Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ 3 รัฐมนตรี และความเห็นใจต่อรัฐบาล อนุทิน พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ
เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ เอาอยู่หรือไม่” 

    โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก(Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35
ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tBcBmi-VaQDh_SeLgJ3tA

  • นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    วันนี้ (5 เม.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    ภาพประกอบข่าว นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

     อ่านข่าว:

    5 ชาติ EU ชงเก็บ “ภาษีลาภลอย” จาก บ.พลังงาน รับมือราคาน้ำมันพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    “คาลเท็กซ์-บางจาก” ยืนยันภาครัฐตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบผิดปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/content/504284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTkBuaImovHu3isMJbI6w

  • “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ช่วยสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชน

    “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ช่วยสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชน

    “กรมประมง” ปลื้ม “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กลายเป็นคลังอาหารที่มั่นคง ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ-รายได้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

    วันที่ 5 เมษายน 2569 มีรายงานว่า ภารกิจปล่อย “กุ้งก้ามกราม” ของกรมประมง ช่วยพลิกฟื้นวิถีชุมชนรอบเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง  หลังชาวประมงจับกุ้งก้ามกรามได้ปริมาณมาก สร้างรายได้ถึงหลักหมื่นต่อคืน ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ที่กรมประมงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น เพื่อร่วมกันฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นคลังอาหารที่มั่นคง ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Fisheries Connect For Sustainability

    ทางด้าน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เผยว่า กุ้งก้ามกรามเขื่อนอุบลรัตน์ นับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น ด้วยรสชาติดีและเป็นที่ต้องการของตลาด กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จึงได้ดำเนินการผลิตและปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์และแหล่งน้ำโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2524 ปีละกว่า 3–5 ล้านตัว ภายใต้โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และได้มีการติดตามและประเมินผลการนำไปใช้ประโยชน์อย่างใกล้ชิด  โดยปรากฏว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้เฉลี่ยถึงปีละกว่า 2,000 กิโลกรัม  คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี 

    สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ปล่อยกุ้งก้ามกรามลงเขื่อนอุบลรัตน์มากกว่า 4 ล้านตัว และปล่อยลงสู่แม่น้ำพองอีกประมาณ 1 ล้านตัว ส่งผลให้ทรัพยากรฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ชาวประมงในพื้นที่โดยเฉพาะอำเภออุบลรัตน์ สามารถจับกุ้งก้ามกรามได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณลำน้ำพอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของภารกิจการผลิตและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง ที่มุ่งฟื้นฟูทรัพยากร เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่และสอบถามชาวประมง ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2569 พบว่าสามารถจับกุ้งก้ามกรามได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่บริเวณบ้านห้วยทราย ไปจนถึงฝายหนองหวาย ครอบคลุมระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร มีชาวประมงราว 20 ราย โดยบางรายสามารถจับกุ้งได้สูงสุดถึง 30 กิโลกรัมต่อคืน สร้างรายได้มากกว่า 20,000 บาท  ขณะที่ภาพรวมมีผลจับรวมกว่า 150 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 100,000 บาท  

    ทางด้าน นายบุญมี ทองโพธิ์ อายุ 73 ปี หนึ่งในตัวแทนชาวประมงในชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทางกรมประมงอย่างมากที่ได้นำกุ้งก้ามกรามมาปล่อยต่อเนื่อง ทำให้พวกผมได้มีอยู่ มีกิน มีเงินให้ลูกหลานได้ไปโรงเรียน ถ้ากรมประมงไม่เอากุ้งมาปล่อย ผมก็ไม่รู้ว่าจะได้มีกินมีใช้แบบนี้ไหม ซึ่งสอดคล้องกับชาวประมงในพื้นที่รายอื่น ๆ ได้ยืนยันตรงกันว่า สามารถจับกุ้งก้ามกรามได้จริง และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    สำหรับกุ้งก้ามกรามที่พบในแหล่งน้ำจืดส่วนใหญ่นั้น มีที่มาจากการเพาะพันธุ์ของกรมประมงและปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากวงจรชีวิตของกุ้งก้ามกรามในระยะตัวอ่อนจำเป็นต้องอาศัยน้ำกร่อย ก่อนจะกลับมาเติบโตในน้ำจืด 

    ดังนั้น การที่ชาวประมงสามารถจับกุ้งก้ามกรามได้จำนวนมากในครั้งนี้ จึงเป็นผลจากการดำเนินงานของกรมประมง ที่ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น ในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน  ตลอดจนปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้มีผลผลิตที่ยั่งยืนสามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว 

    นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้และการสร้างอาชีพให้กับชุมชนรอบเขื่อนอุบลรัตน์  โดยได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสร้างโรงเพาะกุ้งก้ามกรามเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยง และส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามรองรับความต้องการใช้ประโยชน์ของชาวประมงและชุมชนโดยรอบเขื่อนที่มีกว่า 2,000 ครัวเรือน ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการผลิต รวมถึงติดตามและประเมินผลการปล่อยกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงและประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรกุ้งก้ามกราม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว โดยทำการประมงอย่างถูกวิธี ไม่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการจับลูกกุ้งที่มีขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้กุ้งเจริญเติบโตและเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่าเขื่อนอุบลรัตน์จะเป็นคลังอาหารสำคัญที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2924789&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_k_M1FkMJUlvRm9VYrf-l

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 5 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 5 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 5 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 5 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 5/4/2569 เวลา 09.00 น. มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันนี้ 5 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 5 เมษายน 2569

    • ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.25 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 70.44 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    s__29974702

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 5 เมษายน 2569

    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    721116

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันนี้ 5 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 47.24 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 67.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 66.14 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949212/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jqj7O1EI8XvXjBOcRYewe

  • ผลสำรวจ ชี้! คนไทย ให้ความสำคัญดีไซน์-ความปลอดภัยรถยนต์มากที่สุด

    ผลสำรวจ ชี้! คนไทย ให้ความสำคัญดีไซน์-ความปลอดภัยรถยนต์มากที่สุด

    บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠ ซึ่งเป็นการวิจัยเรื่องนี้ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์ ฯลฯ. หรือที่เรียกว่า “ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิดความภักดีในใจของลูกค้า

    ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น

    ซึ่งเริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12 ถึง 36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์

    โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ 5) ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 6) การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 7) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 8) ระบบเสียง และความบันเทิง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติมคือ 9) แบตเตอรี่ และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการศึกษาวิจัย ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ “Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ในครั้งนี้เราพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมาคือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน) Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

    รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน ต่อ 886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน ต่อ 891 คะแนน) โดยเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด

    ส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะและการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 1) แบตเตอรี่ และการชาร์จ 2) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 3) ระบบเสียง และความบันเทิง

    ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 1) ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 2) ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3) ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น 

    ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิตช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกและง่าย ความกลมกลืนของสีสันและวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารคือจุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า

    “ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง(โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบส ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร”

    ที่สำคัญยังพบอีกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน(สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ(Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ(30%) คือ กลุ่ม Passive(รู้สึกเฉย ๆ) และ Detractor(ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด

    นายศิรส ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมาคือเรื่อง ความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่

    สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบตเตอรี่ และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NryB6ZCAp99jpUZWAxsG7

  • ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดน่าประทับใจของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “ซัน ก้องภพ บรรณทอง” นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งช่อง 7HD ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา คว้าประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ประจำปีการศึกษา 2568 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    บรรยากาศในวันสำคัญเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม โดยมีครอบครัว “บรรณทอง” ทั้งคุณพ่อคุณแม่และญาติ ๆ เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมหน้า รวมถึงคนในวงการบันเทิงอย่าง อมีนา พินิจ และ มนัสณันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่เคยร่วมงานกัน ก็ไม่พลาดมาร่วมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้

    นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนพี่น้องในวงการ รวมถึงแฟนคลับที่คอยสนับสนุนกันอย่างเหนียวแน่น และอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารักจาก สมชาย พี่ชายคนสนิท ที่ถือช่อดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดี สร้างบรรยากาศสุดประทับใจ

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ด้าน “ซัน ก้องภพ” ได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในชีวิต แม้ช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนจะต้องรับมือกับหลายบทบาท ทั้งงานแสดง งานเพลง โปรเจกต์ต่าง ๆ และการฝึกงาน แต่เจ้าตัวก็ทุ่มเทเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

    พร้อมกันนี้ยังเผยถึงแผนในอนาคตว่า เตรียมก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาตัวเองในเส้นทางวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง

    การจบการศึกษาครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นความสำเร็จส่วนตัวของ “ซัน ก้องภพ” แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนักแสดงรุ่นใหม่ที่สามารถบาลานซ์ทั้งการเรียนและงานในวงการได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นอีกหนึ่งไอดอลของเยาวชนยุคใหม่

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    “ซัน-ก้องภพ” นักแสดงดาวรุ่งจาก TSM Management จบการศึกษา ปวส. อย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ควบคู่กับเส้นทางในวงการบันเทิงที่กำลังเติบโต

    #ซันก้องภพ #TSMManagement #ดาราเรียนจบ #ข่าวบันเทิง #นักแสดงดาวรุ่ง #เรียนต่อ

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/615457&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tOB3mQ1E4LH-jE_gerFN7

  • นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ 3 รัฐมนตรี และความเห็นใจต่อรัฐบาล อนุทิน พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ
เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ เอาอยู่หรือไม่” 

    โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก(Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35
ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740466&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tBcBmi-VaQDh_SeLgJ3tA

  • หมอตุลย์เรียกร้องถ่ายทอดสดประชุม กบน. เปิดทางประชาชนตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมัน

    หมอตุลย์เรียกร้องถ่ายทอดสดประชุม กบน. เปิดทางประชาชนตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมัน

    5 เมษายน 2569  นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า  รัฐบาลก่อนๆโกงภาษี แต่วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลอนุทินควักจากกระเป๋าประชาชนตรงๆ +ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาน้ำมัน ก็เงินประชาชนอีก จะแดรกมูมมามกันไปถึงไหน?

    ผมสังเกตว่า ในรัฐบาลนี้ คุณศุภจีเหมือนถูกจำกัดบทบาทลง และถูกดิสเครดิตหลายครั้ง ทั้งเรื่องทรงผมและวุฒิการศึกษาผมต้องการความโปร่งใสจากรัฐบาลชุดนี้

    นพ.ตุลย์ ยังเสนอว่าการประชุมราคาน้ำมันของกบน. ต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนชมและร่วมกันตรวจสอบทุกครั้ง และเมื่อเคาะขึ้นราคาแล้ว รัฐบาลต้องให้เวลาอย่างน้อย 12 ชม.ให้ปชช.ได้เติมน้ำมันราคาเก่า และมีการตรวจสอบให้มีน้ำมันเติมทุกหัวจ่ายก่อนขึ้นราคา  รวมทั้งตรวจสอบสต็อคก่อนขึ้นราคาทุกครั้ง หักรายได้ส่วนเกินคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    การมีน้ำมันพอทุกหัวจ่าย จะช่วยป้องกันการกักตุนได้ระดับนึง พอตัดสินขึ้นราคา  รัฐต้องให้เวลา 12-24 ชม.ในการเติมน้ำมันราคาเก่า และมีน้ำมันจำหน่ายเพียงพอ จึงจะยุติธรรมกับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน  การส่งน้ำมันให้ปั๊มเต็มตามโควต้า ก็จะลดการกักตุนได้ระดับหนึ่ง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/975190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W4ffGXIxdUANDh6xehrHs

  • อดีตนักบินเผยวิธีเอาตัวรอดจากการถูกยิงตกในแนวหลังของข้าศึก หลัง F35 ถูกสอยร่วงในอิหร่าน

    อดีตนักบินเผยวิธีเอาตัวรอดจากการถูกยิงตกในแนวหลังของข้าศึก หลัง F35 ถูกสอยร่วงในอิหร่าน

    ขณะที่กองกำลังอเมริกันกำลังเร่งแข่งกับเวลาและกองทัพอิหร่านเพื่อค้นหานักบิน F35 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ อดีตนักบินกองทัพอากาศและผู้ช่วยเหลือได้บอกกับ AFP ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะซ่อนตัว เอาตัวรอด และช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากหลังแนวข้าศึกได้

    “คุณจะรู้สึกว่า ‘โอ้พระเจ้า ฉันอยู่ในเครื่องบินรบเมื่อสองนาทีที่แล้ว บินด้วยความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วขีปนาวุธก็ระเบิด ห่างจากหัวคุณแค่ 15 ฟุต’” พลจัตวาเกษียณอายุ ฮูสตัน แคนต์เวลล์ กล่าว ซึ่งปัจจุบันเขาทำงานอยู่ที่สถาบันมิตเชลเพื่อการศึกษาด้านอวกาศ (Mitchell Institute for Aerospace Studies) 

    ถึงกระนั้น การฝึกของนักบิน—ที่เรียกว่า การเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบหลีก (SERE)—น่าจะเริ่มทำงานก่อนที่เขาหรือเธอจะกระโดดร่มลงสู่พื้น

    “ขณะที่คุณกำลังร่อนลงมาด้วยร่มชูชีพ คุณจะเห็นมุมมองที่ดีที่สุดเกี่ยวกับที่ที่คุณอาจต้องการไปหรือที่ที่คุณอาจต้องการหลีกเลี่ยง” แคนต์เวลล์กล่าว

    แคนต์เวลล์มีประสบการณ์การบินรบ 400 ชั่วโมง รวมถึงภารกิจเหนืออิรักและอัฟกานิสถาน

    อดีตนักบินแคนต์เวลล์อธิบายว่า การกระโดดร่มลงสู่พื้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่เท้า ข้อเท้า และขา

    “มีเรื่องราวมากมายของผู้รอดชีวิตจากเวียดนามที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส—กระดูกหักหลายท่อน—จากการดีดตัวออกจากร่มชูชีพ” แคนต์เวลล์กล่าว

    เมื่อลงจอดแล้ว “ให้สำรวจตัวเองเพื่อดูว่า ฉันอยู่ในสภาพใด ฉันขยับได้หรือไม่ ฉันยังเคลื่อนไหวได้อยู่หรือเปล่า”

    จากนั้นนักบินจะหาว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน อยู่หลังแนวข้าศึกหรือไม่ พวกเขาสามารถซ่อนตัวได้ที่ไหน และพวกเขาจะติดต่อสื่อสารได้อย่างไร

    “พยายามหลีกเลี่ยงการถูกศัตรูจับกุมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้” แคนต์เวลล์กล่าว “และถ้าผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเลทราย ผมก็อยากจะหาน้ำ”

    ในขณะเดียวกัน ทีมค้นหาและกู้ภัยทางอากาศ (CSAR) ซึ่งประกอบด้วยทหารและนักบินที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จะถูกเรียกใช้งาน

    “มันทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจอย่างมาก เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อมาช่วยคุณ” แคนต์เวลล์กล่าว “ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะไม่มาในภารกิจฆ่าตัวตาย”

    นั่นคือจุดที่ลูกเรือที่หายไปสามารถเพิ่มโอกาสในการได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

    “สิ่งสำคัญอันดับแรกของผมคือการซ่อนตัว เพราะผมไม่อยากถูกจับ” เขากล่าว “ผมอยากจะไปยังสถานที่ที่ผมสามารถได้รับการช่วยเหลือได้”

    ในเมือง อาจจะเป็นดาดฟ้า ในพื้นที่ชนบท อาจจะเป็นทุ่งนาที่เฮลิคอปเตอร์สามารถลงจอดได้ การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดคือในเวลากลางคืน เขากล่าว

    แคนต์เวลล์กล่าวว่าเมื่อเขาบิน เขาก็พกปืนพกติดตัวไปด้วย

    ภารกิจกู้ภัย
    ขณะเดียวกัน ใน “ห้องเตรียมพร้อม” ทหารหน่วยค้นหาและกู้ภัย (CSAR) เช่น จ่าสิบเอกสก็อตต์ เฟลส์ ที่เกษียณแล้ว ก็สวมชุดปฏิบัติการ

    ผู้เชี่ยวชาญอย่างเฟลส์ ซึ่งเป็นนักกระโดดร่มกู้ภัยที่มีบทบาทสำคัญในกรณี “แบล็กฮอว์กดาวน์” (Black Hawk Down) ปี 1993 ในเมืองโมกาดิชู ประเทศโซมาเลีย จะเตรียมพร้อมเสมอเมื่อเครื่องบินของสหรัฐฯ บินอยู่เหนือดินแดนของศัตรู

    “ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ… จะมีแผน CSAR เสมอ” เฟลส์บอกกับ AFP

    ในขณะเดียวกัน ข้อมูลข่าวกรองจำนวนมหาศาลก็ถูกรวบรวมและวิเคราะห์เกี่ยวกับตำแหน่งและสถานะของนักบินที่หายไป

    “ทุกอย่างตั้งแต่ข่าวกรองจากมนุษย์ ข่าวกรองจากภาพถ่าย ไปจนถึงโดรนต่างๆ ที่เราใช้ค้นหา — ข่าวกรองจากสัญญาณ” เฟลส์กล่าว “ทั้งหมดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อพยายามค้นหาชายคนนี้”

    เมื่อพบตัวนักบินที่หายไปแล้ว แผนการกู้ภัยจะถูกกำหนดขึ้นแบบเรียลไทม์ภายในเฮลิคอปเตอร์

    “พลปืนเหล่านั้นกำลังสอดแนมและมองหาภัยคุกคาม นักบินกำลังมองหาสถานที่ลงจอด และเรากำลังติดต่อกับนักบินที่เครื่องบินตก” เขากล่าว

    บนพื้นดิน พวกเขาตรวจสอบให้แน่ใจว่านักบินคนนั้นเป็นบุคคลที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่จริง และจะทำการประเมินภัยคุกคามเทียบกับความต้องการทางการแพทย์

    เฟลส์กล่าวว่า ในใจของพวกเขาคือ “เรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามแบบไหน? เรามีเวลาเท่าไหร่ในการช่วยเหลือบุคคลนี้? เขาได้รับบาดเจ็บแบบไหน? จากนั้นเราจะตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทและปริมาณของการรักษาที่จำเป็นในที่เกิดเหตุ หรือเราจะแค่คว้าตัวแล้วไปขึ้นอยู่กับภัยคุกคาม?”

    เฟลส์กล่าวว่า เนื่องจากยังมีเพื่อนทหารอีกคนหนึ่งที่ยังหาไม่พบในอิหร่านตะวันตกเฉียงใต้ เขาจึง “หวังเป็นอย่างยิ่ง” ว่านักบินคนนั้นจะถูกพบตัว

    “ผมหวังว่าจะมีคนที่เป็นมิตรพบเขาและกำลังซ่อนตัวเขาอยู่” เขากล่าว “หรือเขายังคงหลบหนีอยู่”

    Agence France-Presse

    Photo – เครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II Joint Strike Fighter จากฝูงบินขับไล่ที่ 58 กองบินขับไล่ที่ 33 ฐานทัพอากาศเอ็กกลิน รัฐฟลอริดา ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศกับเครื่องบิน KC-135 Stratotanker (U.S. Air Force photo by Master Sgt. Donald R. Allen/Public Domain)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41685&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zDF2QVyFHbxQqYzCVdAO

  • ‘ดุสิตโพล’ ชี้พิษน้ำมันแพงกระทบหนักเศรษฐกิจช่วงสงกรานต์

    ‘ดุสิตโพล’ ชี้พิษน้ำมันแพงกระทบหนักเศรษฐกิจช่วงสงกรานต์

     

    5 เมษายน 2569 – “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม– 3 เมษายน 2569  ผลการสำรวจ พบว่า จากสถานการณ์ของแพง กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 61.32 และวิกฤตราคาน้ำมันในขณะนี้ส่งผลให้เดือดร้อนมาก ร้อยละ 46.70 สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือ ราคาน้ำมัน ร้อยละ 55.66  โดยมีการปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94
     
    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว จำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป
     
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความกังวลเรื่องของแพงจนกระทบต่อค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว และยังเดือดร้อนอย่างมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ผลโพลยังสะท้อนให้เห็นว่าค่าน้ำมันแพงมีผลต่อการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์    โดยประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าจะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเป็นไปตามผลโพลก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม เพราะตามปกติช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่แหล่งเงินที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ ความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆ ที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด
     

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/975232/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rVxHzWpd02yueTZaK2vSL