Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สรุปยอดจอง Motor Show ครั้งที่ 47 ทะลุ 1.3 แสนคัน สวนทางเศรษฐกิจ

    สรุปยอดจอง Motor Show ครั้งที่ 47 ทะลุ 1.3 แสนคัน สวนทางเศรษฐกิจ

    ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่สำหรับงาน Bangkok International Motor Show 2026 ครั้งที่ 47 ที่สร้างปรากฏการณ์ “นิวไฮ” ทุบทุกสถิติในประวัติศาสตร์ ด้วยยอดจองรถยนต์พุ่งสูงถึง 132,951 คัน เติบโตขึ้นกว่า 71% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ในไทยกำลังเข้าสู่ยุคทองอย่างเต็มตัว

    • 132,951 ยอดจองรถยนต์ (คัน)
    • 1,798,312 ผู้เข้าชมงาน (คน)
    • +71.8% อัตราเติบโตจากปีก่อน

    Top 20 ค่ายรถยนต์ยอดฮิต

    1

    ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อค่ายรถจากแดนมังกรตบเท้ากวาดอันดับต้นๆ ของตาราง โดยเฉพาะ BYD ที่ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ได้สำเร็จ

    อันดับ แบรนด์รถยนต์ ยอดจอง (คัน)
    1 BYD 17,354
    2 TOYOTA 15,750
    3 OMODA & JAECOO 15,088
    4 MG 10,537
    5 DEEPAL + NEVO (Changan) 8,573
    6 GEELY 7,811
    7 CHERY 7,509
    8 GWM (Haval / Ora) 6,819
    9 GAC (Aion / Hyptec) 6,287
    10 HONDA 5,907
    11 MAZDA 4,889
    12 MITSUBISHI 4,178
    13 ISUZU 3,568
    14 RIDDARA (EV Pickup) 2,569
    15 ZEEKR 2,339
    16 MERCEDES-BENZ 2,111
    17 XPENG 2,089
    18 NISSAN 1,608
    19 AVATR 1,435
    20 BMW 1,001

    หมายเหตุ: ยอดจองของ BYD เป็นการรวบรวมตัวเลขยอดจองจากโชว์รูมทั่วประเทศ  ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนยอดจองของ Toyota และค่ายรถยนต์อื่น ๆ ทั้งหมดในตาราง เป็นยอดจองเฉพาะที่เกิดขึ้นภายในงาน Motor Show 2026 เท่านั้น

    3

    วิเคราะห์ยอดขายเบาๆ 

    เรามาเริ่มกับผู้นำอย่าง BYD ก่อนเลยเพราะการใช้ตัวเลขรวมทั้งประเทศทำให้ BYD ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 อย่างโดดเด่น ซึ่งสะท้อนถึงการทำแคมเปญที่ครอบคลุมทุกช่องทางไม่ใช่แค่ในงานอีเวนต์

    หากนับเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์ Toyota ยังคงเป็นแบรนด์ที่ทำยอดจองได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 1 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มลูกค้าที่มาเดินงานโดยเฉพาะ

    ส่วนน้องใหม่อย่าง OMODA & JAECOO และค่ายจีนอื่นๆ สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล ทำให้สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

    บทสรุปส่งท้าย

    ตัวเลข 1.3 แสนคันนี้เป็นเพียง “ยอดจอง” สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือยอด “จดทะเบียนจริง” ว่าจะออกกันได้สักกี่คัน แต่ที่แน่ๆ Motor Show 2026 ปีนี้ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปเรียบร้อยแล้ว! 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/auto/98655/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zMl7CbEF1Hps_eXS2hAp0

  • ครม. เห็นชอบ ร่างแถลงนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ครม. เห็นชอบ ร่างแถลงนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    นางสาวรัชดา ฯ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

    โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ
    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ
    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    “รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/548012.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21880Ktro474dNe7ZlCZM6

  • พี.ซี.ชี้แจงไม่กักตุนน้ำมัน ยืนยันเก็บน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ตามขั้นตอนธุรกิจ

    พี.ซี.ชี้แจงไม่กักตุนน้ำมัน ยืนยันเก็บน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ตามขั้นตอนธุรกิจ

    6 เมษายน 2569 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบมีแห่งหนึ่งถูกสงสัยกักตุน 2 ล้านลิตร ล่าสุดบริษัท พี.ซี. ออกแถลงข่าวยืนยันว่าเป็นการเก็บน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ตามกระบวนการธุรกิจปกติ เพื่อรอจำหน่ายให้ลูกค้าที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนากักตุนสินค้าแต่อย่างใด  

    ผู้จัดการทั่วไป พ.ท.จำนนงค์ วิบูลย์ศิลป์ พร้อมทีมกฎหมาย ระบุว่าข้อมูลที่เผยแพร่ในโซเชียลมีการบิดเบือนจนกระทบชื่อเสียงบริษัท แต่ยืนยันไม่หนักใจต่อการถูกแจ้งความ พร้อมนำหลักฐานเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน และเปิดให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบได้เต็มที่  

    ขณะเดียวกัน กรณีน้ำมันหายกว่า 57 ล้านลิตรจากการขนส่งทางเรือ รัฐบาลกำลังเร่งตรวจสอบ โดย 3 บริษัทพลังงานรายใหญ่ ได้แก่ บางจาก ไออาร์พีซี และ ปตท. OR ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และกระบวนการจัดการน้ำมันในคลังเป็นไปตามมาตรฐาน ผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐแล้ว  

    ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ามีแนวทางดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาราคาขายปลีกในช่วงวิกฤติ โดยจะใช้แนวทางเดียวกับมติ ครม. ปี 2565 เพื่อช่วยลดภาระประชาชน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NTUi8Qp7U&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SHTvKoRzOdzV5AIRKk6MY

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบ 81 ทุนการศึกษา

    มูลนิธิกรุงศรีมอบ 81 ทุนการศึกษา

    ศาสตราจารย์ ดร. ศักดา ธนิตกุล (กลาง) กรรมการธนาคาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องจำนวน 81 ทุน ภายใต้โครงการ “ทุนมูลนิธิกรุงศรี” แก่เด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนจากสถานสงเคราะห์ โรงเรียน และมูลนิธิรวม 7 แห่ง เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา พร้อมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยที่มีผลการเรียนและความประพฤติดี

    โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของมูลนิธิกรุงศรีในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการศึกษาและเยาวชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่สำคัญ โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนแล้วรวมทั้งสิ้น 693 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/288211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GIdUV6tLx_-nD3WPJhpfc

  • TED Fund ปลุกพลังสตาร์ทอัพไทย! ‘IGNITE Forum 2026’ เวทีแจ้งเกิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ 

    TED Fund ปลุกพลังสตาร์ทอัพไทย! ‘IGNITE Forum 2026’ เวทีแจ้งเกิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ 

    วันอังคาร ที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2569, 04.51 น.

    TED Fund ปลุกพลังสตาร์ทอัพไทย! ‘IGNITE Forum 2026’ เวทีแจ้งเกิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ 

    ดันไอเดียสู่ธุรกิจจริงระดับประเทศ”

    กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยอย่างต่อเนื่อง จัดงาน “TED Youth Startup – IGNITE Forum 2026 : National Final” รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เวทีใหญ่แห่งปี เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมจากเยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ นำเสนอผลงานนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจจริง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย น.สพ.ดร. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุนฯ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

    ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  กล่าวว่า การพัฒนา Startup ไม่ใช่เพียงการมีไอเดียที่ดี แต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความอดทน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือน “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องใช้ทั้งแรงใจและวินัยเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย พร้อมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันทุกทีม และเน้นย้ำให้นำคำแนะนำจากคณะกรรมการและประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด  พร้อมขอบคุณ TED Fund  รวมทั้ง TED Fellow และคณะกรรมการ ทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและให้การสนับสนุนร่วมมือกันขับเคลื่อนผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน 

    สำหรับปีนี้ มีตัวแทนสตาร์ทอัพจาก 4 ภาคทั่วประเทศ จำนวน 10 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละทีมล้วนสะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่หลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ

    ภาคใต้

    Natural Hoof Care  ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์ฟีนอลชีวภาพจากกะลาปาล์มน้ำมัน จาก สำนักการจัดการนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 

    PROPELLET – MRS อาหารเลี้ยงเชื้อโพรไบโอติกจากเปปโตนจิ้งหรีด จากศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    ภาคเหนือ

    KLORA เม็ดฟู่ฟื้นฟูดอกไม้ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

    MENORA ยาพิมเสนน้ำเชิงสุคนธจิตศาสตร์ จากอุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฎ อุตรดิตถ์ 

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    Barista Gel เจลโภชนาการเชิงสมรรถนะด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มสารสำคัญจากสมุนไพรไทย โดยโครงการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

    RocketXP แพลตฟอร์มประกาศงานและสะสมแต้มศักยภาพคนทำงาน โดยหน่วยวิจัยนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ภาคกลาง 

    Girafe Icecream ไอศกรีมโพรไบโอติกส์ที่มีชีวิต โดย บริษัท  เทสท์บัด จำกัด  

    Arising Sons: เกมส์เอาตัวรอดและบริหารเมืองจากเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม Advanced State Tree โดย ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   

    SmartSalt นวัตกรรมเกลือโซเดียมเพื่อสุขภาพ โดย บริษัท ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจามจุรี จำกัด 

    Precisionize   แพลตฟอร์ม AI ประเมินความเสี่ยงมะเร็งและ สุขภาพเชิงป้องกันแบบจำเพาะรายบุคคล

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ  “IGNITE Champion 2026” ตกเป็นของทีม SmartSalt

    นวัตกรรมเกลือโซเดียมเพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ได้อย่างโดดเด่น

    ขณะที่รางวัล “IGNITE Rising Star 2026” รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ทีม PROPELLET – MRS อาหาร

    เลี้ยงเชื้อโพรไบโอติกจากเปปโตนจิ้งหรีด จากศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม KLORA เม็ดฟู่ฟื้นฟูดอกไม้ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่วนรางวัล 

    Best Pitch Award 2026 เป็นของทีม Girafe Icecream ไอศกรีมโพรไบโอติกส์ที่มีชีวิต โดย บริษัท  เทสท์บัด จำกัด ที่นำเสนอผลงานได้อย่างน่าประทับใจ และรางวัล People’s Choice Award 2026 ตกเป็นของทีม MENORA ยาพิมเสนน้ำร่วมสมัยเชิงสุคนธจิตศาสตร์ โดย อุทยานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฎ อุตรดิตถ์ ที่ได้รับคะแนนนิยมจากผู้ชมสูงสุด

    เวที “TED Youth Startup – IGNITE Forum 2026” ไม่เพียงเป็นการแข่งขัน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญใน

    การสร้าง “นักรบเศรษฐกิจใหม่” ที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำบทบาทของ TED Fund ในการเป็นมากกว่าผู้ให้ทุน แต่คือ “ผู้จุดประกาย” ที่ผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตสู่ธุรกิจจริงอย่างยั่งยืนในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/471840&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OevZzGgnYxD4CfuxvwC2U

  • หุ้นไทยวันนี้ 7 เม.ย.69 โบรกผยการส่งผ่านต้นทุนจะทยอยตามมา กดดันเศรษฐกิจและกำลังซื้อ

    หุ้นไทยวันนี้ 7 เม.ย.69 โบรกผยการส่งผ่านต้นทุนจะทยอยตามมา กดดันเศรษฐกิจและกำลังซื้อ

    หุ้นไทยวันนี้ 7 เม.ย.69 บล.พาย ระบุว่า ตลาดหุ้น DowJones เมื่อคืนปิดบวก 165 จุด (+0.36%) นักลงทุนรอดูสัญญาณเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.68% นักลงทุนกังวลกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในอิหร่านที่จะเกิดเร็วๆนี้ตามการแถลงของทรัมป์
     

    ปัจจัยต่างประเทศ

    วันศุกร์ที่ผ่านมามีการประกาศตัวเลขแรงงานสหรัฐฯพบว่า ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ พร้อมกับอัตราการว่างงานที่ลดลงแต่อย่างไรก็ตามคล้ายกับว่าตลาดพันธบัตรสหรัฐฯมิได้ตอบรับส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าก่อนหน้าปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะรับกับน้ำมันที่ขยับขึ้น

    แต่ทั้งนี้ด้วยแรงงานมากกว่าคาดผสานกับน้ำมันดิบอยู่ระดับสูงจะทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยค่อนข้างเป็นไปได้ยาก มองไปข้างหน้าเป็นลบกับตลาดและระยะถัดไปยังต้องติดตามผลกระทบจากการส่งผ่านต้นทุนของบริษัททั่วโลกว่าจะทำได้หรือไม่ หากแบกรับไว้จะกดดันต่อผลประกอบการและเป็นลบกับราคาหุ้น

    ปัจจัยในประเทศ

    เมื่อคืนมีประชุม ครม. รัฐบาลส่งสัญญาณว่าหลังจากสงกรานต์อาจมีการปรับมาตรการเช่นขอความร่วมมือ WFH กำหนดเวลาเปิด/ปิด สถานีบริการน้ำมัน นายกรัฐมนตรี ระบุกังวลกับการหาแหล่งพลังงานที่ยากมากขึ้น จากนี้เชื่อว่าจะเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนออกไปจะเป็นปัจจัยวัดความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัท 

    วันนี้ประเมิน SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1445 – 1465 อาจฟื้นตัวระยะสั้นแต่ Upside ยังจำกัดจากกำไรและเศรษฐกิจ 

    กลยุทธ์การลงทุน ไม่เร่งร้อนเข้าลงทุน เน้นเลือกหุ้นที่ทนทานกับภาวะเงินเฟ้อ เช่นธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) สื่อสาร (ADVANC) โรงพยาบาล (BDMS) อาหาร (CPF CPALL TU) ศูนย์การค้า (CPN)

    TOP PICK :

    KBANK : ราคาเป้าหมาย 210 บาท

    คาดจะสามารถจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นที่ 12 บาทในปี 26 เท่ากับในปี 25 (ไม่รวมการจ่ายเงินปันผลพิเศษ)

    CPF : ราคาเป้าหมาย 24.70 บาท

    เป็นธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันจากปัญหาสงครามไม่มากนักเนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้บริโภค ขณะที่รายได้จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AzvWfHl1qTbbGxmQYq9cK

  • เวทีสัมมนาวิชาการ เตือนวิกฤตราคาน้ำมันสงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว

    เวทีสัมมนาวิชาการ เตือนวิกฤตราคาน้ำมันสงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว


    เวทีสัมมนาวิชาการวิพากษ์เดือด !! เตือนวิกฤตราคาน้ำมันสงครามอิหร่าน–อิสราเอลฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลรับมือน้ำมันราคาแพง

    มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อสงครามตะวันออกกลางและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย” โดย รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซียน ,นายทนง ขันทอง สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ , ศ.พล.ท.สมชาย วิรุฬยาพล ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่กำลังทวีความรุนแรงและส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก โดยมีนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินรายการ 

    รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น แต่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 ทั้งนี้สงครามที่ยืดเยื้อจนถึงปี 2026 สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทอย่างเปิดเผย เพื่อรักษาผลประโยชน์สำคัญ ได้แก่ อิทธิพลของกลุ่มทุนที่มีบทบาททางการเมือง และการรักษาค่าเงินดอลลาร์ (Petrodollar) เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์ผูกติดกับการซื้อขายน้ำมันมาตั้งแต่ปี 1974 เพื่อสร้างความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก

    “สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่คือการจัดระเบียบโลกใหม่ จีนและรัสเซียหนุนอิหร่านเพื่อลดอำนาจดอลลาร์ ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุชเป็นเครื่องต่อรองให้ใช้น้ำมันซื้อขายด้วยเงินหยวน นี่คือสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด”

    ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ดร.ณรงค์ วิพากษ์อย่างดุเดือดว่า นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว “ทุนผูกขาดสามานย์” ในประเทศยังฉวยโอกาสจากความทุกข์ยากของประชาชน โดยอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับราคาน้ำมันในไทยอย่างรวดเร็วเกินควร ทั้งที่ไทยสามารถผลิตพลังงานเองได้บางส่วน ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินช่วยจัดการพวกกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดหากินบนผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนให้หลุดพ้นออกไปจากผลประโยชน์แผ่นดิน ห่วงสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามโลก ส่งผลให้ไทยถูกกระทบรุนแรง ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินยึดพลังงานมาบริหารเอง ใช้วิกฤติเป็นโอกาสพัฒนาไทยยามสงคราม

    อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าว ดร.ณรงค์ ยื่นข้อเสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลคือ 1.ประกาศ พ.ร.ก. ภาวะฉุกเฉินพลังงาน ห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว และกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสมเพื่อหยุดการค้ากำไรเกินควร 2.เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางท่อ โดยบังคับใช้ท่อส่งน้ำมันสู่ภาคเหนือและอีสานให้เต็มศักยภาพ 100 % (ปัจจุบันใช้เพียง 20 %) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งทางรถยนต์ 3.ใช้กำไรบริษัทพลังงานมาช่วยเหลือประชาชน ควรนำกำไรปีละแสนล้านบาทมาสมทบกองทุนน้ำมัน แทนการรีดภาษีจากประชาชนฝ่ายเดียว 4.กระจายอำนาจพลังงานชุมชน โดยสนับสนุนเทคโนโลยีให้ชาวบ้านผลิตพลังงานใช้เอง เช่น น้ำมันจากขยะ/ยางพารา หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์อย่างจริงจัง และ 5.จัดโครงสร้างใหม่สู่ “บริษัทพลังงานแห่งชาติ” ในระยะยาวเสนอให้แยกทรัพย์สินของรัฐ (เช่น ท่อก๊าซ) โดยตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติที่บริหารโดยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ผู้บริโภค และนักธุรกิจ เพื่อความโปร่งใส 

    ด้านนายทนง ขันทอง กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง โดยแต่ละประเทศมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายที่ต้องการยุติสงครามและฝ่ายที่ต้องการยืดเยื้อสถานการณ์ แต่แม้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายเพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ความยืดเยื้อของสงครามกำลังผลักโลกไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากระบบอำนาจขั้วเดียวไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว

    ขณะที่นายชิบ จิตนิยม ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า ภาวะวิกฤตถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของภาวะผู้นำ โดยเฉพาะสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานที่อาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตั้งไว้ร้อยละ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อเพิ่ม และหนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานอย่างจริงจัง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นตัวประกันของราคาน้ำมันโลก พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการ และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถวางจุดยืนอย่างเหมาะสม รักษาผลประโยชน์ของชาติ และส่งเสริมสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศ

    ด้านนางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กล่าวในหัวข้อ “แนวคิดการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่” ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งด้วยวิกฤตต่างๆ ตั้งแต่โควิด-19 จนถึงวิกฤตพลังงาน ซึ่งได้ขยายผลไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและกระทบต่อประชาชนฐานรากอย่างชัดเจน พร้อมเสนอว่า การพัฒนาประเทศควรขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต โดยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและปฏิรูปการศึกษา การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรม โดยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

    นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในครั้งนี้ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากความขัดแย้งระดับโลก ทั้งนี้เห็นว่าแนวคิดจากวิทยากรสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในประเทศ” โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตพลังงานเพื่อรองรับวิกฤติในอนาคต รวมถึงแนวทางการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรผ่านการปลูกไม้มีค่า ซึ่งสามารถเป็นทางออกเชิงโครงสร้างในการลดหนี้สินของเกษตรกรได ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีสัมมนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง และจะนำไปต่อยอดผลักดันในเชิงนโยบายและการทำงานของวุฒิสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    นายพีระพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาวิชาการครั้งนี้ว่าเพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งเสียงไปถึงรัฐบาลให้ตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา แม้ประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการบริหารประเทศยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ หนี้สิน และผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงควรกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ยึดหลักความเป็นกลางและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศ ปรับโครงสร้างนโยบาย และใช้จุดแข็งของไทยในด้านอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ทั้งนี้เวทีสัมมนาเน้นย้ำว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจไม่จบสิ้นง่ายๆ ตราบใดที่มหาอำนาจยังต้องการแย่งชิงทรัพยากร ประเทศไทยจึงต้องรีบปรับตัวและกล้าจัดการกับปัญหาโครงสร้างทุนผูกขาดภายใน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในวันที่โลกกำลังก้าวสู่ระเบียบใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41728&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cosBaMSsliFTwu-sg6DhR

  • ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

    ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

    ส้มซัด ภูมิใจไทย ทำประเทศป่วย นัดตีแผ่วิกฤตเศรษฐกิจ-หนี้จมประเทศ

    วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

    วันที่ 7 เม.ย.2569  เพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” โพสต์ข้อความ ระบุว่า ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน? แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว … ไม่ไหวแล้ว พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ  9-10 เมษายนนี้

    พรรคประชาชน

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1shHcME4atilvGMC9lAuXt

  • “นายกฯ ” เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกปมวิกฤตพลังงาน-รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน ก่อนประชุม ครม.คํ่านี้

    “นายกฯ ” เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกปมวิกฤตพลังงาน-รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน ก่อนประชุม ครม.คํ่านี้

    วันที่ 6 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น. และได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

    พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน , นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อประชุมหารือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างราคาขายส่งนํ้ามันหน้าโรงกลั่น ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อให้มีมติเห็นชอบ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/547978.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jvZC5KCdaD9XW_twdNe7T

  • ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    หลังจากนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่6 เม.ย.2569 ขั้นตอนต่อไป รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย. จากนั้นจะเริ่มบริหารราชการอย่างเต็มรูปแบบ 

    เจาะลึกนโยบายรัฐบาล นำโดย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา แบ่งออกเป็น 5 ด้าน เนื้อหาโดยสรุป

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ในการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบรวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกMOU 2544ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa 

    3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบ  

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย  เร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus law) ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’ อีกทั้งเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเสนอ “นโยบายเร่งด่วน” 23 ข้อใหญ่ ดังนี้ 

    ด้านเศรษฐกิจ 1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย 2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ด้านการค้า 3.เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า  

    ด้านการเกษตร 4.เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว 5.สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 7. เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ“ทีมประเทศไทย” 9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ 10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต 12. พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม 13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (คศ.2050) 19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฏหมาย 20. ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม 21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น 23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    “เสถียรภาพ”แข็ง- “ความเชื่อมั่น”อ่อนแอ

    ภายใต้ภายความมั่นคงในแง่เสถียรภาพของ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างมาก “293 เสียง”  กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ  ทว่าเวลานี้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” กลับเผชิญสภาวะวิกฤติศรัทธาจากปัญหาพลังงานขาดแคลน ขยายวงไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ 

    สอดคล้องจากผลสำรวจ  “นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2569 หัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของ “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ

    โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ความเห็นเอกฉันท์ “ไม่มั่นใจ”การแก้ปัญหารัฐมนตรีมืออาชีพ ทั้ง  “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์  รวมถึง  “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ  และ รมว.คลัง ต่อประเด็นแก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    “นิด้าโพล” ยังเปิดเผยว่า ความเห็นประชาชน  46.87% ระบุว่า ไม่เห็นใจ “นายกฯอนุทิน” ต่อความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    เป็นการสะท้อนว่า ภายใต้ความมั่นคงทาง “เสถียรภาพการเมือง” ทว่า นาทีนี้รัฐบาลกลับเผชิญสภาวะความเชื่อมั่นที่ถูก “เซาะกร่อน” จากปัญหาพลังงานและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

    ฉะนั้นสัญญาณจาก“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ที่เวลานี้เห็นชัดว่าพยายาม“พลิกเกม” ปล่อยแคมเปญประชานิยมเพื่อพลิกวิกฤติความเชื่อมั่น ต้องจับตาว่าจะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นที่เสียไปกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด

    ยกแรก”ซักฟอก”นโยบายล่า”ไอ้โม่ง”

    ที่สำคัญ ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่ต่างอะไรกับสังเวียน“ซักฟอก” ยกแรกของฝ่ายค้าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมยังคงตั้งปมสงสัย ในหลากหลายปมร้อน 

    โดยเฉพาะประเด็น “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ที่แม้ล่าสุด “นายกฯหนู” จะออกแอ็กชั่นขึงขัง มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่เก็บอาการเพื่อไม่ให้ “ผู้กระทำผิด” รู้ตัว  ทว่ามีหลายปมที่อาจยังไม่สิ้นข้อสงสัย โดยเฉพาะ “ผู้กระทำผิด” ที่จับได้ เอาเข้าจริงจะเป็น “ไอ้โม่ง” ตัวบงการตัวจริง หรือสุดท้ายเพียง “ปลาซิวปลาสร้อย” เท่านั้น 

    จับสัญญาณ “ฝ่ายค้าน” ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลรอบนี้ ได้ล็อกเป้าไปที่การล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ทั้งพรรคประชาชนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน พุ่งเป้าชี้จุดอ่อนไปที่ผู้นำรัฐบาล “อนุทิน”

    ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “จากโรคกระจอกถึงรวยไม่ไหวแล้ว” มี “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็น “แม่ทัพ” ในการวางยุทธศาสตร์อภิปราย

    โดยเฉพาะประเด็นกักตุนน้ำมัน ก่อนหน้านี้ “รังสิมันต์ โรม”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาจั่วหัวประเด็นการ “ถอนทุนการเมือง” ของนายทุนพรรคการเมืองบางพรรค ที่เร็วกว่าที่คาดคิด 

    ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด จัดวาง “5ขุนพล” นำโดย “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง 2 แคนดิเดตนายกฯ และรองหัวหน้าพรรค ทั้ง “กรณ์ จาติกวาณิช ” และ “การดี เลียวไพโรจน์” ร่วมกับหัวหมู่ทะลวงฟันพรรค 

    ทิ่มตรงไปที่ผลสำรวจนิด้าโพล สะท้อนชัดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ไม่ต่างจากประเด็นไอ้โม่ง ที่มีการทักท้วงเรื่องดังกล่าวตั้งแต่แรก รวมถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการแบ่งเบาภาระของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง

    ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล กำลังถูกฝ่ายค้านเปลีี่ยนเป็นเวทีซักฟอกรัฐบาลยกแรก เป็นสนามประลองกำลังระหว่าง 2 ขั้วการเมืองในจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1228524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dFB8-eo65Jn30RnosbV5