Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

    สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

    ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดหักเหเสมอ และสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ กำลังทำหน้าที่เป็นแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่โครงสร้างโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากการพยายามฟื้นตัวหลังยุคโรคระบาด

    เพียงหนึ่งเดือนหลังจากเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ภาพจำของความมั่นคงแบบเดิม ๆ ก็ถูกฉีกทิ้ง World Economic Forum) ได้รวบรวม 4 นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิจากองค์กรชั้นนำอย่าง

    1. Saad Rahim, Chief Economist ของ Trafigura (ยักษ์ใหญ่ด้านการค้าสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานของโลก)
    2. Razia Khan, Chief Economist ประจำภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลางของ Standard Chartered Bank
    3. Maximo Torero, ตำแหน่ง: Chief Economist ของ FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ)
    4. Ludovic Subran, ตำแหน่ง: Chief Economist ของ Allianz (กลุ่มบริษัทประกันภัยและการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก)

    มาฉายภาพฉากทัศน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาเตือนว่า…นี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่มันคือการจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ที่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไปอีกหลายปี

    1. วิกฤตเส้นเลือดอุดตันที่ช่องแคบฮอร์มุซ

    ความกังวลแรกที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์มองเห็นตรงกันคือ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะสันดาปภายในพังทลาย เพราะช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนคอขวดของพลังงานโลก 

    Saad Rahim จาก Trafigura ยักษ์ใหญ่พลังงาน บอกชัดว่าเราไม่ได้แค่กำลังสู้กับของแพง แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘มีเงินก็ซื้อไม่ได้’ เพราะเมื่อพลังงานไหลผ่านไม่ได้ โรงงานจะไม่มีไฟป้อนเครื่องจักร รถขนส่งจะไม่มีน้ำมันวิ่ง สิ่งที่ตามมาคือภาวะอุปสงค์ล่มสลาย มันคือภาพซ้ำของช่วงล็อกดาวน์โควิดที่ถนนเงียบกริบ โรงงานร้าง แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวโรคระบาด แต่เราหยุดเพราะหัวใจของเครื่องยนต์โลกมันดับลง

    “เรากำลังมองไปที่จุดที่โลกอาจเกิดอาการ Shutdown เหมือนช่วงโควิด-19 แต่น่ากลัวกว่า เพราะรอบนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวเชื้อโรค แต่เราหยุดเพราะ ‘น้ำมัน’ ที่เป็นสายเลือดหลักถูกกักขังอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง”

    2. โดมิโนมรณะ จากถังน้ำมันสู่จานข้าวของคนทั้งโลก

    หลายคนอาจสงสัยว่า สงครามเกิดอยู่ไกลตัวขนาดนั้น จะกระทบเราได้ยังไง? ซึ่งด้าน Maximo Torero จาก FAO ฉายภาพให้เห็นโดมิโนที่น่ากลัวที่สุดเอาไว้ว่า สิ่งที่จะเกิดมันไม่ได้มาแบบตูมเดียว แต่มันจะค่อย ๆ ล้มตามกันไป และสิ่งที่คนตัวเล็กๆ ต้องแบกรับ เช่น

    ขั้นที่ 1: สงครามขวางทางขนส่งปุ๋ย (ซึ่งตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตใหญ่)
    ขั้นที่ 2: เมื่อปุ๋ยขาดแคลนหรือราคาพุ่ง เกษตรกรทั่วโลกจะลดการเพาะปลูกลง
    ขั้นที่ 3: ข้าว ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารจะน้อยลงในขณะที่คนหิวเท่าเดิม

    Razia Khan จาก Standard Chartered เตือนว่า ความน่ากลัวของเศรษฐกิจยุค 2026 คือความเชื่อมโยงที่แยกกันไม่ขาด โลกนาทีนี้เปราะบางจนเหมือนแก้วที่ร้าว ซึ่งพร้อมจะแตกสลายเพียงแค่มีแรงกระทบซ้ำอีกครั้งเดียว และแรงกระทบนั้นกำลังพุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงทางอาหาร

    “ความมั่นคงทางอาหาร” นี่คือโดมิโนลูกที่ใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนทั่วโลกจะต้องเจอ และผลของมันอาจลากยาวไปถึงปี 2027 สงครามในตะวันออกกลางวันนี้ อาจกลายเป็นราคาข้าวแกงหน้าปากซอยที่พุ่งสูงขึ้นในวันหน้า โดยที่เราไม่มีทางเลี่ยงได้เลย นั่นหมายความว่า สงครามที่ดูเหมือนไกลตัวในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นต้นทุนอาหารบนโต๊ะของคุณที่แพงขึ้นจนน่าตกใจในวันข้างหน้า

    3. ความอ่อนแอคือตั๋วเที่ยวเดียวสู่ความตาย

    หนึ่งในคำนิยามที่คมที่สุดมาจาก Ludovic Subran หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Allianz ที่เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นช่วงเวลาของดาร์วิน (A Darwinian Moment) เขาเปรียบเทียบว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีที่ว่างสำหรับธุรกิจที่สายป่านสั้น หรือปรับตัวช้าอีกต่อไป

    ใครที่ไม่แกร่งพอหรือปรับตัวช้า… จะถูกกำจัดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจ

    พายุลูกนี้จะเข้าซ้ำเติมแผลเก่า ทั้งวิกฤตหนี้สะสมและฟองสบู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่เริ่มสั่นคลอน แม้แต่อุตสาหกรรม High Tech ก็หนีไม่พ้น เพราะก๊าซฮีเลียมที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์และเครื่อง MRI กว่า 30% ของโลก ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ขัดแย้งนี้

    “ตั้งแต่เคมีภัณฑ์ การแพทย์ ไปจนถึงก่อสร้าง ทุกภาคส่วนจะเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรง ใครที่สายป่านสั้นหรือพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งเดียว จะเข้าสู่สภาวะล้มละลายได้ง่าย ๆ”

    ธุรกิจในยุค 2026 จึงไม่ได้สู้กันที่ความเร็วในการเติบโต แต่สู้กันที่ใครล้มแล้วไม่ตายเท่านั้น

    4. กติกาใหม่ของการอยู่รอด

    ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังแผดเผาโครงสร้างเดิม นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นโอกาสสำคัญในการล้างไพ่ เพื่อวางรากฐานใหม่ที่นิ่งและมั่นคงกว่าเดิม Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดที่โลกถูกบังคับให้เลือกทางเดินใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิมใน 2 มิติหลัก

    1. เลิกพึ่งพาน้ำบ่อหน้า

    ในอดีต โลกธุรกิจบูชาความ Efficiency เป็นพระเจ้า เราพยายามรีดเค้นต้นทุนให้ต่ำที่สุด พึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวที่ถูกที่สุด และสต็อกของให้พอดีใช้แบบนาทีต่อนาที แต่สงครามครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าความถูกอาจนำมาซึ่งความตายทางธุรกิจ

    ธุรกิจยักษ์ใหญ่กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็น Just-in-Case คือการยอมแบกต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อสร้างระบบสำรอง เช่น การกระจายฐานการผลิตไปหลายประเทศ (China + 1 หรือ Friend-shoring) และการเพิ่มสต็อกสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าต่อให้เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งถูกตัดขาด เครื่องจักรก็ยังเดินหน้าต่อได้

    2. พลังงานสะอาด คือ ความมั่นคงของชาติ

    ที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มักถูกมองว่าเป็นเรื่องรักษ์โลก หรือการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์องค์กร แต่เมื่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกลายเป็นตัวประกันในสมรภูมิรบ และถูกใช้เป็นอาวุธในการต่อรองทางการเมือง มุมมองนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    ทุกประเทศเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากพื้นที่ขัดแย้งคือการเอาคอไปพาดเขียง พลังงานสะอาดอย่าง ลม แสงแดด และไฮโดรเจน จึงถูกยกระดับจากพลังงานทางเลือก ขึ้นเป็นความอยู่รอดของชาติ

    วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ในอัตราเร่งที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว ไม่ใช่แค่เพื่อลดโลกร้อน แต่เพื่อสร้างเอกราชทางพลังงานที่ไม่ถูกใครข่มขู่ได้อีกต่อไป

    ก้าวต่อไปบนเส้นด้ายที่ขึงตึง

    Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ฝากบทสรุปที่เตือนใจเราทุกคนว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ สิ่งเดียวที่รัฐบาลและภาคธุรกิจทำได้คือการบริหารงานด้วยความคล่องตัว เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง

    ฐานรากทางเศรษฐกิจที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนมหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองโลกตามความเป็นจริง การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และความสามารถในการลุกขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุดเมื่อถูกแรงกระแทก

    อ้างอิง: weforum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/war-reshaping-global-economy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W7p8LDESrLD9-0-eXSdO0

  • โอมานก้าวสู่ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจภูมิภาค รับนักลงทุนยูเออีขยายฐาน

    โอมานก้าวสู่ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจภูมิภาค รับนักลงทุนยูเออีขยายฐาน

    กระทรวงที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองของรัฐสุลตานโอมาน (Oman’s Ministry of Housing and Urban Development : MHUD) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสาม คิดเป็นมูลค่ารวม 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยมีปัจจัยสำคัญจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  (ยูเออี) และความต้องการที่อยู่อาศัยและสำนักงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าเช่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 8 โดยเฉพาะในเขตเมืองหลัก ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดที่มีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 

    ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ในเดือนมีนาคม นักลงทุนจากยูเออีคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของจำนวนธุรกรรมทั้งหมด ขณะที่สถิติในปี 2568 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจากยูเออีมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 12 ของยอดขายอสังหาริมทรัพย์รายเดือนในโอมาน นาย Mustafa Hussein ผู้อำนวยการบริษัท Property Shop เปิดเผยว่า นักลงทุนจากยูเออีส่วนใหญ่มาจากรัฐดูไบ และนิยมซื้ออพาร์ตเมนต์ขนาด 1–3 ห้องนอน โดยกรุงมัสกัตเป็นทำเลเป้าหมายหลัก รองลงมาคือเมือง Sohar ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พรมแดนยูเออี ทั้งนี้ยังคงมีข้อเสนอจากนักลงทุนทั้งชาวเอมิเรตส์และชาวต่างชาติที่พำนักในยูเออีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    มีกลุ่มผู้ซื้อจำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า โอมานเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีความปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ บางรายได้ขายทรัพย์สินในยูเออีเพื่อนำเงินมาซื้อบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ในโอมานซึ่งมีราคาต่ำกว่า เช่น นาย Jason Bradford อดีตข้าราชการสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับ AGBI ว่าได้ขายอพาร์ตเมนต์ในดูไบก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้าย เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นั่นกำลังชะลอตัว อีกทั้งราคาทรัพย์สินในโอมานยังถูกกว่ายูเออีอย่างน้อยร้อยละ 25

    ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยูเออีมียอดการซื้อขายลดลงเกือบร้อยละ 30 นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งโดยในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมมีมูลค่าธุรกรรม 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อตกลงกันไว้ก่อนสถานการณ์ตึงเครียด แต่ยังคงลดลงจาก 11.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกันของเดือนกุมภาพันธ์ นายImran Khan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Pixl Group และ Invespy ให้ความเห็นว่าหากสถานการณ์ยุติลง ตลาดอาจปรับตัวลงไปถึงจุดต่ำสุดก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง 

    นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศสถิติแห่งชาติ (National Center of Statistical Information : NCSI ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของโอมานในปี 2568 มีการขยายตัวร้อยละ 16 โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวม 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.8 พันล้านดอลลาห์ ของปีก่อนหน้า ธนาคารกลางโอมานได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนอง (Mortgage) ในปี 2568 ลงร้อยยละ 0.25 เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยที่ซื้อด้วยสินเชื่อจำนองเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็นเกือบ 23,000 หน่วย 

    เพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลโอมานมีมาตรการเชิงนโยบาย ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ปรับปรุงขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้รวดเร็วและโปร่งใส ขยายพื้นที่ Freehold สำหรับชาวต่างชาติ จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One‑Stop Service) สำหรับนักลงทุน GCC 

    ส่วนมาตรการจูงใจด้านการเงิน เสนออัตราดอกเบี้ยจำนองพิเศษสำหรับนักลงทุนยูเออี ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์สำหรับผู้ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสินเชื่อร่วมระหว่างธนาคารโอมานและธนาคารยูเออี

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนหลายพันลูกเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยยูเออีได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่โอมานได้รับความเสียหายน้อยกว่าประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) อื่น ๆ 

    สถานการณ์สำคัญ 

    ความสำคัญของประเทศโอมานที่มีต่อยูเออีและซาอุดีอาระเบียในสภาวะวิกฤตการณ์นี้คือการทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์ทางทะเลสายใหม่ผ่านท่าเรือ Sohar ที่ตั้งอยู่ภายนอกจุดเสี่ยง พร้อมเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะอาหารและยาสำหรับกลุ่มประเทศ GCC อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งทางบกผ่านโครงการรถไฟ Hafeet มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนกลไกทางศุลกากรพิเศษด้วยระบบ Green Corridor ระหว่างโอมานและดูไบเพื่อความรวดเร็วในการขนส่ง และยังเป็นที่ตั้งของคลังสำรองอาหารระดับภูมิภาค    เพื่อรับประกันความมั่นคงในกรณีที่เส้นทางเดินเรือถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์

    การค้ากับประเทศไทย

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและโอมานระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 206.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.0 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังโอมานมาเป็นมูลค่า 77.83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.9 สำหรับการนำเข้าสินค้าจากโอมานมายังประเทศไทยมีมูลค่า 128.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปโอมานที่สำคัญ ได้แก่ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ปลากระป๋อง สินค้ากสิกรรม (แป้งมัน ผักสด ผลไม้สด ข้าว) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เคมีภัณฑ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องสำอาง และ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เป็นต้น

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโอมานที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก และผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำสดแช่แข็ง และน้ำมันสำเร็จรูป เป็นต้น

    ผลกระทบ/โอกาส  

    โอมานกำลังถูกมองเป็น “ตลาดปลอดภัย” ในอ่าวอาหรับ ทำให้บทบาททางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศยิ่งเด่นขึ้น และสร้างโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปต่อยอดได้มากขึ้น โอกาสส่งออกไปโอมานเพิ่มขึ้น เพราะความต้องการในโอมานยังขยายตัว ทั้งด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันรายงานระบุว่าการค้าไทย-โอมานช่วง ม.ค.-ก.พ. 2569 โตถึง 25.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    สินค้าไทยกลุ่มอาหาร ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มได้ประโยชน์ เพราะโอมานถูกวางบทบาทเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านอาหารและยา รวมถึงเป็นจุดเชื่อมขนส่งใน GCC

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคยังต้องติดตาม หากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบเส้นทางเดินเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ในอ่าวอาหรับ แม้โอมานจะเสียหายน้อยกว่าประเทศอื่นใน GCC ก็ตาม

    ไทยสามารถส่งออกอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ผักผลไม้ อาหารกระป๋อง และน้ำมัน/อาหารสำเร็จรูปที่ไทยมีฐานผลิตแข็งแรง ขยายตลาดวัสดุก่อสร้างและสินค้าที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เพราะตลาดอสังหาฯ โอมานกำลังขยายตัว และมีแรงซื้อจากทั้งคนท้องถิ่นและนักลงทุนต่างชาติ

    ใช้โอมานเป็นประตูสู่ GCC โดยเฉพาะผ่านท่าเรือ Sohar, Green Corridor และโครงการรถไฟ Hafeet ซึ่งช่วยให้ไทยวางสินค้าในเส้นทางกระจายสินค้าภูมิภาคได้

    โอกาสด้านการลงทุน/ร่วมทุนโลจิสติกส์และคลังสินค้า สำหรับบริษัทไทยที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเส้นทางผ่านจุดเสี่ยงในภูมิภาค ขณะนี้โอมานเป็นตลาดที่น่าจับตาในฐานะ “ประตูใหม่ของ GCC” และไทยควรเร่งขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเมือง/อสังหาริมทรัพย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c39bflq23gbvabnt5o18a0sl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FMXOiFfpwogzW8PxCHXWL

  • ททท.เร่งยกระดับสู่ท่องเที่ยวคุณภาพ เปิด 5 อันดับประเทศไหนเข้าไทยมากสุด | เดลินิวส์

    ททท.เร่งยกระดับสู่ท่องเที่ยวคุณภาพ เปิด 5 อันดับประเทศไหนเข้าไทยมากสุด | เดลินิวส์

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย 

    ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลาง เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม  

    ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้นและตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว

    สำหรับ ข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม-1 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน

    นักท่องเที่ยวชาติไหน เข้าไทยมากที่สุด ไตรมาส 1/2569

    • อันดับ 1 ชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย จำนวน 9.6 แสนคน
    • อันดับ 3 รัสเซีย จำนวน 7.26 แสนคน
    • อันดับ 4 อินเดีย จำนวน 6.26 แสนคน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ จำนวน 4.12 แสนคน

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน 

    อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมุติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดย คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก 

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย 

    ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5746254/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HCr15QRWubz9d2Coxm3t8

  • คอลัมน์การเมือง – เมื่อ ‘มืออาชีพ’ นำทาง ‘การเมือง’  สัญญาณบวกฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

    คอลัมน์การเมือง – เมื่อ ‘มืออาชีพ’ นำทาง ‘การเมือง’ สัญญาณบวกฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดถาโถมเข้าใส่เศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ไปจนถึงปัจจัยภายในเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เท่าทันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) คำถามสำคัญที่สังคมเฝ้าถามมาตลอดคือ “เรามีทีมทำงานที่ตรงจุดและเก่งพอหรือไม่?”

    คำตอบเริ่มฉายชัดขึ้นเมื่อความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกระทรวงการคลังปรากฏภาพการดึงตัว ดร.สันติธาร เสถียรไทยหรือ “ดร.ต้นสน” นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ ดร.เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การขยับหมากครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มตำแหน่งว่างทางการเมือง แต่คือการส่งสัญญาณว่า“ผลประโยชน์ของบ้านเมือง” กำลังถูกยกขึ้นมาวางไว้เหนือ “โควตาพรรค”

    ในประเด็นนี้ ต้องให้เครดิตอย่างสูงต่อ ดร.เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะผู้นำทัพเศรษฐกิจ ที่กล้าตัดสินใจดึง “คนเก่ง” ที่มีความรู้ความสามารถระดับแนวหน้าเข้ามาช่วยงาน การเลือกใช้คนแบบถูกฝาถูกตัว ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ สะท้อนถึงวุฒิภาวะของผู้นำที่ตระหนักดีว่า ลำพังเพียงองคาพยพทางราชการหรือกลไกการเมืองแบบเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในโลกยุคใหม่ การสร้าง “ทีมไฮบริด” ที่ผสมผสานระหว่างความเก๋าในระบบกับวิสัยทัศน์โลกใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด

    สำหรับ ดร.สันติธาร เขาคือบุคลากรที่เพียบพร้อมด้วยต้นทุนทางสังคมและสติปัญญา เป็นบุตรชายของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ และ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งบ่มเพาะให้เขาเติบโตมาพร้อมกับจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม โปรไฟล์การศึกษาจาก มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด และ London School of Econcmics ประกอบกับประสบการณ์การเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัท Big Tech ระดับภูมิภาคอย่าง Sea Group และการเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของ World Economic Forum ทำให้เขามี “สายตา” ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกได้กว้างและไกลกว่ามาตรฐานทั่วไป

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ดร.เอกนิติ และ ดร.สันติธาร ทั้งคู่ต่างเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายเทคโนแครตที่เติบโตมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) การพูดภาษาข้อมูล(Data) เดียวกันจะช่วยลดรอยต่อในการทำงาน โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายการคลังของรัฐบาล และนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่ง ดร.สันติธาร เพิ่งสละเก้าอี้กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อมากู้ชีพเศรษฐกิจชาติในครั้งนี้

    บทสรุปของปรากฏการณ์นี้คือบทเรียนสำคัญของการเมืองไทย ว่าในยามที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤตศรัทธาและวิกฤตปากท้อง การดึง “มืออาชีพ” เข้ามานำทาง “การเมือง” คือทางออกที่ถูกต้องที่สุด ประโยชน์ที่ตกแก่บ้านเมืองจากการรวมตัวของคนเก่งครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันว่าหากเรากล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งขั้วอำนาจ แล้วเอาความสามารถเป็นตัวตั้ง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PyAYD2qU64vxpCBGxvlS9

  • นอนฟาร์มสหรัฐพุ่ง 178K สูงกว่าคาดเกือบ 3 เท่า Bitcoin ทรงตัวที่ $67,157

    นอนฟาร์มสหรัฐพุ่ง 178K สูงกว่าคาดเกือบ 3 เท่า Bitcoin ทรงตัวที่ $67,157

    Siam Blockchain

    By

    เมษายน 3, 2026

    นอนฟาร์มสหรัฐพุ่ง 178K สูงกว่าคาดเกือบ 3 เท่า Bitcoin ทรงตัวที่ $67,157

    สรุปข่าว
    • ตัวเลขนอนฟาร์มเดือนมีนาคม 2569 ออกมาที่ 178,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 65,000 ตำแหน่งอย่างมาก และพลิกกลับจากตัวเลขติดลบ -92,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน
    • อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% ต่ำกว่าคาดการณ์และเดือนก่อนที่ 4.4% บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง แรงงานยังหางานได้ไม่ยาก
    • ตลาดจับตาว่าตัวเลขแข็งแกร่งนี้จะลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เร่งลดดอกเบี้ย กดดันสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    แม้ตัวเลขตลาดแรงงานออกมาแข็งแกร่ง แต่อัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% จากเดิม 4.4% ช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด ความคาดหวังนโยบาย Fed ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ Bitcoin จึงมีแนวโน้มทรงตัวถึงฟื้นตัวเล็กน้อยในระยะสั้น

    เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ ตัวเลขนอนฟาร์ม ประจำเดือนมีนาคม ออกมาที่ 178,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 65,000 ตำแหน่ง และพลิกกลับจากตัวเลขติดลบ -92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ได้อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน อัตราว่างงานก็ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% ต่ำกว่าทั้งคาดการณ์และตัวเลขเดือนก่อนที่ 4.4% สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาด

    ณ ขณะที่ตัวเลขออก Bitcoin (BTC) ซื้อขายอยู่ที่ $67,157 บวกขึ้น 1.57% ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum (ETH) อยู่ที่ $2,067.37 บวก 1.80% ตลาดคริปโตโดยรวมยังแสดงแรงซื้อก่อนตัวเลขออก แต่เมื่อข้อมูลประกาศ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักว่าตัวเลขแข็งแกร่งนี้หมายความว่าอะไรต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต

    ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง ส่งสัญญาณอะไรต่อ Fed

    ตัวเลขนอนฟาร์มที่ 178,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดไว้เพียง 65,000 ตำแหน่ง ถือว่าสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ การจ้างงานที่พุ่งสูงขนาดนี้บ่งชี้ว่าบริษัทต่างๆ ยังคงขยายกำลังคน ผู้บริโภคมีรายได้ มีกำลังใช้จ่าย และนั่นคือเชื้อเพลิงให้เงินเฟ้อยังคุกรุ่นได้ต่อไป ในมุมของ Fed แรงกดดันด้านค่าจ้างยังคงเป็นตัวแปรที่ต้องจับตา เพราะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมักนำมาสู่การขึ้นค่าแรง และค่าแรงที่สูงขึ้นก็ผลักให้ต้นทุนสินค้าสูงตาม Fed จึงยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนที่จะลดดอกเบี้ยลงในเร็วๆ นี้

    อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% จาก 4.4% ในเดือนก่อน ทำให้ภาพรวมตลาดแรงงานชัดเจนขึ้น ไม่ใช่สัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงจนน่าเป็นห่วง ความไม่แน่นอนในตลาดจึงลดลงบ้าง เพราะอย่างน้อยเศรษฐกิจยังไม่ถดถอย

    ผลกระทบต่อคริปโต ทรงตัวหรือฟื้นเล็กน้อย

    สำหรับตลาดคริปโต ตัวเลขนอนฟาร์มที่สูงกว่าคาดมากขนาดนี้ ในเชิงทฤษฎีมักถูกมองเป็นปัจจัยกดดัน เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้ Fed ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งผ่อนคลายนโยบาย ดอลลาร์แข็งค่า กระแสเงินอาจไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต แต่ภาพที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ อัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ใกล้ระดับ 4.3% บ่งชี้ถึงเสถียรภาพของตลาดแรงงาน ไม่ใช่สัญญาณเศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย และนั่นทำให้ตลาดมีเสถียรภาพพอที่ Bitcoin จะทรงตัวถึงฟื้นตัวเล็กน้อยได้

    Bitcoin ที่ $67,157 และ ETH ที่ $2,067.37 ยังอยู่ในโซนบวกก่อนตัวเลขออก ตลาดอาจแกว่งตัวในช่วงค่ำคืนหลังข้อมูลถูกย่อย แต่ด้วยความไม่แน่นอนที่ลดลงหลังตัวเลขออกมาชัดเจน โอกาสที่ราคาจะดิ่งลงแรงยังไม่สูงในทันที นักลงทุนควรจับตาว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับอย่างไรในช่วงคืนนี้เพื่อประเมินทิศทางคริปโตในระยะถัดไป

    ตัวเลขที่ต้องจับตาถัดไป

    ตัวเลขนอนฟาร์มชุดนี้พลิกกลับจากเดือนก่อนที่ติดลบ -92,000 ตำแหน่งได้อย่างน่าประหลาดใจ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะตั้งคำถามว่าตัวเลขที่แข็งแกร่งในเดือนมีนาคมนี้มาจากการชดเชยของเดือนก่อน หรือเป็นแนวโน้มที่ยั่งยืน การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนถัดไปและการประชุม Fed จะเป็นตัวยืนยันว่า Fed จะยืนดอกเบี้ยหรือเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย ซึ่งจะมีน้ำหนักต่อทิศทางคริปโตมากกว่าตัวเลขชุดนี้เพียงอย่างเดียว


    ความเห็นผู้เขียน

    ต้องบอกตรงๆ ว่าตัวเลขนอนฟาร์มที่ 178,000 ตำแหน่งนี้ เกินคาดมากจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเดือนที่แล้วออกมาติดลบถึง -92,000 ตำแหน่ง ผมมองว่าตลาดอาจต้องใช้เวลาย่อยตัวเลขนี้สักพัก เพราะมันไม่ได้ตีความง่ายๆ ว่าดีหรือไม่ดีสำหรับคริปโต

    ฝั่งหนึ่งบอกว่าตลาดแรงงานแข็งแกร่ง Fed ไม่ต้องลดดอกเบี้ย ดอลลาร์แข็ง คริปโตเสียเปรียบ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่าอัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% นั้นไม่ได้น่ากลัว เป็นแค่เสถียรภาพของตลาดแรงงาน ไม่ใช่สัญญาณเงินเฟ้อพุ่งกลับมา ส่วนตัวผมจะจับตาว่า Bitcoin รักษาแนว $67,000 ไว้ได้ไหมในช่วงคืนนี้ ถ้าทรงตัวได้และไม่มีแรงขายหนักออกมาก็ถือว่าตลาดย่อยข่าวได้ดีพอสมควรครับ

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/03/us-nonfarm-payrolls-178k-unemployment-4-3-april-2025-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FFy1K_0wzTTQOZFcJ6MS0

  • ประวัติ คริส โปตระนันทน์ และเส้นทางการเมืองที่น่าจับตามอง

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ และเส้นทางการเมืองที่น่าจับตามอง

    เปิดประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ คือใคร ทำไมถึงเป็นที่สนใจ

              คริส โปตระนันทน์ ประวัติประธานพรรคเศรษฐกิจ นักการเมืองและนักกฎหมายรุ่นใหม่ กับเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจ  

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

              “คริส โปตระนันทน์” กลายเป็นอีกหนึ่งคีย์เวิร์ดมาแรงที่ติดเทรนด์บน Google Trends เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 หลังเกิดเหตุปะทะคารมในสภาฯ ระหว่าง สส.พรรคประชาชน กับ คริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ จากประเด็นวิจารณ์การอภิปรายว่าใช้ ChatGPT และทำงานไม่คุ้มภาษี จนเกิดการโต้ตอบถึงความไม่เหมาะสม

              ภายหลังจบการอภิปราย มีรายงานว่า สส.พรรคประชาชน เดินไปหาคริสถึงที่นั่ง โดยเจ้าตัวระบุว่าถูกคุกคามถึงขั้นถูกจับแขน และเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นตรวจสอบด้านจริยธรรมต่อไป

             อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ คริส โปตระนันทน์ กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ จนหลายคนอยากรู้จักประวัติและบทบาทของเขามากยิ่งขึ้น

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ประวัติคริส โปตระนันทน์ คือใคร ?

    คริส โปตระนันทน์ ประวัติและข้อมูลส่วนตัว

              ประวัติ คริส โปตระนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 ปัจจุบันอายุ 38 ปี มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานด้านการศึกษาและสังคม โดยเป็นบุตรของนายมีพาศน์ โปตระนันทน์ และนางวีณา วราโชติเศรษฐ์

              ด้านการศึกษา คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นจากโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี ก่อนเข้าศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อยอดด้านกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัย จากคณะนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวสู่สายอาชีพนักกฎหมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวสู่สายอาชีพนักกฎหมาย

              หลังจากสอบผ่านเนติบัณฑิตไทย รุ่นที่ 63 คริส โปตระนันทน์ ได้ต่อยอดการศึกษาในต่างประเทศ โดยสำเร็จหลักสูตร Graduate Diploma of Economics (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม สหราชอาณาจักร ก่อนจะได้รับทุน Fulbright Program เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) ด้านกฎหมายแข่งขันทางการค้าและเศรษฐศาสตร์ (Antitrust Law and Economics) จาก University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา 

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    เส้นทางอาชีพและบทบาทนักกฎหมายของ คริส โปตระนันทน์

             คริส โปตระนันทน์ เป็นที่รู้จักในฐานะนักกฎหมาย และเคยมีบทบาทด้านวิชาชีพกฎหมายควบคู่กับการทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่เขาได้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน บทบาทดังกล่าวทำให้เขาได้รับความสนใจในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดด้านสังคมและการเมือง

    คริส โปตระนันทน์ กับถนนเส้นทางการเมือง

              คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นเส้นทางการเมืองตั้งแต่ช่วงชีวิตนักศึกษา จากการมีบทบาทในกิจกรรมพาเหรดล้อการเมืองที่สะท้อนมุมมองทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา ก่อนก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค

             ในการเลือกตั้งปี 2562 คริส โปตระนันทน์ ลงสมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 6 แต่แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่เขาสามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านแนวคิดนโยบายและแคมเปญหาเสียงที่เข้าถึงปัญหาคนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการมีบทบาทผลักดันประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายสุราก้าวหน้า

              ต่อมาในช่วงวิกฤตโควิด 19 ปี 2564 คริส โปตระนันทน์ ได้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แสดงถึงบทบาทการทำงานภาคประชาชนควบคู่การเมืองอย่างชัดเจน ก่อนจะปรับบทบาททางการเมืองอีกครั้งด้วยการก่อตั้งพรรคเส้นด้าย และก้าวขึ้นมาเป็นประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในปัจจุบัน  

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ข่าวคริส โปตระนันทน์ เปิดศึกกลางสภา อ้างถูกคุกคาม 

              วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา เกิดเหตุปะทะคารมระหว่าง สส.พรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.พรรคเศรษฐกิจ โดย คริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ และประธานพรรค ลุกขึ้นประท้วงนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ว่าทำผิดข้อบังคับการประชุม พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานของ สส. ว่าคุ้มค่าภาษีประชาชนหรือไม่ รวมถึงพาดพิงการใช้ ChatGPT ในการเขียนอภิปราย และมีการเปรียบเปรยบางคนว่า “สามล้อถูกหวย”

              ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นโต้กลับว่า ไม่เหมาะสมที่จะดูถูกเพื่อนสมาชิก พร้อมเรียกร้องให้ให้เกียรติกัน ขณะที่รองประธานสภาฯ ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายอภิปรายในกรอบและไม่ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นกัน

              ภายหลัง คริส โปตระนันทน์ แถลงว่า รู้สึกถูกคุกคามทั้งทางร่างกายและเสรีภาพ โดยระบุว่ามีการชี้หน้าและจับแขน พร้อมเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่ และอาจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18SrppIuDQU05rbIM5nt1E

  • ศาลให้ประกันตัว “สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” เตรียมปล่อยตัวพ้นเรือนจำ – ไทยรัฐออนไลน์

    ศาลให้ประกันตัว “สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” เตรียมปล่อยตัวพ้นเรือนจำ – ไทยรัฐออนไลน์

    “บิ๊กเต่า” เพิ่มของขวัญปีใหม่ให้ “สามารถ” ส่วน “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ลุ้นหมายจับ. แท็กที่เกี่ยวข้อง. สามารถ เจนชัยจิตรวนิชคดีฟอกเงินดิไอคอนดิไอคอนกรุ๊ป …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2924552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t5Zd1SPnfaMVJoOg4p-7-

  • “อาร์แบค” มอบทุนการศึกษาให้ทัพนักกีฬาสร้างชื่อเสียง ในศึกกีฬาปัญญาชน “อินทนิลเกมส์” | เดลินิวส์

    “อาร์แบค” มอบทุนการศึกษาให้ทัพนักกีฬาสร้างชื่อเสียง ในศึกกีฬาปัญญาชน “อินทนิลเกมส์” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา​ ที่ห้องสินธุเดชะ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต​ (อาร์แบค) ได้มีการจัดพิธีมอบเงินรางวัลแห่งความสำเร็จของนักกีฬามหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต​ ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 “อินทนิลเกมส์” ที่ ม.แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ โดยมี​ อ.ศุภนิตย์ วงษ์ศาลังกา (รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา), อ.พงษ์เทพ เครือชะเอม รองอธิการบดี, ผศ.ดร.อรชร วัฒนกูล​ รองอธิการบดี,​ และดร.สุภาภรณ์ ศิวะกีรัตตนะ​ รองอธิการบดี​ ให้เกียรติร่วมแสดงความสำเร็จของนักศึกษา​ที่ได้เหรียญทอง, เหรืยญเงิน​ และเหรียญทองแดง​ ซึ่งในครั้งนี้ทางมหาลัยรัตนบัณทิต คว้ามาได้​ 6 เหรียญทอง,​ 5 เหรียญ​เงิน​ และ​ 2 เหรียญทอง​แดง

    สำหรับรายชื่อนักกีฬา​ 6 เหรียญทอง ได้เงินทุนการศึกษาจำนวน​ 10,000​ บาท​ มีดังนี้​ 1.มนสิชา​ สกุลรัตนธารา​ (คาราเต้ท่ารำ), 2.วรรณดา​ เพขรยอดศรี​ (คาราเต้ต่อสู้), 3. สุวภัทร​ โพธิ์​งามวงศ์​ (ปันจักสีลัต), 4.พิฆเนส​ สุขหยิก​ (คิกบ๊อกซิ่ง), 5.จันทกานต์​ มโนบาล​ (คิกบ๊อกซิ่ง), 6.ชินพัฒน์​ เฉลิมชเนนทร์​ (ดาบสากล)

    ส่วนนักกีฬา​ 5 เหรียญ​เงิน​ ได้ทุนการศึกษา​ 7,000 บาท​ มีดังนี้​ 1.วรรณ​ดา​ เพชรยอดศรี, ​มนสิชา​ สกุลรัตนธารา,​ เพ็ญพิสุทธิ์​ น้ำขาว, ศศิธร​ ศรีโสภา​ (คาราเต้ต่อสู้ ทีมหญิง​ 4 คน), 2.เนตินัย​ พิทักษ์​ (คาราเต้), 3.ดาฮาลัน​ เปาะติงซามู (ปันจักสีลัต), 4.มารุต​ แก่นนาค​ (ว่ายน้ำ), 5.ฮาดาลัน​ เปาะติงซามู​ (ฮับกิโดต่อสู้ท่ารำ)

    สำหรับนักกีฬา​ 2 เหรียญทอง​แดง​ ได้รับทุนการศึกษา​ 3,000​ บาท​ มีดังนี้​ 1.เพ็ญพิสุทธิ์​ น้ำขาว​ (คาราเต้), 2.ฮาดาลัน​ เปาะติงซามู​ (ฮับกิโดท่ารำมือเปล่า)

    ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ​ ผศ.ดร.อรชร วัฒนกูล​ รองอธิการบดี​ มหาวิทยาลัยรัตน​บัณฑิต​ กล่าวว่า​ ในนามตัวแทนของมหาวิทยารัตนบัณฑิต​ ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทุกท่านที่ได้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัย​ เข้าร่วมแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 “อินทนิลเกมส์” สร้างผลงาน​ได้เป็นที่ประจักษ์​ 6 เหรียญทอง,​ 5 เหรียญ​เงิน​ และ 2 เหรียญ​ทองแดง​ ขอให้ทุกท่านรักษาผลงานของตัวเองให้ดีไว้ต่อไป​ มีความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อม​เพื่อพัฒนา​ฝีมือรักษามาตรฐาน​คงไว้ในการสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและทางสถาบันนี้ต่อไป​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5749680/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wwlGHmA6hqEuCbQcf-kbw

  • “ทุ่มหมดตัวแต่ถูกเท” หนุ่มลาออกงาน-เปย์ 4 หมื่นมาหาเมีย สุดท้ายเจอพิกัดลวงจนคลั่งขว้างหินระบายช้ำ | เดลินิวส์

    “ทุ่มหมดตัวแต่ถูกเท” หนุ่มลาออกงาน-เปย์ 4 หมื่นมาหาเมีย สุดท้ายเจอพิกัดลวงจนคลั่งขว้างหินระบายช้ำ | เดลินิวส์

    เหตุการณ์ที่สร้างความตกใจในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เกิดขึ้นเมื่อชายหนุ่มคลุ้มคลั่ง ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อตามหาหญิงสาวชื่อ “แป้ง” ก่อนจะใช้ก้อนหินขว้างใส่บ้านเรือน ทำให้กระจกแตกเสียหาย และสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะเด็กหญิงตัวน้อยที่เกือบได้รับอันตราย

    ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมพัฒนา ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ชัยพงษ์ แสงพงษ์ชัย ผกก. พร้อมชุดสืบสวน สามารถติดตามจับกุมตัวชายคนดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมตัวมาสอบสวนตามกฎหมาย

    ผู้ก่อเหตุซึ่งระบุชื่อเล่นว่า “แบงค์” ให้การรับสารภาพว่า เขาเคยทำงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ และรู้จักกับ น.ส.แป้ง ผ่านแอปพลิเคชัน ก่อนพัฒนาความสัมพันธ์คบหากันนานประมาณ 2 เดือน มีโอกาสไปมาหาสู่กัน 3-4 ครั้ง

    เมื่อแบงค์ตัดสินใจลาออกจากงานและเดินทางข้ามจังหวัดมายังระยองเพื่อหวังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับฝ่ายหญิง แต่กลับไม่พบตัว นำไปสู่ความผิดหวังและเชื่อว่าถูกหลอก ทั้งนี้ก่อนหน้านี้เขาได้โอนเงินและซื้อสิ่งของมูลค่าประมาณ 30,000-40,000 บาท

    ด้วยความคับข้องใจและโกรธแค้น เขาจึงก่อเหตุใช้ก้อนหินขว้างใส่บ้านเรือนเพื่อระบายอารมณ์ แม้จะไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใครโดยตรง แต่ก็สร้างความหวาดกลัวแก่ชาวบ้านอย่างมาก

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ทำให้เสียทรัพย์ และก่อความเดือดร้อนรำคาญ” พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    เจ้าหน้าที่ยังฝากเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้สื่อออนไลน์ ให้ระมัดระวังในการรู้จักบุคคลแปลกหน้า และไม่โอนเงินหรือมอบทรัพย์สินจนกว่าจะตรวจสอบตัวตนอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันแบบนี้เกิดขึ้นอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5747832/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RLz_QUXgLVL1Rzy9M6JBO

  • เที่ยวฤดูร้อนที่ “ซานย่า” เมืองท่องเที่ยวชายฝั่งระดับนานาชาติของจีน

    เที่ยวฤดูร้อนที่ “ซานย่า” เมืองท่องเที่ยวชายฝั่งระดับนานาชาติของจีน

    วันหยุดยาวฤดูร้อนแบบนี้ ใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศใหม่ ๆ ขอแนะนำ “ซานย่า” เมืองท่องเที่ยวชายฝั่งระดับนานาชาติของจีน และกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยทัศนียภาพชายฝั่งและทะเลที่สวยงาม มาดูกันว่าเมืองนี้มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง

    “ซานย่า” มีจุดเด่นด้านธรรมชาติที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ทั้งทะเลสีฟ้า หาดทรายขาว และอากาศอบอุ่น ผสานกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจีน

    มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง “หนานซาน” และเจ้าแม่กวนอิมแห่งทะเลใต้ความสูง 108 เมตร เป็นหนึ่งในพุทธสถานริมชายฝั่งที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นักท่องเที่ยวสายบุญไม่ควรพลาด

    “ซานย่า” เป็นเมืองที่มีทุกอย่างเพรียบพร้อมโดยเฉพาะในเรื่องของกิจกรรม มีให้หมดทุกรูปแบบ ทั้ง “Atlantis Aquaventure Waterpark” หนึ่งในสวนน้ำระดับโลก มีชายหาด รีสอร์ทหรู ที่มาพร้อมกิจกรรมเพื่อสุขภาพ มีสถานที่สำคัญทางศาสนากับวิวธรรมชาติสวยงาม และ “Sanya International Duty-Free City” สำหรับสายช้อปที่อยากซื้อของแบบปลอดภาษี

    PR
    Atlantis Aquaventure Waterpark
    PR
    Atlantis Aquaventure Waterpark
    PR
    Sanya International Duty-Free City
    PR
    Sanya International Duty-Free City

    การเดินทางไป “ซานย่า” ใช่เวลาเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง โดยบินตรงจากกรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินนานาชาติซานย่า ฟีนิกซ์ พร้อมความสะดวกสบายยิ่งขึ้นเพราะสามารถไปเที่ยวได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่า สามารถไปเที่ยวแค่ 2–3 วันยังได้

    ใครที่อยากไปเที่ยวประเทศจีนแต่ยังไม่เคยไป “ซานย่า” เหมาะสำหรับการเริ่มต้นการเดินทางสู่ประเทศจีนครั้งแรก 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/abroad/272474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gs67u-aCfYVqIPuRswkT2