Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘สภาพัฒน์’ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    ‘สภาพัฒน์’ แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    วันนี้ (18 พ.ค.69) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 1/2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลงทุนรวมที่ขยายตัวสูงถึง 9.9% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 10.1% จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ และยานพาหนะ

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นายดนุชา ระบุว่า การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 17.8% ตามการเติบโตของสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 33.1% ส่งผลให้ ดุลการค้ากลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง มีรายรับรวมจากการท่องเที่ยว 7.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 9.317 ล้านคน

    'สภาพัฒน์' แถลงจีดีพีไตรมาส 1 ปี 69 ขยายตัว 2.8% คาดจีดีพีทั้งปีโต 2% จับตาตัวเลขขาดดุลการค้า

    สำหรับการผลิตภาคเกษตรขยายตัว 1.2% จากผลผลิตพืชผลสำคัญ เช่น ทุเรียน มังคุด และปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ในด้านรายได้เกษตรกรโดยรวมกลับปรับตัวลดลง 6.3% ตามการลดลงของราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา สุกร และข้าวเปลือก

    ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 มีมูลค่า 12.68 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.38% ของ GDP

    นายดนุชา กล่าวต่อไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% ค่ากลาง 2.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ

    ทั้งนี้ สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี ดังนี้

    1. บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
    2. ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เร่งรัดโครงการที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง และใช้ระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวก
    3. รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ
    4. เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7%
    5. ดูแลภาคเกษตร และรับมือภัยแล้ง เตรียมจัดหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรทดแทน และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง
    6. แก้ปัญหาหนี้สิน และสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุก และช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ac7PKlzHvUHNLTgSNl328

  • รบ.เร่งปฏิรูป กม.เศรษฐกิจ เล็งทบทวน 7,000 ฉบับ ต่อยอด-ลดความซ้ำซ้อน

    รบ.เร่งปฏิรูป กม.เศรษฐกิจ เล็งทบทวน 7,000 ฉบับ ต่อยอด-ลดความซ้ำซ้อน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงาน โดยรัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวง กว่า 7,000 ฉบับ ว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายปกรณ์ ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และจัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย โดยเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ จากนั้น เมื่อรับเรื่องจถเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง ให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

    น.ส.รัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิดการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ( Super License ) ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ผ่านมามีการปรับปรุงและเห็นผลแล้ว คือมาตรการ BOI Fast Pass ส่งผลให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

    ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทย ที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000046768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PRjIiPEI9sR7rvyQmJXwb

  • สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก

    สภาพัฒน์ เผย GDP ไตรมาส 1/69 โต 2.8% ชี้เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณบวก


    สภาพัฒน์ เผย  เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ดีเกินคาด ขยายตัว 2.8% เร่งตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังได้แรงหนุนจากภาคเกษตร-ท่องเที่ยว-ส่งออก และการบริโภคภาคเอกชนที่กลับมาคึกคัก

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.8% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในช่วง 0.3-2.4% และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5%

    สภาพัฒน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาคเกษตรและภาคนอกเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาคเกษตรขยายตัว 1.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 0.6%

    ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัว 3.0% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.7% ในไตรมาสก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้า สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขนส่ง รวมถึงสาขากิจกรรมทางการเงินและการประกันภัยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

    ด้านการใช้จ่ายภายในประเทศ การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการ ต่างขยายตัวเร่งขึ้นเช่นกัน

    ตัวเลข GDP ที่ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์การค้าและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DDdnh-g3WnAo6Kludb4gb

  • ตารางประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 69 (ณ เดือนพ.ค. 69) ของสภาพัฒน์

    ตารางประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 69 (ณ เดือนพ.ค. 69) ของสภาพัฒน์

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)

              สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทย ปี 2569        +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++                                                        ประมาณการ ปี 2569                                             ณ 16 ก.พ.69                    ณ 18 พ.ค.69  +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++  อัตราการขยายตัวของ GDP                       1.5-2.5                        1.5-2.5      (ค่ากลาง)                                 2.0                            2.0              การบริโภคภาคเอกชน                             2.1                            2.4              การอุปโภคภาครัฐบาล                             1.2                            1.2  การลงทุนภาคเอกชน                              1.9                            3.7  การลงทุนภาครัฐ                                 1.7                            3.1   มูลค่าการส่งออก (ดอลลาร์)                        2.0                            9.6  มูลค่าการนำเข้า (ดอลลาร์)                        3.2                           14.2              อัตราเงินเฟ้อ                              (-0.3) ถึง 0.7                     2.0-3.0        (ค่ากลาง)                                0.2                            2.5  ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP (%)                       2.4                            1.0  ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGH0IQ34HHI310RPQ9BWMV4K71UDLGL&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y-f9Rid4AcpaWTfur6QVX

  • สศช. ประกาศ GDP ไทย Q1 ปี 69 โต 2.8% คงทั้งปี 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ

    สศช. ประกาศ GDP ไทย Q1 ปี 69 โต 2.8% คงทั้งปี 2% เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ

    18 พฤษภาคม 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% จากไตรมาส 4/2568 ซึ่งขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้

    ทั้งนี้เป็นผลจากเครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการลงทุนรวมยังคงขยายตัวสูง  9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน 

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การส่งออก โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก สินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก

    ขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อเนื่องจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์  ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส 

    ทั้งนี้ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และ ราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 6.9 พันล้านบาท เทียบกับการเกินดุล 4.4 หมื่นล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

    สศช. แถลงเศรษฐกิจไทย ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4/2568

    เตือนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ

    นายดนุชา กล่าวว่า ในด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 46% แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ก็ได้นำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งสหรัฐ และแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาก็ยังอยู่ในระดับสูง

    แม้ว่าในช่วงถัดไป สศช. จะประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะสิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาพลังงานน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ กระทบสาขาเศรษฐกิจ ทั้งประมง ขนส่ง อุตสาหกรรมเคมี ซึ่งจากนี้จะกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนในระยะต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลค่าครองชีพในช่วงต่อไป เพราะถ้าเหตุการณ์ยังไม่ยุติอาจจะเกิดวิกฤตค่าครองชีพในช่วงต่อไปด้วย

    เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ล่าสุด

    สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5%

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ GDP

    ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569

    อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 

    1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 

    2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 

    3. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4% และ 3.7% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะขยายตัว 9.6% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1% ของ GDP

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5%

    ข้อเสนอการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569

    อย่างไรก็ตามในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

    1. การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความมั่นคงทาง พลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแล ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบ ในภาคการผลิตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลน และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 

    2. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริม การลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวก และการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน  และ การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศ ให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ 

    3. การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยการเตรียมความพร้อมต่อกระบวนการ ไต่สวนตามมาตรา 301 และรองรับความเสี่ยงของการใช้มาตรา 201 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974

    รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ ในปี 2569 – 2570 ทั้ง มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และข้อกฎหมายด้านการนำเข้าสินค้าที่มีส่วนในการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป

    การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และ การช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้าให้มีความทันสมัยโดยเฉพาะมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและการให้ความสำคัญกับการบริหาร จัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาด ตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกลที่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569

    4. การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า  90.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุนที่ควรเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายไม่น้อย กว่า 70% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถบังคับใช้ได้ตามกำหนด

    พร้อมทั้งการเร่งรัดให้หน่วยงานต่าง ๆ เตรียมความพร้อมการดำเนินการ โครงการลงทุนที่มีความสำคัญให้สามารถเริ่มดำเนินการและเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ โดยควรให้ งบลงทุนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2570 มีการเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 30% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด 

    รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของ ประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ 

    เช่นเดียวกับการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ผ่านการกำหนดแนวทางในการลดการขาดดุลทางการคลังและการลดสัดส่วนหนี้สาธารณะ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป

    5. การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตรและ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย จากตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

    รวมถึงการบรรเทาผลกระทบทางด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการใช้เครื่องจักรกล เพื่อการเกษตรและการขนส่งสินค้าเกษตร และ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรองน้ำให้มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงของภาวะฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง อันเนื่องมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในปีการเพาะปลูก 2569/2570

    6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้า

    รวมทั้งการเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป และการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงินประเมินความ โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0svDvNnAcv1RUpJtcy7U4g

  • รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ

    รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ

    รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ เปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้น มิ.ย. เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ


    18/05/2569 | 87 |

    ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนต่อยอด BOI Fast Pass ดันลงทุนไตรมาส 1/69 โต แรง 18%

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงานในส่วนนี้

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของรัฐบาลคือปรับบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ธุรกิจดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายลำดับรอง ซึ่งแม้กฎหมายแม่บทจำนวนมากจะมีหลักการที่เหมาะสม แต่กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศย่อยที่สะสมจำนวนมากในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นภาระและต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวงที่มีอยู่กว่า 7,000 ฉบับ เพื่อแยกว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล ก็จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายรวดเร็วขึ้นและตรงกับความต้องการของเอกชน ในการหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมคณะจากหลายองค์กร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา  นายปกรณ์ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยขอให้จัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย ซึ่งภาคเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นรัฐบาลจะรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด Super License หรือการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง รวมถึงปรับแนวทางจากระบบรออนุญาตก่อนดำเนินการ ไปสู่ระบบตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งการปรับปรุงระบบการอนุญาตที่เริ่มให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะที่ผ่านมาแล้วคือมาตรการ BOI Fast Pass ที่สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนให้เร็วขึ้น ส่งผลอย่างสำคัญให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

    ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทยที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164161


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/503869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ALdnIPtkefgyBdSmKyXyY

  • อิสราเอลเผย GDP Q1/69 หดตัว 3.3% เซ่นผลกระทบสงครามอิหร่าน : อินโฟเควสท์

    อิสราเอลเผย GDP Q1/69 หดตัว 3.3% เซ่นผลกระทบสงครามอิหร่าน : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติอิสราเอล รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิสราเอล หดตัวลง 3.3% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับไตรมาส 4/2568 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 2.9% และสามารถรักษาการเติบโตต่อเนื่องตลอดปี 2568

    กิจกรรมทางธุรกิจหดตัวลงในอัตรารายปี 3.1% ในไตรมาสแรก จากเดิมที่เคยขยายตัว 5.4% ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนลดลง 4.7% ต่อเนื่องจากที่ลดลง 4.6% ในไตรมาสก่อนหน้า

    สำนักงานสถิติระบุว่า การหดตัวของเศรษฐกิจเป็นผลจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ยาวไปจนถึงข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 8 เม.ย.

    นักวิเคราะห์ระบุว่า อัตราการเติบโตของ GDP ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการเรียกกำลังพลสำรองจำนวนมากเข้าสู่กองทัพ รวมถึงการที่ประชาชนอิสราเอลส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายในที่พักอาศัยตลอดช่วงสงคราม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xrVKvrovGCbzoYlKK1LaL

  • สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    Siam Blockchain

    By

    พฤษภาคม 18, 2026

    สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ-จีนตั้งคณะกรรมการการค้าร่วม ลดความตึงเครียดเศรษฐกิจ

    สรุปข่าว
    • ทำเนียบขาวประกาศจัดตั้งคณะกรรมการการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง
    • คณะกรรมการการค้าจะดูแลการค้าสินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน ส่วนคณะกรรมการการลงทุนจะเป็นเวทีหารือด้านการลงทุนระหว่างรัฐบาล พร้อมกับข้อตกลงที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
    • การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจโลกเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม แต่ยังต้องติดตามว่ากลไกใหม่นี้จะมีผลในทางปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

    การจัดตั้งกลไกการค้าร่วมสหรัฐฯ-จีนเป็นสัญญาณลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งโดยทั่วไปเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต แต่เนื่องจากไม่มีการกล่าวถึงคริปโตโดยตรง และความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสองชาติยังคงมีอยู่ ผลกระทบต่อราคาจึงยังเป็นกลาง

    เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ทำเนียบขาวได้ประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-จีน” (US-China Board of Trade and Investment) ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter โดยมีเป้าหมายเพื่อ “เพิ่มประสิทธิภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2560 และเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

    BREAKING: The White House announces the establishment of the US-China Boards of Trade and Investment to “optimize the bilateral economic relationship” between China and the US.

    The Board of Trade will allow the US Government and China to manage bilateral trade “across…

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) May 18, 2026

    รายละเอียดคณะกรรมการและข้อตกลงที่ตามมา

    คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่ประกอบด้วยสองส่วน ได้แก่ คณะกรรมการการค้า (Board of Trade) ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนบริหารจัดการการค้าสินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน และคณะกรรมการการลงทุน (Board of Investment) ที่จะเป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นการลงทุนระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย กรอบการทำงานใหม่นี้ถูกอธิบายว่าเป็นแนวทางที่ “แม่นยำ” และ “ปฏิบัติได้จริง” มากขึ้น โดยละทิ้งการแสวงหาข้อตกลงครอบคลุมในวงกว้างแบบเดิม

    นอกเหนือจากการจัดตั้งคณะกรรมการ ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงพันธกรณีที่เป็นรูปธรรมหลายประการ จีนจะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของสหรัฐฯ อย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 พร้อมกันนี้จีนยังอนุมัติการจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้งที่ผลิตในอเมริกาจำนวน 200 ลำในเบื้องต้นสำหรับสายการบินจีน และยังเตรียมแก้ไขข้อกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญ เช่น อิตเทรียม สแกนเดียม นีโอดิเมียม และอินเดียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    นัยสำคัญต่อตลาดการเงินโลกและคริปโต

    การจัดตั้งกลไกการค้าถาวรระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกถือเป็นสัญญาณของการพยายามลดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าข้อตกลงครั้งนี้ยังบรรลุผลได้น้อยกว่าที่คาดไว้ และความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเรื่องการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ ยังคงมีอยู่

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวคอนเฟิร์ม แผนคลังทุนสำรอง Bitcoin เตรียมประกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายของทำเนียบขาวกับตลาดคริปโตยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกในภาพใหญ่ การที่สหรัฐฯ และจีนยอมนั่งลงตั้งกลไกการค้าร่วมกันอย่างเป็นระบบดีกว่าการขัดแย้งกันตลอดเวลาแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือกลไกใหม่นี้จะมีผลในทางปฏิบัติจริงแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาการประกาศข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนมักตามมาด้วยความผิดหวังในระยะยาว สำหรับนักลงทุนคริปโต ถ้าความตึงเครียดทางเศรษฐกิจโลกลดลงได้จริง ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนุนระยะกลางได้บ้าง แต่คงไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนราคาในระยะสั้น

    ที่มา: @KobeissiLetter

    เครดิตภาพจาก @CE_ChinaEconomy

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/18/us-china-trade-investment-board-bilateral-economic-relationship/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P80FC0J-4t9tm7AaK0FC8

  • “ชัชชาติ” ลั่นทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย แย้มสมัยหน้าดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจแข่งขันกับโลก

    “ชัชชาติ” ลั่นทำหน้าที่จนวินาทีสุดท้าย แย้มสมัยหน้าดันกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจแข่งขันกับโลก

    “ชัชชาติ” ขอทำงานจนวินาทีสุดท้าย บอกแค่อีกวันในชีวิต ลั่น 5 โมงเย็นนี้เป็นประชาชนเต็มขั้น เตรียมปั่นจักรยานขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน แย้มสมัยหน้าเน้นเพิ่มประสิทธิภาพเมือง พัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแข่งขันกับทั่วโลก

    วันนี้ (18 พ.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง ในเวลา 17.00 น. นี้ว่า ใบลาออกไปเช้าวันนี้แล้ว มีผลทันทีในเวลา 17.00 น. เพราะคืนนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศร่วมงานรับปริญญาของนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชาย จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลาราชการและไม่ต้องมีรักษาการ โดยยืนยันว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยต่อไป

    สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเน้นนโยบายเรื่องผลิตภาพ (Productivity) เพราะขณะนี้เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้น้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองให้มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ ความสุข โอกาส และความหวัง เพราะช่วงที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้น เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อไปจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต

    เมื่อถามว่าช่วงที่ลาออกจะมีช่องว่าง มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร มันเป็นเรื่องของทีมงาน ข้าราชการทุกคนอยู่ต่อ นโยบายก็ทำต่อ เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่มีช่วงที่ว่าง เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกคนใหม่เข้ามา ที่ผ่านมางานต่าง ๆ ข้าราชการและทีมงานก็ทำได้ดี

    “ก็ต้องทำดิ เพราะเขาจ่ายเงินถึงวินาทีสุดท้าย มีเรื่องที่เป็นห่วงอยู่เยอะ” นายชัชชาติ กล่าว

    นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เช้าวันนี้จะไปลงพื้นที่เขตดอนเมืองเพราะเป็นจุดที่น้ำท่วมหนักที่สุดตั้งแต่ปีแรก ๆ ที่เราเข้ามา ซึ่งขณะนี้ก็ทำถนนน่าจะเสร็จตามแผนแล้ว อยากไปเยี่ยมเขาเพราะเป็นจุดที่เรากังวล มีบางโครงการที่ยังกังวล เช่น เรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียที่ฝั่งธนฯ คืบหน้าไม่มากนัก จึงฝากปลัดกรุงเทพมหานครดูแลต่อให้ดีและฝากส่งต่อถึงผู้บริหารชุดใหม่ด้วย ขณะที่ทีมงานที่จะช่วยกันเดินหาเสียงก็คงจะเป็นชุดเดิมและคงมีชุดใหม่เข้ามาด้วย ขอบคุณทีมงานและข้าราชการลูกจ้างที่ช่วยกันทำงานอย่างดีมาก ๆ ในช่วงเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา

    ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่ายังให้คะแนนตนเอง 5 เต็ม 10 อยู่หรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ที่ให้ 5 คะแนนเพราะไม่ควถามตนเอง การให้คะแนนตนเองเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราให้ทีมงาน 8 คะแนน จึงขอให้คนอื่นให้คะแนนเราดีกว่า เพราะพูดไปมีทั้งคนชอบไม่ชอบ ส่วนสิ่งที่พอใจมากที่สุดในตลอด 4 ปี คงเป็นพวกการตอบสนองปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการกับประชาชน เชื่อว่าระบบต่าง ๆ เช่น Traffy Fondue ทำให้ข้าราชการเห็นความสำคัญของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนในเรื่องหนึ่ง แต่ 4 ปีที่ผ่านมาเหลือแค่ 1.9 วันโดยเฉลี่ย

    ดังนั้นเรื่องที่ประชาชนสั่งการมา เราทำได้เร็วขึ้น ประชาชนรู้สึกว่ามีการกระจายอำนาจไปได้มากขึ้น ประชาชนไว้ใจเรามากขึ้น เพราะตอนที่เราเข้ามาวันแรก ๆ ประชาชนไม่ไว้ใจ กทม. มีแต่เรื่องใต้โต๊ะ ทุจริต สั่งการอะไรก็ไม่ทำให้ เราก็ไม่ไว้ใจประชาชน ประชาชนบ่นก็ไม่ค่อยฟัง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้เราหันหน้าเข้าประชาชนมากยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนกฎหมาย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยไม่ใช้เงินลงทุนแต่ได้ผลตอบแทนที่มีค่ามากขึ้น คงต้องทำต่อเชิงรุกมากขึ้น ที่ผ่านมาเราให้ประชาชนแจ้งเหตุ แต่ต่อไปเราต้องลงไปหาปัญหามากขึ้น

    “ประกาศลงต่อไปตั้งแต่เมื่อวาน ไม่มีอะไรหรอก ชีวิตเดินต่อไปสบายสบาย Just another day แค่อีกวันหนึ่งในชีวิต หลัง 5 โมงอยู่ไม่ได้แล้ว ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ แล้ว กลายเป็นประชาชนเต็มขั้น คงขี่จักรยานไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านตามปกติ” นายชัชชาติ กล่าว.

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04mhTbBF27Wc6BZ51nyc0Y

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.55-32.77 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า FED อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือกับผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ โดยภาพดังกล่าว ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,490 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกัน

    ▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนี PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด กอปรกับ ความไม่แน่นอนของการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้

    ▪ สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา จับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลประกอบการ Nvidia

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้สะท้อนถึงแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น จนทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 62% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน รวมถึงประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองอังกฤษ พร้อมกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนในสินทรัพย์ภาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนเมษายน รวมถึง แนวโน้มราคาบ้านในเดือนเมษายน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น ทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม และอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายน ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสถึง 78% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้

    ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราว +2.4%y/y ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังไม่รุนแรงมากนักในช่วงไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +19%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +27%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.6 พันล้านดอลลาร์

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการเจรจา Trump-Xi summit กลับไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการเจรจาหยุดยิง และแม้ว่า โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง เรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวได้

    และนอกเหนือจาก พัฒนาการของสถานการณ์นะตะวันออกกลางที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินบาท เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ หากรายงานผลประกอบการ (และแนวโน้มผลประกอบการ) ออกมาสดใสดีกว่าคาด อาจทำให้ตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงต่อ จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ในทางกลับกัน หากตลาดผิดหวังกับผลประกอบการของ Nvidia จนกลับเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน เรามองว่า ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ หากตลาดปิดรับความเสี่ยงหนัก และมีการทยอยปรับสถานะถือครองเงินเยนญี่ปุ่นบ้าง (ลด Net Short JPY ที่มองเงินเยนอ่อนค่า) นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง อาจทำให้เราต้องระวัง การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เสี่ยงย่อตัวลงบ้าง หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น รวมถึง ตลาดตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการของ Nvidia

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1019853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ocyXI7ICw50b7GSpdYiC