Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อิหร่านได้เสนอเงื่อนไข 10 ข้อสำหรับการเจรจา โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การยุติสงครามต่ออิหร่านและกลุ่มแกนต่อต้าน รวมถึงการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    อิหร่านได้เสนอเงื่อนไข 10 ข้อสำหรับการเจรจา โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การยุติสงครามต่ออิหร่านและกลุ่มแกนต่อต้าน รวมถึงการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    🔹อิหร่านได้เสนอเงื่อนไข 10 ข้อสำหรับการเจรจา โดยเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือ การยุติสงครามต่ออิหร่านและกลุ่มแกนต่อต้าน รวมถึงการประกาศหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ ส่วนประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหายและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    🔹หากไม่มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลง รัฐมนตรีมหาดไทยของปากีสถานคงไม่เดินทางเยือนอิหร่าน และเป็นไปได้อย่างมากว่า ปากีสถานกับสหรัฐฯ ได้มีการเจรจาโดยตรงกันแล้ว

    🔹อิหร่านยืนยันในเงื่อนไขทั้งสิบข้อนี้ และจะไม่ยอมให้มีการยัดเยียดข้อเรียกร้องอื่นเพิ่มเติม

    🔹จากการพิจารณาในภาพรวมของเงื่อนไขหลักทั้งห้าข้อ ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีผ่อนปรนต่อบางเงื่อนไขแล้ว

    🔹อิหร่านประกาศว่า ในขณะนี้จะยังไม่เจรจาเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ เนื่องจากประสบการณ์จากการเจรจากับสหรัฐฯ สองรอบที่ผ่านมา กลับนำไปสู่การโจมตี ทำให้ไม่มีความไว้วางใจต่อฝ่ายอเมริกันอีกต่อไป

  • เวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  โอกาสธุรกิจไทยในรัสเซีย

    เวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โอกาสธุรกิจไทยในรัสเซีย

    สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นำเสนอบทความพิเศษ ชักชวนภาคธุรกิจไทยร่วมงาน St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF)

     ทำไมภาคธุรกิจของประเทศควรหันไปมองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เดือนมิถุนายน 2569 นี้

    ในวันที่เศรษฐกิจโลกแตกออกเป็นหลายขั้วนั้น ความได้เปรียบที่เกิดจากการแข่งขันที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ไวที่สุด แต่คือผู้ที่ได้ก้าวไปสู่วงสนทนาก่อนที่กระแสของทิศทางจะนำพาไป

    ในทุก ๆ ปี จะมีเพียงเวทีระดับโลกที่รัฐบาล นักลงทุน ผู้นำจากแต่ละภาคอุตสาหกรรม และนักยุทธศาสตร์ ที่จะมาพูดคุยถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทาง สร้างความร่วมมือระหว่างกัน และทำให้แต่ละแนวคิดกลายไปเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่ใช้ได้จริง

    นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ระหว่างวันที่ 3-6  มิ.ย.2569 เป็นอีกเวทีชั้นนำของโลกสำหรับการเจรจาธุรกิจ เวทีนี้ได้รวมผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจากภูมิภาคยูเรเซีย ตะวันออกกลาง เอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

    สถิติสำคัญจากเวที  SPIEF ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีข้อตกลงที่ได้ลงนามไปแล้วกว่า 1,100 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6.5 ล้านล้านรูเบิล (ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์) โดยมีผู้แทนจาก 144 ประเทศเข้าร่วมงาน งานนี้ไม่ใช่การพบปะพูดคุยกันในเชิงทฤษฎี แต่เป็นการสร้างโครงสร้างจริง มีการลงทุนจริง และเกิดความร่วมมือตามมาจริง เพื่อนำไปกำหนดแนวทางทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ปีนี้จะมีประเทศซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานในฐานะประเทศที่ได้รับเชิญ เน้นย้ำบทบาทศูนย์กลางทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เพิ่มมากขึ้น และการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและบนโลกที่มีหลายขั้วทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม

    วาระการประชุมปีนี้ จะไปในแนวทางที่ภาคธุรกิจของโลกกำลังดำเนินการไปอย่างชัดเจน ทั้งทางด้านการค้าระหว่างประเทศ เส้นทางขนส่งใหม่ ๆ ความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรม การเข้าสู่ยุคดิจิทัล การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงด้านพลังงาน การเงินเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงทางอาหาร และด้านนวัตกรรม

    นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย และปีที่ผ่านมาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศรัสเซียได้มีพัฒนาการดีขึ้นหลังจากที่ได้เปิดตัวการประชุม Russia–Thailand Business Dialogue ขึ้นเป็นครั้งแรกในงาน  SPIEF   ตามมาด้วยการจัดงาน Russia–Thailand Investment Forum ขึ้นเป็นครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน จากภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และภาครัฐที่มาเข้าร่วมการประชุมจากรัสเซียและไทย พัฒนาการทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและไทยจะไม่ได้กล่าวถึงเพียงแค่มีศักยภาพเท่านั้น แต่สิ่งนั้นกำลังเข้าสู่การนำไปปฏิบัติจริง

     SPIEF จะสร้างโอกาสเพิ่มมากขึ้นในระดับภูมิภาค นอกจากมี Russia–Thailand Business Dialogue แล้วปีนี้เรายังมี EAEU–ASEAN Business Dialogue ที่จะรวมตัวแทนจากสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อหารือกับภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการกำหนดนโยบาย และการลงทุนเพื่อการเชื่อมโยงทางด้านการค้า พัฒนาด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เพื่อการลงทุนใหม่ ๆ ในเอเชียกลางและกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

    สำหรับบริษัทในประเทศไทยนั้น นี่คือโอกาสสำคัญเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับประเทศรัสเซีย และวางแผนตัวเองเพื่อทำงานร่วมกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคยูเรเซียที่กำลังมีบทบาทมากขึ้น

    •  ในโลกธุรกิจ “จังหวะเวลา” มีความสำคัญไม่แพ้ “กลยุทธ์”

     บริษัทไทยที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเมื่อเดือนมิ.ย.ปีก่อน การเข้าร่วม SPIEF  ในปีนี้ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด

     “เรารอคุณอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมที่กำลังกำหนดอนาคตของวันพรุ่งนี้”

    ด้วยรักจากรัสเซีย 

    FROM RUSSIA WITH LOVE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01ncfJvBlsWcHnIcm2heA-

  • เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    รัฐบาลจัดเวที “The Listening Forum : Voices to the PM – ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญซีอีโอมาร่วมแสดงความเห็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่า วิกฤติพลังงานเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเข้าอาเซียนและไทย ซึ่งไทยต้องเร่งคว้าโอกาสนี้ผ่านการดำเนินนโยบายเชิงรุก และรัฐบาลรับข้อเสนอของเอกชน 6 ประเด็น ได้แก่

    1. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด ซึ่งภาคเอกชนที่เน้นเร่งลงทุนทรัพยากรน้ำรองรับภาคการเกษตรและวิกฤติเอลนีโญ รวมถึงเร่งลงทุนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่

    2. การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    3. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) โดยรัฐบาลมุ่งเป้าที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center สู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ที่เป็นหัวใจ AI 

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤติในตะวันออกกลาง

    4. การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรค โดยภาคเอกชนขอให้รัฐบาลเร่งขั้นตอนขอใบอนุญาตที่ล่าช้า รวมถึงการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งาน

    5. เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว

    6. การดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

    สำหรับแนวทางจากนี้จะดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยหากใช้งบประมาณต้องเน้นรูปแบบร่วมลงทุน (PPP) ที่เอกชนเป็นตัวนำและรัฐเป็นผู้สนับสนุน ควบคู่การใช้ยุทธศาสตร์ 4T ผ่านยุทธศาสตร์ 4T ประกอบด้วย 

    1. Target มุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน 2.Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 3.Transform การปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ 4.Together การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “ธนินท์”เสนอยกระดับเกษตรกร

    นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ไทยมีโอกาสมหาศาลท่ามกลางวิกฤติโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารที่เป็น “น้ำมันบนดิน” พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำและยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศระยะยาว

    ทั้งนี้ ปัญหาหลักของเกษตรไทยอยู่ที่ “น้ำ” หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำและกระจายน้ำทั่วประเทศจะยกระดับผลผลิตและรายได้เกษตรกรได้ก้าวกระโดด และหากมีน้ำจะทำให้เกษตรกรเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มถึง 5 เท่า

    รวมทั้งเสนอแนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมเกษตร” ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาดเชื่อมเป็นระบบเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงผ่านการใช้ AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

    ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวใช้ AI

    นายธนินท์ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสอีกมาก แต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว รวมถึงต่อยอดสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และผลิตภัณฑ์ที่ใช้การวิจัยและพัฒนาเข้มข้น

    “ผู้ชนะในอนาคตคือผู้ที่ปรับตัวเร็ว และโลจิสติกส์จะเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หากใช้ AI บริหารจัดการได้ดี ธุรกิจเดิมจะมีประสิทธิภาพขึ้น และธุรกิจใหม่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก” นายธนินท์ กล่าว

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “จรีพร” เสนอแก้อุปสรรคการลงทุน

    นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและสร้างการเปลี่ยนผ่านของประเทศที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การพัฒนากำลังคน การลดอุปสรรคจากกฎระเบียบ และการวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่การผลิตของโลก

    นางสาวจรีพร สะท้อนปัญหาที่เป็นคอขวดสำคัญของการลงทุน โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งพบปัญหาผังเมืองที่พยายามเปลี่ยนสีผังเมืองจากเขตอุตสาหกรรมกลับไปเป็นสีเขียว (เกษตรกรรม) ทั้งที่มีการลงทุนแล้วมหาศาล รวมทั้งมีปัญหาความล่าช้าในการขอยกเลิกทางสาธารณะที่ไม่ใช้งานและบางกรณีใช้เวลานานนับสิบปี

    ด้านพลังงานสะอาดเป็นอีกประเด็นที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะ Data Center แต่ไทยติดขัดนโยบาย Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าเสรี) ที่ค้างคามาถึง 3 รัฐบาล รวมถึงปัญหาอัตราค่าบริการสายส่งที่ยังไม่เป็นรูปธรรม ซึ่งกระทบต่อการส่งพลังงานสีเขียว

    เตือนวิกฤติน้ำ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ จ่อถล่มปลายปี

    ในประเด็นด้านทรัพยากรน้ำ ได้เน้นย้ำให้นายกรัฐมนตรีเร่งบริหารจัดการการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลาก โดยเฉพาะการเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมเตือนว่าช่วงปลายปี 2569 จะเกิดสภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจทำให้ไทยเผชิญความแห้งแล้งต่อเนื่องอีก 2 ปี หากรัฐบาลไม่วางแผนรับมือตั้งแต่วันนี้จะส่งผลกระทบรุนแรง

    นางสาวจรีพร กล่าวว่า เนื่องด้วยเวลาในการสนทนาที่มีจำกัดจึงมอบข้อเสนอรายละเอียด 11 หน้า พร้อมเอกสาร Presentation อีก 13 หน้า ให้นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทีมงานได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ซึ่งเป็นข้อมูลจริงจากภาคปฏิบัติเพื่อให้นายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์การแข่งขันของโลก

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “ขัตติยา”หวังขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า บนเวทีได้เป็นกำลังใจให้รัฐบาล และเจ้าที่รัฐทุกคน และไม่ว่าสภาวะแวดล้อมในการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างไร สิ่งสำคัญที่จะไม่เปลี่ยน คือ “การที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งสำคัญมากเพื่อให้การส่งผ่านนโยบายและการนำไปปฏิบัติมีความต่อเนื่อง คือ 4T ที่ประกอบด้วย 

    1.Targeted การทำนโยบายต้องมุ่งเป้า เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายหรือปัญหาได้ตรงจุด 2.Transition การเปลี่ยนผ่าน การปรับตัวหรือก้าวผ่านจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบใหม่

    3.Transform การพลิกโฉม การยกระดับหรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อไปสู่ศักยภาพใหม่ และ 4.Together ร่วมกันเติบโตไปด้วยกันผ่านการทำงานแบบความร่วมมือ ทั้งภายในองค์กร พันธมิตร ลูกค้าหรือทุกภาคส่วน เพื่อให้สำเร็จร่วมกัน

    ทั้งนี้ เป็นแนวทางเช่นเดียวกับที่นายเอกนิติ แถลงไว้ ที่ควรนำไปใช้ในการปฏิบัติและวางแผนในเรื่องหลักของรัฐบาลทั้งสิ้น เพื่อให้เกิด Impact ที่มีนัยสำคัญกับประเทศ และควรสนับสนุนให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีทรัพยากรเพียงพอ และวางแผนดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากขึ้น

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “พิมพ์ใจ”ชงแผนสร้างฐานผลิตสีเขียว

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยต้องวางยุทธศาสตร์ระยะยาวให้ชัดเจน ท่ามกลางโลกที่เผชิญความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อและส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกต่อเนื่อง 

    รวมทั้งไทยควรรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเปิดโอกาสให้ไทยทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และคงความน่าเชื่อถือในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    “สิ่งที่ไทยต้องทำระยะยาว คือ สร้างฐานการผลิตสีเขียว ฐานอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และศูนย์กลางพลังงานชีวภาพอาเซียน ควบคู่การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดาต้าเซนเตอร์” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.เสนอ 6 แนวทางเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การช่วย SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงพลังงาน การปฏิรูปกฎหมาย การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรม

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    ดันแผน PDP รับอุตสาหกรรมใหม่

    อีกประเด็นสำคัญ คือ การเร่งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ประกาศใช้โดยเร็วเพื่อสร้างความชัดเจนทิศทางพลังงาน รองรับการลงทุนใหม่และความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกและดาต้าเซ็นเตอร์

    พร้อมเสนอเปิดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้เป็นธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้ รวมถึงเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศระยะยาว

    “หากไทยต้องการแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำต้องเร่งทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการยกระดับอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนพลังงาน แต่คือความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและอนาคตเศรษฐกิจไทยระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    เปิดข้อเสนอ CEO พลิกโฉมเศรษฐกิจ ‘รัฐบาล’ รับลูก 6 ข้อ เปลี่ยนผ่านประเทศ

    “กลินท์”เสนอปกป้องผู้ผลิตรถในประเทศ

    นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ได้เสนอมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยขอให้รัฐบาลเร่งปกป้องตลาดในประเทศ หลังรถนำเข้าบางส่วน โดยเฉพาะจากจีนที่ได้เปรียบด้านภาษีจากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน นำเข้ารถยนต์ภาษีเป็น 0%

    ทั้งนี้รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ และผู้ประกอบการเห็นว่าประเทศไทยควรเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ แนวคิดโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” หรือ End of Life Vehicle ซึ่งภาคเอกชนเห็นชอบในหลักการ แต่ขอให้ภาครัฐพิจารณารูปแบบการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยเสนอให้รวมรถกระบะและรถ Eco Car เข้าร่วมโครงการด้วย และกำหนดเงื่อนไขให้รถใหม่ที่ใช้แลกควรเป็นรถที่ผลิตในไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ส่วนภาษีส่งออกในลักษณะ compensation tax ที่เคยอยู่ที่ 1.18% แต่ถูกปรับลดลงเหลือ 0.89% ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจกระทบการส่งออกจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณากลับไปใช้อัตราเดิม

    อีกข้อเสนอสำคัญคือการผลักดันเพิ่มสัดส่วน Local Content ในการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยได้ประโยชน์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

    “บรรยากาศการหารือถือว่าเป็นไปด้วยดี รัฐบาลมาถูกทางแล้วที่รับฟังข้อเสนอหลายภาคส่วน และมีแนวคิดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อติดตามผลและผลักดันมาตรการต่างๆ ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจมองว่าทรงตัว โดยบางภาคส่วนดีขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวยังต้องปรับตัวรับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น” นายกลินท์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZbmD8okOTQGEnqmdaNvS4

  • หอการค้าไทย ชง 3 วาระเร่งด่วน  ปฎิรูปเกษตร-แก้ปัญหาคอร์รัปชัน-ดันการค้า

    หอการค้าไทย ชง 3 วาระเร่งด่วน ปฎิรูปเกษตร-แก้ปัญหาคอร์รัปชัน-ดันการค้า

    วันนี้ ( 17 พ.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังการหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำหลายบริษัท เพื่อระดมสมองและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น หอการค้าและสภาหอการค้าไทย ได้นำเสนอประเด็นสำคัญ 3 วาระเร่งด่วน

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  รหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

    ประกอบด้วย ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม โดยเฉพาะภาคเอกชน รวมถึงตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาคอรัปชันเรื้อรังต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมาก และจำเป็นต้องแสดงความชัดเจนให้นานาประเทศเห็นถึงความตั้งใจและทำจริงเพื่อยกระดับประเทศเข้า OECD

    2.การเร่งเข้าไปดูแลและปฏิรูปภาคการเกษตรทั้งระบบ เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้โดยทันที ลดต้นทุน และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกรและครอบครัวกว่า 30 ล้านคน พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึง ยกระดับภาคเกษตรทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยี การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกุล วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำหลายบริษัท เพื่อระดมสมองและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    นายอนุทิน ชาญวีรกุล วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนชั้นนำหลายบริษัท เพื่อระดมสมองและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    และ 3. ผลักดันการค้าและการลงทุนของประเทศไทยอย่างจริงจัง ท่ามกลางความท้าทายและโอกาสจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาเป็นประธานในการขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจน รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้กลไกการทำงานลักษณะเดียวกับครม.เศรษฐกิจ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

    โดยภายหลังการหารือประธานหอการค้า มองว่าเป็นโอกาสดีที่ทางรัฐบาลทั้งชุดได้รับฟังความเห็นของภาคเอกชน และตามที่ท่านรับข้อเสนอไป คงจะมีการจัดลำดับความสำคัญ เร่งด่วน พร้อมเร่งทำต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน

    อ่านข่าว:

    “ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก” 2 กรมใหญ่พาณิชย์ พร้อมตรวจสอบจนท.เรียกรับผลประโยชน์

    พาณิชย์ ลั่นคุมเข้มต้านทุจริต ชู “โปร่งใส ไม่รับสินบน” เปิดช่องร้องเรียนตรง

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบคุยรัฐ-เอกชน ลั่นต้องเดินไปด้วยกัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eNi2M2OBozf6Lk_u5PmxU

  • จบชีวิตปริศนา! สาวหายตัวหลังทะเลาะแม่แฟน กลายเป็นศพรมควันคาเก๋งนานเกือบ 3 สัปดาห์ | เดลินิวส์

    จบชีวิตปริศนา! สาวหายตัวหลังทะเลาะแม่แฟน กลายเป็นศพรมควันคาเก๋งนานเกือบ 3 สัปดาห์ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุพบศพหญิงสาวเสียชีวิตภายในรถยนต์ลักษณะรมควันตนเอง เหตุเกิดภายในลานจอดรถของคอนโดฯ เมืองทองธานี ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จึงประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

    ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน สีแดง ทะเบียน 7กษ 1989 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ภายในลานจอดรถ ภายในรถพบร่าง น.ส.นภัทร อายุ 36 ปี เสียชีวิตในลักษณะนอนตะแคงอยู่บริเวณเบาะหลัง นอกจากนี้ยังพบเตาอั้งโล่ 1 ใบ และถ่านหุงต้ม 1 ถุง วางอยู่บริเวณที่วางเท้าเบาะหลังด้านซ้าย

    จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ดูแลลานจอดรถ ทราบว่า รถคันดังกล่าวเข้ามาจอดตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน เวลาประมาณ 20.00 น.

    ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ติดต่อแฟนสาวของผู้เสียชีวิต และได้เดินทางมาให้ข้อมูล โดยระบุว่า ตนพักอาศัยอยู่ที่คอนโดฯ ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ โดยเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตได้พาตนไปที่บ้านพักของเขาในหมู่บ้านพฤกษา 3 ย่านบางบัวทอง และเกิดการทะเลาะกับมารดาของผู้ตาย จากนั้นผู้เสียชีวิตได้ขับรถออกจากบ้าน โดยปล่อยให้ตนเดินทางกลับคอนโดฯ ด้วยรถแท็กซี่เพียงลำพัง และหลังจากวันดังกล่าวก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก จนกระทั่งวันที่ 29 เมษายน ครอบครัวได้เข้าแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.บางบัวทอง

    ล่าสุดได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพบผู้เสียชีวิตภายในรถคันดังกล่าวแล้ว

    น.ส.ทิษฎิยา อายุ 39 ปี หัวหน้าแคชเชียร์ ระบุว่า ขณะเดินตรวจพื้นที่ลานจอดรถได้กลิ่นเหม็นผิดปกติ โดยมีกลิ่นมาแล้วประมาณ 3 วัน จึงแจ้งผู้บังคับบัญชาให้เข้าตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีผู้เสียชีวิตอยู่ภายในรถ

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำเจ้าหน้าที่ลานจอดรถ โดยยืนยันว่ารถคันดังกล่าวจอดอยู่เป็นเวลาประมาณ 19 วัน และผู้เสียชีวิตไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่คอนโดฯ แห่งนี้ แต่ใช้บริการลานจอดรถแบบมีค่าบริการ

    หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะสอบปากคำญาติและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจ ก่อนมอบร่างผู้เสียชีวิตให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อทำการชันสูตรต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5868835/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zhw7KyQgrPAtHuc62aonn

  • นายกรัฐมนตรีนำข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ไปผลักดัน ตั้งบอร์ดร่วมภาครัฐ-เอกชน ติดตามผลใน 6 เดือน

    นายกรัฐมนตรีนำข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ไปผลักดัน ตั้งบอร์ดร่วมภาครัฐ-เอกชน ติดตามผลใน 6 เดือน

    โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมนำข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผลักดันเข้าสู่การขับเคลื่อนจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลประโยชน์ถึงมือประชาชนทุกระดับ พร้อมนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในวันนี้ (17 พฤษภาคม) ว่า จากเวทีดังกล่าวซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค/บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม

    โฆษกรัฐบาลระบุว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ

    • การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
    • ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว
    • ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว
    • จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่
    • รัฐบาลรับทราบปัญหา SME โดยเฉพาะรายย่อย (Micro SME) ที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

    “การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ” รัชดากล่าว

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-business-proposals-joint-board-follow-up/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s90odd9PQOfe5l2n02eRH

  • พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”

    พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”

    การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”  เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมายที่อาจสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” ให้กับระบบการคลังและดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของไทย

    หลังฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ล่าสุด 13 พ.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พร้อมชะลอการบรรจุวาระเข้าสภาฯ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

    สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังถูกจับตาในฐานะ “บททดสอบสำคัญ” ของการใช้อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญ

    ม.172 กับนิยามคำว่าฉุกเฉิน

    หัวใจสำคัญของข้อถกเถียงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ เฉพาะในกรณี “ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือ ป้องกันภัยพิบัติ

    ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน เห็นว่า แม้รัฐบาลจะอ้างผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าประเทศกำลังเผชิญ “วิกฤติร้ายแรง” ถึงขั้นต้องใช้อำนาจพิเศษข้ามกระบวนการนิติบัญญัติ

    โดยเฉพาะโครงการในกลุ่ม “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สถานีชาร์จ คาร์บอนเครดิต และ การพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นนโยบายโครงสร้างระยะยาว มากกว่าจะเป็นมาตรการฉุกเฉินเฉพาะหน้า

    ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากนโยบายระยะยาวสามารถใช้อำนาจ พ.ร.ก.ได้ในวันนี้ ต่อไปรัฐบาลจะสามารถอ้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพื่อกู้เงินทำโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ โดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดของรัฐสภาได้หรือไม่

    หนีสภา Plus หรือข้อเท็จจริง?

    นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นิยามปรากฏการณ์นี้ว่า “หนีสภา Plus” โดยมองว่า รัฐบาลกำลังใช้สองยุทธวิธีพร้อมกัน

    ยุทธวิธีแรก คือ การใช้ พ.ร.ก. แทนการตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบและอภิปรายโดยละเอียดในสภา

    ยุทธวิธีที่สอง คือ การ “มัดรวมงบประมาณ” สองก้อนที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันไว้ในกฎหมายเดียว ได้แก่ งบเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และ งบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท

    ฝ่ายค้านมองว่า การรวมสองส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้คัดค้านนโยบายพลังงานระยะยาว ถูกกดดันทางการเมือง เพราะหากโหวตไม่เห็นชอบ อาจถูกตีความว่า “ไม่ต้องการช่วยประชาชน”
    ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า ทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงกันในเชิงเศรษฐกิจ และสามารถบริหารจัดการร่วมกันได้

    รัฐบาลโต้เศรษฐกิจรอไม่ได้ 

    ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า การกู้เงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน 

    รัฐบาลมองว่า วิกฤติพลังงานโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น การเยียวยาประชาชนและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จึงต้องทำควบคู่กัน ไม่สามารถแยกจากกันได้

    นายปกรณ์ยังเปรียบเทียบกระทรวงการคลังว่าเป็น “แม่บ้านของประเทศ” ที่รู้ดีที่สุดว่า เมื่อใดควรกู้ และเมื่อใดจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด

    พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมั่นใจในข้อกฎหมาย และหากท้ายที่สุด พ.ร.ก.ไม่ผ่านความเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีพร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

    “เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ด่วนรัฐบาลไม่ทำหรอกครับ เพราะมันเป็นการบายพาสสภา ผลของมันร้ายแรง ถ้าไม่ผ่านหรือมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลลาออกนะ ทุกคนต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว” นายปกรณ์ ระบุ

    เตือนบรรทัดฐานอันตราย 

    อีกด้านหนึ่ง นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ว่า การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ มีลักษณะ “ลูกผสม” ระหว่างมาตรการระยะสั้น กับ นโยบายระยะยาว ซึ่งมีสถานะทางรัฐธรรมนูญแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    พร้อมมองว่า การเยียวยาประชาชนจากราคาพลังงาน ยังพออธิบายได้ในเชิง “ความจำเป็นเร่งด่วน” แต่การลงทุนด้าน EV หรือ เศรษฐกิจสีเขียว เป็นเรื่องที่ควรผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ

    เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ตีความกว้างเกินไป ในอนาคตรัฐบาลอาจใช้อำนาจ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างอื่นๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น AI, Soft Power หรือ Smart City ซึ่งจะทำให้บทบาทการตรวจสอบของรัฐสภาอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

                                    พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”

    3 แนวทางวินิจฉัยศาลรธน.

    สำหรับแนวทางการวินิจฉัย “พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มี 3 แนวทาง ประกอบด้วย 

    ทางออกที่ 1: ศาลวินิจฉัยว่าขัดมาตรา 172 ทั้งฉบับ พ.ร.ก. ตกไป -รัฐบาลเผชิญวิกฤติศรัทธาและการลาออก

    ทางออกที่ 2: ศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัด – รัฐบาลเดินหน้าต่อ แต่ถูกวิจารณ์เรื่องการลดทอนบทบาทรัฐสภา

    ทางออกที่ 3: วินิจฉัยให้ตกไปเฉพาะส่วนที่เป็นนโยบายระยะยาว แต่ให้ส่วนเยียวยาเดินหน้าต่อ 

    ทั้งนี้นักกฎหมายบางส่วนมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเลือกใช้แนวทาง “วินิจฉัยเฉพาะบางส่วน” โดยให้มาตรการเยียวยาที่มีลักษณะเร่งด่วนยังคงอยู่ แต่ให้ส่วนที่เป็นนโยบายระยะยาวตกไป

    แต่ปัญหาคือ โครงสร้างของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถูกออกแบบให้วงเงินและกลไกเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด จนอาจยากต่อการแยกพิจารณา

    นั่นหมายความว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แต่จะกลายเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ของระบบกฎหมายการคลังไทยในระยะยาว

    เดิมพันใหญ่ของรัฐบาล

    ในทางการเมือง คดีนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาล เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อโครงการพลังงานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลโดยตรง

    ขณะเดียวกัน หากศาลรับรองการใช้อำนาจครั้งนี้ ก็อาจกลายเป็น “แบบอย่างใหม่” ที่เปิดทางให้รัฐบาลในอนาคตใช้อำนาจพิเศษทางการคลังได้กว้างขึ้น

    และนั่นทำให้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือ การต่อสู้เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจรัฐภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต

                                +++++++++

    ย้อนคำวินิจฉัยศาล รธน.คดีกู้เงิน

    กรณี “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายกู้เงินของรัฐบาลที่ผ่านมา มีอยู่หลายคดีสำคัญที่กลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้ใช้เทียบเคียงกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นว่า “เข้าข่ายเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

    1. คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน “บริหารจัดการน้ำ” ปี 2555

    รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพื่อฟื้นฟูประเทศและวางระบบบริหารจัดการน้ำ

    ฝ่ายค้านในขณะนั้น นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นให้ศาลฯ ตีความว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว “มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่” และเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกระบวนการออกกฎหมายปกติหรือไม่

    สุดท้าย 22 ก.พ. 2555 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” เพราะประเทศเพิ่งเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและมีความจำเป็นรีบด่วน

    จุดสำคัญของคำวินิจฉัยคือ ศาลให้ “น้ำหนักดุลพินิจฝ่ายบริหาร” ค่อนข้างมาก หากรัฐบาลสามารถชี้ให้เห็นว่าเกิดวิกฤติจริงและต้องดำเนินการทันที

    2. คดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ปี 2557

    รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม

    แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ “พ.ร.ก.” แต่เป็นคดีสำคัญมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญวางหลักเรื่อง “วินัยการคลัง” และการใช้เงินกู้นอกระบบงบประมาณ

    12 มี.ค. 2557 ศาลฯ วินิจฉัยให้กฎหมายดังกล่าว “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยให้เหตุผลว่า โครงการจำนวนมากเป็นแผนระยะยาว ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และการกู้เงินมหาศาลควรเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบได้

    คดีนี้จึงกลายเป็น “บรรทัดฐานตรงข้าม” กับคดี พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้าน เพราะศาลชี้ว่า หากเป็นโครงการระยะยาว หรือมีลักษณะลงทุนเชิงนโยบายทั่วไป รัฐบาลไม่ควรใช้กฎหมายพิเศษด้านการเงินมาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

    3.คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปี 2569

    ฝ่ายค้านกำลังใช้แนวคำวินิจฉัย “คดี 2 ล้านล้าน” มาเป็นฐานโต้แย้งว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลปัจจุบัน มีหลายโครงการที่เป็น “นโยบายระยะยาว” เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือโครงการรถ EV ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า จึงอาจไม่เข้าเงื่อนไข มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

    ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามอ้างบรรทัดฐาน “คดีน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน” โดยชี้ว่า วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษทางการคลัง

    แนวโน้มที่น่าจับตา ศาลรัฐธรรมนูญมักดู 3 ประเด็นหลัก คือ 1.มีวิกฤติจริงหรือไม่ 2.จำเป็นต้องรีบดำเนินการจนรอกระบวนการออกกฎหมายปกติไม่ได้หรือไม่ 3.เงินกู้ถูกใช้เพื่อแก้วิกฤตเฉพาะหน้า หรือเป็น โครงการระยะยาวเชิงนโยบาย

    รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/659228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1icy39xbyEb7gZ4eGbpPqk

  • มร.ชม.ตามรอยปรัชญาวิถีเศรษฐกิจพอเพียง “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์”

    มร.ชม.ตามรอยปรัชญาวิถีเศรษฐกิจพอเพียง “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์”

    มร.ชม.ตามรอยปรัชญาวิถีเศรษฐกิจพอเพียง “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” การดำรงชีพอย่างชอบธรรม

    วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดย อาจารย์เอกพงศ์ สุริยงค์ ประธานหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พร้อมทีมงานร่วมลงพื้น ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง
    ลงพื้นที่ถ่ายทำวีดีโอ Step 4 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ โดยมี นายพิชิตไพร สำราญ นักวิชาการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในเก็บการถ่ายวีดีโอในการนำเสนอท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ ชุมชนบ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

    เริ่มที่ 04.00 น.จุดนัดหมายที่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เดินทางไปอำเภอแม่ออน ที่ “ม่อนพญานาคราช” ธรรมสถานม่อนพญานาคราช ที่สวยงามอยู่ติดริมถนน แล้วต้องมุมเปลี่ยนที่กระทันเนื่องฟ้าไม่เปิด ไปยังเนินเขาเล็ก “ม่อนเขากวาง” เป็นอีกจุดชมวิวที่มองทิวทัศที่สวยงาม

    ไปยัง วัดสหกรณ์ ๑ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวันพระ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ซึ่งเป็นวันพระที่ชาวพุทธนิยมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ฟังธรรม มีพุทธสนิกชนไม่มาก มี นางศรีพร ศรีวิยศและนางเพชรสุภา นันชัย ทำสวนเกษตรภายในวัด ได้หญ้าปรับแต่งแปลงผักให้สวยงาม

    เข้าไปที่ ชุมชนบ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มี นายชัลวาลย์ เอกชัย “เขียนลายผ้า” ที่รับผลิตงานตามลูกค้าสั่งผลิต , นางแก้วลูน หม่องเฟย ที่ใช้พื้นที่บ้านปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิด ,นางนงคราญ ทรายมูล “ปักผ้า” และ นางมุกดา พิมใจ “ปักผ้า” ทั้งสองคนในปักผ้ามีแนวทางคนละสไตล์กันเลย , นางแก้วพา สุขศรี “เย็บผ้า” รับเย็บผ้าตามออเดอร์ของลูก , นายคำ สุขศรี “เลี้ยงกบและปลาดูก” ใช้พื้นบ้านสร้างเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงง่ายโตไว ไว้รับประทานในครอบครัว ซึ้งปลาดุกนั้นเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และโตไวไม่กี่เดียวก็สามารถทานได้ มาที่ นางวรารัตน์ ทาเปียง “กรวยดอก” การทำกรวยดอกไม้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดดอกไม้ เพื่อความสวยงามและความเป็นระเบียบในพิธีกรรมต่างๆ ในวัฒนธรรมล้านนา โดยเฉพาะในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบูชาและการแสดงความเคารพ ช่วยให้การจัดดอกไม้ดูสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย

    พักเที่ยงด้วยเมนูพื้นบ้านโดย นางแก้วลูน หม่องเฟย เชฟพื้นบ้าน กับเมนู ตำมะม่วง,ยำขนุน และผักสดลวกตามฤดูกาล มี ดอกแคนา,ผักชะอม,ผักเชียงดา

    ทีมงามร่วมรับประทานอาหารกับชุมชนทั้งอิ่มเอมใจ และสุขภาพกัน ในแบบวิถีพอเพียง
    เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง โดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้พระราชทานแนวคิดนี้มาเพื่อเพิ่มศักยภาพ และความรู้ความสามารถของทุกระดับ ตั้งแต่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน หรือประเทศชาติ เพื่อให้ “ชุมชนบ้านสหกรณ์” สามารถรับมือได้กับทุกการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3935291/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K5f1kqv5AR6xOJH_Dc2vU

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้ “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” กำลังเป็นแกนหลักเศรษฐกิจใหม่ พลิกโอกาสไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวแห่งอนาคต

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้ “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” กำลังเป็นแกนหลักเศรษฐกิจใหม่ พลิกโอกาสไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวแห่งอนาคต

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยบทวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” (Sustainable Innovation Beyond Living) ซึ่งได้เปลี่ยนบทบาทจากเทคโนโลยีทางเลือก ไปสู่การเป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและอนาคต สะท้อนผ่านการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวทั่วโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พลังงาน วัสดุ โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเกษตรกรรม ซึ่งกำลังพัฒนาและเชื่อมโยงกันในหลายอุตสาหกรรม เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดรับทิศทางของโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างสมดุลในระยะยาว

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550-2569) จำนวนกว่า 793,093 กลุ่มสิทธิบัตร พบว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวในหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดพร้อมกันในหลายกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนการเชื่อมโยงของนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้

    เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด (494,401 กลุ่มสิทธิบัตร) โดยมีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านพลังงานสะอาดและวัสดุชีวภาพ ขณะที่ญี่ปุ่น (90,394 กลุ่มสิทธิบัตร) สหรัฐอเมริกา (58,403 กลุ่มสิทธิบัตร) และเกาหลีใต้ (45,177 กลุ่มสิทธิบัตร) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตามอง โดยเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ สำหรับผู้เล่นรายสำคัญในระบบนวัตกรรมด้านความยั่งยืนมีหลากหลาย ทั้งบริษัทเอกชนในภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ และสถาบันวิจัย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นเป็นผู้นำอันดับ 1 (10,393 กลุ่มสิทธิบัตร) โดยมีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกับอันดับ 2 อย่าง State Grid Corporation of China จากจีน (10,022 กลุ่มสิทธิบัตร) ตามด้วย Honda จากญี่ปุ่น (5,092 กลุ่มสิทธิบัตร) Toshiba จากญี่ปุ่น (4,203 กลุ่มสิทธิบัตร) Nissan จากญี่ปุ่น (3,972 กลุ่มสิทธิบัตร) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานชั้นนำอีกหลายแห่ง ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแท้จริง

    นางอรมน กล่าวว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่1) เทคโนโลยีวัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ (Circular & Bio-based) มีจำนวนกว่า 75,362 กลุ่มสิทธิบัตร(คิดเป็น 48.8% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoates (PHA) ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น พลาสติกชีวภาพ Polylactic Acid (PLA) ที่ผสมยางพาราและแป้งเทอร์โมพลาสติก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ยืดหยุ่น และย่อยสลายได้เร็วขึ้น พลาสติกที่ผลิตจากชีวมวลสาหร่าย (Algae-Based Plastics) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการออกแบบวัสดุด้วย AI เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของพอลิเมอร์ ทำให้สามารถพัฒนาวัสดุใหม่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี โดยลักษณะการเติบโตของตลาดไม่ได้เป็นการพลิกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (Disruption) แต่เป็นการทดแทนวัสดุเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องอาศัยศักยภาพด้านการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากกว่าความเร็วของนวัตกรรม โดยคาดว่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะมีมูลค่าสูงถึง 47-107 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 25732) เทคโนโลยีพลังงานและการลดคาร์บอน (Energy & Decarbonization) มีจำนวนกว่า 68,694 กลุ่มสิทธิบัตร (คิดเป็น 44.5% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Perovskite ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานทางเลือก เช่น Sodium-ion และ Zinc-based batteries ที่ปลอดภัยและมีราคาถูกลง รวมถึงระบบ AI และ Smart Grid Integration ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าพลังงานลมได้ถึง 20% เป็นต้น ตลาดเทคโนโลยีในกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13.8% ต่อปี แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ตลาดนี้จึงเหมาะกับบริษัทหรือองค์กรที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐ และสามารถพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้3) เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Smart Infrastructure) มีจำนวน 5,762 กลุ่มสิทธิบัตร (คิดเป็น 3.7% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) ตลาดกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่า 2 กลุ่มแรก แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเกิดจากการบูรณาการเทคโนโลยีมากกว่าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่โดยตรง แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Twin สำหรับระบบ Smart City เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้ง Edge Computing ที่ช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อรองรับการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในระบบอาคารอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเร่งเติบโต มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15.5% ต่อปี โดยมีการบูรณาการระหว่างพลังงาน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ระบบเมืองแห่งอนาคต ผู้เล่นที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำที่สุดแต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ4) เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Precision Farming) มีจำนวน 4,532 กลุ่มสิทธิบัตร (คิดเป็น 2.9% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบ Smart Irrigation ที่ใช้เซนเซอร์วัดความชื้นของดินร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดการใช้น้ำ เทคโนโลยีโดรนอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพแปลงเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตร เทคโนโลยีตรวจจับโรคพืชขั้นสูงด้วย AI ที่สามารถวิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติของพืชได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการ AI และ Machine Learning เพื่อช่วยพยากรณ์ผลผลิตและจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เหมาะสม ตลาดเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตและเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28.6% ต่อปี ขณะที่ผู้เล่นหลักยังเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ทำให้ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 21.2-24.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

    อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนในไทย ในช่วง 5 ปี (2564 – 2568) พบว่า ประเทศไทยมีลักษณะเป็น “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าการเป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ จึงยังมีช่องว่างระหว่างผู้ยื่นชาวไทยและต่างชาติในตลาดสิทธิบัตรพอสมควร โดยคำขอสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1) กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 438 คำขอ (ไทย54 คำขอ ต่างชาติ 384 คำขอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่และระบบควบคุม) 2) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 161 คำขอ (ไทย 23 คำขอ ต่างชาติ 138 คำขอ) และ 3) กลุ่มเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ46 คำขอ (ไทย 9 คำขอ ต่างชาติ 37 คำขอ) ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1) กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 116 คำขอ (ไทย 108 คำขอ ต่างชาติ 8 คำขอ) 2) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 66 คำขอ (ไทย 63 คำขอ ต่างชาติ 3 คำขอ) และ 3) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานนิวเคลียร์18 คำขอ (ผู้ยื่นไทยทั้งหมด)

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรในไทย ส่วนใหญ่เป็นค่ายยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นและจีน ได้แก่ Toyota, Isuzu, Honda และ BYD ขณะที่หน่วยงานไทยที่โดดเด่นในการยื่นขอรับสิทธิบัตรคือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ดี จุดแข็งของไทยคือการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้งานจริง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อน อุปกรณ์ประหยัดไฟ เป็นต้น มีการยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรสูงถึง 108 คำขอ โดยผู้ครองตลาดอนุสิทธิบัตรเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย เช่น สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นต้น

    สำหรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีความยั่งยืนในอนาคต คาดว่าจำนวนสิทธิบัตรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจึงควรเร่งปรับตัวผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1) Invest Now ควรเร่งลงทุนในกลุ่มที่มีผลกระทบสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น AI สำหรับจัดการพืช, แบตเตอรี่ Solid-state และพลาสติกชีวภาพ PHA 2) Tropical Innovation สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา รวมถึงการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้นสูง ซึ่งเทคโนโลยีจากประเทศในเขตอบอุ่นมักไม่ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่เขตร้อน และ3) AI as Infrastructure ทุกธุรกิจต้องตระหนักว่า AI, IoT และ Big Data คือแกนกลางร่วมของนวัตกรรมยุคใหม่ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม ทั้งนี้ นวัตกรรมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “เทคโนโลยีเดี่ยว” ไปสู่ “นวัตกรรมระดับระบบ” (System-level Innovation) และประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสำหรับเขตร้อน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับโลกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iep30y877qih8alk6mq4ac4zl2l584c2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jqol_Z0QAeqssShXPpVs-

  • ไขข้อข้องใจ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสเดือนนี้ ทำได้จากต่างประเทศไหม ?

    ไขข้อข้องใจ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสเดือนนี้ ทำได้จากต่างประเทศไหม ?

              ไขข้อข้องใจ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส หรือ ไทยช่วยไทยพลัส สามารถทำได้จากต่างประเทศหรือไม่ เพราะวันลงทะเบียนอาจไม่ได้อยู่ไทยพอดี

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

              คนละครึ่งพลัส หรือ ไทยช่วยไทยพลัส กำลังใกล้เข้าสู่ช่วงเวลาของการลงทะเบียนแล้ว ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ถ้าหากใครต้องการที่จะลงทะเบียน ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม

              วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 มีคนเกิดข้อสงสัยว่า ถ้าจังหวะวันลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส เป็นจังหวะที่เราอยู่ต่างประเทศพอดี จะสามารถลงทะเบียนได้ไหม กระปุกดอทคอม ไปหาคำตอบได้แล้ว

              คำตอบคือ สามารถลงทะเบียนได้ตามปกติ เพราะขั้นตอนลงทะเบียนเพียงแค่กดปุ่มยืนยันว่าจะเข้าร่วมโครงการ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

              อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่จะทำให้ลงทะเบียนไม่ได้ก็ยังคงมีอยู่ คือ ถ้าแอปฯ เป๋าตัง มีการขอให้ยืนยันตัวตน จะไม่สามารถทำที่ต่างประเทศได้ ต้องทำที่ไทยผ่าน 2 ช่องทางเท่านั้น ได้แก่

              1. สาขาธนาคารกรุงไทย

              2. ตู้ ATM กรุงไทยที่มีสัญลักษณ์ ID Confirm

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view301139.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-k0PqpvEBFWZC85h13UBe