Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ดร.แดน” ชี้ วิกฤต”หนี้ครัวเรือนไทย”ชนเพดาน 86.8% ต้องแก้เชิงนโยบาย

    “ดร.แดน” ชี้ วิกฤต”หนี้ครัวเรือนไทย”ชนเพดาน 86.8% ต้องแก้เชิงนโยบาย

    โดยสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวงจรแห่งความเปราะบาง โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) พุ่งแตะระดับ 1.3 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 9.4 ของสินเชื่อรวม) เมื่อจำแนกตามประเภทสินเชื่อ พบประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างคือ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือน สินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนการถดถอยของกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง สินเชื่อยานพาหนะ เป็นหนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงเกินร้อยละ15 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของหนี้เสียในอนาคต นอกจากนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษา(กยศ.)จากทั้งหมด 7.42 ล้านบัญชีแต่มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้เพียง 3.67 ล้านบัญชี

    สะท้อนให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการศึกษาในตลาดแรงงานไทยอาจไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้คืน และสินเชื่อภาคการเกษตร ลูกหนี้กว่าครึ่งในพอร์ตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าข่ายเป็น “หนี้เรื้อรัง” โดยนโยบายพักชำระหนี้แบบหน้ากระดานในอดีต ได้สร้างภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) โดยขาดการยกระดับผลิตภาพของลูกหนี้

    รากเหง้าปัญหา:มิติโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคและพฤติกรรม
    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากการขาดวินัยทางการเงินในระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับพฤติกรรมการก่อหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย มองได้เป็น 2 มิติหลัก คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างระดับมหภาค ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งความตึงตัวของรายได้และผลิตภาพ อัตราการเติบโตของ GDP มีแนวโน้มชะลอตัวลง ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.8 ต่อปี ค่าครองชีพที่พุ่งสูงจึงบีบบังคับให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาสินเชื่อ  โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมไม่ครอบคลุม ร้อยละ 46.3 ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน เมื่อประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างเฉียบพลัน

    เช่น การเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนถูกผลักเข้าสู่วงจรหนี้ทันที และนโยบายการคลังและรัฐสวัสดิการที่คลาดเคลื่อน ความพยายามนำนโยบายประชานิยมมาผสมผสานกับสวัสดิการ โดยที่ฐานภาษีของประเทศยังไม่กว้างพอทำให้ขาดความยั่งยืนทางการคลัง ทิศทางที่เหมาะสมควรเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐสวัสดิภาพ” ที่ผมนำเสนอมานานมุ่งช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเปราะบางเพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้ได้เร็วที่สุด

    นอกจากนั้น พฤติกรรมการก่อหนี้รายกลุ่มประชากร เมื่อดูจากฐานข้อมูลเครดิตบูโรชี้ว่า พฤติกรรมการก่อหนี้และคุณภาพสินเชื่อมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มช่วงวัย (generation) โดยค่านิยมและสภาพเศรษฐกิจในแต่ละยุคส่งผลโดยตรงต่อความเปราะบางทางการเงินของคนในช่วงวัยนั้น ๆ โครงสร้างหนี้สินและคุณภาพหนี้ กลุ่ม Gen Y มีภาระหนี้สูงสุดและเข้าถึงสินเชื่อรวดเร็ว พฤติกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นการบริโภคตามกระแสสังคม ผ่านสินเชื่อที่เสื่อมมูลค่า (เช่น รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล) ขาดการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว และมักใช้วิธีการหมุนหนี้ ตลอดจนการกู้เพื่อลงทุนเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร การก่อหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ และมีพฤติกรรมการชำระยอดขั้นต่ำเพียงเพื่อพยุงบัญชี ทำให้ติดหล่มหนี้เรื้อรัง และเสี่ยงต่อการส่งผ่านภาระหนี้สู่รุ่นลูก

    ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของภาครัฐในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาครัฐได้ดำเนินมาตรการหลายเรื่อง แต่ยังพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องมาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและแก้หนี้เรื้อรัง แม้จะช่วยสร้างกลไกการจบหนี้ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ถึงร้อยละ 30-60 และลูกหนี้มักปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากเกรงว่าจะถูกระงับวงเงินสำรอง คลินิกแก้หนี้ แม้จะดึงดูดลูกหนี้ NPL เข้าร่วมได้กว่า 54,000 ราย แต่มีอัตราความสำเร็จจนจบโครงการเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้น

    สะท้อนให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากรายได้ของลูกหนี้ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มาตรการรวมหนี้ แม้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ดี แต่การจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ทำให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่สุดเข้าไม่ถึงมาตรการนี้ และข้อสังเกตจากองค์กรระหว่างประเทศ มองว่า นโยบายของไทยมุ่งเน้นการยืดอายุหนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพงบดุลของธนาคารพาณิชย์ แต่ขาดกลไกการลดหนี้เงินต้นสำหรับบุคคลธรรมดา ทำให้ปัญหาหนี้ถูกแช่แข็งและเรื้อรัง

    ทั้งนี้ ดร.แดน ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติ ว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอแนะเชิงนโยบายใน 3 มิติ คือ 1.มาตรการเชิงป้องกันและการกำกับดูแล การประเมินสินเชื่อบนฐานความเสี่ยง โดยกำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถชำระหนี้โดยพิจารณาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจด้วย

    ขณะเดียวกันการบูรณาการศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยขยายขอบเขตการรายงานข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) และสหกรณ์ด้วย เพื่อให้สามารถประเมินภาระหนี้โดยรวมได้อย่างแม่นยำ  และการส่งเสริมบทบาทนายจ้างและองค์กร โดยสนับสนุนสวัสดิการสินเชื่อฉุกเฉินผ่านสถานประกอบการ และพัฒนาระบบชำระหนี้โดยการหักจากเงินเดือน ควบคู่กับการบังคับอบรมทักษะทางการเงิน 

    มิติที่ 2 กลไกการไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างเชิงลึก โดยการจัดตั้งหน่วยงานไกล่เกลี่ยหนี้ระดับชาติ ทำหน้าที่บูรณาการเจ้าหนี้ทุกรายเพื่อปรับลดค่างวดชำระหนี้ลงอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อสร้างสภาพคล่องในการดำรงชีพให้กับลูกหนี้ พร้อมพัฒนากลไกการเจรจาด่วนภายใน 30 วันก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล  การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคลธรรมดา โดยเปิดช่องทางให้ลูกหนี้สุจริตที่สูญเสียความสามารถถาวรเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและยอมรับการลดทอนเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ทางเศรษฐกิจได้ ควบคู่กับการจัดโครงสร้างแรงจูงใจ โดยใช้การผ่อนชำระแบบขั้นบันได และมอบส่วนลดเงินต้น/ดอกเบี้ยแบบมีเงื่อนไข รวมถึงการให้เครดิตพฤติกรรมดี เพื่อลบประวัติบัญชีดำเร็วกว่ากำหนด หากลูกหนี้มีวินัยในการชำระหนี้ได้ตามแผนและมิติที่ 3 การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับพฤติกรรม ต้องยกระดับผลิตภาพและโครงสร้างรายได้ โดยภาครัฐต้องเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ที่ตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ พร้อมกับการให้ความรู้ทางการเงินเชิงปฏิบัติ โดยการบังคับให้สถาบันการเงินต้องผูกโยงการที่ลูกหนี้ได้รับการฝึกอบรมที่มีผลสัมฤทธิ์ กับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการพัฒนากองทุนประกันรายได้แบบร่วมจ่าย โดยสร้างโครงข่ายความคุ้มครองชั่วคราวสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยรัฐอุดหนุนเบี้ยประกันร้อยละ 50 เพื่อให้การชดเชยการชำระหนี้แทนเป็นเวลา 3-6 เดือน ในกรณีที่ผู้ประกันเกิดวิกฤตการขาดรายได้ฉับพลัน

    “การแก้ไขวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการมุ่งลดทอนตัวเลขหนี้หรือการพักชำระหนี้ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับรายได้ การอุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการบูรณาการกลไกทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูลูกหนี้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านจากนโยบายประคองสถานการณ์ สู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เรื้อรังและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378975723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w2zvci5iDDzlZeSQ442j1

  • ดีเซลทะลุ 50 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อหด ธุรกิจสั่นคลอน

    ดีเซลทะลุ 50 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อหด ธุรกิจสั่นคลอน

    ดีเซลทะลุ 50 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อหด ธุรกิจสั่นคลอน

    สถานการณ์ราคาน้ำมันของไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่แค่การขึ้นราคาชั่วคราว แต่เป็นแรงกระแทกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นทะลุ 50 บาทต่อลิตร( ณ 5 เม.ย. 2569) หลังจากเคยถูกตรึงไว้ต่ำกว่า 30 บาทมาเป็นเวลานาน

    การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นลักษณะ “ช็อก” จากการผสมกันของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การยุตินโยบายตรึงราคาน้ำมันของภาครัฐ ภาวะราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดด้านฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถแบกรับภาระอุดหนุนได้ต่อไป

    ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 รัฐบาลเริ่มทยอยปล่อยให้ราคาดีเซลสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นหลายรอบในระยะเวลาอันสั้น จากระดับ 29.94 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 50 บาทในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ นี่จึงไม่ใช่แค่การขึ้นราคา แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบอุดหนุนสู่ระบบตลาด

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงแผ่กว้างไปทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทยที่พึ่งพาน้ำมันดีเซลสูงถึง 55-60% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ดีเซลไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิง แต่เป็นเส้นเลือดหลัก ของภาคขนส่ง โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

    เมื่อราคาดีเซลพุ่ง ต้นทุนการขนส่งสินค้าจึงเพิ่มขึ้นทันที และถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่สินค้าเกษตร อาหาร ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรหดตัวและเสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน

    ในระดับครัวเรือน ผลกระทบยิ่งชัดเจนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการเดินทางเพิ่มสูงขึ้นทันที ขณะที่ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันทยอยปรับขึ้นตามต้นทุน ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพที่เห็นได้ชัดคือการลดการเดินทาง การใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการหันไปใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น

    ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยก็เริ่มส่งสัญญาณแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการหลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า หากราคาดีเซลทรงตัวในระดับ 50 บาทต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 อาจลดลงเหลือเพียงประมาณ 1% จากที่เคยคาดไว้ราว 2% และหากราคาพุ่งแตะ 60 บาทต่อเนื่อง มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.5% หรือแย่กว่านั้นอาจเข้าสู่ภาวะติดลบในบางไตรมาส

    คำถามสำคัญคือ “ราคาน้ำมันจะไปถึงจุดนั้นหรือไม่” คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูง ภายใต้สถานการณ์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศไทย

    ในขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐของไทยเองก็มีแนวโน้ม “ไม่ย้อนกลับ” ไปใช้มาตรการอุดหนุนเต็มรูปแบบเหมือนในอดีต เนื่องจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มผันผวนตามตลาดโลกมากขึ้นในระยะยาว ภายใต้บริบทนี้ คำว่า “อยู่รอด” จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของทุกภาคส่วน

    สำหรับภาครัฐ จำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ตรึงราคา ไปสู่ผู้บริหารความเสี่ยง โดยเน้นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคขนส่ง และ SMEs ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง

    ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวในเชิงโครงสร้าง ลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และพิจารณาปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารต้นทุน

    ส่วนภาคครัวเรือนจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว วางแผนการเดินทางล่วงหน้า ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น

    วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างสูง หากไม่เร่งปรับตัว ทั้งในระดับนโยบายและระดับพฤติกรรม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกระแทกซ้ำซ้อนในอนาคต

    ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาส ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น หากทุกภาคส่วนสามารถใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นแรงผลักดันในการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง

    แต่ในระยะสั้น สิ่งที่คนไทยต้องเผชิญคือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันแพงจะยังอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง และการปรับตัวเท่านั้น คือทางรอดเดียวในเกมเศรษฐกิจรอบใหม่นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BptDUL7EfmKUmnRBYqtY-

  • เศรษฐกิจเวียดนามโต 7.83% ในไตรมาสแรก ชะลอตัวเซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่นายกฯ ยันไม่ทิ้งเป้าจีดีพี 10%

    เศรษฐกิจเวียดนามโต 7.83% ในไตรมาสแรก ชะลอตัวเซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่นายกฯ ยันไม่ทิ้งเป้าจีดีพี 10%

    เศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายได้ดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้นและสร้างอุปสรรคต่อเส้นทางการค้าโลก ส่งผลให้เป้าหมายการเติบโตระดับ 2 หลักของเลขาธิการ โต เลิม เผชิญแรงกดดันมากขึ้น

    สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัว 7.83% เมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลงจากระดับ 8.46% ในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า แม้จะยังสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ไว้ที่ 7.6% และสูงกว่าระดับ 7.05% ในไตรมาสแรกของปี 2025

    สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า “สภาพแวดล้อมโลกในไตรมาสแรกของปี 2026 ยังคงมีความซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้ โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายได้ทำให้ราคาพลังงานผันผวน เกิดการชะงักของอุปทาน และเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น”

    วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางกดดันเศรษฐกิจ

    เป้าหมายการเติบโตระดับ 10% ในปีนี้กำลังเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 80% ของอุปทานทั้งหมด สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักไปโดยปริยาย

    ข้อมูลจาก Petrolimex ชี้ว่าราคาน้ำมันเบนซินในประเทศพุ่งขึ้น 21% ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งถึง 84% ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น 10.81% เป็นตัวการหลักที่ดันดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมีนาคมให้ปรับตัวสูงขึ้น 4.65% เร่งตัวจากระดับ 3.35% ในเดือนกุมภาพันธ์

    รัฐบาลได้ดึงเงินจากกองทุนเชื้อเพลิงฉุกเฉินมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ปรับลดภาษีเชื้อเพลิง อุดหนุนราคา และสนับสนุนให้พนักงานทำงานจากบ้านเพื่อลดการบริโภค ขณะที่สายการบินต้องลดเที่ยวบินลงเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเครื่องบิน เจ้าหน้าที่ระดับสูงยังเร่งหาแหล่งน้ำมันทดแทนจากกลุ่มอ่าวอาหรับ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    แรงหนุนจากต่างชาติท่ามกลางภาวะขาดดุล

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ยอดส่งออกเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 20.1% แตะ 4.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.51 ล้านล้านบาท) ขณะที่การนำเข้าพุ่งขึ้น 27.8% แตะ 4.71 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ขาดดุลการค้าประจำเดือน 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.18 หมื่นล้านบาท)

    เมื่อมองภาพรวมตลอดไตรมาสแรก ยอดส่งออกขยายตัว 19.1% เป็น 1.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.01 ล้านล้านบาท) แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 27% เป็น 1.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.12 ล้านล้านบาท) ทำให้ขาดดุลรวม 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคมขยายตัว 6.9% ชะลอจากระดับ 8.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดค้าปลีกรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 10.9%

    อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศยังส่งสัญญาณเชิงบวก โดยยอดเงินทุนไหลเข้าในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 9.1% แตะ 5.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) ขณะที่ยอดคำมั่นสัญญาลงทุนใหม่ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้เงินทุนในอนาคตเพิ่มขึ้น 42.9% เป็น 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.95 แสนล้านบาท)

    เหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า “เมื่อก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรค และการบรรลุเป้าหมายการเติบโตยังเป็นภารกิจที่ท้าทาย”

    นายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ระบุว่าจะยังคงรักษาเป้าหมายการเติบโต 10% โดยเน้นย้ำถึงแผนเพิ่มการลงทุนภาครัฐและสร้างความหลากหลายให้ตลาดส่งออก “ประเทศของเรายังคงเผชิญกับข้อจำกัด ข้อบกพร่อง และความยากลำบากมากมาย รวมถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านการบริหารเศรษฐกิจมหภาคและการรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน” เขากล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

    หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 5 เมษายน 2569

    ภาพ: Daniel_Ferryanto / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-economic-growth-slowdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q6VzGwKZyhWifLw96Lsdu

  • นิด้าโพล ชี้ประชาชนไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีคนนอก แก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    นิด้าโพล ชี้ประชาชนไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีคนนอก แก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย

    รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ

    ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ

    ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก

    และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/25UpK9c_CSA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/460438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oy82qkIe37pYQXBV34-f3

  • ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

    ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

    ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

    ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นไตรมาส 2 ปี 2569 กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ล่าสุดนักวิชาการประเมินชัด หากราคายืนเหนือ 50 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากภาวะ “ช็อกพลังงาน” หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงต้นไตรมาส 2

    โดยราคาดีเซลขยับจาก 29.94 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 มาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 หรือเพิ่มขึ้นถึง 68% ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรง และกำลังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    ดร.อัทธ์ ระบุว่า จากการประเมินโดยใช้ค่าความยืดหยุ่นของ GDP ต่อราคาน้ำมันดีเซลที่ 0.05 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อการเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร พบว่า ภายใต้ฉากทัศน์ราคาดีเซลระดับ 50 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกไตรมาส

    โดยไตรมาส 1 เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% จากเดิมที่คาดขยายตัว 2.6% (ไม่มีสงคราม) สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ “เริ่มแผ่ว” ขณะที่ไตรมาส 2(ที่มีสงคราม เริ่มตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมา) จะชะลอลงเหลือ 1.4% ไตรมาส 3 เหลือเพียง  0.1% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 1.0% ส่งผลให้ทั้งปี 2569 GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.0%

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายขึ้นและราคาดีเซลพุ่งไปแตะ 60 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยจะยิ่งเผชิญแรงกดดันหนัก โดย GDP ไตรมาส  2 จะอยู่ที่ 1.0% ไตรมาส 3 อาจติดลบที่ -0.1% และไตรมาส 4 เหลือเพียง 0.3% ทำให้ทั้งปีขยายตัวได้เพียง 0.5% เท่านั้น

    “หากราคาดีเซลสูงกว่า 60 บาทต่อลิตร มีโอกาสที่ GDP ไทยจะเข้าสู่ภาวะติดลบทันที” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประมาณการเดิมของสภาพัฒน์ที่คาด GDP ปี 2569 จะเติบโตประมาณ 2.0% จะเห็นว่าภายใต้ฉากทัศน์ราคาพลังงานที่พุ่งสูง เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่าคาดถึงครึ่งหนึ่ง สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะดีเซลซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 55-60% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดในประเทศ

    สำหรับแนวโน้มราคาดีเซลในระยะข้างหน้า ดร.อัทธ์ มองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะทะลุ 60 บาทต่อลิตร โดยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกยังคงถูกปิด ความรุนแรงของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และนโยบายภาครัฐที่ไม่เข้าแทรกแซงราคาพลังงาน

    “เดือนเมษายนมีโอกาสเห็นราคาดีเซลแตะ 60 บาทได้ หากปัจจัยเสี่ยงยังไม่คลี่คลาย” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ในด้านการรับมือ ดร.อัทธ์ เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุด โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน ขณะเดียวกันควรเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาดีเซลในระยะยาว

    ส่วนภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ขณะที่ภาคครัวเรือนควรวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จึงยังคงอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง และมีความเสี่ยงสูงที่จะชะลอตัวมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-b08y94GzrlORG8N0PqaU

  • คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    รัฐบาลคิวบาเริ่มปล่อยตัวนักโทษกว่า 2,000 ราย หลังเผชิญวิกฤตพลังงานและแรงกดดันมหาศาลจากทรัมป์ ทำระบบไฟฟ้าอัมพาตทั้งเกาะ และขาดแคลนน้ำมันขั้นรุนแรง

    หลังจากมีการประกาศเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2569 รัฐบาลคิวบาได้เริ่มกระบวนการปล่อยตัวนักโทษจำนวน 2,010 ราย ออกจากเรือนจำทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการอภัยโทษครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยระบุเหตุผลเรื่องความประพฤติดี สุขภาพ และลักษณะความผิดที่ไม่รุนแรง เช่น กลุ่มเยาวชน สตรี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างการฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ หรือ “อาชญากรรมต่ออำนาจรัฐ” (นักโทษการเมืองบางส่วน) จะไม่ได้รับการปล่อยตัวในครั้งนี้ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเป็นการฉลองช่วง “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” (Holy Week) แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่านี่คือการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในภาวะที่คิวบากำลังขาดแคลนอาหารและยาอย่างรุนแรง

    พิษสงครามตัวแทน: ทรัมป์สั่งปิดท่อน้ำมันคิวบา

    วิกฤตครั้งนี้เป็นผลโดยตรงจากการยกระดับการกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งระงับการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบา รวมถึงการขู่เก็บภาษีเม็กซิโกหากยังให้ความช่วยเหลือ เพื่อบีบให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยอมปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจตามแนวทางของสหรัฐฯ

    สถานการณ์ปัจจุบัน: ชีวิตที่หยุดชะงักในความมืด

    ปัจจุบัน (5 เมษายน) สภาพความเป็นอยู่บนเกาะคิวบาเข้าขั้นอัมพาต

    • Blackout ทั่วเกาะ: หลังจากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ 2 ครั้งในสัปดาห์เดียวเมื่อเดือนมีนาคม ขณะนี้หลายพื้นที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้สม่ำเสมอเนื่องจากโรงไฟฟ้าขาดแคลนเชื้อเพลิง

    • ระบบการศึกษาและงาน: โรงเรียนหลายแห่งสั่งหยุดเรียนชั่วคราว พนักงานรัฐถูกสั่งพักงาน (Furlough) เพื่อประหยัดพลังงาน

    • การเดินทาง: เที่ยวบินระยะไกลจำนวนมากถูกยกเลิกเนื่องจากคิวบาไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) เพียงพอ

    ความเมตตาที่แฝงนัย: ทรัมป์ยอมปล่อยเรือน้ำมันรัสเซีย

    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์สร้างความประหลาดใจด้วยการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียแล่นเข้าสู่น่านน้ำคิวบาเพื่อบรรเทาวิกฤต โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “พวกเขาต้องรอดชีวิต” (They have to survive) แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่านี่ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายคว่ำบาตร แต่เป็นเพียงมาตรการเพื่อมนุษยธรรมชั่วคราวเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378975737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HkzB-mOxEAD-2IhxkQPnJ

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 กำลังกลายเป็นพายุใหญ่ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนเมษายน 2026 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (GPR Index) พุ่งสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของระดับก่อนเกิดวิกฤต

    ส่งผลให้ธนาคารกลางหลักทั่วโลกตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากการที่เงินเฟ้อเผชิญแรงกดดันขาขึ้นอย่างรุนแรง 

    องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า เศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2026 จะเติบโตชะลอตัวลงภายใต้สมมติฐานราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจถดถอย 

    โดยเฉพาะในยูโรโซนที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 57.2% กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนมีนาคมสะท้อนความอ่อนแอเป็นวงกว้าง ทั้งจากอุปสงค์ที่ลดลงและห่วงโซ่อุปทานที่ติดขัด

    หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบถึง 38% และก๊าซหุงต้ม (LPG) 29% ของการค้าโลก การปิดเส้นทางโดยพฤตินัยส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงถึง 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+49%) และก๊าซธรรมชาติในยุโรปทะยานขึ้นถึง 71% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดเหตุ

    ไม่เพียงเท่านั้น ต้นทุนโลจิสติกส์ผ่านค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ยังปรับเพิ่มขึ้นถึง 43% ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและปุ๋ยทั่วโลกในที่สุด

    สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้นรุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าพลังงานมากที่สุดในเอเชีย โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 63.1% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ปี 2026 ลดลงจากเดิม 1.9% เหลือเพียง 1.2%

    ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากสงครามลากยาวอาจเหลือการเติบโตเพียง 0.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงเข้าใกล้ 3% ตามราคาน้ำมันดิบโลก

    ความขัดแย้งยังลามไปถึงภาคการส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ในปีนี้ จากปัญหาค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางไทย-US West Coast ที่เพิ่มขึ้นถึง 17.4% สินค้ากลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบสูงสุดจากปัญหาโลจิสติกส์

    ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกเที่ยวบินขาเข้าประเทศไทยประมาณ 1,000 เที่ยวในช่วงเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง หดตัวลงกว่า 20% YoY

    ท่ามกลางแรงกดดันนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย1(ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ 7 กลุ่มเป้าหมาย อาทิ การเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การจัดหา Soft Loan สำหรับ SMEs ที่แบกรับต้นทุนพลังงานและพลาสติกสูง และการปรับลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว  อย่างไรก็ตาม ความแน่นอนของสถานการณ์ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ในรูปแบบใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/655850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F3cXeX2wpp60RYhHEx1qU

  • นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    วันนี้ (5 เม.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    ภาพประกอบข่าว นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

     อ่านข่าว:

    5 ชาติ EU ชงเก็บ “ภาษีลาภลอย” จาก บ.พลังงาน รับมือราคาน้ำมันพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    “คาลเท็กซ์-บางจาก” ยืนยันภาครัฐตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบผิดปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E9qY39tZn1Yxt3J9Y3Jui

  • เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน | TOPNEWS

    เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน | TOPNEWS

    เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน

    • เผยแพร่ : 05/04/2026 14:13

    เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน

    #topnewstv #สมชาย #สงครามสหรัฐอิหร่าน

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1538056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cDkxeFtHOracN7_VpKnvM

  • น้ำมันแพง! แห่ขุดรถแก๊สปัดฝุ่นใช้งาน ศูนย์ซ่อมสุพรรณฯ คึกคัก

    น้ำมันแพง! แห่ขุดรถแก๊สปัดฝุ่นใช้งาน ศูนย์ซ่อมสุพรรณฯ คึกคัก

    (5 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์วิกฤติน้ำขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมาก ต้องหาวิธีรับมือ โดยการเปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง หันมาใช้พลังงานทางเลือกโดยการติดตั้งแก๊ส บางส่วนนำรถยนต์ที่ติดแก๊สแล้วไม่ได้ใช้ ก็นำออกมาปัดฝุ่นตรวจเช็กสภาพ

    ที่ศูนย์ซ่อมรถยนต์ครบวงจร แยกสารพัดช่าง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมรถยนต์ รถไฟฟ้า ติดตั้งตรวจเช็กระบบแก๊สรถยนต์ พบว่ามีลูกค้านำรถยนต์มาตรวจเช็กสภาพ มีทั้งรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และรถที่ใช้ก๊าซ NGV และ LPG เพื่อให้มีความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้รถยนต์อีกจำนวนมาก ได้นำรถมาติดตั้งแก๊ส LPG 

    เจ้าของศูนย์ซ่อมดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ปกติจะมีลูกค้านำรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทุกประเภท เข้ามาใช้บริการตรวจเช็กสภาพอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากเกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน และราคาสูงขึ้นมาก ผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต้องปรับตัว หันมาติดตั้งแก๊ส LPG เป็นเชื้อเพลิง เพิ่มมากขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จากลูกค้าปกติ  

    จากการสอบถาม นายสิน (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี คนขับรถตู้รับจ้างทั่วไป ที่นำรถตู้มาตรวจเช็กสภาพความพร้อม เล่าว่า ตนไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องคาราน้ำมันแพงเท่าไหร่ เพราะรถตนใช้แก๊ส LPG เมื่อก่อนรถติดก๊าซ NGV ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น LPG เนื่องจาก NGV ราคาแพงกว่า และอีกอย่างสถานีบริการหลายแห่งได้เลิกกิจการ ทำให้หาเติมยาก จึงหันมาใช้ LPG เพราะราคาถูกและหาที่เติมง่าย ถึงแม้บางพื้นที่ราคาจะแพงกว่า แต่ก็ไม่มากเหมือนน้ำมัน 

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามลูกค้าที่ใช้รถยนต์ติดก๊าซ NGV รายหนึ่งเล่าว่า รถของตนติดตั้งก๊าซ NGV จากโรงงาน วันนี้ได้นำรถมาตรวจเช็กเพื่อความมั่นใจและเพื่อความปลอดภัย ผู้สื่อข่าวถามว่า “จะเปลี่ยนใจไปใช้แก๊ส LPG หรือไม่?” ลูกค้าคนดังกล่าวตอบว่า “คงไม่ ถ้าจะเปลี่ยนก็คงต้องไปใช้รถไฟฟ้าเป็นทางเลือก” แต่ขณะนี้ขอใช้รถ NGV ไปก่อนถึงแม้จะหาเติมยากแต่ก็ยอมทน เพราะรถไฟฟ้า ยังมีราคาแพง ส่วนราคาน้ำมันเรายังไม่รู้ว่าจะกลับมาราคาถูกเหมือนเดิมหรือไม่ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Ne4oQ7Urc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P_GWN1cGG41IlZbNjMEpV