Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เผยผลวิจัย ลูกค้ารถไฟฟ้าในไทยยังกังวลจุดอ่อนของแบตเตอรี่ และปัญหาในการชาร์จ

    เผยผลวิจัย ลูกค้ารถไฟฟ้าในไทยยังกังวลจุดอ่อนของแบตเตอรี่ และปัญหาในการชาร์จ

    ดิฟเฟอเรนเชียล เผยผลวิจัย ลูกค้ารถไฟฟ้าในไทยยังกังวลจุดอ่อนของแบตเตอรี่ และปัญหาในการชาร์จ ตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถ BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย หรือ Product Customer Experience Index (Product CXI) Study โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ

    เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์  หรือที่เรียกว่า ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิดความภักดีในใจของลูกค้า จะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย

    โดยการศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น 

    เริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12 ถึง 36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์ โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 

    1. การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 

    2. ระบบความปลอดภัย 

    3. ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 

    4. สมรรถนะ และการขับขี่ 

    5. ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 

    6. การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 

    7. พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 

    8. ระบบเสียง และความบันเทิง

    สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติมคือ 

    9. แบตเตอรี่ และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

    โดยผลวิจัยพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมาคือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน)

    Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม 

    “รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน ต่อ 886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน ต่อ 891 คะแนน) โดยเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด”

    ในส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะและการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 

    1. แบตเตอรี่ และการชาร์จ 

    2. พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 

    3. ระบบเสียง และความบันเทิง

    ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 

    1. ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 

    2. ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3. ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ 

    ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิตช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกและง่าย ความกลมกลืนของสีสันและวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารคือจุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า

    ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง(โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบส ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร

    นอกจากนี้ยังพบอีกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน(สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ(Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ(30%) คือ กลุ่ม Passive (รู้สึกเฉย ๆ) 

    และ Detractor(ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด 

    นายศิรส กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 

    1. การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 

    2. ระบบความปลอดภัย 

    3. ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 

    4. สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม 

    โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมาคือเรื่อง ความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่ 

    สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบตเตอรี่ และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2924454&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RaCL3F0qfadXk-D1MR5if

  • ประวัติ ‘กุลยา ตันติเตมิท’ สะพัดยื่นลาออก ผู้ถูกวางตัวปลัดคลังหญิงคนแรก | เดลินิวส์

    ประวัติ ‘กุลยา ตันติเตมิท’ สะพัดยื่นลาออก ผู้ถูกวางตัวปลัดคลังหญิงคนแรก | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข่าวลือสะพัด นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการกะทันหัน โดยคาดว่าจะมีผลวันที่ 1 พ.ค. 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวแรงกดดันทางการเมืองภายในหลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและมีโยกย้ายข้าราชการระดับสูงช่วงปี 2568 ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เบรกใบลาออก ยังไม่เซ็นอนุมัติ และตีกลับให้ทบทวน 

    สรุป กุลยา ตันติเตมิท ลาออก

    • สถานะปัจจุบัน: ยื่นใบลาออกแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ปลัดคลังสั่งให้กลับไปทบทวน
    • สาเหตุคาดการณ์: มีมรสุมการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ในช่วงเดือน ต.ค. 2568 ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในกระทรวง
    • โปรไฟล์: ดร.กุลยา เป็นข้าราชการหญิงระดับสูงที่ทำประวัติศาสตร์นั่งเก้าอี้อธิบดีครบ 3 กรมหลัก (สรรพากร, สรรพสามิต, ศุลกากร) และถูกวางตัวเป็นตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรก
    • ผลกระทบ: หากลาออกจริง จะถือเป็นการปิดฉากเส้นทางราชการที่น่าจับตา และส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจภายในกระทรวงการคลัง 

    ประวัติ กุลยา ตันติเตมิท

    ดร.กุลยา ตันติเตมิท เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลังที่มีประวัติโดดเด่น จบเศรษฐศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ ปริญญาเอกสหรัฐ เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค เป็น “ลูกหม้อ” สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยเป็นกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก และเป็นอธิบดีกรมสรรพากรหญิงคนแรก เติบโตจากการทำงานเชิงนโยบายภาษีและการคลังอย่างโชกโชน

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ (PhD) สาขา International Economics and Finance, Brandeis University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ (MS), Brandeis University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ (MA), Boston University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ประวัติการทำงานและตำแหน่งสำคัญ

    • ดร.กุลยา ได้รับการยอมรับในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และข้าราชการหญิงที่มีความสามารถสูง

    ประสบการณ์การทำงาน

    • ต.ค. 2568 – ปัจจุบัน: อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • ต.ค. 2568: อธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
    • 2567 – ก.ย. 2568: อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
    • 2566 – เม.ย. 2568: ประธานกรรมการบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
    • 2566 – 2567: อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • 2564 – 2566: อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
    • 2564 – 2565: กรรมการบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    • 2564 – 2565: กรรมการธนาคาร / กรรมการกำกับดูแลความเสี่ยงและกรรมการ บรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • 2564 – 2565: กรรมการและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • 2564: กรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด 
    • 2564: ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2563 – 2564: ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2563: ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2561 – 2563: กรรมการบริหาร กลุ่มธนาคารโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5747555/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ycKb7a9Ti2dEPLSBRJ98o

  • ประสบการณ์-ผลงาน-วุฒิการศึกษา อ่านสมการสังคมผ่านกรณี ‘ศุภจี’

    ประสบการณ์-ผลงาน-วุฒิการศึกษา อ่านสมการสังคมผ่านกรณี ‘ศุภจี’

    กรณีวุฒิการศึกษาระดับ MBA จาก Northrop University สหรัฐอเมริกา ของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังถูกตั้งคำถามถึงที่มาของสถาบันว่าเป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก และปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 เข้าข่ายเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวหรือไม่ และวุฒิดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

    อย่างไรก็ตาม เหนือไปกว่าข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัย สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ทางสังคม ที่สะท้อนพลังของโซเชียลมีเดียในการหยิบยกประเด็นหนึ่งขึ้นมาขยาย จนกลายเป็นวาระสาธารณะได้อย่างรวดเร็ว

    เมื่อมองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิต ‘ศุภจี’ ได้รับการยอมรับในฐานะผู้บริหารระดับแถวหน้าของไทย โดยมีพื้นฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนต่อยอดสู่ระดับนานาชาติด้วยการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท 2 สาขา จาก Northrop University ได้แก่ สาขาการบัญชี และสาขาระบบสารสนเทศ

    ส่วนเส้นทางอาชีพ ‘ศุภจี’ มีผลงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่หญิงคนแรกของ IBM ประเทศไทย การพลิกฟื้นไทยคมให้กลับมามีกำไร และการขับเคลื่อนดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนลสู่การปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อาทิ การติดอันดับ ‘50 Over 50: Asia 2024’ จาก Forbes Asia และรางวัล Power Businesswoman 2023

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในชุดข้าราชการปกติขาว หลังประชุมคณะรัฐมนตรี 1

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สวมชุดข้าราชการปกติขาว
    ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ในรัฐบาลอนุทิน 1
    ภาพ: ฐานิส สุดโต

    จนกระทั่งในเดือนกันยายน 2568 ศุภจีได้รับการเชิญจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ให้เข้าร่วมบริหารประเทศ ในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 1 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลอนุทิน 2

    การก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองครั้งนี้ เกิดจากการถูกเล็งเห็นถึงความสามารถในการนำประสบการณ์จากโลกธุรกิจมาต่อยอด เพื่อรับมือกับโจทย์เศรษฐกิจในระดับประเทศ ท่ามกลางความคาดหวังของสังคม

    ขณะเดียวกัน ท่าทีของ ‘ศุภจี’ ต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็ชัดเจน เธอเลือกไม่ดำเนินคดี ไม่ขยายความขัดแย้งใดๆ และลดทอนประเด็นให้เป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” พร้อมพยายามดึงความสนใจของสังคมกลับไปยังปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้า ความเดือดร้อนของประชาชน หรือการขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทย ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานอยู่ในปัจจุบัน

    ศุภจีจบมหาวิทยาลัยห้องแถวจริงหรือไม่

    กระนั้น คำถามที่สังคมยังต้องโฟกัสต่อไปคือ ศุภจีจบมหาวิทยาลัยห้องแถวจริงหรือไม่

    หากพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ ‘Northrop University’ ไม่ใช่สถาบันลึกลับ หากมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1942 ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Jack Northrop ผู้ก่อตั้งบริษัทอากาศยาน เพื่อผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมการบินรองรับอุตสาหกรรมการทหาร ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันเทคโนโลยี และยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา

    ในช่วงหนึ่ง สถาบันแห่งนี้เคยได้รับการรับรองจากองค์กรระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ สะท้อนว่าเคยอยู่ในระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ เพียงแต่ภายหลังประสบปัญหาด้านการเงินและการบริหาร จนนำไปสู่การปิดตัวลงในช่วงต้นทศวรรษ 1990

    ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงมหาวิทยาลัยนี้ดีหรือไม่ แต่คือการนำสถานะปัจจุบันไปตัดสินคุณค่าในอดีตนั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะในมาตรฐานสากล วุฒิการศึกษาจะถูกพิจารณาจากสถานะของสถาบันในช่วงเวลาที่ศึกษา ไม่ใช่สถานะหลังจากนั้น

    กรณีนี้ยังสะท้อนบทบาทสองด้านของโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือเครื่องมือในการตรวจสอบ เปิดพื้นที่ให้คำถามที่สังคมอาจไม่เคยตั้ง แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ถูกตัดตอนและขาดบริบท อาจถูกขยายจนกลายเป็นความจริงครึ่งเดียว และนำไปสู่คำถามว่าสังคมกำลังใช้โซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาความจริง หรือเพียงตอกย้ำความเชื่อเดิม ๆ

    อีกมิติหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ วุฒิการศึกษา ควรเป็นตัวชี้วัดหลักของผู้นำหรือไม่ แต่การทำงานการเมืองของศุภจีไม่ได้ยึดวุฒิการศึกษาเป็นเงื่อนไขหลัก หากแต่เป็นประสบการณ์และผลงาน ซึ่งเป็นมุมมองที่ท้าทายค่านิยมเดิมของสังคมไทยที่ผูกความน่าเชื่อถือไว้กับปริญญาและสถาบัน

    ท้ายที่สุด กรณี Northrop University อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของมหาวิทยาลัยที่ปิดตัวไปแล้ว หากแต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยในยุคที่ข้อมูลไหลเร็ว ความคิดเห็นเกิดไว และข้อเท็จจริงอาจตามไม่ทัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า มหาวิทยาลัยนั้นดีหรือไม่ แต่คือสังคมกำลังใช้เวลาและพลังไปกับเรื่องที่สำคัญจริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supajee-mba-qualifications-experience/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LZEVCQfgU617Fn4x6PtUZ

  • “5 ประเทศที่ขอสัญชาติได้ง่ายที่สุด” เหมาะสำหรับผู้กล้าแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิต

    “5 ประเทศที่ขอสัญชาติได้ง่ายที่สุด” เหมาะสำหรับผู้กล้าแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิต

    ในยุคที่การย้ายประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัว หลายคนเริ่มมองหา “สัญชาติที่สอง” เพื่อโอกาสด้านการทำงาน การศึกษา หรือคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

    แต่รู้หรือไม่ว่า บางประเทศมีเงื่อนไขในการให้สัญชาติที่ง่ายกว่าที่คิด ทั้งระยะเวลาพำนักที่สั้น ขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน หรือมีช่องทางพิเศษสำหรับนักลงทุนและแรงงานต่างชาติ

    ในรอบทศวรรษนี้ มีหลายประเทศที่ยังคงเปิดรับชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดคนคุณภาพจากทั่วโลก

    บทความนี้จะพาไปสำรวจ 5 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า “ขอสัญชาติได้ง่ายที่สุด” พร้อมอัปเดตเงื่อนไขล่าสุด ว่าต้องทำอะไรบ้าง และแบบไหนเหมาะกับคุณ?

    dom-luis-bridge

    1. โปรตุเกส (Portugal)

    โปรตุเกสยังคงเป็นหนึ่งในประเทศยอดนิยมของคนที่อยากได้สัญชาติโซนยุโรป

    จุดเด่น: ใช้เวลาพำนักเพียงประมาณ 5 ปี ก็สามารถยื่นขอสัญชาติได้

    เงื่อนไข: ต้องมีใบอนุญาตพำนัก ถูกกฎหมาย และสอบภาษาโปรตุเกสระดับพื้นฐาน

    อัปเดต: โครงการ Golden Visa มีการปรับเงื่อนไข แต่ยังเปิดรับในบางรูปแบบ เช่น การลงทุนด้านวัฒนธรรม

    gettyimages-874837640

    2. แคนาดา (Canada)

    ประเทศยอดฮิตในทวีปอเมริกาเหนือสำหรับการย้ายถิ่นฐาน ด้วยระบบที่ชัดเจนและโปร่งใส

    จุดเด่น: ใช้เวลาพำนักประมาณ 3-5 ปี สามารถยื่นขอสัญชาติได้

    เงื่อนไข: ต้องมีสถานะถาวร (PR) และผ่านการทดสอบภาษา/ความรู้พลเมือง

    อัปเดต: ปี 2025–2026 ยังคงเปิดรับแรงงานต่างชาติผ่าน Express Entry และ Provincial Programs

    dsc07306

    3. อาร์เจนตินา (Argentina)

    หนึ่งในประเทศโซนอเมริกาใต้ ที่ว่ากันว่าสามารถขอสัญชาติใหม่ได้เร็วที่สุดในโลก

    จุดเด่น: พำนักเพียง 2 ปี ก็สามารถยื่นขอสัญชาติได้

    เงื่อนไข: มีรายได้หรืออาชีพที่ถูกกฎหมาย และไม่มีประวัติอาชญากรรม

    อัปเดต: ยังคงเป็นประเทศที่ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เหมาะกับสายย้ายประเทศจริงจัง

    hagia-sophia-1024x683

    4. ตุรกี (Turkey)

    เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการได้สัญชาติผ่านการลงทุน

    จุดเด่น: สามารถขอสัญชาติได้ภายในไม่กี่เดือน

    เงื่อนไข: ลงทุนอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจตามเกณฑ์ที่กำหนด

    อัปเดต: ยังคงเป็นหนึ่งในโปรแกรม Citizenship by Investment ที่ได้รับความนิยม

    zocalo-famous-mexico-city

    5. เม็กซิโก (Mexico)

    อีกหนึ่งประเทศที่ขอสัญชาติได้ไม่ยาก และค่าครองชีพไม่สูง

    จุดเด่น: พำนักประมาณ 5 ปี หรือเร็วขึ้นในบางกรณี เช่น แต่งงานกับคนเม็กซิกัน

    เงื่อนไข: มีถิ่นพำนักถาวร และผ่านการสอบภาษา/วัฒนธรรม

    อัปเดต: ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะสาย Digital Nomad

    บทสรุป

    แม้แต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน แต่ 5 ประเทศนี้ถือว่า “ขอสัญชาติได้ง่าย” เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงรอบทศวรรษนี้ที่หลายประเทศยังเปิดรับคนต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจย้ายถิ่นฐานหรือขอสัญชาติใหม่ ควรศึกษากฎหมายล่าสุดของแต่ละประเทศอย่างละเอียด เพราะเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9881918/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iVY70z02uuzZHrFkiKG8Y

  • ‘นายกฯ’ เรียกถกปัญหาชายแดนใต้ สั่ง ‘ศอ.บต.’ ชงโมเดลขับเคลื่อน ศก.-กำชับแก้ยาเสพติด

    ‘นายกฯ’ เรียกถกปัญหาชายแดนใต้ สั่ง ‘ศอ.บต.’ ชงโมเดลขับเคลื่อน ศก.-กำชับแก้ยาเสพติด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ได้เรียก อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เข้าหารือที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

    ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกมาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนเรื่องของการรักษาความปลอดภัยนั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ดูแลอยู่แล้ว แต่เรื่องการเยียวยาเป็นสิ่งที่ ศอ.บต. รับผิดชอบ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้

    วันนี้จะมีการพูดคุยถึงการพัฒนาหรือการแก้ไขยุทธศาสตร์ภาคใต้กับเหตุที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ส่วน ศอ.บต. จะดูเรื่องแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษา รวมไปถึงการเยียวยา ทั้งนี้ ศอ.บต. มีโมเดลที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอให้นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายสำคัญบางเรื่องด้วย

    — ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร

    เมื่อถามว่าสิ่งที่นำมาเสนอจะมีส่วนกำหนดในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เลขาธิการ ศอ.บต. ปฏิเสธพร้อมระบุว่า นโยบายรัฐบาลมีอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วทำอย่างไรก็ได้ให้ประชาชนยิ้มได้และลดความทุกข์ นั่นคือโจทย์ จากนี้ ศอ.บต. จะต้องไปดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหา

    ส่วนจะมีอะไรเสริมนายกรัฐมนตรีเรื่องการแถลงนโยบายด้านความมั่นคงหรือไม่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลเรื่องปัญหาชายแดนใต้ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และยาเสพติดเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะมีการเสนอทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งวันนี้เลขาธิการ ป.ป.ส. จะร่วมด้วย

    สำหรับกรณีที่ที่รัฐบาลจะเอาการเมืองนำการทหารในการดูแลพื้นที่ภาคใต้นั้น เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ผมเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้รับ แต่เข้าใจว่าการพัฒนาต้องควบคู่กับการทหารและเรื่องทางกฎหมาย เพราะเชื่อว่าการพัฒนาสุดท้ายแล้วจะนำพาความเจริญและความสุข นี่คือหน้าที่ของ ศอ.บต.

    ในพื้นที่มีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้น ไม่ได้ประมาท เพียงแต่ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เมืองอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ป่าเขาซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน

    — ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร

    เมื่อถามว่า ที่เกิดเหตุถี่ในช่วงนี้เป็นเพราะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือไม่ เลขาธิการ ศอ.บต. ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะปัจจัยในการเกิดเหตุมีหลายสาเหตุ พร้อมยืนยันว่า “ในพื้นที่ทำงานกันอย่างต่อเนื่อง ไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวอย่างแน่นอน”

    ส่วนเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้น เลขาธิการ ศอ.บต. ชี้แจงว่า เป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ทั้งนี้ ศอ.บต. ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอได้ลงพื้นที่ไปแล้ว และทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้นเรื่องภาวะการกักตุนไม่น่าจะมีปัญหา

    ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยังคงเดินหน้าพูดคุยอยู่หรือไม่ เพราะหลายคนวิจารณ์ว่าไม่มีความต่อเนื่อง เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า “ทุกอย่างต้องจบที่การเจรจา และก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคณะพูดคุยฯ แต่ในมุมของผมดูเรื่องการผลักดันการลดอุปสรรคของการพัฒนา ไม่ได้มีส่วนในมิติการก่อเหตุ เพื่อขอความร่วมมือฝ่ายตรงข้ามว่าต้องมีพื้นที่ปลอดภัย เพราะเงื่อนไขคือประชาชนต้องปลอดภัย คุณจะทำอะไรก็ทำ”

    ส่วนเมื่อถามถึงมาตรการรับมือช่วงเทศกาลสงกรานต์ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า กอ.รมน. และทางจังหวัดมีการซ้อมแผนรองรับเผชิญเหตุอยู่แล้ว มีการดำเนินการเป็นพิกัด เพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ นอกจากนี้ยังดูเรื่องของอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน กองกำลังทหารและตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ก็มีการเพิ่มความเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ลาพัก และรวมไปถึงข้าราชการที่เป็นตำแหน่งหลักทั้งหมดด้วย

    ‘นายกฯ’ กังวลเศรษฐกิจชายแดนใต้ สั่ง ‘ศอ.บต.’ ชงโมเดลขับเคลื่อน–กำชับแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

    ต่อมา เลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยภายหลังหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ว่า นายกฯ มีความกังวลในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดนใต้ โดยให้ ศอ.บต. เสนอโมเดลขึ้นมา นอกจากนี้ นายกฯ ยังมีความกังวลเรื่องยาเสพติดในภาคใต้ โดยกำชับว่าต้องไม่เน้นแค่เรื่องการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดูเรื่องการป้องกัน การบำบัด การฟื้นฟู และป้องกันเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ไม่อยากให้เกิดเหตุขึ้น

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันนี้ (3 ม.ย.) นายกฯ พร้อมด้วย ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ มีกำหนดเดินทางไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพ ลำเนา อยู่บำรุง ภรรยา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ ที่วัดบางบอน กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/prime-minister-pushes-southern-economy-and-orders-comprehensive-drug-solutions&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QB_cnvf4LWjk9jfLXqbCX

  • อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย-ลาว ครั้งที่ 26 ณ แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย-ลาว ครั้งที่ 26 ณ แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นประธานร่วมการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย-ลาว ครั้งที่ 26 ณ แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

    วันที่นำเข้าข้อมูล 3 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 เม.ย. 2569

    | 17 view

    เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นประธานร่วมกับนายบุนทะนงสัก จันทะลาด หัวหน้ากรมเอเชียแปซิฟิก และแอฟริกา และเลขาธิการคณะกรรมาธิการร่วมมือลาว – ไทย กระทรวงการต่างประเทศ สปป. ลาว ในการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย – ลาว ครั้งที่ 26 ณ เมืองวังเวียง สปป. ลาว โดยมีนางครองขนิษฐ รักษ์เจริญเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ เข้าร่วมด้วย

    ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าและผลสำเร็จของแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย – ลาว ระยะ 3 ปี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565 – 2568) ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ และอีก 9 โครงการที่จะแล้วเสร็จภายในปี 2569 พร้อมทั้ง 9 โครงการต่อเนื่อง และโครงการใหม่ภายใต้แผนงานฯ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 – 2571) โดยเห็นชอบในหลักการ จำนวน 37 โครงการ จากคำขอทั้งสิ้น 42 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการสำคัญในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เช่น โครงการเกษตรปลอดการเผา การบริหารจัดการคุณภาพน้ำ และการพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้เยี่ยมชมและติดตามโครงการสำคัญ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับชุมชน ณ เมืองเฟือง ศูนย์เรียนรู้เกษตรยั่งยืนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ วิทยาลัยเทคนิคกสิกรรมดงคำช้าง และศูนย์พัฒนาสังคมมิตรภาพลาว – ไทย ในแขวงเวียงจันทน์

    ในปี 2570 กรมความร่วมมือฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย – ลาว ครั้งที่ 27 โดยไทยให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแก่ สปป.ลาว มาตั้งแต่ปี 2504 ปัจจุบัน ครอบคลุม 7 สาขาหลัก อาทิ การเกษตร สิ่งแวดล้อม การศึกษาและกีฬา สาธารณสุข การค้า อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว การพัฒนาสังคมและธรรมาภิบาล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดย สปป. ลาว เป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีลำดับการให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องความร่วมมือเพื่อการพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/tica-lao-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08ihWishpCBQHbicJxry6N

  • จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

    จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

    จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น! คตร.สั่ง ก.พลังงาน รื้อสูตร ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

    คตร.สั่งกระทรวงพลังงาน รื้อสูตร”ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด” จ่อหั่นกำไรโรงกลั่น หวังลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอุ้มประชาชน

    3 เมษายน 2569 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยถึงผลการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประเด็นหลักที่มีการหารือกันอย่างหนักคือเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นจากปกติที่เคยอยู่ระดับ 2 – 3 บาทต่อลิตร ทะยานขึ้นไปถึง 10 – 14 บาทต่อลิตร ซึ่งตามปกติแล้ว สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จะเป็นผู้คำนวณค่าการกลั่น โดยอ้างอิงจากราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการบวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงครามเข้าไป ก่อนจะหักลบด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ การที่ส่วนต่างระหว่างน้ำมันสุกและน้ำมันดิบห่างกันมากในภาวะวิกฤตนี้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างของค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 10 กว่าบาท ด้วยเหตุนี้ คตร.จึงมีมติสั่งการให้กระทรวงพลังงาน กลับไปทบทวนสูตรคำนวณดังกล่าวใหม่ทั้งหมด ให้ไปพิจารณาไส้ในว่าต้นทุนส่วนใดที่ไม่จำเป็น และสามารถตัดออกหรือลดหย่อนได้บ้าง เพื่อตรวจสอบว่าโรงกลั่นได้กำไรเกินปกติไปมากน้อยเพียงใด

    “ในภาวะวิกฤตที่ประชาชนเดือดร้อน หากพบว่าโรงกลั่นมีกำไรมากเกินไป ก็สมควรที่จะต้องปรับลดกำไรส่วนนั้นลงมาให้อยู่ในระดับปกติ โดยไม่ได้มุ่งหวังให้โรงกลั่นต้องถึงขั้นขาดทุนแต่อย่างใด” นายพรายพล กล่าว

    นอกจากนี้ คตร.ยังมีแนวคิดที่จะให้กระทรวงพลังงาน ไปพิจารณากำหนดเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำของค่าการกลั่นที่เหมาะสมด้วย โดยกระทรวงพลังงานจะต้องส่งข้อมูลผลการศึกษาทั้งหมดกลับมาให้ คตร.พิจารณาภายในเวลา 16.00 น.ของวันที่ 3 เม.ย.นี้ เพื่อเร่งสรุปข้อมูลให้ทันก่อนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกวันที่ 6 เม.ย.นี้ หากมีการปรับลดค่าการกลั่นในส่วนที่เป็นกำไรเกินควรของโรงกลั่นลงมาได้ จะส่งผลดีทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงตามไปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในขณะนี้

    – 006

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956592&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z72stBF6FCBPmac74pr4F

  • ททท. ชี้ต้นทุนพุ่ง ฉุดท่องเที่ยวไทยปี 69 ต่ำกว่าคาด

    ททท. ชี้ต้นทุนพุ่ง ฉุดท่องเที่ยวไทยปี 69 ต่ำกว่าคาด

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง

    แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อย่างเช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1no13mbG3PZVIKojNS4DaH

  • ท่องเที่ยวไทยสะดุด ททท. เผยไตรมาสแรกต่างชาติลด 2.5% ปรับเป้าปี 69 เน้นรายได้สู้ปัจจัยเสี่ยง

    ท่องเที่ยวไทยสะดุด ททท. เผยไตรมาสแรกต่างชาติลด 2.5% ปรับเป้าปี 69 เน้นรายได้สู้ปัจจัยเสี่ยง

    ททท. กางตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลง 2.5% เซ่นพิษเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมหั่นเป้าทั้งปีลง 18% เหลือ 30-34 ล้านคน พร้อมปรับแผนลุยกลยุทธ์ “Value over Volume” เน้นดึงกลุ่มคุณภาพ ดันรายได้รวมทะลุ 2.58 ล้านล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 (1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2569) ว่า มีจำนวนรวม 9.31 ล้านคน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 9.55 ล้านคน พบว่าปรับตัวลดลง 2.51%

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ จากแรงกดดันด้านภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    5 อันดับชาติเดินทางเข้าไทยสูงสุด Q1/69

    สำหรับกลุ่มตลาดหลักที่เดินทางเข้าประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรกในไตรมาสนี้ ได้แก่

    1. จีน (1.49 ล้านคน)

    2. มาเลเซีย

    3. รัสเซีย

    4. อินเดีย

    5. เกาหลีใต้

    แม้ไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ตลาดหลักอย่างจีนยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ททท. จึงต้องพึ่งพาตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มเที่ยวบินในตารางบินฤดูร้อน และมาตรการส่งเสริม “Grand Tourism and Sport year 2025” ของรัฐบาล

    หั่นเป้าปี 69 ลด 18% รับมือความเสี่ยงโลก

    จากตัวเลขที่ลดลงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ททท. ได้พิจารณาปรับคาดการณ์เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 ใหม่ โดยคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม

    การประเมินนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักที่ส่งผลกระทบ ได้แก่:

    • การชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา
    • ข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน
    • ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
    • สงครามการค้าและการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดท่องเที่ยวโลก

    ชูกลยุทธ์ Value over Volume เน้นคุณภาพดันรายได้

    ททท. ประกาศปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) มุ่งยกระดับค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น

    กลยุทธ์ใหม่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและความคุ้มค่า รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

    “แม้ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเล็กน้อย แต่ ททท. เชื่อมั่นว่าโครงสร้างตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น จะช่วยสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะสามารถสร้างรายได้รวมได้ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2924507&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KiTvfYNM5JaG7HX2YjTyw

  • ททท.ลุย “Smile @ South” ฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวอาเซียน | TOPNEWS

    ททท.ลุย “Smile @ South” ฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวอาเซียน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 03/04/2026 22:08

    วันที่ 3 เม.ย. 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ หลังหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมเปิดกิจกรรม “Amazing Thailand Passport Privileges @ HAT YAI” มอบสิทธิพิเศษ ส่วนลด และของที่ระลึกต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ  นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศผ่าน ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสะเดา และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ พร้อมมอบของที่ระลึก “Amazing Bag” ซึ่งบรรจุผลิตภัณฑ์ชุมชนและของที่ระลึกที่สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย

    กิจกรรม “Amazing Thailand Passport Privileges @ HAT YAI” เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวสามารถแสดงหนังสือเดินทางเพื่อรับ Amazing Bag พร้อมสแกน QR Code ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ ส่วนลด และโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในภาคใต้กว่า 100 แห่ง

    นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการ “Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้” เป็นมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นตลาดระยะใกล้ในอาเซียน และรณรงค์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน คาดว่าโครงการจะสร้างรายได้ตรงไม่น้อยกว่า 480 ล้านบาท และช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภาคใต้

    จรัส ชูศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สงขลา

    01

    SOCAIL 16-9

    เมืองคอนจัดใหญ่ “แห่นางดาน” มหาสงกรานต์ปี 2569 วันที่ 11-14 เม.ย. นี้

    ทำความรู้จัก บทบาท “แพทย์ชนบท” พลังขับเคลื่อน เพื่อความเท่าเทียมของคนไทย

    สืบภาค 8 บุกจับหนุ่มพังงาคาบ้าน ยึดของกลาง 4 หมื่นเม็ด

    สจป.4 (ตาก) สั่งปิดป่าสงวน 12 แห่งในสุโขทัย ห้ามเข้า-ห้ามเผาสยบ PM 2.5

    ททท.ลุย “Smile @ South” ฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดึงนักท่องเที่ยวอาเซียน

    ป่อเต็กตึ๊งสืบสานกตัญญู! เป็นตัวแทนบุตรหลานไหว้เช็งเม้งดวงวิญญาณไร้ญาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1536859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSAdh-Q7bQ6TTGYcbi_MX