Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชู 5 ด้านหลัก ดันเศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง รวม 21 หน้า 9-10 เม.ย.นี้

    เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชู 5 ด้านหลัก ดันเศรษฐกิจ-สังคม-ความมั่นคง รวม 21 หน้า 9-10 เม.ย.นี้

    เปิดคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” ชู 5 นโยบายหลัก รวม 21 หน้า ต่อรัฐสภา  วันที่  9-10 เม.ย.นี้   “นายกฯ“ พร้อมขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน -คนไทยตั้งตัวได้ – เศรษฐกิจแข่งขันได้ – โลกเชื่อมั่นประเทศไทย

    เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าของร่างนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ล่าสุด ขณะนี้รัฐบาลที่ได้ร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว  มีจำนวน 21 หน้า

    มีเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

    สำหรับคำแถลงนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย  มีจำนวน 19 หน้า ดังนี้

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ   สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

    ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่“เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน”ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง  เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก  ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่าน การบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน  โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศพัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง  4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ

    3.นโยบายด้านสังคม   เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันทีโดยการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างใน เศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว   ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า

    การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย  สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย   จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อ  สร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย  ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่“ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ  ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Superlicense) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน  เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อ สภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

    การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆจำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน   เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ  ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่  แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผลแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช  2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่องด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย

    โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์(Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น  5 กลุ่ม ดังนี้

    1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AIตลอดจนพัฒนากฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    2.ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

    3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของโลก

    4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการคลังและการคุ้มครองทางสังคม

    5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน–ชายแดน–กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่

    โดยในช่วงท้ายของคำแถลงนโยบาย  นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เม.ย. 2569  ต่อจากนั้นจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อเห็นชอบ คำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  ซึ่งวางกำหนดการไว้ ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. นี้

    เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อนโยบายของรัฐบาลก็จะให้รัฐบาลสามารถเริ่มนับ หนึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที.

    #อนุทิน #นโยบายรัฐบาล #การเมือง #ข่าวการเมือง #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาล2569 #แถลงนโยบาย #รัฐสภา #ข่าววันนี้ #Thailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/139587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28uUXU4TnF_V8_B1uQWyTK

  • กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

    กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

    วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เชิญชวนนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ผู้ที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา หรือผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2569 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจและความภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ ในการต้อนรับผู้นำและคณะผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลก โดยสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็น “อาสาสมัครสนับสนุนการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) งานประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” ที่รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม รวมกว่า 15,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” การได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมอาสาสมัครจากประเทศไทย ในกรอบการประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกยังได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกไปพร้อมกัน

    คณะทำงานที่เปิดรับสมัคร 9 ด้าน รวม 230 ตำแหน่ง (ประกอบด้วยอาสาสมัคร จำนวน 208 คน และอาสาสมัครสำรอง จำนวน 22 คน) ได้แก่ 1.ด้านสถานที่จัดกิจกรรม ห้องประชุม อาหาร (Event Services, Catering, Hotels) และโรงแรมที่พัก , 2.ด้านพิธีการต้อนรับ (Liaison) , 3.ด้านยานพาหนะ (Transportation) , 4.ด้านการรักษาความปลอดภัย (Security) , 5.ด้านลงทะเบียนและบัตรเชิญ (Registration) , 6.ด้านประชาสัมพันธ์และงานข่าว (Publication) , 7.ด้านบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโสตทัศน์ (IT, Audiovisual) , 8.ด้านการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion) , 9.ฝ่ายประสานงานกลางและเลขานุการ

    คุณสมบัติ ต้องเป็นบุคคลที่มีมีสัญชาติไทย , เป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเป็นนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี 2569 , เป็นผู้มีใจในงานบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตรงเวลา , มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และมีทักษะด้านการสื่อสาร , สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ , มีทักษะในการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก หากมีทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และไม่เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติงานกับผู้จัดงานประชุมมืออาชีพซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก สศค.

    การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานอาสาสมัคร แต่คือประสบการณ์ชีวิตและโอกาสร่วมงานกับองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank Group ที่จะช่วยพัฒนาทักษะแบบก้าวกระโดด ในบรรยากาศการทำงานจริงระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้นอาสาสมัครที่ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้จากเว็บไซต์ของ สศค.: https://www.fpo.go.th/main/Home.aspx > ภายใต้หัวข้อ “ข่าวสาร” > สมัครงาน / ประกาศ > ประกาศรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และส่งเอกสารการสมัครในรูปแบบ PDF หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: HR_AM2026@fpo.go.th หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2273 9020 ต่อ 3669 หรือ 3289 หรือ 3264 หรือ 3269 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/956685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3REa_18Ekc2oThTmWeEqjN

  • ‘ดิเรกฤทธิ์’ ชี้ 4 ปมใหญ่วัดความสุจริตรัฐบาล ‘น้ำมันขาด-แพง’ ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘ดิเรกฤทธิ์’ ชี้ 4 ปมใหญ่วัดความสุจริตรัฐบาล ‘น้ำมันขาด-แพง’ ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ

    6 เม.ย.2569-ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ปัญหาน้ำมันขาดและแพง ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นบททดสอบความสุจริตของรัฐบาล เหตุผลคือความสุจริตของรัฐบาลวัดได้ 4 เรื่อง

    1.พูดความจริงหรือไม่ — รู้ปัญหาแล้วเตือนประชาชนตรงไปตรงมาหรือเปล่า

    2.บริหารเป็นธรรมหรือไม่ — ปล่อยให้ประชาชนแบกต้นทุนฝ่ายเดียว หรือให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบ

    3.โปร่งใสหรือไม่ — เปิดข้อมูลสต๊อกน้ำมัน โครงสร้างราคา และเหตุผลของแต่ละมาตรการครบหรือไม่

    4.มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ — เวลาวิกฤติ มีใครบางกลุ่มได้ประโยชน์ ขณะที่ประชาชนเดือดร้อนหรือไม่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/975672/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t67RaBKoZMmfON5hPDfCD

  • ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) เปิดเผยว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่งแต่จะเกิดอีกปัญหาอีกมิติหนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน 

    มาตรการระยะสั้นอาจก่อปัญหาระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต 3 มิติของนโยบายพลังงาน ที่เรียกว่า Energy Trilemma หรือ ไตรลักษณ์ด้านพลังงาน สามเสาหลักประกอบไปด้วย 1.เสาหลักหรือมิติ ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ,2.มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ3.มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability) 

    ขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาค่าไฟฟ้าก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงจากค่าพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้า หรือเงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้าแม้ไม่ได้มีการผลิตกระแสไฟฟ้า 

    รวมถึงการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน การมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น 

    ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    การออกแบบนโยบาย Net Zero 2050 ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายตอบโจทย์มิติด้านความยั่งยืนในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงานนั้น อาจต้องทบทวน โดยต้องให้น้ำหนักปัญหาน้ำมันแพง มิติราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และมิติความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น จากการที่พลังงานอาจขาดแคลน 

    ปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะลุกลามสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น 

    สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้ 

    การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที รวมถึงปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย จำเป็นต้องเน้นความคุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมาย ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น  หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกดดันให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่ก็จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่มากเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจจะชะลอตัวลงมาเหลือ 2.5% อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งตัวขึ้น

    ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น 

    หลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปรกติทั้งสิ้น ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เกิดวิกฤติพลังงานน้ำมันพุ่งสูง ประเทศยุโรปเก็บภาษีลาภลอยหรือกำไรเกินปกติที่ประมาณ 33% 

    หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น 

    ปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม 

    หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด

    ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานที่คาดว่าจะยาวนานครั้งนี้จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์นั้นจะเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdown ได้ 

    หลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ซึ่งองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ดังนี้ 1.Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน 

    ,2.ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม. ,3.ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว ,4.ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes) 

    ,5.เพิ่มระบบ Car Pool  ,6.ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น ,7.เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน ,8.หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน ,9.ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น และ10.บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ujjiuSrpMgcF2JWiDk4iX

  • “อนุสรณ์” เตือนวิกฤตพลังงานอาจลามเป็นวิกฤตการคลัง แนะรัฐเก็บภาษีลาภลอย-ใช้ม.Energy Lockdown : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” เตือนวิกฤตพลังงานอาจลามเป็นวิกฤตการคลัง แนะรัฐเก็บภาษีลาภลอย-ใช้ม.Energy Lockdown : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน และหากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย การเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าก็จะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้

    และยังเป็นเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น

    “จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้ การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที”นายอนุสรณ์ กล่าว

    ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ซึ่งค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งหลายประเทศก็มีการเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปกติทั้งสิ้น

    นายอนุสรณ์ ยังระบุว่า วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานครั้งนี้คาดว่าจะยาวนาน จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์ต้องเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdownได้ ซึ่งหลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต

    ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ดังนี้

    1. Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน
    2. ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม.
    3. ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
    4. ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes)
    5. เพิ่มระบบ Car Pool
    6. ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น
    7. เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน
    8. หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน
    9. ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น
    10. บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้ หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

    ซึ่งปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม

    ทั้งนี้ หากต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด เช่น ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น รวมถึง การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-TNQU0b1GmkRHENLIzpm-

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 6 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 6 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 6 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 6 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 6/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้  6 เมษายน 2569

    ราคาน้ำมัน ปตท. วันที่ 6 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 45.54 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 70.44 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก วันที่ 6 เม.ย. 69

    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันที่ 6 เม.ย. 69

    •  เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันที่ 6 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949220/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OqCkFiJ1Q17rucJWcr_kL

  • ‘สงคราม’ ทุบมู้ด ‘เที่ยวสงกรานต์’ พิษ ‘น้ำมันแพง-ขาดแคลน’ ฉุดเชื่อมั่นคนไทย ไม่กล้าเดินทาง

    ‘สงคราม’ ทุบมู้ด ‘เที่ยวสงกรานต์’ พิษ ‘น้ำมันแพง-ขาดแคลน’ ฉุดเชื่อมั่นคนไทย ไม่กล้าเดินทาง

    สงครามในตะวันออกกลางปะทุมานานกว่า 1 เดือน ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศเดินทางท่องเที่ยวช่วง “เทศกาลสงกรานต์” เฟสติวัลระดับโลก ผู้ประกอบการโรงแรม ค้าปลีก และอีเวนต์ ส่วนใหญ่มองกระแสท่องเที่ยวสงกรานต์ปี 2569 ลดลงหรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยว่า หลังวิกฤติตะวันออกกลางผ่านมากว่า 1 เดือน สมาคมฯประเมินภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และถ้ายิ่งน้ำมันขาดแคลนจะกระทบในเชิงจิตวิทยา ทำให้คนไทยไม่กล้าเดินทางข้ามจังหวัด เพราะไม่มั่นใจว่าจะหาปั๊มเติมน้ำมันระหว่างทางได้หรือไม่ จากปกติจะใช้โอกาสนี้ขับรถเที่ยวระยะไกลกับกลุ่มเพื่อนและครอบครัว เช่น จากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ หรือกระบี่ ก็ต้องเลื่อนแผนการเดินทางออกไปก่อน

    ด้านตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบชัดต่อราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ปัจจุบันเส้นทางจากยุโรปบางเส้นทางราคาปรับขึ้น 2 เท่าแล้ว หลังปริมาณเที่ยวบินที่ต้องแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในตะวันออกกลางหายไปราว 50% อย่างไรก็ตาม เทศกาลสงกรานต์ในไทยถือว่าเป็นอีเวนต์ระดับโลกไปแล้ว ถ้าพลาดปีนี้ต้องรอปีหน้า ทำให้ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสัมผัสประสบการณ์

    “การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ถือว่าเงียบกว่าปีที่แล้ว ยิ่งน้ำมันแพงขึ้นสะสมต่อเนื่อง ยิ่งทำให้การเดินทางเงียบไปอีก จึงมองว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวในไตรมาส 2 น่าเป็นห่วงมาก เพราะนอกจากจะเข้าสู่โลว์ซีซันแล้ว ยังมีปัจจัยราคาน้ำมันแพงเข้ามาซ้ำเติม จากเดิมที่ผู้ประกอบการหวังพึ่งพาตลาดท่องเที่ยวในประเทศ”

    ‘สงคราม’ ทุบมู้ด ‘เที่ยวสงกรานต์’ พิษ ‘น้ำมันแพง-ขาดแคลน’ ฉุดเชื่อมั่นคนไทย ไม่กล้าเดินทาง

    วิกฤติฝุ่นพิษทุบ “สงกรานต์เชียงใหม่” อ่วมสุด

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อดูยอดจองห้องพักในเมืองท่องเที่ยวหลักรายพื้นที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พบว่าภูเก็ตน่าจะมียอดจองห้องพักดีที่สุด สวนทางกับเชียงใหม่ที่กำลังเผชิญวิกฤติหนักสุดจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรงเข้ามาซ้ำเติมผลกระทบจากสงคราม ทำให้ยอดจองใหม่ๆ ที่ควรเข้ามาดันหายไป จึงคาดว่าสงกรานต์ปีนี้เชียงใหม่จะมีอัตราการเข้าพักเหลือเพียง 50-60% เท่านั้น ต่ำกว่าปีก่อนๆ ที่เคยมียอดจองเต็ม

    ส่วนภาคตะวันออก ยอดจองไตรมาส 2 ลดลง 10-15% เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทยในช่วงสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม พัทยายังคงได้รับอานิสงส์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ล้นมาจากภูเก็ต ส่วนกรุงเทพฯ ยอดจองช่วงสงกรานต์ยังต่ำกว่าปีที่แล้ว

    ‘สงคราม’ ทุบมู้ด ‘เที่ยวสงกรานต์’ พิษ ‘น้ำมันแพง-ขาดแคลน’ ฉุดเชื่อมั่นคนไทย ไม่กล้าเดินทาง

    “เมื่อเทียบกับแนวโน้มราคาสินค้าประเภทอื่นๆ ที่กำลังแพงขึ้นแล้ว จะพบว่าโรงแรมยังไม่สามารถขึ้นราคาห้องพักได้ในภาวะแบบนี้ ผู้ประกอบการต้องเน้นทำรายได้ให้ถึงจุดคุ้มทุนครอบคลุมต้นทุนคงที่ ขณะเดียวกันต้องเสนอบริการเพิ่มเติมแก่ผู้เข้าพักเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไปในตัว”

    ทั้งนี้ สมาคมโรงแรมไทยต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนแก่ผู้ประกอบการโดยตรง ลดการจัดเก็บภาษีต่างๆ เช่น การลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดิน นอกจากนี้ยังต้องการมาตรการช่วยเหลือด้านเงินทุนหมุนเวียนแก่เอสเอ็มอี เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ดีมานด์ชะลอตัว คนเดินทางเข้ามาน้อยลง

    “เซ็นทรัลพัฒนา” คาดคนไทยเที่ยวแน่นกรุงเทพฯ

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มองภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ปีนี้ทรงตัว น้ำมันแพงมีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาพอสมควร และอาจมีส่วนทำให้คนไทยท่องเที่ยวหนาแน่นในกรุงเทพฯ แทนการไปต่างจังหวัด ขณะเดียวกันคนไทยในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศก็น่าจะเลือกเที่ยวศูนย์การค้าใกล้บ้าน ทำให้ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนาน่าจะได้อานิสงส์จากตรงนี้

    “ปัจจัยอากาศร้อนมีส่วนทำให้คนอยากเดินศูนย์การค้ามากขึ้น โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เราคิดว่าคนไทยน่าจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศลดลง เพราะมีข้อจำกัดด้านการเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น น่าจะทำให้คนไทยหันมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น”

    สำหรับสงกรานต์ถือเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับโลก เซ็นทรัลพัฒนาได้ร่วมกับทุกภาคส่วนยกระดับสงกรานต์สู่เทศกาลที่ทั่วโลกต้องเดินทางมา เช่นเดียวกับเทศกาลระดับโลกอื่นๆ อย่าง Rio Carnival, Oktoberfest และ Holi ที่มีเอกลักษณ์และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมหาศาลต่อปี

    “สำหรับประเทศไทย สงกรานต์คือ World’s Biggest Water Festival ที่โดดเด่น มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเด่นชัดและสามารถสร้างประสบการณ์ได้พร้อมกันทั่วประเทศ สงกรานต์จึงเป็นเทศกาลที่สร้างทั้งการเดินทางและการใช้จ่ายให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจงานเทศกาล (Festival Economy)  สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงให้การท่องเที่ยวไทย

    โดยเซ็นทรัลพัฒนาทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ยกระดับสงกรานต์ทั่วประเทศได้จริง พร้อมยกระดับระบบนิเวศของสงกรานต์ เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ความบันเทิง และการท่องเที่ยว มุ่งยกระดับงาน “Central Songkran: World’s Biggest Water Festival” ขยายการจัดงานสู่ 44 สาขาทั่วประเทศ มีมากกว่า 1,000 อีเวนต์ และศิลปินดังกว่า 400 ชีวิต พร้อมคอนเสิร์ตสุดมัน ตอกย้ำเบอร์ 1 แลนด์มาร์กคัลเจอร์เทนเมนต์ระดับโลกที่มีผู้ร่วมงานกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ

    ‘สงคราม’ ทุบมู้ด ‘เที่ยวสงกรานต์’ พิษ ‘น้ำมันแพง-ขาดแคลน’ ฉุดเชื่อมั่นคนไทย ไม่กล้าเดินทาง

    “สงกรานต์ 2569” คาดเงินสะพัด 3 หมื่นล้าน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 2569 คาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งตลาดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศประมาณ 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ ททท.ยังคงรูปแบบการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2569 อย่างยิ่งใหญ่

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่วนตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย เดินทางจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยหากไม่มีปัญหาวิกฤติพลังงาน มองว่าจำนวนและรายได้น่าจะเพิ่มมากกว่านี้ประมาณ 5-7%

    ‘สงคราม’ ทุบมู้ด ‘เที่ยวสงกรานต์’ พิษ ‘น้ำมันแพง-ขาดแคลน’ ฉุดเชื่อมั่นคนไทย ไม่กล้าเดินทาง

    งาน “มหาสงกรานต์” ปักหมุดสวนเบญจกิติ

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ททท.เตรียมจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ มุ่งนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อตอกย้ำความเป็นเทศกาลงานประเพณีระดับโลก สอดแทรกแนวคิดย้อนยุค ปัจจุบัน และร่วมสมัย

    และงาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ระหว่างวันที่ 10-30 เม.ย. 2569 ณ อุทยานเบญจสิริ และลานคนเมือง (ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) ซึ่งมีไฮไลต์เป็นการจัดแสดงชิ้นงานประติมากรรม (Sculpture) 3 มิติ ขนาดใหญ่ จากวัสดุไฟเบอร์กลาสที่มีความทนทานสูงจำนวน 6 ชิ้นงาน ใน Character ต่างๆ จากศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียง

    รวมถึงยังสนับสนุนการจัดกิจกรรมงานประเพณีสงกรานต์ทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นงาน ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN CELEBRATION 2026, งาน SIAM PARAGON ULTRASONIC SUMMER FESTIVAL 2026, งานประเพณี “เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์สุโขทัย” ประจำปี 2569, งานประเพณี “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ประจำปี 2569 จ.พระนครศรีอยุธยา, งานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 จ.สมุทรปราการ, งานประเพณีสุดยอดสงกรานต์อีสาน เทศกาลดอกคูนเสียงแคนและถนนข้าวเหนียว ประจำปี 2569 จ.ขอนแก่น, งานสมุยสงกรานต์ กลางเล 2569 จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เข้าร่วมกิจกรรม

    “วัน เอเชีย เวนเจอร์ส” มองสงกรานต์ปี 69 ดีกว่าปีแผ่นดินไหว

    นายรชต ธันยาวุฒิ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การจัดงานเทศกาลดนตรี “SIAM Songkran Music Festival 2026” ระหว่างวันที่ 11-14 เม.ย. สถานที่จัดงานคือ Bravo BKK Arena Area ย่าน RCA พระราม 9 บริษัทฯ ใช้งบจัดงาน 250 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วซึ่งใช้งบ 230 ล้านบาท รองรับจำนวนผู้เข้าร่วมงานได้สูงสุด 20,000 คน/วัน แต่จากฟีดแบ็กยอดขายบัตรล่าสุดคาดมีคนแน่นงาน เนื่องจากปีนี้มีการนำศิลปินดีเจระดับแม่เหล็กมาดึงดูดผู้เข้าร่วมงาน

    “ฟีดแบ็กของงาน SIAM Songkran Music Festival ในปีนี้ถือว่าดีกว่าปีที่แล้ว แม้จะเผชิญสถานการณ์น้ำมันแพง แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้วซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ตอนนั้นหนักกว่ามาก”

    “S2O” คาดอีเวนต์สงกรานต์เงินสะพัดลดลง

    นายวุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรีเอสทูโอ (S2O) และนายปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อีเวนต์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเช่นเดียวกับทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่เทศกาลดนตรี เอสทูโอ ที่จะจัดสงกรานต์นี้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต่างชาติลดลง และเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่คนไทยสัดส่วนมากกว่าต่างชาติ จากปีก่อนมีคนไทยและต่างชาติมางานเอสทูโอเท่ากันที่ 50%

    ทั้งนี้ แนวโน้มอีเวนต์สงกรานต์ปี 2569 คาดการณ์ภาพรวมเงินสะพัดลดลงจากปีก่อน โดยเห็นสัญญาณชัดตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ห้างร้านบางตา ร้านอาหารลูกค้าน้อยลง และปิดกิจการ จากความเปราะบางดังกล่าว ในการจัดเทศกาลดนตรีเอสทูโอ ปี 2569 จึงต้องทำให้บรรยากาศ โปรดักชัน การบริหารจัดการต้องดีขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

    “ปีนี้คาดว่าเอสทูโอจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ปีที่แล้วนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ปีนี้ยิ่งน้อยลงไปอีก คนไทยจะมากกว่า การจับกลุ่มเป้าหมายเราจึงเน้นสะดวก ยิ่งนักท่องเที่ยวบินระยะใกล้ยิ่งดี ใช้เวลาวางแผน 3 วัน จองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน เห็นพฤติกรรมคนเที่ยวซื้อบัตรใกล้วันงานมากขึ้น และจากเศรษฐกิจโลกไม่ดีคาดหวังคนไทยจะเที่ยวในประเทศมากขึ้น”

    ในการจัดงาน เอสทูโอ ปี 2569 การเจรจากับผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์ เพื่อทำกิจกรรมการตลาดต่างๆ ยังมีการรัดเข็มขัดมากขึ้น เนื่องจากฝ่ายการตลาดมีงบประมาณที่น้อยลง การจัดงานจึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เน้นสนุกที่ไม่ต้องใช้เงินมากนัก  

    หวังคนร่วมอีเวนต์หนีเครียด-ฮีลใจ

    ในปี 2569 นอกจากการจัดงานเอสทูโอ ยังเดบิวต์แบรนด์ใหม่เทศกาลดนตรีเคป๊อปสาดน้ำ เคทูโอ (K2O) ต่อเนื่องกัน หลัังจากพันธมิตรเกาหลีต้องการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินเกาหลีมาแสดงโดยเฉพาะด้วย ซึ่งการจัด 2 อีเวนต์ใหญ่ คาดหวังจะมีคนร่วมงานเอสทูโอราว 30,000 คน/วัน ส่วนเคทูโอคาดอยู่ที่ 20,000 คน/วัน

    ท่ามกลางปัจจัยลบรายล้อม หากมองแรงส่งที่จะทำให้คนออกมาเที่ยวและร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือการหลีกหนีความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจ สงคราม และอื่นๆ จึงใช้มิวสิค เฟสติวัล เป็นพื้นที่ปลอบประโลมหรือฮีลใจ

    “ชีวิตเครียดขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจ สงคราม โซเชียลมีเดียที่ตื่นมาเห็นชีวิตคนนับล้านเกิดขึ้นในชั่วพริบตา แบกมาหมด มีความทุกข์เหนื่อยเพิ่มกว่าปกติ แต่สิ่งที่ฮีลใจได้คือเอนเทอร์เทนเมนต์ การไปงานเอสทูโอช่วยหนีความความเครียด เพราะคือปีใหม่ไทย การสร้างความสุขในช่วงสงกรานต์พักใจ เพราะไม่รู้หลังสงกรานต์จะเผชิญอะไรอีก”  

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของอีเวนต์ทั้งคอนเสิร์ต เทศกาลดนตรีในปี 2569 ท้าทายขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดีเท่า 2 ปีก่อน และไม่รู้จะฟื้นตัวเมื่อไร ทำให้ผู้บริโภคคิดหนักในการใช้จ่าย

    สำหรับภาพรวมของธุรกิจต่างๆ ในการจัดกิจกรรมสร้างสีสันช่วงเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ห้างค้าปลีกต่างๆ สีลมเอจ สามย่านมิตรทาวน์ วันแบงค็อก สยามสแควร์ บรรทัดทอง พระประแดง เป็นต้น ที่น่าสนใจคือเทศกาลดนตรีสาดน้ำสงกรานต์ดังๆ ในปีก่อน ปีนี้หายไป เงียบเหงาไม่มีการโปรโมตด้วย เช่น เทศกาลดนตรีสาดน้ำในภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1228408&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vrKpsFR0acer_bU1DsEen

  • อัปเดตล่าสุด วิธีเดินทางไป “คีรีวง” ปี 2569 เที่ยวหมู่บ้านอากาศดีที่สุดในไทย

    อัปเดตล่าสุด วิธีเดินทางไป “คีรีวง” ปี 2569 เที่ยวหมู่บ้านอากาศดีที่สุดในไทย

    ช่วงนี้ฝุ่น PM 2.5 กลับมาอีกแล้ว อยากหนีไปสัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุดในประเทศไทย หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นจุดหมายที่ใครหลายคนอยากไป แต่คำถามยอดฮิตคือ “คีรีวง ไปยังไง” ไทยรัฐออนไลน์ขออาสาเปิดคู่มือแนะนำการเดินทางสู่คีรีวง ไม่ว่าจะขับรถไปเอง บินลัดฟ้า หรือนั่งรถสาธารณะ ก็สามารถเดินทางไปสูดโอโซนและเช็กอินชุมชนต้นแบบแห่งนี้ได้

    ไปคีรีวงยังไง แจกพิกัดวิธีเดินทางไปคีรีวง นครศรีธรรมราช ฉบับอัปเดต 2569

    การเดินทางไปยังหมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปัจจุบันถือว่าสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกรูปแบบการเดินทางได้ตามความเหมาะสมและงบประมาณ

    1. เดินทางด้วยเครื่องบิน สะดวกและประหยัดเวลา

    เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ใช้เวลาบินจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง/สุวรรณภูมิ) มาลงที่สนามบินนครศรีธรรมราช เพียง 1 ชั่วโมงนิดๆ

    เมื่อถึงสนามบิน สามารถใช้บริการรถตู้เข้าเมือง รถแท็กซี่ หรือรถรับจ้าง เพื่อไปลงที่ “ตลาดยาว” ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดจอดคิวรถสองแถว นครฯ-คีรีวง หรือหากต้องการความคล่องตัว สามารถเช่ารถยนต์ขับจากสนามบินตรงไปยังคีรีวงได้เลย ใช้เวลาขับรถจากสนามบินประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง

     2. สายชิล เน้นชมวิว เดินทางด้วยรถไฟ 

    เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาและชอบซึมซับบรรยากาศ สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เลือกลงที่ สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช แนะนำให้จองตู้นอนปรับอากาศเพื่อความสะดวกสบาย เมื่อถึงสถานีแล้ว สามารถเดินหรือนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปคิวรถสองแถวได้เลย

    3. เดินทางด้วยรถทัวร์ สายประหยัดเซฟงบไว้กินฉ่ำ

    สามารถขึ้นรถโดยสารปรับอากาศจาก สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) มาลงที่ บขส. นครศรีธรรมราช ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-12 ชั่วโมง มีให้เลือกทั้งแบบ VIP และแบบธรรมดา แนะนำให้เดินทางรอบค่ำเพื่อไปถึงในช่วงเช้า เมื่อถึง บขส. นครศรีธรรมราช ให้นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถสองแถวรับจ้าง ไปยังคิวรถตลาดยาวเช่นเดียวกัน

    4. รถยนต์ส่วนตัว แวะเที่ยวจอยได้ตลอดทาง

    จากกรุงเทพฯ ปักหมุดตาม Google Maps ไม่มีหลง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) มุ่งหน้าลงใต้ ผ่านเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร จากนั้นเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี เข้าสู่เขต จ.นครศรีธรรมราช แล้วเปลี่ยนไปใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4015 มุ่งหน้าสู่อำเภอลานสกา ป้ายบอกทางไป “คีรีวง” จะมีให้เห็นอย่างชัดเจนตลอด เส้นทางลาดยางตลอดสาย ขับขี่ง่าย แต่ควรใช้ความระมัดระวังในช่วงที่เข้าสู่พื้นที่เนินเขาและทางโค้ง

    จากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไป “คีรีวง ยังไง”

    สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว 

    การเดินทางเข้าหมู่บ้านคีรีวง ระยะทางห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ถือเป็นไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ เพราะคุณจะได้นั่ง “รถสองแถวไม้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคีรีวง

    • พิกัดขึ้นรถ คิวรถสองแถวสาย นครศรีฯ – คีรีวง จะจอดอยู่ที่ ตลาดยาว (บริเวณสี่แยกตลาดยาว หรือใกล้ๆ กับวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช) รถออกตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 – 16.00 น. ควรไปถึงคิวรถก่อนบ่ายสามโมงเย็นเพื่อความชัวร์
    • ค่าโดยสาร ประมาณ 50 บาท/คน อัปเดตราคา ณ จุดขึ้นรถอีกครั้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง รถจะไปจอดส่งถึงกลางหมู่บ้านคีรีวงเลย

    การเดินทางภายในหมู่บ้านคีรีวง

    เมื่อมาถึงหมู่บ้านแล้ว การสัญจรภายในชุมชนสามารถทำได้ง่ายๆ 3 วิธี

    • สายลุย เดินเท้า เหมาะสำหรับการเดินเล่นถ่ายรูปบริเวณสะพานคีรีวง และหาของกินแถวตลาดชุมชน
    • สายชิล เช่าจักรยาน เป็นวิธียอดฮิต ได้ปั่นรับลมเย็นๆ ชมสวนสมรมและวิถีชีวิตชาวบ้าน ร้านเช่าจักรยานมีบริการทั่วไปในหมู่บ้าน 
    • สายแว้น เช่ารถมอเตอร์ไซค์ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการขับขึ้นเขาไปชมน้ำตกวังไม้ปัก หรือจุดที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา

    การเดินทางไป “คีรีวง” ในปัจจุบันนั้นสะดวกสบายและมีตัวเลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งทริปครอบครัวที่เน้นความสะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัว และทริปสายลุยแบกเป้ที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นผ่านการนั่งรถสองแถวไม้ รู้วิธีเดินทางแบบนี้แล้ว วันหยุดยาวรอบหน้าอย่าลืมปักหมุดคีรีวงไว้ในอ้อมใจ

    Tips สำหรับคนเวลาน้อย

    การเดินทางหากมาจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ใช้เวลาขับรถประมาณ 40-50 นาที แนะนำให้เช่ารถยนต์หรือใช้บริการรถรับจ้างจะคุมเวลาได้ดีกว่ารถสองแถว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2923548&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jDCZrlBzpiGvL-r8WxVfm

  • เปิดบ้าน ‘DPU Open House 2026’

    เปิดบ้าน ‘DPU Open House 2026’

    วันจันทร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.51 น.

    เปิดบ้าน ‘DPU Open House 2026’

    มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  จัดกิจกรรม DPU Open House 2026 “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง พร้อมสำรวจหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความสนใจ และความต้องการของโลกยุคใหม่ โดยกิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 เมษายน 2569 

    ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า  DPU ตอกย้ำบทบาทการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติ ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ

    “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ”  –   การจัดงาน DPU Open House 2026 “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” ในครั้งนี้ ดร.ดาริกา กล่าวว่า เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย ปวช. และปวส. จากทั่วประเทศ ได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศ และทำความรู้จักวิทยาลัยหรือคณะสาขาวิชาต่างๆ เพื่อการค้นพบศักยภาพของตนเอง และเลือกเส้นทางการศึกษาที่สอดคล้องกับอนาคตที่ต้องการอย่างแท้จริง

    DPU เปิดบ้านต้อนรับ GEN Z –  ภายในงาน นักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย ปวช. และปวส. จากทั่วประเทศได้ร่วมสัมผัสกับหลักสูตรที่ทันสมัย และเวิร์กชอปจากอาจารย์พร้อมรุ่นพี่ โดยแบ่งกลุ่มสาขาวิชา และคณะตามเทรนด์ความสนใจ

    สาย Innovation+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบคิด ชอบลองสร้างอะไรใหม่ ๆ  ได้แก่ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี  วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี  สาย Global+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบภาษา รักการเดินทาง อยากเปิดโลกกว้าง และทำงานร่วมกับต่างประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติจีน คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์  สาย Social+  เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบช่วยเหลือ ใส่ใจคนรอบข้าง มีเหตุผล ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์  คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สาย Wellness+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบดูแลใส่ใจคุณภาพชีวิต วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะกายภาพบำบัด สาย Creative+ เหมาะกับน้อง ๆ ที่ชอบสร้างสรรค์มีไอเดีย พร้อมโชว์ผลงาน  ได้แก่ วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี คณะนิเทศศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์

    ค้นพบศักยภาพ ผ่านนิทรรศการระหว่างการเดินทาง –  กิจกรรมไฮไลต์ของงาน DPU Open House 2026 คือ นิทรรศการระหว่างการเดินทาง (Journey of a Lifetime) ที่เปิดพื้นที่ให้น้องๆ ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง โดยตลอดเส้นทางเดินจะมีจุดเช็กลิสต์ให้น้อง ๆ ได้ทำความเข้าใจ และประเมินศักยภาพตนเองในแต่ละด้าน เช่น มิติทางสังคม (Society) ด้านความสัมพันธ์ (Relationship) ด้านการเงิน ด้านสุขภาพ และเส้นทางชีวิต (Life Path)  เป็นต้น

    “ศุภัศสรา เหมทานนท์” อายุ 17 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี 2)  หนึ่งในน้อง ๆ ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเปิดบ้าน DPU Open House 2026 กล่าวว่า เดินทางมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้พร้อมคุณพ่อ โดยมีความสนใจเรียนด้านนิเทศศาสตร์ เพราะชื่นชอบและสนใจงานทางด้านภาพยนตร์ ซึ่งการเข้าร่วมนิทรรศการระหว่างการเดินทาง ทำให้ได้คำตอบที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คิดและตั้งใจจะเรียนในอนาคต

    “วิลาวัลย์ เชียงทอง” อายุ 17 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านนา (นายกพิทยากร) จังหวัดนครนายก กล่าวว่า การตัดสินใจเดินทางมาจากจังหวัดนครนายกเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะต้องการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะที่ตัวเองมีความสนใจ คือ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส หลักสูตร วิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นการเรียนที่ตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการที่อยากมีความรู้และสร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตนเองในอนาคต

    ด้าน “วัชรพงศ์ พวงรางสาด” อายุ 20 ปี  เรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยเทคนิคแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เดินทางเข้าร่วมเปิดบ้าน DPU Open House 2026 เพียงคนเดียว เพราะต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับหลักสูตรระบบสารสนเทศเพื่อธุรกิจดิจิทัล (IS) ที่ตนเองมีความสนใจจากความชอบส่วนตัวอยากเรียนเกี่ยวกับ Data ซึ่งเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่เรียนมาในชั้น ปวส.

    DPU Open House 2026 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ได้ “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” และ ค้นเจอศักยภาพของตนเอง ที่พร้อมก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพได้อย่างมั่นใจในอนาคต และก้าวสู่การเป็น “Global Talent” ของตลาดแรงงานโลก สำหรับผู้สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th

     ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/471734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3itFWCtZJVs9iy-duvLr8I

  • นายกฯนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ วันนี้ -เปิด 5 นโยบายรัฐบาล

    นายกฯนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ วันนี้ -เปิด 5 นโยบายรัฐบาล

    วันนี้, 06:22น.

              สำนักเลขาธินายกรัฐมนตรี หรือ สลค.เตรียมแจ้งครม. ชุดใหม่ ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีและตรวจคัดกรองโควิด-19 ก่อน เวลา 15.00 น.ที่ตึกสันติไมตรีในวันนี้  หลังจากนั้น เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี นำครม.ชุดใหม่ เดินทางไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่

              จากนั้น นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี เพื่อขอมติรับรองร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เบื้องต้นคาดว่าจะมีแถลงนโยบาย ในวันที่ 9-10 เม.ย.  

              เปิดคำแถลงงนโยบายต่อรัฐสภา มีความยาวทั้งหมด 21 หน้า ประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    1. นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า ขณะที่ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยว จะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    2. นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง จะเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa

    3. นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์ มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์

    4. นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

    5. นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    #อนุทิน2

    #ถวายสัตย์ปฏิญาณ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160512&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LLaRnO1K847qFPLc0X-DU