Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “บิ๊กดุลย์” ยันไร้สัญญาณปะทะรอบ 3 ชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งอัปเกรดคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า กระตุ้นท่องเที่ยว “กันทรลักษ์”

    “บิ๊กดุลย์” ยันไร้สัญญาณปะทะรอบ 3 ชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งอัปเกรดคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า กระตุ้นท่องเที่ยว “กันทรลักษ์”

    “บิ๊กดุลย์“ ชี้ ยังไม่มีสัญญาณปะทะรอบ3 หากจะเกิด จะมีสิ่งบอกเหตุ เราก็สามารถรู้ได้ แจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีเดินหน้า ฟื้นขวัญคนชายแดนดึงนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ ยัน ดูแลคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สานต่อ ”บิ๊กเล็ก“ ดูแลกำลังพล

    เมื่อวันที่ 6 เม.ย.69 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา ว่า ไม่กังวลใจ เพราะ จากการสู้รบ 2 ครั้งที่ผ่านมา  เราควบคุมพื้นที่ได้หมด และไม่มีสิ่งบอกเหตุอะไรเลยที่จะนำไปสู้รบในครั้งที่ 3

    ”แต่ถ้ามีสิ่งบอกเหตุ เราก็สามารถที่จะรู้ได้ และแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ขอให้ประชาชน ฟังสื่อของภาครัฐเป็นหลัก เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โฆษกกองทัพ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าไปฟังสื่อโซเชี่ยลฯ ที่ต้องการแค่ยอดวิว“

    เมื่อถามว่าในส่วนขวัญกำลังใจของทหารในพื้นที่นั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ยังปกติดี ผมมาทำหน้าที่ตรงนี้เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของ กองกำลังที่ป้องกันชายแดน ให้มีความเป็นอยู่ที่สมควร  ไม่ว่าจะเป็น น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งผมจะมาผลักดัน อีกทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการกำซับให้ดูแลคุณภาพชีวิตของน้อง ๆ ทหารให้ดียิ่งขึ้น ส่วน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมว.กลาโหม ได้ฝากให้ดูแลสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อยให้ดีนั้น ไม่ต้องห่วง  จะดำเนินการตามที่ พล.อ.ณัฐพล ให้แนวทางไว้ และพร้อมที่จะสานต่อเพราะแนวทางของ พล.อ.ณัฐพล เป็นเรื่องที่ดี ทั้งหมด

    ทั้งนี้ การจัดงาน กันทรลักษ์  1.เพื่อสดุดีให้กับทหารที่ปฏิบัติการสู้รบในเหตุการณ์ 2 ครั้งที่ผ่านมา 2.ให้กำลังใจชาวบ้านและฟื้นฟูจิตใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ามีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่าง ๆ ว่าทหารและส่วนราชการ มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยไทย ขอให้ประชาชนใข้ชีวิตอย่างปกติ  หากมีการสู้รบ  ทหารที่มีอยู่ในพื้นที่สามารถปกป้องอธิปไตยของชาติได้  และเชิญชวน นักท่องเที่ยว มาเที่ยว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เช่น ผามออีแดง เขาสัตตะโสม เทือกเขา ซำแต เป็นพื้นที่ที่สวยงามมาก และในการสู้รบที่ผ่านมาเรายึดพื้นที่ภูมะเขือคืนได้

    #บิ๊กดุลย์ #อดุลย์บุญธรรมเจริญ #ชายแดนไทยกัมพูชา #กันทรลักษ์ #ศรีสะเกษ #ผามออีแดง #ทหารไทย #กลาโหม #ความมั่นคง #ท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/139613&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21jpxq7vYzCDHgOomsdM0N

  • คลัง-สภาพัฒน์ เร่งประเมินผลกระทบศก. จ่อออกมาตรการช่วยเหลือ หลังพิษสงครามส่อยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    คลัง-สภาพัฒน์ เร่งประเมินผลกระทบศก. จ่อออกมาตรการช่วยเหลือ หลังพิษสงครามส่อยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเร่งหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เพื่อประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในมิติต่าง ๆ และผลกระทบกับทุกฝ่าย เพื่อใช้เตรียมความพร้อมในการออกมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชน และภาคธุรกิจในระยะต่อจากนี้

    โดยยอมรับว่า ฉากทัศน์ที่อยู่ระหว่างการประเมินนี้ เป็นสถานการณ์ความขัดแย้งที่ลากยาวเกินกว่า 1 เดือน ซึ่งในรายละเอียดที่จะต้องพิจารณา คือ ความร้ายแรงของแต่ละมิติ ที่ต้องพิจารณาร่วมกันกับทุกหน่วยงานอย่างจริงจัง เพราะในหลายตัวแปรที่เกิดขึ้นขณะนี้ ล้วนมีผลต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ทั้งสิ้น

    “เรากำลังดูข้อมูลทุกเรื่องอยู่ ดูแม้กระทั่งว่าในแต่ละกลุ่มธุรกิจจะได้รับผลกระทบอย่างไร ประมาณไหน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าเดาได้ยากมาก จึงต้องเตรียมฉากทัศน์ไว้ ตอนนี้ทีมงานของกระทรวงการคลัง โดย สศค. ทีมงานของสภาพัฒน์กำลังทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ และยังหารือกับทีมงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย” นายวินิจ กล่าว

    พร้อมคาดว่า ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ซึ่งประกอบด้วย 4 หน่วยงาน ได้แก่ สศค., สภาพัฒน์, ธปท. และสำนักงบประมาณ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ ที่กำหนดว่าจะต้องมีการประเมินทุก ๆ 4 เดือน โดยขณะนี้ยังรอความชัดเจนของตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มี.ค.69 หลังจากนั้นก็จะมีการรายงานให้ ครม. รับทราบต่อไป

    สำหรับข้อสังเกตว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากสงครามนั้น ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปพิจารณาให้ชัดเจนว่าปัจจัยแท้จริงที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากอะไร ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับเข้ากรอบเป้าหมาย แต่มีปัญหาเรื่องอื่นตามมา เช่น ถึงจุดที่ทำให้การบริโภคในประเทศเปลี่ยนไป ก็จะไม่มีผลดี แต่หากภาพอัตราเงินเฟ้อที่ขยับเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรืออื่น ๆ ยังเหมือนเดิม ก็ถือเป็นเรื่องปกติ

    “ดังนั้น จึงยังเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูล ข้อเท็จจริงมาคุยกัน ซึ่งเหล่านี้ ก็จะเป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่ถูกนำมาประเมินไว้ในฉากทัศน์ที่กำลังดำเนินการด้วย ว่าฉากทัศน์นี้จะสั้น ยาว จะมีผลกระทบไปทางไหน” ผู้อำนวยการ สศค. กล่าว

    ส่วนความกังวลของภาคเอกชน ว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจโตต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง) นั้น นายวินิจ ยืนยันว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังพิจารณารายละเอียด ซึ่งสภาพัฒน์เองจะมีเครื่องมือที่ทำร่วมกัน โดยจะเป็นการประเมินข้อมูลจากทุกด้าน แต่มองว่าในระยะนี้จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในการรับมือผลกระทบของวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้น เชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนของตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมาแน่นอน หน่วยงานที่รับผิดชอบจะได้มีการวางแผนรับมือในมิติอื่นได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งการทำงานจะเป็นการพิจารณาทั้งระบบอยู่แล้ว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-Y_OwArkd_Gvlo81DcJ55

  • เปิด 23 นโยบายรัฐบาลอนุทิน เตรียมแถลงต่อสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ ไม่ปรากฏ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ เป็นนโยบายเร่งด่วน

    เปิด 23 นโยบายรัฐบาลอนุทิน เตรียมแถลงต่อสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ ไม่ปรากฏ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ เป็นนโยบายเร่งด่วน

    วันนี้ (6 เมษายน 2569) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เดินทางเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงจัดประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569

    ล่าสุดมีรายงานว่า รัฐบาลร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย โดยมีความยาวทั้งหมด 21 หน้า ประกอบไปด้วยนโยบายด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศ ด้านความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงด้านการบริหารภาครัฐและปฏิรูปกฎหมาย โดยยึดหลักการทำงานไว้ 3 ประการ ดังนี้ 

    1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

    2. ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

    3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

    ทั้งนี้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนทั้งหมด 23 ข้อ ได้แก่

    1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ผ่านการเร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุน

    2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยจะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงคนไทย ให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ปรับปรุงระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และเพิ่มบทบาทเอกชนในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    3. เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ ตลอดจนกำหนดกลไกควบคุมการส่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

    4. เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

    5. สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน และยกระดับความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

    6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ผ่านการแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างสร้างสรรค์ ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีโดยเฉพาะกรอบสหประชาชาติ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักการและค่านิยมสากล เพื่อให้ไทยมีบทบาทนำในอาเซียนรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลก

    7. เสริมสร้างเสถียรภาพ โดยยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งและรักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจในบริบทโลกหลายขั้ว กระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขนาดกลางและพันธมิตรใหม่ในภูมิภาคต่างๆ 

    8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ ‘ทีมประเทศไทย’ เร่งผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 

    9. ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค สานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น ปราบปรามยาเสพติด รวมถึงทบทวนนโยบายการเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา

    11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    12. พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร โดยรัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 1 แสนอัตรา ควบคู่ไปกับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางพัฒนาศักยภาพเยาวชน และเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในมนุษย์ โดยจะปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่น และสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตลาดแรงงานในอนาคต 

    14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ และปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่รองรับกับรูปแบบการจ้างงานในเศรษฐกิจสมัยใหม่

    15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ

    17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

    19. การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล โดยเร่งจัดสรรที่ดินทำกินควบคู่ไปกับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกและรักษาพื้นที่ป่า ตลอดจนจัดทำผังเมืองที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพและทรัพยากรในพื้นที่

    20. ราชการทันใจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

    22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น โดยจะทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

    23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดจากการทุจริต รวมถึงเปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของ OECD

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-anutin-gov-policies/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ajBak9o2x7cf9Es93ZLpw

  • ตามเป้า!! ยอดจัดเก็บรายได้รัฐ 5 เดือนแรกปีงบ 69 แตะ 1.04 ล้านลบ. : อินโฟเควสท์

    ตามเป้า!! ยอดจัดเก็บรายได้รัฐ 5 เดือนแรกปีงบ 69 แตะ 1.04 ล้านลบ. : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68-ก.พ.69) ว่า ในภาพรวมยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยจากข้อมูล พบว่ารัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ อยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับประมาณการ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% เนื่องจากการนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล, การนำส่งรายได้เหลื่อมมาจากปีก่อนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง และการจัดเก็บภาษีน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาท/ลิตร

    โดย 3 กรมภาษี สามารถจัดเก็บรายได้รวมในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท โดยกรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวมที่ 8.13 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท หรือ 0.1% กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 4.62 พันล้านบาท หรือ 2% ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 4.71 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.33 พันล้านบาท หรือ 6.6%

    สำหรับฐานะการคลังของรัฐบาล ตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68- ก.พ.69) พบว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 5.58 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.พ.69 อยู่ที่ 3.17 แสนล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LRllAbfxpT5lHGTWmiWKV

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ถกกรอบเงินเฟ้อใหม่ รับมือฉากทัศน์วิกฤติยืดเยื้อ

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ถกกรอบเงินเฟ้อใหม่ รับมือฉากทัศน์วิกฤติยืดเยื้อ

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันว่า ขณะนี้ สศค. กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อย่างใกล้ชิด รวมถึงหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประเมินตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกและจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ทางเศรษฐกิจใหม่

    “สถานการณ์ในปัจจุบันคาดเดาได้ยากมาก จึงต้องเตรียมการและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างละเอียด โดยประเมินว่าสถานการณ์ผลกระทบในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อยาวนานกว่า 1 เดือน จึงต้องมาพิจารณาความร้ายแรงของแต่ละปัจจัยอย่างจริงจังร่วมกัน”

    ในประเด็นด้านอัตราเงินเฟ้อ นายวินิจ ระบุว่าจะมีการเรียกประชุม 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สภาพัฒน์ สศค. ธปท. และสำนักงบประมาณ ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์นี้ หลังจากรอตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจนของเดือนมีนาคม

    โดยการประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือ ประเมินผล และทบทวนเรื่องกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) เพื่อจัดทำรายงานเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. ที่ให้รายงานความคืบหน้าในทุกไตรมาส

    ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันตัวเลขเงินเฟ้อจะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นจนกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้ จากเดิมที่เคยหลุดกรอบและอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% แต่สาเหตุหลักมาจากการผลกระทบของสงคราม ไม่ใช่การเติบโตตามกลไกปกติ

    ซึ่ง สศค. ประเมินว่า หากเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นในขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ หายไป จนถึงจุดที่ส่งผลกระทบและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค (Consumption) ของประชาชน ย่อมไม่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ทุกหน่วยงานจึงต้องเร่งประเมินฉากทัศน์ว่าวิกฤตครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน และทิศทางผลกระทบจะเป็นอย่างไร

    สำหรับการเตรียมพร้อมรับมือปัญหาเศรษฐกิจในระยะต่อไป แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) จะต้องถูกนำมาพิจารณาควบคู่และอ้างอิงไปตามฉากทัศน์การประเมินเศรษฐกิจใหม่ด้วยเช่นกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TWhzSjQBu7ybmi63RZJ8B

  • ‘คลัง-สภาพัฒน์’ เร่งประเมินศก.จากสงคราม 4หน่วยจ่อประชุมติดตามเงินเฟ้อรอบ4เดือน

    ‘คลัง-สภาพัฒน์’ เร่งประเมินศก.จากสงคราม 4หน่วยจ่อประชุมติดตามเงินเฟ้อรอบ4เดือน

    ‘คลัง-สภาพัฒน์’ จับมือเร่งประเมินฉากทัศน์ครบทุกมิติผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากไฟสงครามตะวันออกกลาง หลังยืดเยื้อเกิน 1 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมมาตรการให้ความช่วยเหลือรอบด้าน ขณะที่ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ‘คลัง-สภาพัฒน์-ธปท.-สำนักงบฯ’ จ่อประชุมติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อรอบ 4 เดือน

    6 เม.ย. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการเร่งหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เพื่อประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในมิติต่าง ๆ และผลกระทบกับทุกฝ่าย เพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมมาตรการในการให้ความช่วยเหลือต่อไป

    ทั้งนี้ ยอมรับว่า ฉากทัศน์ที่กำลังอยู่ระหว่างการประเมินอยู่นี้ เป็นภาพสถานการณ์ความขัดแย้งที่ลากยาวเกินกว่า 1 เดือน ซึ่งในรายละเอียดที่จะต้องพิจารณา คือ ความร้ายแรงของแต่ละเรื่อง แต่ละมิติจะเป็นอย่างไร ต้องพิจารณาร่วมกันกับทุกหน่วยงานอย่างจริงจัง เพราะในหลายตัวแปรที่เกิดขึ้นขณะนี้ ล้วนมีผลต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ทั้งสิ้น

    “ตอนนี้เรากำลังดูข้อมูลทุกเรื่องอยู่ ดูแม้กระทั่งว่าในแต่ละกลุ่มธุรกิจจะได้รับผลกระทบอย่างไร ประมาณไหน ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ก็อย่างที่ทุกคนทราบว่าเดาได้ยากมาก จึงต้องเตรียมฉากทัศน์ไว้ ตอนนี้ทีมงานของกระทรวงการคลัง โดย สศค. ทีมงานของสภาพัฒน์กำลังทำงานด้วยกันอย่างเต็มที่ และยังมีการหารือกับทีมงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย” นายวินิจ ระบุ

    นอกจากนี้ คาดว่าในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีการประชุมคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ประกอบด้วย 4 หน่วยงาน ได้แก่ สศค., สภาพัฒน์, ธปท. และสำนักงบประมาณ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพรวมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ ที่กำหนดว่าจะต้องมีการประเมินทุก ๆ 4 เดือน โดยขณะนี้ยังรอความชัดเจนของตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มี.ค. 2569 อยู่ หลังจากนั้นก็จะมีการรายงานให้ ครม. รับทราบต่อไป

    สำหรับข้อสังเกตว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสงครามนั้น ผู้อำนวยการ สศค. ระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปพิจารณาให้ชัดเจนว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยแท้จริงอะไร ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับเข้ากรอบเป้าหมาย แต่มีปัญหาเรื่องอื่นตามมา เช่น ถึงจุดที่ทำให้การบริโภคในประเทศเปลี่ยนไป ก็จะไม่มีผลดี แต่หากภาพอัตราเงินเฟ้อที่ขยับเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรืออื่น ๆ ยังเหมือนเดิม ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นจึงยังเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูล ข้อเท็จจริงมาคุยกัน ซึ่งเหล่านี้ก็จะเป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่ถูกนำมาประเมินไว้ในฉากทัศน์ที่กำลังดำเนินการด้วย ว่าฉากทัศน์นี้จะสั้น ยาว จะมีผลกระทบไปทางไหน

    เช่นเดียวกับกรณีความกังวลของภาคเอกชน ว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจฉะงักงัน (Stagflation) นั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังทำรายละเอียดกันอยู่ ซึ่งสภาพัฒน์เองจะมีเครื่องมือที่ทำร่วมกัน โดยจะเป็นการประเมินข้อมูลจากทุกด้าน แต่มองว่า ในระยะนี้จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในการรับมือผลกระทบของวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นก่อน หลังจากนั้นเชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนของตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมาอย่างแน่นอน ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะได้มีการวางแผนรับมือในมิติอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น การทำงานจะเป็นการพิจารณาทั้งระบบอยู่แล้ว

    สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68-ก.พ.69) นั้น ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ในภาพรวมยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยจากข้อมูล พบว่า รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ อยู่ที่ 1.04 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับประมาณการ และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% เนื่องจาก การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล, การนำส่งรายได้เหลื่อมมาจากปีก่อนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง และการจัดเก็บภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตร

    โดย 3 กรมภาษีสามารถจัดเก็บรายได้รวมในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 1.09 ล้านล้านบาท โดยกรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวมที่ 8.13 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท หรือ 0.1% กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 2.34 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 4.62 พันล้านบาท หรือ 2% ขณะที่กรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม อยู่ที่ 4.71 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.33 พันล้านบาท หรือ 6.6%

    อย่างไรก็ดี ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68- ก.พ.69) พบว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 5.58 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ 3.17 แสนล้านบาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/975713/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KrGQy_J8uFFahpyPKubpm

  • “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” นโยบายสาธารณสุขยุคดิจิทัลภายใต้รัฐบาลอนุทิน2

    “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” นโยบายสาธารณสุขยุคดิจิทัลภายใต้รัฐบาลอนุทิน2

    ยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI และ Telemedicine

    คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน 2569 เพื่อเริ่มต้นการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการผลักดัน “การแพทย์มุ่งเป้า” ที่นำเทคโนโลยี AI และระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขจัดอุปสรรคด้านระยะทางและช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    นโยบายดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การบริการ แต่ยังขยายผลไปถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมกลางน้ำและต้นน้ำ โดยรัฐบาลมีแผนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาทิ ชีววัตถุ และเครื่องมือแพทย์ระดับสูง รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพื่อผลิตยาและเวชภัณฑ์ภายในประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเวชภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ซึ่งคำแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงทิศทางนี้ว่า “เราจะใช้เทคโนโลยีและการวิจัยมาเป็นรากฐานในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กินได้จริงและช่วยชีวิตคนได้พร้อมกัน”

    บูรณาการฐานข้อมูล Big Data เพื่อการรักษาที่แม่นยำ

    หัวใจสำคัญที่จะทำให้ AI ทางการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การบริหารจัดการข้อมูล รัฐบาลจึงมีแผนปรับปรุงระบบประกันสุขภาพผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและประวัติการรักษาเข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายเดียว โดยยึดหลักความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเคร่งครัด การเชื่อมโยงนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมการรักษาของผู้ป่วยแบบองค์รวม และส่งผลให้ภาครัฐสามารถวางแผนงบประมาณสาธารณสุขได้อย่างแม่นยำจากฐานข้อมูลจริง (Data-Driven Decision Making)

    นอกจากนี้ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล รัฐบาลเตรียมปรับปรุงข้อกฎหมายให้หน่วยงานภาครัฐจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้ (Machine Readable) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการฝึกฝน AI ของรัฐ

    อย่างไรก็ตาม ฝั่งนักวิชาการและภาคประชาสังคมยังคงให้ความสนใจในประเด็นการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว โดยระบุว่า “การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นเรื่องดี แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล” ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

    นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัยและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    อีกหนึ่งมิติที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยนโยบายนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นตลาดเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) ที่มีศักยภาพสูงในอนาคต การลงทุนในนวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางการเงินของรัฐในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพ

    สรุปแล้ว นโยบาย “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ในด้านการแพทย์ของรัฐบาลอนุทิน คือการพยายามเปลี่ยนบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขจากการเป็น “หน่วยงานด้านสังคม” ให้กลายเป็น “กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ผ่านการใช้นวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือการปฏิรูประบบราชการสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่ต้องอาศัยการบูรณาการข้ามกระทรวง หากดำเนินการสำเร็จไทยไม่เพียงแต่จะมีระบบสาธารณสุขที่ทันสมัยขึ้น แต่จะกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ในภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/740495&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kcx35fZCFB1hPui1gQTMF

  • ตลาดหุ้นโตเกียว-โซลเพิ่มขึ้น น้ำมันดิบพุ่งสูงจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง

    ตลาดหุ้นโตเกียว-โซลเพิ่มขึ้น น้ำมันดิบพุ่งสูงจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง

    ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวแบบผสมผสานเมื่อวันจันทร์ โดยหุ้นโตเกียวและโซลปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเปิดตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก

    Lloyd Chan จากธนาคาร MUFG ระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของความเชื่อมั่นในตลาด”

    ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่าน อิหร่านเตือนตอบโต้

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกมาขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ พร้อมเรียกร้องให้เตหะรานยอมรับข้อเสนอข้อตกลงเพื่อเปิดอ่าวเปอร์เซียให้การเดินเรือกลับคืนสู่ปกติ

    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กองบัญชาการทหารกลางของอิหร่านเตือนการตอบโต้ที่ “รุนแรงยิ่งขึ้น” หากฝ่ายตรงข้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือน

    Chan กล่าวว่า “ยังต้องติดตามดูว่าการขู่เข็ญนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลา ‘TACO’ หรือไม่” โดยอ้างถึงตัวย่อตลกที่หมายถึง “Trump Always Chickens Out” หรือทรัมป์มักจะถอยตัว

    ราคาน้ำมันยังคงสูง ตลาดเอเชียผสมผสาน

    ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงในช่วงเปิดตลาดสัปดาห์ แต่ลดลงบ้างในช่วงเช้า โดยน้ำมันดิบ West Texas Intermediate อยู่ที่ 111.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ของทะเลเหนือเพิ่มขึ้น 1.2% เป็น 110.35 ดอลลาร์

    ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “วันอังคารจะเป็นวันโรงไฟฟ้าและวันสะพาน รวมกันเป็นหนึ่งเดียวในอิหร่าน จะไม่มีอะไรเทียบได้!!!” และกล่าวกับ Fox News ว่ามี “โอกาสดี” ที่อิหร่านจะยอมรับข้อตกลง

    ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก

    ตลาดหุ้นโตเกียวปิดเพิ่มขึ้น 1.6% และโซลขึ้น 2.2% สิงคโปร์เพิ่มขึ้น 0.4% แต่จาการ์ตาลดลง 0.6% ตลาดจีนปิดเนื่องในเทศกาลชิงหมิง ขณะที่ซิดนีย์และเวลลิงตันหยุดทำการในวันอีสเตอร์

    ความไม่แน่นอนในภูมิภาคส่งผลให้สกุลเงินเอเชียอยู่ภายใต้แรงกดดัน พร้อม “เสริมแนวโน้มการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ” ราคาทองคำปรับตัวลดลงในวันจันทร์

    สงครามที่เข้าสู่สัปดาห์ที่หกนับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้ตะวันออกกลางจมอยู่ในความขัดแย้งและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อิหร่านได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ซึ่งมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณ 20% ของโลกขนส่งผ่าน ทำให้ราคาปิโตรเลียมพุ่งสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tokyo-seoul-stocks-rise-oil-prices-surge-middle-east-tensions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rcT3-Y3YKpSCPH2Zf8RTi

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 เมษายน 2569 – InterGold

    วันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 10.21 น.

    กลยุทธ์ : เส้นตายสงครามจ่อ ลุ้นทองดีดสัปดาห์นี้
    แนวรับ : $4,600 หรือ 71,000
    แนวต้าน : $4,800 หรือ 74,000

    .

    เส้นตายสงครามที่ใกล้เข้ามาจะเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำดีดขึ้นต่อในสัปดาห์นี้หรือไม่ หลังจากตลาดต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนจากทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ ทำให้ตลาดกำลังจับตาว่าการย่อตัวครั้งนี้จะเป็นเพียงการพักฐานเพื่อขึ้นต่อ หรือจะถูกแรงขายกดลงอีกระลอก

    .

    กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ยังคงให้น้ำหนักกับการลุ้นรีบาวด์ของราคาทองคำ โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 4,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 71,000 บาท และแนวต้านอยู่ที่ 4,800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 74,000 บาท ภาพรวมตลาดได้รับอิทธิพลจาก 5 ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เริ่มจากเส้นตายการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งถือเป็นประเด็นร้อนที่สุดในเวลานี้ เพราะหากการเจรจาไม่คืบหน้า ความตึงเครียดอาจยกระดับขึ้นและผลักดันให้นักลงทุนกลับเข้าหาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง แม้ว่าตลาดบางส่วนจะยังคาดหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายลงได้ก็ตาม

    ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำในช่วงเปิดตลาด เนื่องจากสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแรง และทำให้นักลงทุนบางส่วนลดน้ำหนักการถือครองทองคำชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้ปิดทางฝั่งบวกของทองคำ เพราะในช่วงปลายสัปดาห์นี้ยังมีทั้งรายงานการประชุมเฟดและตัวเลข CPI เดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นตัวชี้นำสำคัญว่าทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะส่งผลต่อตลาดทองคำอย่างไรต่อไป หากเงินเฟ้อยังสูงแต่เศรษฐกิจเริ่มชะลอ ความคาดหวังต่อการชะลอขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจกลับมาเป็นปัจจัยหนุนทองคำได้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาพฤติกรรมของธนาคารกลางหลายประเทศ หลังมีกระแสข่าวว่าบางแห่งเริ่มขายทองคำเพื่อเสริมสภาพคล่องและพยุงค่าเงินในประเทศ แม้ข่าวลักษณะนี้จะกดดันจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น แต่ในมุมมองระยะยาวยังถูกมองว่าเป็นเพียงแรงขายชั่วคราวมากกว่าจะเปลี่ยนแนวโน้มหลักของทองคำ เพราะเมื่อสถานการณ์วิกฤตคลี่คลาย ธนาคารกลางเหล่านี้มีแนวโน้มกลับมาสะสมทองคำอีกครั้ง สุดท้ายในเชิงเทคนิค การที่ราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์ได้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยรักษาภาพการฟื้นตัวไว้ และหากแรงซื้อกลับมาได้ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเห็นการทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 4,850 ดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 5,000 ดอลลาร์ในระยะถัดไป

    .

    สัปดาห์นี้ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงที่ผันผวนสูงและขับเคลื่อนด้วยข่าวสำคัญหลายด้านพร้อมกัน โดยเฉพาะเส้นตายการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ และท่าทีของเฟด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอารมณ์ตลาดอย่างมากในระยะสั้น แม้ตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแรงจะกดดันทองคำอยู่บ้าง แต่ความเสี่ยงด้านสงครามและสัญญาณเทคนิคที่ยังไม่เสียทรง ทำให้ภาพรวมยังเปิดโอกาสให้ทองคำดีดตัวต่อได้ หากราคาย่อลงใกล้แนวรับสำคัญอาจยังเป็นจังหวะน่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อสะสมมากกว่าการไล่ราคา โดยต้องติดตามข่าวช่วงกลางคืนตามเวลาประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นช่วงที่ตลาดสหรัฐฯ ส่งผลต่อทิศทางทองคำชัดเจนที่สุด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-06-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Io9nh65VNIZWgibxn6Fa7

  • เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชู 5 นโยบายหลัก  เตรียมแถลงรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

    เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชู 5 นโยบายหลัก  เตรียมแถลงรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้


    เปิดร่างนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชู 5 นโยบายหลัก  เตรียมแถลงรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้ ยึดหลักธรรมาภิบาล-พิทักษ์สถาบัน

    ความคืบหน้าของร่างนโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ล่าสุด ขณะนี้รัฐบาลที่ได้ร่างนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว  มีจำนวน 21 หน้า

    มีเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

    สำหรับคำแถลงนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย  มีจำนวน 19 หน้า ดังนี้

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ   สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” 

    ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่“เกษตร

    แม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน”ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง  เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก  ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่าน การบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค 

    มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วย

    สันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญกรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน  โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ

    พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้

    มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนิน
    โครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง  4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ 

    3.นโยบายด้านสังคม   เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันทีโดยการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างใน เศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว   ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้า

    การใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ อาทิ การแพทย์ทางไกล ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแพทย์แผนไทย การวิจัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย  สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย   จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ 

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนา

    ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติและกักเก็บน้ำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อ  สร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย  ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่“ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ  ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super
    license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน  เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อ สภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

    การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น  ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่

    เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่าง ๆจำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน   เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ  ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่  แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล

    แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง 

    นอกจากนี้รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ

    แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช  2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่องด้าน ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” ซึ่งจะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย 

    โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์(Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น  5 กลุ่ม ดังนี้

    1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AIตลอดจนพัฒนากฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    2.ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

    3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่
    ของโลก

    4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางการคลังและการคุ้มครองทางสังคม

    5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน–ชายแดน–กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่ 

    โดยในช่วงท้ายของคำแถลงนโยบาย  นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่

    เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและ
    เป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว

    กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เม.ย. 2569  ต่อจากนั้นจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อเห็นชอบ คำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  ซึ่งวางกำหนดการไว้ ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. นี้ 

    เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อนโยบายของรัฐบาลก็จะให้รัฐบาลสามารถเริ่มนับ หนึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41701&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RffPi58F4RRlrtK5-HRgb