Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าไทยชี้น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน

    หอการค้าไทยชี้น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 รวม 5 วัน ซึ่งครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของ GDP ทั้งปี

    โดยมีกรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท (0.03–0.11% ของ GDP) ขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักภายหลัง ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสินค้าคงคลัง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนภายหลังน้ำลด

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่คาด ศูนย์พยากรณ์ฯ จะทบทวนผลการประเมินอีกครั้ง

    ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  

    สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างในหลายภูมิภาค ศูนย์พยากรณ์ฯ จึงกำหนดพื้นที่ประเมินรวม 27 พื้นที่ ประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัด ได้แก่ ปริมณฑล 4 จังหวัด ภาคกลาง 6 จังหวัด ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ภาคเหนือ 4 จังหวัด และภาคตะวันออก เฉียงเหนือ 4 จังหวัด (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่มีรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากหน่วยงานภาครัฐ

    ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ประกาศเขตภัยพิบัติครอบคลุมทั้ง 50 เขต ส่วนจังหวัดสมุทรปราการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบทั้ง 6 อำเภอ ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้วันที่ 28–29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการพิเศษในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ศูนย์พยากรณ์ฯ ได้กำหนดกรอบเวลาเป็น 5 วัน เพื่อให้ครอบคลุมทั้งช่วงน้ำท่วม วันหยุดพิเศษ และช่วงการระบายน้ำ
     

    ผลการประเมินชี้ว่า กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็นราว 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพมหานครเอง สาเหตุสำคัญคือกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมเศรษฐกิจหลักเป็นภาคการค้าและบริการซึ่งต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้น้ำท่วมหนักจะกระจุกอยู่ฝั่งตะวันออกของเมือง และภาคการเงินหรืองานสำนักงานส่วนใหญ่ยังทำงานจากบ้านได้ ส่วนปริมณฑลได้รับความเสียหายราว 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่มนี้

    ภาคตะวันออกได้รับความเสียหายเป็นอันดับสองราว 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีเสียหายมากที่สุดราว 2,101 ล้านบาท เนื่องจากน้ำท่วมเริ่มขึ้นก่อนพื้นที่อื่น พัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจของจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือซึ่งอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง ขณะที่จังหวัดอุตสาหกรรมอื่นในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะน้ำท่วมมีลักษณะท่วมขังเป็นจุด และยังไม่พบรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งใดต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเสียหายต่อกิจกรรมเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังค่อนข้างจำกั

    หอการค้าไทยชี้น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน

    ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมืองเป็นช่องทางที่มีน้ำหนักมากที่สุด น้ำท่วมทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบริการน้ำมันลดลง การเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก และวันหยุดพิเศษ 2 วันใน 4 จังหวัดทำให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ในภาคตะวันออก น้ำท่วมขังในเมืองพัทยาและพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง และรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง ความเสียหายในช่องทางนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยคืนได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย

    ช่องทางถัดมาคือ โลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากถนนสายหลักที่ถูกน้ำท่วม และการขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ส่วน ภาคการผลิต ได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบมากกว่าความเสียหายต่อโรงงานโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมาก

    ด้าน ระดับราคาสินค้า เริ่มเห็นการปรับขึ้นของราคาผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามอย่างต่อเนื่องถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะจำกัดและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว สำหรับ ภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีใกล้เก็บเกี่ยว ความเสียหายต่อผลผลิตจะปรากฏชัดเจนหลังน้ำลดและมีการสำรวจพื้นที่จริง

    ความเสียหายในกรณีฐานเทียบเท่าราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี (หรือราว 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันด้านต่ำต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4

    ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน ด้านแรกคือการเยียวยาที่รวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้และ/หรือสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย ด้านที่สองคือการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเพื่อลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือโดยเร็ว ด้านที่สามคือการดูแลราคาและปริมาณสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ ขณะเดียวกันก็ควรเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378983980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wXH7noD8ddeNj4ZLLIrYw

  • น้ำท่วม 5 วันฉุดเศรษฐกิจเสียหาย 1.23 หมื่นล้าน กทม.หนักสุด 7 พันล้าน

    น้ำท่วม 5 วันฉุดเศรษฐกิจเสียหาย 1.23 หมื่นล้าน กทม.หนักสุด 7 พันล้าน

    28 กันยายน 2569 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 รวม 5 วัน ซึ่งครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของ GDP ทั้งปี 

    โดยผลกระทบดังกล่าวขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจริง รวมถึงความสามารถในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก ยัง ไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น บ้านเรือน ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งต้องรอประเมินหลังระดับน้ำลดลง

    เบื้องต้นศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายในประมาณ 1 สัปดาห์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่ากรอบดังกล่าว จะมีการทบทวนประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

    กทม.เสียหายสูงสุด 7,014 ล้านบาท

    จากพื้นที่ประเมินทั้งหมด 27 พื้นที่ ประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัด พบว่า กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงสุดประมาณ 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือประมาณ 0.11% ของ GDP กรุงเทพมหานคร

    ทั้งนี้ เนื่องจากกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ และมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการค้าและบริการสูง ซึ่งต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ขณะที่ภาคการเงินและงานสำนักงานจำนวนมากยังสามารถปรับไปทำงานจากที่บ้านได้

    ส่วนปริมณฑลได้รับความเสียหายประมาณ 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในกลุ่ม

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ขณะที่ภาคตะวันออกได้รับความเสียหายประมาณ 2,976 ล้านบาทเป็นอันดับสอง โดยชลบุรีได้รับผลกระทบสูงสุดประมาณ 2,101 ล้านบาท เนื่องจากเกิดน้ำท่วมก่อนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองพัทยาที่มีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเป็นพื้นที่ที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ทางทะเล ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดอุตสาหกรรมอื่นในพื้นที่ EEC ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากลักษณะน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นจุด ๆ และยังไม่มีรายงานนิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดการผลิต

    สำหรับภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังอยู่ในระดับจำกัด

    บริโภค-ท่องเที่ยว-บริการ รับแรงกระแทกมากสุด

    นายธนวรรธน์ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง เป็นช่องทางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง ขณะเดียวกันการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก

    นอกจากนี้ การที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้วันที่ 28–29 กันยายน 2569 เป็นวันหยุดราชการพิเศษในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่งผลให้เกิดวันทำงานที่หายไปในพื้นที่ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ

    ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะเมืองพัทยาและแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี น้ำท่วมขังส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง กระทบรายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยรายได้บางส่วน โดยเฉพาะของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย ไม่สามารถชดเชยกลับคืนได้

    อีกช่องทางสำคัญคือโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า หลังถนนสายหลักบางเส้นทางถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต เกิดความล่าช้า

    น้ำท่วม

    ขณะที่ภาคการผลิตได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ผ่านการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายโดยตรงต่อโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ที่ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

    ผักเริ่มขยับขึ้น จับตาเทศกาลกินเจ

    ด้านราคาสินค้า เริ่มพบสัญญาณการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ าคาผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับจำกัดและน่าจะเป็นเพียงชั่วคราว หากสถานการณ์น้ำไม่ยืดเยื้อ

    สำหรับภาคเกษตร จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีกำลังเข้าสู่ระยะใกล้เก็บเกี่ยว ทำให้มีความเสี่ยงต่อผลผลิต โดยความเสียหายที่แท้จริงจะสามารถประเมินได้หลังน้ำลดและมีการสำรวจพื้นที่อย่างเป็นทางการ

    ตลาดสด

    เศรษฐกิจไทยยังชะลอ น้ำท่วมเพิ่มแรงกดดันครึ่งปีหลัง

    นายธนวรรธน์ ระบุว่า ความเสียหายในกรณีฐานประมาณ 12,283 ล้านบาท คิดเป็นราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี หรือประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569 โดยผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว โดย GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก

    อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ผลกระทบจากอุทกภัยในกรอบเวลาปัจจุบันยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่จะเพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4

    เสนอรัฐเร่งเยียวยา-คุมราคา-บริหารน้ำ

    ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอแนวทางรับมือ 3 ด้าน ได้แก่ 1. เยียวยาให้เร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ

    2. เร่งบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา เพื่อจำกัดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายภาคเกษตร เพื่อให้สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือได้โดยเร็ว

    3. ดูแลสินค้าและราคาโดยติดตามปริมาณและราคาสินค้าจำเป็นอย่างใกล้ชิดไปจนถึงเทศกาลกินเจ พร้อมเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับสถานการณ์น้ำท่วมในระยะยาว

    ทั้งนี้ หากสถานการณ์อุทกภัยสามารถคลี่คลายได้ตามกรอบเวลาที่ประเมินไว้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะยังอยู่ในวงจำกัด แต่ ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาคือระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ความเสียหายภาคเกษตร และระยะเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่สำคัญจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/670080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D85CjXZOejl7PjyJlnT9R

  • น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,600 จุด จับตาศาล รธน.ชี้ขาดคดีบาร์โค้ดวันนี้

    น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว หุ้นไทยเสี่ยงหลุด 1,600 จุด จับตาศาล รธน.ชี้ขาดคดีบาร์โค้ดวันนี้

    น้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑลกดดันหุ้นไทย เสี่ยง SET หลุด 1,600 จุด นักลงทุนจับตาศาล รธน.ชี้ขาดคดีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้งวันนี้ ขณะที่โบรกมองผลกระทบยังไม่รุนแรงเท่าปี 54 ชูหุ้นรับผลกระทบจำกัด

    • สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริโภค
    • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลง และหากหลุดระดับแนวรับสำคัญที่ 1,600 จุด จะถือเป็นสัญญาณลบเพิ่มเติมทางเทคนิค
    • ตลาดจับตาการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (28 ก.ย.) กรณีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
    • ความกังวลผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น เนื่องจากกรุงเทพฯ มีสัดส่วน GPP ราว 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ หากน้ำท่วมยืดเยื้อจะกระทบการค้าปลีก การเดินทาง และบริการต่างๆ
    • ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้ง Bond Yield สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่ผันผวน และ Fund Flow ต่างชาติที่ขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง
    • ข้อมูลในอดีตชี้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2526, 2538 และ 2554 ล้วนส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยง (Risk Premium) ให้กับตลาด

    สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลายเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามสำหรับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากอาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริโภค ขณะที่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยวันนี้ยังมีประเด็นศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นักวิเคราะห์จาก บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET มีโอกาสปรับตัวลงจากความกังวลว่าน้ำท่วมจะกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยประเมิน GDP ปีนี้เติบโต 2% ขณะที่ราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับ Bond Yield สหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง กดดันบรรยากาศการลงทุน

    สำหรับปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย. กรณีบัตรบาร์โค้ดเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่ทางเทคนิค SET มีแนวโน้มปรับตัวลงและหากหลุดระดับ 1,600 จุดจะเป็นสัญญาณลบเพิ่มเติม โดยกลยุทธ์ยังเน้น Selective Buy โดยมองว่า CENTEL ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำกัด หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ พร้อมได้แรงหนุนจาก Golden Week ของจีนและเข้าสู่ไฮซีซันการท่องเที่ยว โดยคาดกำไรปกติปี 2569 เติบโต 18% สู่ 2.3 พันล้านบาท ให้เป้าหมายระยะสั้น 44.50 บาท

    ด้าน บล.พาย มองน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นปัจจัยกดดันตลาด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและบริโภค แต่ประเมินสถานการณ์ไม่น่ารุนแรงเท่าปี 2554 และคาดว่าจะคลี่คลายได้ในเร็วๆ นี้ จึงยังไม่ถึงขั้นเกิด Panic Sell พร้อมประเมินกรอบ SET ที่ 1,590-1,620 จุด โดยแนะนำหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัด ได้แก่ โรงพยาบาล BDMS, BCH ค้าปลีก CPALL พลังงาน PTT, PTTEP, PTTGC, TOP และส่งออก ITC, TU

    ส่วน บล.บัวหลวง มองผลกระทบจากน้ำท่วมอาจทำให้เกิดการเข้าพักโรงแรมระยะสั้นและการกักตุนสินค้า ขณะที่ระบบขนส่งและ Supply Chain ยังสามารถเติมสินค้าได้ตามปกติ จึงมองบวกต่อหุ้นค้าปลีก เช่น CPALL, BJC, CPAXT รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการซ่อมรถ เช่น BEM, MGC และ ASAP ขณะที่ราคาสินค้ากลุ่มหมู เห็ด เป็ด ไก่ อาจปรับตัวสูงขึ้นหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย

    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า Fund Flow ต่างชาติยังเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย โดยต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 4 วันทำการ รวม 8.2 พันล้านบาท ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. ขณะที่นักลงทุนในประเทศเป็นฝ่ายซื้อหลัก สะท้อนว่าตลาดยังพึ่งพา Domestic Flow และมีความเปราะบางต่อปัจจัยลบใหม่ โดยเฉพาะความเสี่ยงน้ำท่วมในกรุงเทพฯ

    ทั้งนี้ ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา กรุงเทพฯ เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องเกือบ 48 ชั่วโมง โดยมีฝนสะสมบางช่วงมากกว่า 300 มิลลิเมตรในช่วง 2-3 วัน ส่งผลให้คลองหลายแห่งเต็มความจุและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ที่ปกติไม่ใช่จุดน้ำท่วมประจำ โดยลักษณะฝนที่ตกต่อเนื่องยาวนานทำให้ระบบระบายน้ำไม่มีช่วงพัก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเดินทาง การค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    โดย กรุงเทพฯ มีขนาด GPP ราว 1 ใน 3 ของ GDP ประเทศ หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดเฉพาะทรัพย์สิน แต่มีโอกาสกระทบกิจกรรมค้าปลีก การเดินทาง ร้านอาหาร บริการ และประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะหากเกิดน้ำท่วมซ้ำในวันทำการหรือระบบขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 2526, 2538 และ 2554 พบว่า SET ถูกกดดันในช่วงที่ความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น โดยปี 2526 ดัชนีลดลงสะสม 9.4% ใน 5 เดือน ปี 2538 ลดลง 14.2% ใน 5 เดือน และปี 2554 ลดลง 19.2% ในเวลาเพียง 2 เดือนก่อนน้ำเข้ากรุงเทพฯ อย่างรุนแรง โดยเอเซีย พลัสมองว่าน้ำท่วมเป็นปัจจัยเพิ่ม Risk Premium ต่อตลาด

    สำหรับกลุ่มที่ปรับตัวลงน้อยกว่า SET ซึ่งเฉลี่ยลดลง 14.3% ได้แก่ COMM -4.7%, HELTH -6.5%, ICT -7.1%, FOOD -8.9% และ BANK -9.4% ขณะที่กลุ่มที่ถูกกดดันมาก ได้แก่ TOURISM -21.3%, AGRI -21.9%, ETRON/STEEL -25.6% และ PETRO -27.1%

    ด้านกลยุทธ์ แบ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมตามช่วงเวลาที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ โดย CPALL, CPAXT และ BJC มีโอกาสได้แรงหนุนระยะสั้นจากความต้องการกักตุนอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็น ขณะที่ BDMS และ BCH อาจได้รับประโยชน์ระยะสั้นถึงกลางจากผู้ป่วยและโรคที่มากับน้ำท่วม ส่วนช่วงหลังน้ำลดและเข้าสู่การฟื้นฟู มองว่า HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TASCO และ DCC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความต้องการวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซม และการปรับปรุงที่อยู่อาศัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1253851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eJxoAonzUU1mPrtB4mUBW

  • อัปเดตสถานการณ์น้ำ เขตเศรษฐกิจเมืองจันทบุรี (เช้านี้) 28 ก.ย.2569 เวลา 06.30 น.

    อัปเดตสถานการณ์น้ำ เขตเศรษฐกิจเมืองจันทบุรี (เช้านี้) 28 ก.ย.2569 เวลา 06.30 น.

    อัปเดตสถานการณ์น้ำ เขตเศรษฐกิจเมืองจันทบุรี (เช้านี้) 28 ก.ย.2569 เวลา 06.30 น.


    28/09/2569 | 160 |

    📌น้ำริมแม่น้ำเริ่มปริ่มผิวจราจร เตือนอย่าประมาท! สตรีมารดาฯ สั่งหยุด 1 วัน
    สถานการณ์น้ำในเขตเศรษฐกิจเมืองจันทบุรี บริเวณที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำจันทบุรี ล่าสุดระดับน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนเริ่มเอ่อท่วมผิวจราจรในบางจุดแล้ว และท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ขอพี่น้องประชาชน “อย่าเพิ่งประมาท” เนื่องจากมวลน้ำต้นทุนจากพื้นที่ตอนบน ทั้ง อ.มะขาม และ อ.เขาคิชฌกูฏ ยังคงไหลลงมาเติมในแม่น้ำจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นได้อีก 

    🏫 ประกาศแจ้งหยุดเรียน:
    โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ ประกาศหยุดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว 1 วัน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านการจราจร

    🆘 ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือ (ตลอด 24 ชั่วโมง)
    หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถประสานงานเบื้องต้นได้ทันทีที่:
    📞 เทศบาลเมืองจันทบุรี และ เทศบาลเมืองจันทนิมิต
    📞 ปภ. จันทบุรี : 0-3931-2100 หรือ 0-3932-5139
    📞 กู้ภัยสว่างกตัญญู : 039-311-388
    📞 สายด่วนนิรภัย (ปภ.) : 1784
    📞 เหตุด่วนเหตุร้าย : 191
    เทศบาลเมืองจันทบุรี เทศบาลเมืองจันทนิมิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมและสแตนด์บายให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ทุกท่านติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/545520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_lIdvfKcKQKXDxQ6qjRAn

  • เตือนภัย “อีวี”แช่น้ำนานเสี่ยงระเบิด-ไฟไหม้ | เดลินิวส์

    เตือนภัย “อีวี”แช่น้ำนานเสี่ยงระเบิด-ไฟไหม้ | เดลินิวส์

    สถานการณ์น้ำท่วมขังเป็นหนึ่งในวิกฤตใหญ่ที่คนใช้รถยนต์ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในยุคที่ “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” กำลังได้รับความนิยมสูง แต่สิ่งที่เจ้าของรถอีวีหลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ ความเชื่อที่ว่ารถอีวีมีระบบกันน้ำดีเยี่ยมจึงน่าจะจอดแช่น้ำได้สบายๆ

    ทั้งนี้หน่วยงานด้านความปลอดภัยระดับโลกอย่าง NHTSA หรือ สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา , FEMA หรือ สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ  และค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันอย่าง Tesla ได้ออกประกาศและคู่มือเตือนภัยข้อควรปฏิบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ประสบภัยน้ำท่วมหรือจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    ข้อห้ามเด็ดขาด (DON’Ts) เมื่อรถ EV แช่น้ำท่วม

    สำหรับรถอีวีที่เผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังหรือจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน (Prolonged Submersion) มีข้อควรระวังขั้นเด็ดขาดที่ผู้ใช้รถห้ามทำโดยเด็ดขาด ได้แก่

    ห้ามสตาร์ตหรือเปิดระบบไฟฟ้าของรถเด็ดขาด แม้น้ำจะลดลงจนแห้งสนิทแล้ว แต่การเปิดระบบไฟแรงสูง (High Voltage) ขณะที่ความชื้นยังสะสมอยู่ภายใน อาจทำให้เกิดการลัดวงจร ไฟฟ้าช็อต หรือเกิดปฏิกิริยาความร้อนลุกลาม (Thermal Runaway) ได้ทันที

    ห้ามเสียบสายชาร์จไฟเด็ดขาด FEMA และ NHTSA เน้นย้ำว่า ห้ามเชื่อมต่อรถเข้ากับเครื่องชาร์จเด็ดขาด หากระบบจัดการพลังงานหรือตัวแบตเตอรี่มีความชื้น เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟและไฟไหม้รุนแรง

    ห้ามลากจูงรถโดยปล่อยให้ล้อหมุนไปกับพื้น การลากรถ EV ที่ระบบไฟฟ้าอาจเสียหาย โดยปล่อยให้ล้อหมุนไปบนพื้นถนน อาจเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าย้อนกลับ (Regenerative Current) เข้าสู่แบตเตอรี่ที่กำลังเสียหายอยู่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้อุบัติการณ์รุนแรงขึ้น

    ห้ามจอดรถทิ้งไว้ชิดอาคารบ้านเรือนหลังจากนำขึ้นจากน้ำ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำ สามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีช้าและเกิดเพลิงไหม้ตามหลังได้ (Delayed Fire) แม้จะนำรถขึ้นจากน้ำมาแล้วหลายชั่วโมงหรือหลายวันก็ตาม

    สิ่งที่ต้องปฏิบัติทันที (DOs) ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล

    หากรถอีวีของคุณผ่านการจอดแช่น้ำขังเป็นเวลานาน จำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่ได้รับการรับรองจากวิศวกรและหน่วยงานกู้ภัย ดังนี้:

    กฎระยะปลอดภัย 15 เมตร อ้างอิงจากคู่มือของ Tesla Submerged Vehicle Guidance และ FEMA/USFA กำหนดไว้ชัดเจนว่า ทันทีที่เคลื่อนย้ายรถขึ้นมาจากน้ำท่วมขัง ให้นำรถไปจอดในพื้นที่โล่งแจ้ง ห่างจากอาคาร สิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน และวัตถุไวไฟอย่างน้อย 15 เมตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

    ติดต่อศูนย์บริการและทีมกู้ภัยที่ชำนาญการ EV โดยเฉพาะ  เมื่อต้องการเคลื่อนย้ายรถ ต้องแจ้งบริษัทลากจูงล่วงหน้าว่าเป็น “รถยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการจมน้ำ” เพื่อให้จัดเตรียมรถยกแบบสไลด์ออน (Flatbed Tow Truck) เท่านั้น พร้อมทั้งใช้คู่มือตอบสนองภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response Guide – ERG) ประจำรถรุ่นนั้นๆ ในการจัดการตัดระบบไฟแรงสูง

    ส่งตรวจเช็กระบบแบตเตอรี่อย่างละเอียดก่อนใช้งาน ห้ามนำกลับมาขับขี่เด็ดขาดจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบจากช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่มีเครื่องมือวัดค่าความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Resistance Test) และตรวจหากคราบความชื้นภายในแพ็คแบตเตอรี่อย่างแม่นยำ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6226974/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RsRvGnlkNM6aOMJ59yr1v

  • น้ำท่วม กทม.ซ้ำเติมเศรษฐกิจ เสียหายหมื่นล้าน ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน

    น้ำท่วม กทม.ซ้ำเติมเศรษฐกิจ เสียหายหมื่นล้าน ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน

    นักเศรษฐศาสตร์ ประเมินน้ำท่วมกรุงเทพฯ “ดร.อมรเทพ” ชี้กระทบเศรษฐกิจวงจำกัด ห่วงซ้ำเติมกำลังซื้อ-ความเชื่อมั่น แนะรัฐลงทุนป้องกันมากกว่าแจกเงิน ห่วงประชาชนลดความเชื่อมั่นรัฐบาล “ดร.ธนวรรธน์” ระบุผลกระทบต่างจังหวัดหนักกว่ากรุงเทพฯ “ดร.อัทธ์” คาดกระทบเศรษฐกิจเมืองหลวงหมื่นล้าน ส.อ.ท.ยอมรับภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน

    • สถานการณ์น้ำท่วมใน กทม. และหลายจังหวัดคาดว่าสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจระยะสั้นทั่วประเทศราว 10,000-25,000 ล้านบาท และฉุด GDP ของประเทศ
    • ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การขนส่ง และการเดินทางของแรงงาน
    • ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกรุงเทพฯ คือกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีก รองลงมาคือการเงิน-ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว

    สถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในวันที่ 24-26 ก.ย.2569 โดยมีลักษณะของกลุ่มเมฆฝนที่หมุนวนและแช่ตัวอยู่กับที่ ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเกิดปัญหาเกินศักยภาพระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบปัญหาน้ำท่วมใน 21 จังหวัด คาดว่าส่งผลให้การเดินทางของประชาชนลดลง

    รวมทั้งส่งให้มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจช่วงที่ 25-27 ก.ย.2569 ลดลง และห้างบางแห่งในกรุงเทพฯ เจอน้ำท่วมทำให้ยอดขายลดลง ขณะที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอาจได้รับผลกระทบปริมาณการขาย

    “ความเสียหายที่กระทบเศรษฐกิจไทยระยะสั้น 3 วัน จะกระทบเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศเสียหาย 1 หมื่นล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลงเพียง 0.05% ไม่กระทบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากคาดว่าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจเกิดปัญหาระยะสั้นเพียง 3 วัน แต่ในต่างจังหวัดอาจเกิดปัญหานานกว่าราว 3-7 วัน ”นายธนวรรธน์ กล่าว

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นหากท่วมขังเพียง 2-3 วัน บางพื้นที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมอยู่วงจำกัด แต่มีหลายส่วนต้องติดตาม โดยเฉพาะการบริโภค การท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

    น้ำท่วม กทม.ซ้ำเติมเศรษฐกิจ เสียหายหมื่นล้าน ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน

    1.ด้านการบริโภค ช่วงแรกประชาชนจะชะลอซื้อสินค้าขนาดใหญ่และหันไปใช้จ่ายอาหารและของจำเป็นมากขึ้น ขณะที่หลังน้ำลดอาจมีการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมสิ่งของที่ได้รับความเสียหาย 

    ทั้งนี้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจทำให้ประชาชนไม่เพิ่มการใช้จ่ายมากนัก อีกทั้งปัญหาด้านการขนส่งยังเป็นข้อจำกัด เพราะแม้มีเงิน แต่หากการขนส่งมีปัญหาก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ

    2.การท่องเที่ยว ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมอาจทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติลดการเดินทางในช่วงนี้ แต่ไม่น่าจะยกเลิกทั้งหมด โดยอาจปรับแผนการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ภูเก็ตหรือพื้นที่อื่นแทน ซึ่งจะกระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และค้าปลีกในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะรับผลกระทบมากขึ้นและเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้ออ่อนแออยู่แล้ว โดยเฉพาะความต้องการบ้านเดี่ยวนอกเมืองที่อาจได้รับผลกระทบจากความกังวลทำเลและความเสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่คอนโดมิเนียมในเมืองไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากไปกว่าสถานการณ์เดิม และอาจเป็นจังหวะที่คนบางส่วนหันมาหาคอนโดมิเนียมเช่าในเมืองมากขึ้น

    แนะภาครัฐลงทุนระบบป้องกันอุทกภัย

    ส่วนภาครัฐ แม้จะแจกเงินเยียวยาเพื่อพยุงกำลังซื้อ แต่เงิน 1,000 บาท ใน 2 เดือน ไม่ชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมได้หมด และการหาเงินมาแจกต่อเนื่องข้ามปีไม่น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากภาวะเติบโตต่ำและกำลังซื้อหายได้

    ดังนั้น ต้องการให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปลงทุนเพื่อป้องกันอุทกภัยอย่างชัดเจน จัดการพื้นที่รองรับน้ำท่วมให้เป็นรูปธรรม รวมถึงการจ้างงานคนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วม มากกว่าการพึ่งพาการแจกเงินเพียงอย่างเดียว

    น้ำท่วม กทม.ซ้ำเติมเศรษฐกิจ เสียหายหมื่นล้าน ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน

    สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ ขณะที่การส่งออกยังสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องระวังสินค้าเกษตรที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของไทย

    “หากน้ำท่วมขังเพียง 2-3 วันในบางพื้นที่และบริหารจัดการสถานการณ์ได้จะกระทบเศรษฐกิจวงจำกัด แต่ต้องระวังผลกระทบความเชื่อมั่นการบริหารจัดการภาครัฐ หากกลายเป็นบาดแผลความเชื่อมั่น ประชาชนอาจต้องหันพึ่งตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นระยะยาว”

    คาดกระทบเศรษฐกิจกรุงเทพฯ หมื่นล้าน

    รศ.ดร.อัทธ์พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบทวิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในไทยว่า สถานการณ์น้ำท่วม 48 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ช่วงวันที่ 24-27 ก.ย.2569 มีแนวโน้มกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2569 

    ทั้งนี้ ประเมินว่าหากความเสียหายอยู่ระดับปานกลางจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ 25,345 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP ไตรมาส 3 ลดลง 0.55%

    รวมทั้งการประเมินแบ่งระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ระดับต่ำ ระดับปานกลาง และระดับสูง โดยความเสียหายรวมช่วง 4 วัน อยู่ระหว่าง 16,896-33,793 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่อ GDP ไตรมาส 3 อยู่ช่วง 0.36-0.73% ตามระดับความรุนแรงของความเสียหาย

    สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร โดยกรณีความเสียหายระดับปานกลาง ประเมินมูลค่าความเสียหายที่ 10,586 ล้านบาท รองลงมา คือ ภาคตะวันออก 5,520.8 ล้านบาท และภาคกลาง 4,401 ล้านบาท

    รวมทั้งเมื่อพิจารณาผลกระทบต่อ GDP รายภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดย GDP ไตรมาส 3 ลดลง 0.23% รองลงมา คือ ภาคตะวันออก 0.12% ภาคกลาง 0.10% ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือภูมิภาคละ 0.04% และภาคใต้ 0.02% รวมผลกระทบทุกภูมิภาค 0.55%

    ส่วนกรุงเทพมหานคร ธุรกิจที่คาดว่าได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ค้าส่งและค้าปลีก คิดเป็นสัดส่วน 23.4% ของผลกระทบทั้งหมด รองลงมาคือธุรกิจการเงินและประกันภัย 14.9% และการบริหารราชการ 10.3% สะท้อนว่าน้ำท่วมไม่ได้กระทบเฉพาะภาคการผลิต แต่ยังส่งผลต่อกิจกรรมด้านการค้า การบริการ และการดำเนินธุรกิจในพื้นที่เมืองด้วย

    ส.อ.ท.ชี้ภาคธุรกิจตั้งรับไม่ทัน

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คำพยากรณ์สภาพอากาศและความรุนแรงของสถานการณ์ฝนตกหนักไม่ถูกนำมาใช้เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ แม้แต่ภาคค้าปลีกไม่ได้เตรียมตัวเพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดน้ำท่วมสะสมขนาดนี้

    สำหรับภาคอุตสาหกรรมอาจกระทบความต่อเนื่องของการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเดินทางของแรงงาน การขนส่งและส่งมอบสินค้า ไปจนถึงเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า คลังสินค้าและสินค้าคงคลัง 

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.ขอให้ผู้ประกอบการเร่งประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะความต่อเนื่องทางธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงของ Supply Chain ประเมินความพร้อมของวัตถุดิบ การส่งมอบสินค้า และเส้นทางขนส่ง พร้อมเตรียมเส้นทางและผู้ให้บริการทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก

    โบรกชี้“น้ำท่วม”ดัชนีเสี่ยงร่วง 10-15 จุด

    นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า คาดกดดันดัชนีหุ้นไทยวันที่ 28 ก.ย.2569 ราว 10-15 จุดจากความกังวลน้ำท่วม 

    โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีโอกาสเผชิญแรงขายมากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมอาจกระทบต่อการตัดสินใจซื้อบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม กลุ่มค้าปลีกมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนและแรงขายจากการชะลอการจับจ่าย

    ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและร้านอาหาร นักลงทุนต่างชาติเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยคาดโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเช่นกัน ด้านเศรษฐกิจยังประมาณการ GDP ปีนี้ 2.5%

    บล.กสิกรไทย คาดน้ำท่วมฉุดจีดีพี 0.1-0.2%

    นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยเบื้องต้น ว่า อาจสร้าง Downside ต่อประมาณการ GDP ปี 2569 ราว 0.1-0.2% จากเดิมที่คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 2%

    สำหรับปัจจัยบวกจากการต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แต่ประเมินหากน้ำท่วมนาน 1 เดือน คาดสร้างความเสียหาย 2-4 หมื่นล้านบาท หรือ 0.15-0.25% ของ GDP แต่ยังห่างไกลปี 2554 ที่เสียหายเกือบ 30 ล้านไร่

    บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คาดความเสียหายไม่รุนแรง

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้แม้เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยคาดว่าหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,580-1,620 จุด หรือ 1,600 จุด

    สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะไม่สร้างความเสียหายรุนแรงจนกระทบปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างชัดเจน โดยปริมาณน้ำสะสมใน 4 เขื่อนหลักปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2554 อย่างมาก ทำให้ยังสามารถรองรับน้ำได้

    สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ กลุ่มซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน เนื่องจากมีความต้องการทำความสะอาด ปรับปรุง และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด

    ขณะที่กลุ่มประกันภัยอาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการเคลมประกัน แต่ความเสียหายจริงอาจต่ำกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากกรมธรรม์คุ้มครองกรณีจอดรถทิ้งไว้แล้วถูกน้ำท่วม แต่ไม่คุ้มครองกรณีผู้ขับขี่นำรถลงไปขับผ่านน้ำท่วมด้วยตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1253812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16aIs9y-tV7MqalFAkPFmv

  • ‘แผน 14’ โจทย์ใหญ่‘ซ่อม-สร้าง’ประเทศ  ทำเศรษฐกิจ-สังคม ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

    ‘แผน 14’ โจทย์ใหญ่‘ซ่อม-สร้าง’ประเทศ ทำเศรษฐกิจ-สังคม ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

    สภาพัฒน์กำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยจะมีการจัดประชุมใหญ่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในวันที่ 30 ก.ย. 2569

    • สภาพัฒน์กำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยจะมีการจัดประชุมใหญ่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในวันที่ 30 ก.ย. 2569
    • แผนฯ 14 จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาจากแผนฯ ฉบับก่อนหน้าที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายหลายด้าน เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่า 5% รายได้ต่อหัวยังห่างเป้า และปัญหาความเหลื่อมล้ำ
    • แผนฯ ฉบับใหม่นี้มุ่งสร้างอนาคตของประเทศให้ดีขึ้น โดยต้องรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น สังคมสูงวัย, เทคโนโลยี AI, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง

    ประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571 – 2575) โดยที่ผ่านมาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนและพื้นที่ต่างๆอย่างหลากหลาย และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้นำทิศทางหลักของกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบแล้ว

    ในวันที่ 30 ก.ย.นี้สภาพัฒน์จะจัดงานประชุมประจำปี 2569 ในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอทิศทางและสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 โดยในงานดังกล่าวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ และมีรองนายกรัฐมนตรีอีกหลายคนที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งจะมีการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากประชาชนที่เข้าร่วมงานก่อนจะดำเนินการยกร่างแผนพัฒนาฯตามขั้นตอนต่อไปก่อนที่จะประกาศใช้ในปีงบประมาณ 2571 ตามขั้นตอนต่อไป

    ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 ก่อนจะขยายขอบเขตการจัดทำแผนระดับชาติเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยรวมเอาประเด็นด้านสังคมเข้ามาอยู่ในแผนด้วยตั้งแต่การจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 3  (พ.ศ. 2515–2518) ขณะที่การประเมินความสำเร็จของแผนพัฒนาฯฉบับล่าสุดคือแผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่ายังมี “หมุดหมาย” ที่ยังไปไม่ถึงอีกหลายส่วน

    ไม่ว่าจะเป็นการที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังต่ำกว่าเพ เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่า 5% มานานตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ส่วนรายได้ประชาชาติต่อหัวปัจจุบันอยู่ที่ 7,400 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ยังห่างจากเป้าหมายปี 2570 ที่ 9,300 ดอลลาร์

    ‘แผน 14’ โจทย์ใหญ่‘ซ่อม-สร้าง’ประเทศ  ทำเศรษฐกิจ-สังคม ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

    ขณะเดียวกันดัชนีความก้าวหน้าของคนถอยหลังลงจากปี 2565 ด้านความเหลื่อมล้ำพบว่าสัดส่วนความแตกต่างของรายจ่ายระหว่างกลุ่มรายได้สูงสุด 10% กับกลุ่มรายได้ต่ำสุด 40% อยู่ที่ 5.22 เท่า แม้ใกล้เคียงเป้าหมายที่ต้องการให้ต่ำกว่า 5 เท่า แต่แนวโน้มช่องว่างรายได้กลับกว้างขึ้น ปัจจุบันกลุ่มรวยสุด 10% มีรายได้มากกว่ากลุ่มจนสุด 10% ถึง 10 เท่า

    ขณะที่ประเทศยังมีโจทย์ใหม่ๆเช่น การเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม AI การเข้าสู่การเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้าที่เศรษฐกิจจะต้องโตมากกว่าปีละ 5%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่าการจัดทำแผนพัฒนาฉบับที่ 14Oท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายเศรษฐกิจและสังคมของเราทั้งสิ้น

    การร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อแผนพัฒนาฯฉบับที่14 จึงเป็นก้าวสำคัญของการที่ทำให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแผนระดับชาตินี้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า “อะไรที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยน เพื่อให้เรายังไปต่อและไปได้ไกลกว่าเดิม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1253517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DWOlWmvSr5rvuuEMDn_Aj

  • ออมสิน ลุยพื้นที่น้ำท่วมส่ง “ถุงออมสินห่วงใย” ถึงมือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล – สยามรัฐ

    ออมสิน ลุยพื้นที่น้ำท่วมส่ง “ถุงออมสินห่วงใย” ถึงมือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล – สยามรัฐ

    วันจันทร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๙แรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเมีย

    28 กันยายน 2569

    ออมสิน ลุยพื้นที่น้ำท่วมส่ง “ถุงออมสินห่วงใย” ถึงมือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล

    ออมสิน ลุยพื้นที่น้ำท่วมส่ง “ถุงออมสินห่วงใย” ถึงมือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม.-ปริมณฑล

    ธนาคารออมสิน เร่งลงพื้นที่ส่งมอบ “ถุงออมสินห่วงใย” บรรจุอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและบุคลากรของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมุ่งเข้าถึงพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูงและการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก อาทิ พระราม 9 ลาดพร้าว 130 และเมืองเอก ซึ่งประชาชนบางส่วนไม่สามารถออกมาจัดหาอาหารและสิ่งของจำเป็นได้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและดูแลความเป็นอยู่ในช่วงวิกฤตเป็นการเฉพาะหน้า ทั้งนี้ ธนาคารยังเตรียมจัดการทำ “ถุงออมสินห่วงใย” เพิ่มเติม เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และ พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนให้ก้าวผ่านสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/324565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W8aks5tRCoNIDBJX_wcCD

  • “หอการค้าไทย” ห่วงสถานการณ์น้ำท่วม กระทบประชาชน -ธุรกิจ แนะผู้ประกอบการเตรียมแผนรองรับล่วงหน้า  – สยามรัฐ

    “หอการค้าไทย” ห่วงสถานการณ์น้ำท่วม กระทบประชาชน -ธุรกิจ แนะผู้ประกอบการเตรียมแผนรองรับล่วงหน้า – สยามรัฐ

    เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคตะวันออกและอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน การเดินทาง การขนส่ง และการดำเนินธุรกิจในบางพื้นที่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอส่งความห่วงใยไปยังประชาชน สมาชิก ผู้ประกอบการ และพนักงานที่ได้รับผลกระทบ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายติดตามสถานการณ์และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือสมาชิกและผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ร่วมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตามศักยภาพ เช่น การเปิดพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนนำรถเข้าจอดชั่วคราว หรือให้ความช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อร่วมกันลดความเสียหายและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำท่วมขัง

    แม้มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ในหลายพื้นที่จะคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเวลาไม่นาน แต่ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านการเดินทาง การขนส่ง สินค้า วัตถุดิบ และการทำงานของพนักงาน อาจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หอการค้าไทยฯ จึงขอให้สมาชิกและผู้ประกอบการเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

    สำหรับสถานประกอบการ ขอให้ตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของพื้นที่ เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า สินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงเส้นทางการเดินทางและการขนส่ง ตลอดจนดูแลและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาปรับเวลาหรือรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะติดตามสถานการณ์ผ่านเครือข่ายหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า และสมาชิกอย่างต่อเนื่อง พร้อมรวบรวมปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติโดยเร็ว

    “ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วน ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้สถานการณ์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/324620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WkOpSeQ3Xy04oYnsPrxwG

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 27/09/69 พรุ่งนี้ 28/09/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 27/09/69 พรุ่งนี้ 28/09/69 อัปเดตจาก 4 สถานี – สยามรัฐ

    วันที่ 27 ก.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท.,บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 21.51 น.ราคาหน้าปั๊มคงที่ มีผลพรุ่งนี้ 28 ก.ย.69 ตี 5 (5.00 น.) มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา   39.94  บาท /ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา 34.94  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา  39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา 41.44  บาท/ลิตร
    เบนซิน  :ราคา  48.93 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 39.94  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 :ราคา 34.94  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85:ราคา 30.88   บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา : ราคา 41.44   บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม : ราคา  50.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล: ราคา 41.44  บาท/ ลิตร
    ดีเซล B20:ราคา 36.44  บาท /ลิตร
    เบนซิน: ราคา 49.43  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 39.57  บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20:ราคา  34.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 35.14   บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.07  บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 41.44  บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล บี20: ราคา 36.44  บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 51.84  บาท/ลิตร

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/324619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IwATfRp1XK2HOjHoDq7OB