาหรือหัวหิน เพราะกลัวน้ำมันหมดระหว่างทาง นี่คือภาพเลวร้ายที่สุด เลวร้ายกว่าน้ำมันแพงเสียอีก ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ไปเที่ยวดีกว่า แน่นอนว่าในฐานะผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่อยากเห็นภาพนี้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ตลาดในประเทศถือเป็นความหวังของภาคท่องเที่ยวไทยที่อยากให้มีการกระตุ้นในช่วงโลว์ซีซันไตรมาส 2-3” นายกทีเอชเอกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226040&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWsikXn6Ib1Xvhz8aoO-Q