Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 3 ประจำปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 3 ประจำปี 2569

    s ภาพรวมเศรษฐกิจ s

    เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวม GDP ปรับลดลง -0.5เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยที่ -0.9% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอยู่ที่ระดับ 2.8% ในขณะที่อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8.3การนำเข้าโดยรวมของชิลีลดลง -3.1% ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นที่ 8.7% โดยสินค้ากลุ่มสินแร่และทองแดงซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักขยายตัวจากปีก่อนหน้า 12.4รวมมูลค่า 5.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ปัจจัยสนับสนุนจากราคาทองแดงในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ทั้งนี้ในเดือน มกราคม 2569 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 124.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 14.6% รวมมูลค่า 55.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนมกราคม 2569 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้ 

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี )

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ -0.9% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

    การบริโภคภาคเอกชนของชาวชิลีในภาพรวมชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังจากช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งนี้หมวดสินค้าที่มีการขยายตัวสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย หมวดยารักษาโรค-ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเพิ่มขึ้น 5.6%5.0% และ 5.0% ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนมกราคม 2568         

    ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 43.3 มาอยู่ที่ 49.4 เพิ่มขึ้น 14.1%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนมกราคม 2569 ในภาพรวมปรับตัวลดลง -17.1เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) ลดลงจาก 8.2 ล้านตารางเมตร มาอยู่ที่ 6.8 แสนตารางเมตร โดยปัจจัยหลักมาจากการก่อสร้างของภาครัฐ ที่ลดลง -27.9% สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ลดลง -9.0% เช่นกัน

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนมกราคม 2568 ปรับระดับจาก 46.5 มาอยู่ที่ 52.1 เพิ่มขึ้น 12.0จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 63.957.6 และ 47.5 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.3ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นบิโอบิโอที่ 9.7% และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือ แคว้นไอเซน ที่ 4.1%

    image.png

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนมกราคม 2569 ปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยอยู่ที่ 2.8ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อของชิลีชะลอตัวคือ ค่าเงินเปโซที่แข็งค่าขึ้นทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานในเดือนมกราคม 2569 ที่ลดลง -3.3และ -1.4% ตามลำดับ ทั้งนี้ นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางชิลี   ในการควบคุมเงินเฟ้อ ได้ผลลัพธ์เกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 3%

    image.png

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

         การส่งออกสินค้าของชิลีในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่ารวมที่ 10,680 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินแร่

    4,945

    5,558

    12.4%

    ผลไม้

    1,919

    1,771

    -7.7%

    เคมีภัณฑ์

    856

    862

    0.7%

    ปลาแซลมอน

    623

    703

    12.8%

    เยื่อกระดาษ

    396

    332

    -16.2%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    190

    236

    24.2%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    181

    157

    13.3%

         การนำเข้าของชิลีในเดือน มกราคม 2569 มีมูลค่ารวมที่ 6,869 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -3.1เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (68/69)

    ปี 2568

    ปี 2569

    สินค้าหมวดพลังงาน 

    1,213

    872

    -28.1%

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    2,129

    2,052

    -3.6%

    สินค้าทุน

    1,527

     1,702

    11.5%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    208

    204

    -1.9%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    188

    171

    -9.0%

    จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 3,811 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 55.75 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.58        เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (23.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.81%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (11.03 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.22%

    • ปลากระป๋อง (3.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.68%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (3.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น  4.47%)

    • ผักและผลไม้กระป๋อง (2.10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.67%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 99.57 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -21.69%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 55.75 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.58%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 38.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -0.89%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 17.32 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -8.15%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 7.23 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง 22.64%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 69.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.66% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (27.78 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.49%) 

    • สินแร่อื่น ๆ (18.07 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 227.36%)

    • แซลมอนและอาหารทะเล (10.35 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง –22.36%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (5.91 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -24.90%)

    • เยื่อกระดาษ (3.06 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -68.97%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 69.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.66%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 38.02 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -2.30%)

    • ชิลีส่งออกไปยังอินโดนีเซีย 10.27 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 44.29%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 8.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 13.57%)

    • ชิลีส่งออกไปยังกัมพูชา 7.42 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6.21%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ในเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ 124.84 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 9.47%) โดยชิลีส่งออกสินค้ามายังไทย มากกว่านำเข้าจากไทยทำให้ชิลีเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 13.34 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/g50x513oqpioukhjs0i4judy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw142qPZiX9yddXBPnjoB4EE

  • SET News :ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้อนรับ บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เริ่มซื้อขาย 1 เม.ย. นี้

    SET News :ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้อนรับ บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) เริ่มซื้อขาย 1 เม.ย. นี้

    ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี โดยมีสินค้าหลัก ได้แก่ 1) ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน บรรจุภัณฑ์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D103003801%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Kv-egbR–krjl953yfdF2

  • โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง มีธุรกิจที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง มีธุรกิจที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    ส่องธุรกิจ โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง มีธุรกิจที่ไม่เคยรู้มาก่อน

    หากเอ่ยถึง โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา เชื่อว่าหลายคนจะรู้จักเธอกันเป็นกันดีอยู่แล้วในฐานะที่เธอเคยเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนดัง ซึ่

    ประวัติ โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา

    • จบการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตปทุมวัน
    • จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
    • ปริญญาตรี คณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ด้านการงาน

    • เริ่มทำงานอยู่ในองค์กรทำงานฝ่ายต่างประเทศ ฝ่ายสื่อมวลชน ฝ่ายสื่อสารองค์กร
    • เคยเป็นพิธีกรให้กับช่องวอยซ์ทีวี อย่างรายการ ดีว่าส์ คาเฟ่ และโคซี่ ลิฟวิ่ง
    • เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และวิทยากรเกี่ยวกับงานฝึกอบรมด้านบุคลิกภาพ ด้านการตลาด

    บทบาททางการเมือง

    โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา เริ่มออกมาทำกิจกรรมต่างๆ เรียกร้องสิทธิให้ ไผ่ ดาวดิน จนตำรวจยกให้เป็น แกนนำ MBK39 ชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง จนได้ฉายาว่า “โบว์ คนอยากเลือกตั้ง”

    ซึ่งนอกจาก โบว์ ณัฏฐา จะสวมหมวกด้านการเมืองแล้ว แต่อีกหมวกใบหนึ่งเธอเคยทำธุรกิจส่วนตัวด้วย

    เปิดรายได้ธุรกิจ โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา

    Sanook Money ตรวจสอบข้อมูลจาก creden data จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทครบวงจร พบว่า โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา มีรายชื่อปรากฎเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท 1 แห่ง และถือหุ้นจำนวน 2 รายการ มูลค่าหุ้นทั้งหมด 883,303 บาท

    บริษัท บีที เวนเจอร์ส จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2554 และถือหุ้นจำนวน 23,200 หุ้น (58.00%) มูลค่าหุ้น 0 บาท ดำเนินธุรกิจสนามเด็กเล่นและจัดกิจกรรมสันทนาการ ปัจจุบันทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท ปัจจุบันสถานภาพกิจการเป็น ร้าง ณ วันที่ 2 ต.ค. 2563 โดยมีผลประกอบการย้อนหลังดังนี้

    • ปี 2556 รายได้ 4,810,943.61 บาท ขาดทุน 1,923,220.19 บาท
    • ปี 2557 รายได้ 3,022,769.46 บาท ขาดทุน 1,228,261.11 บาท
    • ปี 2558 รายได้ 1,034,005.54 บาท ขาดทุน 1,717,915.29 บาท

    ปี 2558 รวมสินทรัพย์ 1,701,437.78 บาท รวมหนี้สิน 6,518,717.00 บาท


    นอกจากนี้ ยังพบว่า โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา ถือหุ้น บริษัท ซิมบิส จำกัด ดำเนินธุรกิจประกอบกิจการนำเข้า-ส่งออก สินค้าอุปโภค-บริโภค ถือจำนวนหุ้น 14,695 หุ้น (48.98%) มูลค่าหุ้น : 883,303 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949020/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw133Bm71Oo4wF2Tbr6Ck-lV

  • “กนก” ด่ายับ”ณัฐชา”ไร้จิตสำนึกโพสต์”ค.”หลังมีมติส่งฟ้อง ม. 44 สส.สะท้อนระดับการศึกษา | TOPNEWS

    “กนก” ด่ายับ”ณัฐชา”ไร้จิตสำนึกโพสต์”ค.”หลังมีมติส่งฟ้อง ม. 44 สส.สะท้อนระดับการศึกษา | TOPNEWS

    “กนก” ด่ายับ “ณัฐชา” ไร้จิตสำนึกโพสต์ “ค.” หลังมีมติส่งฟ้อง ม. 44 สส.สะท้อนถึงระดับการศึกษา

    #topnewstv #ยกเลิก112 #พรรคประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1533731&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MG_HUNhXmToAUeDHrsLAM

  • ฤดูร้อน (เงิน) มาแล้ว! เม.ย.-พ.ค.ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งเร่งขอสินเชื่อ รับเปิดเทอม

    ฤดูร้อน (เงิน) มาแล้ว! เม.ย.-พ.ค.ค่าใช้จ่ายครัวเรือนพุ่งเร่งขอสินเชื่อ รับเปิดเทอม

    ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ไม่ได้ร้อนแค่สภาพอากาศ แต่กำลังกลายเป็น “ฤดูร้อนทางการเงิน” ของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลที่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี

    ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยผลวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านแอป KKP Better พบว่า สัญญาณการใช้วงเงินและการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเปิดภาคการศึกษา ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านสภาพคล่องของครัวเรือน

    “พายุค่าใช้จ่าย” 4 ระลอก กดดันสภาพคล่อง

    KKP ระบุว่า ภาระทางการเงินในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดจากการบรรจบกันของปัจจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่

    1. ภาระภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

    ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ชี้ว่า รายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2568 อยู่ที่ 432,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากช่วง 4 ปีก่อนหน้า ส่งผลให้ผู้มีรายได้ประจำต้องเตรียมเงินสดเฉลี่ย 5,000 – 10,000 บาทในช่วงยื่นภาษี

    2. ค่าไฟฟ้าพุ่งตามอุณหภูมิ

    อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส ทำให้การใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นราว 3% ส่งผลให้ค่าไฟช่วงเมษายน – พฤษภาคมสูงกว่าปกติ 10 – 30%

    3. ค่าใช้จ่ายเทศกาลเร่งตัว

    มูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 อยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 8.8 หมื่นล้านบาทในปีก่อน สะท้อนภาระด้านการเดินทางและการบริโภคที่ขยายตัว แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    4. ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา (Fixed Cost สำคัญ)

    ต้นทุนการศึกษา โดยเฉพาะในระบบเอกชนและนานาชาติ ยังคงเป็นภาระหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปีในช่วงเปิดเทอม

    พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ใช้เงินล่วงหน้ามากขึ้น

    ข้อมูลจาก KKP Better ยังสะท้อนว่า ผู้ปกครองเริ่ม “ดึงสภาพคล่องในอนาคต” มาใช้มากขึ้น

    โดยยอดใช้จ่ายด้านการศึกษาผ่านแอปในช่วงปี 2563–2568 รวม 88 ล้านบาท และเฉพาะปี 2568 อยู่ที่ 46 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อคน

    นอกจากนี้ การใช้วงเงินสินเชื่อเริ่มขยับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเร็วกว่าไทม์ไลน์การจ่ายค่าเทอมปกติ สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าแรกเข้า และค่าเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำ

    “การศึกษา” ยังเป็นลำดับความสำคัญ แม้การเงินตึงตัว

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ครัวเรือนไทยจะเผชิญแรงกดดันด้านการเงินสูงสุดช่วงหนึ่งของปี แต่การลงทุนด้านการศึกษายังคงเป็น “ค่าใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์” ที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญสูงสุด

    KKP แนะว่าการบริหารหนี้รูปแบบใหม่ โดยเน้นลดต้นทุนดอกเบี้ยและจัดโครงสร้างหนี้อย่างมีระบบ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1567239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XCe735CL-e2B9LMSMGsaA

  • อว. จับมือ 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำสหราชอาณาจักร เปิด 7 หลักสูตรนานาชาติในไทย

    อว. จับมือ 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำสหราชอาณาจักร เปิด 7 หลักสูตรนานาชาติในไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/138457&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YPSaIxJUftXnwkfmySQ8u

  • ประวัติ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวฯ ในครม.อนุทิน 2 ทายาทบ้านใหญ่อยุธยา

    ประวัติ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวฯ ในครม.อนุทิน 2 ทายาทบ้านใหญ่อยุธยา

    ประวัติ

    ประวัติ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ใน ครม.อนุทิน 2 ทายาทบ้านใหญ่อยุธยา พร้อมผลงานเด่นวงการลูกหนังไทย

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในคณะรัฐมนตรีชุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกว่า ครม.อนุทิน 2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานโผการจัดสรรตำแหน่งในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยออกมาแล้ว

    ประวัติ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล มีชื่อเล่นว่า “เอ” เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2519 (ปัจจุบันอายุ 49 ปี) เป็นบุตรชายของ นายวีระชัย พันธ์เจริญวรกุล และ สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านชีวิตครอบครัว นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมรสกับนางอิสสริยา พันธ์เจริญวรกุล

    ประวัติการศึกษา

    • ระดับมัธยมศึกษา: โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยา ในพระบรมราชูปถัมภ์
    • ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา วาสุกรี
    • ระดับปริญญาตรี: บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยรังสิต
    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    FB/ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    ประวัติการทำงาน

    • ปี 2550: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคพลังประชาชน
    • ปี 2554: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย
    • ปี 2557: สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตอำเภอวังน้อย
    • ปี 2562: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร
    • ปี 2566: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน
    • ปี 2568: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล
    FB/ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    ผลงานโดดเด่นในวงการลูกหนังไทย

    บทบาททางด้านกีฬาของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นที่รู้จักในวงการฟุตบอลในนาม “บิ๊กเอ” ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของทีมบริหารสโมสรฟุตบอลอยุธยา ยูไนเต็ด ปัจจุบันมีน้องชายอย่างนายอดิศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล หรือ “บอสอี๊ด” นั่งตำแหน่งประธานสโมสร

    “บิ๊กเอ” คลุกคลีกับการบริหารทีมฟุตบอลอาชีพมาตั้งแต่ระดับไทยลีก 3 จนกระทั่งสามารถผลักดันทีมก้าวขึ้นสู่ไทยลีก 2 และทะยานขึ้นสู่ลีกสูงสุดอย่างไทยลีก 1 ได้สำเร็จในฤดูกาลปัจจุบัน

    FB/ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
    FB/ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
    FB/ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Suriyen J.

    Suriyen J.

    นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1551119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P2BRH_C_w9gKzAVfQj2Y2

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชิลีอย่างไร

    สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชิลีอย่างไร

    รัฐบาลชิลีประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งใหญ่ โดยมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากประมาณ 1.30 เหรียญสหรัฐต่อลิตรเป็น 1.70 เหรียญสหรัฐ ขณะที่น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 โดยเพิ่มขึ้นจาก 1.00 เหรียญสหรัฐเป็น 1.70 เหรียญสหรัฐ[1] การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงกลไกราคาน้ำมันภายในประเทศให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยนาย ฮอร์เก กิรอซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในแถลงการณ์ว่า ชิลีกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลังที่รุนแรงมาก” สำนักข่าวท้องถิ่นของชิลีเผยว่ามีประชาชนจำนวนมากต่อแถวรอเติมน้ำมันในกรุงซันติอาโก เนื่องจากกังวลว่าราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก

    ทั้งนี้ นาย ฮอร์เก เบอร์ริโอส ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิลี เผยว่าภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบประมาณหนึ่งในสามของโลก อีกทั้งยังมีช่องทางการส่งผ่านน้ำมัน 1 ใน 5 เส้นทางสำคัญ ความตึงเครียดใด ๆ ในภูมิภาคนี้มักจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาในตลาดน้ำมันระหว่างประเทศในทันที ซึ่งประเทศชิลีมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อปฏิกิริยาดังกล่าว เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่ใช้ในประเทศคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 95 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นความผันผวนของราคาน้ำมันจึงส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าแค่ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่ง โดยจะกระทบไปถึงการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่โลจิสติกส์ “เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้น และสิ่งนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยมีการคาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคในภาพรวมในเดือนเมษายนนี้ อาจปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 8 นอกจากนี้ ความต้องการน้ำมันและการซื้อขายน้ำมันระหว่างประเทศส่วนใหญ่ผ่านสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้สินค้านำเข้ามีราคาแพงขึ้น 

    ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1 เหรียญสหรัฐต่อ 929.90 เปโซชิลี ซึ่งแข็งค่าขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ หากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่สามารถคลี่คลายลงได้ในระยะเวลาอันใกล้ ชิลีอาจได้รับผลกระทบในระดับปานกลางในเดือนเมษายน ทั้งนี้ หากความตึงเครียดคงอยู่และทำให้ราคาน้ำมันและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ชิลีจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงและเกิดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ลดโอกาสในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งอาจขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต. 

    แม้ว่าในทางภูมิศาสตร์ ชิลีจะอยู่ห่างไกลจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก จะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อเศรษฐกิจของโลกที่ปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันตลาดการเงิน และจะตอบสนองต่อสัญญาณความเสี่ยงระหว่างประเทศแทบจะทันที รวมถึงเศรษฐกิจของชิลีด้วย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นทางการขนส่งทางยุทธศาสตร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก

    ชิลีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของภูมิภาคลาตินอเมริกา และพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถึงร้อยละ 95 การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันและค่าเงินเหรียญสหรัฐจะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นโดยตรง และกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและการผลิต กระทบต่อดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ให้สูงขึ้นตามไปด้วย โดยธนาคารกลางของชิลีได้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งอาจสูงถึงประมาณร้อยละ 4[1] อย่างไรก็ดี รัฐบาลชิลีได้ประกาศมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากจากความผันผวนของราคาค่าน้ำมัน ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นผ่านกลไกการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหรือ (MEPCO)[2] โดยเป็นการให้เงินอุดหนุนหรือลดภาษีสรรพสามิตลง เพื่อให้ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มเพิ่มขึ้นไม่เกินเพดานที่กำหนดในขณะนี้ซึ่งถือเป็นช่วงวิกฤตพลังงาน รัฐบาลได้ขยายขอบเขตการใช้กลไล MEPCO อาทิ การตรึงค่าโดยสารขนส่งสาธารณะไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 การขยายวงเงินอุดหนุน และปรับเปลี่ยนความถี่ในการปรับราคาจากทุกสัปดาห์ เป็นทุก 3 สัปดาห์ เพื่อให้ราคาน้ำมันคงที่นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งประธานาธิบดีโฮเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายประมาณ 140 ล้านเหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์และคาดว่าจะสูงถึง 160 ล้านเหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ หากสถานการณ์ฯ ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยรัฐบาลได้ประเมินว่าภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดอาจสูงถึง พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะกระทบต่องบประมาณของรัฐบาลที่ตึงเครียดจากการขาดดุลทางการคลังในปีแล้วที่สูงถึงร้อยละ 3.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด 19) 

    ผลกระทบต่อประเทศไทย

    ต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น การค้าและการขนส่งสินค้าระหว่างไทยและชิลีต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือและทางอากาศเป็นหลัก อีกทั้งระยะทางของระหว่าง ประเทศห่างไกลกันมาก เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าระวางเรือ (Freight Rate) และค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge) เพิ่มขึ้นทำให้ราคาสินค้าจากการขนส่งดังกล่าวเพิ่มขึ้นด้วย โดยสินค้าไทยที่มีราคาต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ หรือเน้นปริมาณมากแต่ราคาต่อหน่วยต่ำ อาทิ ข้าว หรือเม็ดพลาสติกจะได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าที่มีมูลค่าสูง 

    อำนาจการซื้อของผู้บริโภคชาวชิลีลดลง จากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวประกอบกับอัตราเงินเฟ้อของชิลีที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ราคาอาหารและบริการพื้นฐานที่อยู่ในระดับสูงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่งผลให้ผู้บริโภคในชิลีต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น

    การชะลอการตัดสินใจด้านการลงทุน สภาพแวดล้อมที่มีตัวแปรความผันผวนมากขึ้น ต้นทุนพลังงาน การขนส่งระหว่างประเทศ ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้นำเข้าชาวชิลี  และอาจรวมถึงการจัดหาสินค้าหรือนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย

    สคต.ฯ เห็นว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในชิลี ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านต้นทุนเชื้อเพลิงในประเทศเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ ที่ส่งผลกระทบมาถึงภาคการค้าระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและชิลีที่ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ ทั้งในด้านต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นและอำนาจการซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามภาวะเงินเฟ้อ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับวิกฤตในครั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ผู้ประกอบการควรเร่งทบทวนโครงสร้างต้นทุนและแผนการขนส่ง โดยพิจารณาการบริหารจัดการคลังสินค้า ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความถี่ในการขนส่ง รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ในสภาวะที่ต้นทุนพื้นฐานสูงขึ้น การใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี (TCFTA) เพื่อยกเว้นภาษีนำเข้าจะกลายเป็นกลยุทธ์หลักในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดชิลี ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคองตัวผ่านวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษนี้ไปได้ และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความยั่งยืนทางการค้าในอนาคต

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              มีนาคม 2569


    [1] https://www.bcentral.cl/en/web/banco-central/content/-/detalle/informe-de-politica-monetaria-marzo-2025

    [2] https://www.hacienda.cl/estabilizacion-precios-de-combustibles/informe-semanal


    [1] https://www.reuters.com/business/energy/chiles-fuel-prices-jump-global-oil-shock-strains-public-finances-2026-03-24/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uqfc0cj2akcbx4z3kr6q9sv1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09buU9pSdBaBJNQSTA0bHr

  • เปิดโผ 10 จังหวัด “อีสานรวยสุด” ใครเบอร์ 1 ไม่ใช่อย่างที่คิด

    เปิดโผ 10 จังหวัด “อีสานรวยสุด” ใครเบอร์ 1 ไม่ใช่อย่างที่คิด

    การวัดความ “เจริญ” ของจังหวัดในเชิงเศรษฐกิจ หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมของพื้นที่นั้น ๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการ และเกษตรกรรม

    จากข้อมูล 40 จังหวัด GPP สูงที่สุดของไทย (ไม่รวมกรุงเทพฯ) สามารถคัดเลือกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “อีสาน” ที่มีเศรษฐกิจโดดเด่น และถือว่า “10 จังหวัดเจริญที่สุด” ได้ดังนี้

    10 จังหวัดอีสานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    1. นครราชสีมา

    หัวเมืองใหญ่ของอีสาน และเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การคมนาคม และอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก และเป็นประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    2. ขอนแก่น

    ศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ และธุรกิจของอีสานตอนกลาง เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

    3. อุบลราชธานี

    จังหวัดขนาดใหญ่ที่มีเศรษฐกิจหลากหลาย ทั้งเกษตร การค้า และการท่องเที่ยว เชื่อมต่อชายแดนลาว-กัมพูชา

    4. อุดรธานี

    ศูนย์กลางการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ เชื่อมโยงกับ สปป.ลาว และเวียดนาม ทำให้เศรษฐกิจคึกคัก

    5. บุรีรัมย์

    เติบโตโดดเด่นจากการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เช่น สนามช้างอารีนา และกิจกรรมระดับนานาชาติ

    6. สุรินทร์

    มีชื่อเสียงด้านการเกษตรและวัฒนธรรม โดยเฉพาะ “ช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญ สร้างรายได้ด้านท่องเที่ยว

    7. ศรีสะเกษ

    เศรษฐกิจหลักมาจากเกษตรกรรม โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง และการค้าชายแดน

    8. ร้อยเอ็ด

    จังหวัดศูนย์กลางการคมนาคมของอีสานตอนกลาง มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

    9. ชัยภูมิ

    มีศักยภาพด้านพลังงานและเกษตรกรรม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

    10. สกลนคร

    จังหวัดที่มีบทบาทสำคัญในอีสานตอนบน โดยเฉพาะด้านเกษตรอินทรีย์ และอุตสาหกรรมแปรรูป

    ภาพรวมเศรษฐกิจอีสาน

    • จังหวัด “หัวเมืองใหญ่” เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
    • การเติบโตกระจุกตัวในเมืองศูนย์กลางและจังหวัดที่มีโครงสร้างพื้นฐานดี
    • จังหวัดขนาดกลางเริ่มเติบโตจาก การท่องเที่ยว + การค้าชายแดน + เกษตรมูลค่าสูง

    แม้อีสานจะถูกมองว่าเป็นภูมิภาคเกษตรกรรม แต่ข้อมูล GPP แสดงให้เห็นชัดว่า หลายจังหวัดกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีบทบาททั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ หากมองในอนาคต “อีสาน” มีศักยภาพสูงที่จะกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญของไทย ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้าชายแดน และการลงทุนใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9881254/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_tjuGlSnHG2VIY-jnwGkQ

  • เริ่มแล้ว 1 เม.ย. 69 นี้ ! กรมประมง..“ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน” ครั้งที่ 42  ดันสัตว์น้ำเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น 2.67 เท่า  ควบคุมการทำประมง และฟื้นฟูระบบนิเวศ ในพื้นที่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง

    เริ่มแล้ว 1 เม.ย. 69 นี้ ! กรมประมง..“ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน” ครั้งที่ 42 ดันสัตว์น้ำเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น 2.67 เท่า ควบคุมการทำประมง และฟื้นฟูระบบนิเวศ ในพื้นที่ จ. ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง

    วันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลกระบี่ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ กรมประมงจัดพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอันดามัน ประจำปี 2569 (ปิดอ่าวอันดามัน) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ให้เกียรติเป็นประธานประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยเรือตรวจประมงทะเล จำนวน 9 ลำ ออกปฏิบัติงาน และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 2,050,000 ตัว ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการให้ความรู้ทางการประมง พร้อมอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าประมงมากมาย โดยมี นายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การต้อนรับ และมีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 600 คน

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยหลังเป็นประธานว่า กรมประมงยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการปิดอ่าว ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และอ่าวไทยรูปตัว ก ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ และอนุบาลของสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมง จากผลการสำรวจทางวิชาการในปี 2568 พบว่า อัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นถึง 2.67 เท่า รวมถึงการพบสัตว์น้ำเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิม 132.848 กิโลกรัมต่อชั่วโมง (ก่อนใช้มาตรการ) เพิ่มเป็น 354.835 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง (หลังใช้มาตรการ) สะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินงานในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงเดินหน้าตามมาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน ครั้งที่ 42 ซึ่งกำหนดพื้นที่ และช่วงเวลาการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง โดยครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,696 ตารางกิโลเมตร จากแหลมพันวา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ถึงตะวันออกปลายแหลมหัวล้าน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ถึงเกาะบิดะนอก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ถึงปลายแหลมเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ถึงปลายแหลมเกาะตะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ถึงเกาะสุกร และถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เพื่อคุ้มครองฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนทางฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความสมดุลอย่างยั่งยืน

    สำหรับพิธีประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวอันดามันในปีนี้ มีการจัดพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้ดำเนินงานตามมาตรการเป็นไปด้วยความราบรื่น พร้อมปล่อยขบวนเรือออกปฏิบัติการ จำนวน 9 ลำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่อ่าวอันดามัน รวมถึงมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 เพื่อช่วยเหลือองค์กรประมงชุมชนท้องถิ่น จำนวน 25 กลุ่ม ในการยกระดับผลผลิต สร้างความยั่งยืนให้กับชาวประมงในพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต 5 กลุ่ม จังหวัดพังงา 6 กลุ่ม จังหวัดกระบี่ 6 กลุ่ม และจังหวัดตรัง 8 กลุ่ม รวมทั้งยังมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 2,050,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 2,000,000 ตัว และ ปูม้า 50,000 ตัว ฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ในการปรับสมดุลระบบนิเวศ สร้างแหล่งอาหารในประเทศไทยให้มีความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำและการบังคับใช้กฎหมายในช่วงมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอันดามัน รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำเศรษฐกิจแห่งอันดามัน เพื่อการอนุรักษ์ และคืนความสมดุลของทรัพยากรทะเล ตลอดจน การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ด้านการผลิตและแปรรูปสัตว์น้ำ โดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่นนำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน จำนวน 8 ร้านค้า อาทิ ร้านค้า Fisherman Shop ปูม้าสด น้ำพริกจิ้งจ้าง ปลาแดดเดียว กุ้งย่างรมควัน ฯลฯ เป็นการสร้างรายได้ และต่อยอดทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมให้แก่พี่น้องชาวประมง

    อธิบดีกล่าวในตอนท้ายว่า…กรมประมงยังคงเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนตามแนวคิด “FISHERIES CONNECT FOR SUSTAINABILITY” อย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1008584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00xpWtBFpFHDrJlno-eQDG