Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    “เอกนิติ” แสดงวิสัยทัศน์รับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ชี้ รัฐบาลไทยเน้นนโยบายการคลังแบบตรงจุด มุ่งช่วยเฉพาะกลุ่ม

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและบทบาทของภูมิภาคเอเชียรวมทั้งประเทศไทย รวมถึงแนวนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และแนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะปานกลาง ในเวที IMF Governor Talks ภายใต้การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา 

    นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพ รัฐบาลจึงกำหนด “การยกระดับการลงทุน” เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ผ่านการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาทุนมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างการเติบโตที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงแนวทางรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ได้แก่ Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า), Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด), Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ) และ Together (ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน) ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น Smart Grid เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า และการส่งเสริมกลไก Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    ขณะที่ด้านนโยบายการคลัง รัฐบาลเน้นการดำเนินนโยบายการคลังแบบตรงจุด โดยเน้นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แทนการช่วยเหลือแบบวงกว้าง ควบคู่กับการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อีกทั้งในตอนท้าย ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอาเซียนในโลกที่มีความแตกแยก (fragmented world) ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ของระบบเศรษฐกิจโลกได้

    พร้อมกันนี้ ไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF–World Bank Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร จะขับเคลื่อนการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในยุคที่โลกเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจโลก และการยกระดับบทบาทของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    ชมคลิป IMF Governor Talks (ภาษาอังกฤษ) ฉบับเต็ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fvg6zceTmtqtVsrSUo2bU

  • ไทยเตรียมเจ้าภาพประชุม ต.ค.นี้ “เอกนิติ” กางวิชั่นรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    ไทยเตรียมเจ้าภาพประชุม ต.ค.นี้ “เอกนิติ” กางวิชั่นรับมือเศรษฐกิจผันผวน

    ไทยประกาศความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาผู้ว่าการไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกในเดือน ต.ค. นี้ มุ่งสานพลังความร่วมมือฝ่าวิกฤติโลกแตกแยก “เอกนิติ” นำทีมเศรษฐกิจขึ้นเวทีใหญ่ที่สหรัฐฯ โชว์วิสัยทัศน์รับมือความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ งัดยุทธศาสตร์ยกระดับการลงทุนและนโยบาย 4T ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    วันที่ 15 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีสัมมนา IMF Governor Talks ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ประจำปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยเน้นย้ำถึงทิศทางเศรษฐกิจโลกและบทบาทสำคัญของภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง

    นายเอกนิติ ได้ประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการรับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (IMF–World Bank Annual Meetings) ซึ่งจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ในเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้

    โดยกระทรวงการคลังเตรียมขับเคลื่อนวาระการประชุมภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดมิติใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนการผลักดันบทบาทของอาเซียนให้เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลก

    นายเอกนิติ ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับการลงทุนที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลจึงได้วางหมุดหมายให้การยกระดับการลงทุนเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านการเร่งฉีดเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการกิโยตินกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่ออัปเกรดผลิตภาพของประเทศ

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้กางแผนรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบนโยบาย “4T” ซึ่งประกอบด้วย Target หรือการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด Transformation การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และ Together การดึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะเดินหน้าเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และส่งเสริมกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน

    สำหรับทิศทางการคลังในระยะต่อไป รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านจากการหว่านงบประมาณช่วยเหลือแบบวงกว้าง มาเป็นการดำเนินนโยบายแบบพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง พร้อมกับนำเม็ดเงินไปอัดฉีดในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยนายเอกนิติได้กล่าวทิ้งท้ายบนเวทีสัมมนาว่า ท่ามกลางบริบทของโลกที่มีความแตกแยก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นแรงยึดเหนี่ยวสำคัญเพื่อประคองเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sxX6RvlTgWv-sOL35mFuB

  • “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายเรียงทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวถึง เทศกาลสงกรานต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ชูเรื่องช้างเล่นน้ำสงกรานต์ และยังมีการจัดกิจกรรมสงกรานต์หลายจุดในเกาะเมือง ภาพรวมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสราคาน้ำมัน และจากการพูดคุยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติลดน้อยลงไป เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา

    โดยยังพบว่าการท่องเที่ยวได้จากคนในประเทศมากกว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีตัวแลข 450 ล้านบาทจากการท่องเที่ยว แต่ไม่ถือว่าไม่มาก ต้องดูว่าหลังจากนี้ไปแล้ว ประชาชนจะหยุดเที่ยวยาวมั้ย หลังเทศกาลสงกรานต์ เพราะคนไม่มีรายได้เพิ่ม ผลกระทบการท่องเที่ยวในอยุธยามาจากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของสภาพอากาศ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจไม่ดีทำให้การใช้จ่ายน้อยลง ตนยังเห็นในทีมบริหารรัฐบาลที่ต้องมาเจอปัญหานี้ สภาวะสงคราม ยังเอาใจช่วยคณะทูตให้หาทางคุยเรื่องน้ำมันให้นำน้ำมันเข้ามาในประเทศให้มาก จะช่วยได้ เพราะน้ำมันเป็นเหตุผลหลักในการใช้จ่าย และอยากให้พัฒนาด้านการให้บริการคมนาคม เช่นการส่งเสริมให้คนใช้รถไฟมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5786263/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iE0WWAyRxOXAuoDaeRAVP

  • 112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ

    112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ

    112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ
    🔹 ตามรายงานของธนาคารกลางอิสราเอลต้นทุนทางการเงินของสงครามที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ภายใต้คณะรัฐมนตรีของ เบนจามิน เนทันยาฮู ในช่วงปี 2023–2026 ถูกประเมินไว้ที่ราว 112 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ยัง ไม่รวม การตัดสินใจทางทหารล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
    🔹 เว็บไซต์ข่าว มะอาริฟ รายงานว่า “ก่อนสงคราม” อัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 68% และอาจพุ่งขึ้นเป็น 72% ภายในปี 2030
    🔹 การเพิ่มขึ้นของหนี้เพื่อใช้จ่ายในสงครามและค่าชดเชยหมายถึงอะไร? มันคือภาระที่หนักขึ้นของรัฐหรือไม่ก็ภาษีที่กดทับประชาชนเหมือนลมหายใจที่เริ่มติดขัด
    🔹 ด้วยความเสียหายระดับนี้เอง Bezalel Smotrich รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเตือนในช่วงก่อนการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านว่า“การหยุดเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่านได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจแบกรับได้”
    🔹 ในจดหมายถึงเนทันยาฮู เขาระบุว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจต่อการปิดประเทศเต็มรูปแบบในแต่ละสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 3.02 พันล้านดอลลาร์และย้ำว่า การหยุดชะงักต่อเนื่องไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการแต่ยังเป็นแรงกดดันต่อคลังของรัฐ ที่หนักหนากว่าค่าใช้จ่ายจากสงครามโดยตรงเสียอีก

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร ต่อยอดสู่ท่องเที่ยว


    16/04/2569 | 55 |

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน
     
    (16 เม.ย. 69) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่อน ซึ่งสีไม่เข้มเท่าปลาสลิดจากแหล่งอื่น เนื้อปลาละเอียด นุ่ม แน่น ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อปลาสดที่ทอดจะมีรสชาติหวาน และเมื่อนำปลาสดมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกปลาที่มีขนาดเหมาะสม การผ่าทำความสะอาด การหมักเกลือในสัดส่วนที่พอดี และการตากแดดตามวิธีดั้งเดิมของชุมชน จนได้เป็นปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอมที่มีเนื้อแน่น แห้ง ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อทอดสุกเนื้อปลาจะมีความนุ่ม รสชาติเค็มพอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตปลาสลิดบ้านแพ้วอยู่ที่ 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้สูงถึง 740 ล้านบาทต่อปี
     
    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” ในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและยกระดับสินค้าอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ GI ให้เหมาะกับตลาดพรีเมียม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ การจัดหาช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เป็นต้น โดยสินค้า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีศักยภาพจากจุดเด่นในด้านคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และของฝากคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน
     
    นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการต่อยอดแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบาย “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับสินค้าและบริการสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้าในท้องถิ่นสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GIที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรวมกว่า 115,979 ล้านบาท
     
    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยผลักดันให้ “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต และต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและ Soft Power ด้านอาหารของไทย ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/494950&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WWRRxrZvMwkWkc7AqdDbg

  • สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สงกรานต์กาญจน์ซบ! นักท่องเที่ยวหด 40% หอการค้าฯ จี้รัฐเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

    จากการสำรวจข้อมูลภาคสนามและรวบรวมเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในจังหวัดกาญจนบุรีช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวไม่คึกคักอย่างที่คาดหวัง นางสาวณัฐรินทร์ พงษ์วิทยภานุ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี ได้วิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนเสนอแนวทางฟื้นเศรษฐกิจต่อภาครัฐ โดยสรุปเป็น 6 ประเด็นสำคัญพร้อมการขยายเนื้อหา ดังนี้:

    1. ยอดจองห้องพักวูบ 30–40% สัญญาณเตือนชัดเจนว่ากำลังซื้อหดตัว

    แม้แหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างอำเภอไทรโยคยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมทั่วทั้งจังหวัดแล้วพบว่ายอดการเดินทางลดลงค่อนข้างมาก ผู้ประกอบการที่พักหลายแห่งรายงานตรงกันว่า ยอดจองห้องพักช่วงเทศกาลปีนี้ลดลงเฉลี่ย 30–40% ส่งผลให้รายได้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ อีกทั้ง ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนก็ไม่หนาแน่นเหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนชัดเจนว่า “เม็ดเงินท่องเที่ยวไหลเข้าสู่จังหวัดน้อยลงกว่าปกติ” โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัวที่เลือกลดทริปเพื่อลดรายจ่ายในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว

    2. พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยน — นักท่องเที่ยว “รัดเข็มขัด” ทุกเม็ดเงิน

    ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากปรับพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่นิยมรับประทานอาหารในร้านใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเลือกซื้ออาหารจากร้านสะดวกซื้อ หรือทำอาหารไปรับประทานเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้เม็ดเงินไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านท่องเที่ยวเท่าที่ควร

    หลายธุรกิจรายงานว่า “ลูกค้าใช้จ่ายต่อหัวลดลงอย่างต่อเนื่อง” ทั้งในกิจกรรมท่องเที่ยว ร้านขายของฝาก และร้านบริการต่างๆ ซึ่งแนวโน้มนี้สะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวเชิงประหยัดที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้

    3. นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงกว่า 50% โดนผลกระทบสงคราม-ค่าตั๋วเครื่องบิน

    สถานการณ์ท่องเที่ยวต่างประเทศในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและอเมริกาที่เคยเป็นตลาดหลักของกาญจนบุรีลดลงกว่า 50% ในปีนี้ ส่งผลให้โครงสร้างนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ปัจจุบันสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวไทยถึง 80% ขณะที่ต่างชาติอยู่ที่เพียง 20% และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย เช่น จีน และมาเลเซีย
    ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า หากเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป จะกระทบต่อรายได้จากตลาดต่างชาติที่เคยเป็นกำลังหลักในช่วงไฮซีซั่นของจังหวัด

    4. ต้นทุนธุรกิจพุ่งไม่หยุด — ผู้ประกอบการต้อง “กัดฟันแบกภาระ”

    ต้นทุนวัตถุดิบ อาหาร พลังงาน และค่าแรงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้ประกอบการกลับไม่สามารถปรับราคาขายได้ เนื่องจากเกรงว่ายอดลูกค้าจะหายไปมากกว่าเดิม ทำให้หลายกิจการต้องลดกำไรลงหรือแบกรับต้นทุนด้วยตัวเอง

    สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุดคือ “ช่วงหลังสงกรานต์” ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวซบเซา (Low Season) หลายธุรกิจเกรงว่า หากรายได้ไม่พอค่าดำเนินการ อาจต้องลดจำนวนพนักงานหรือชะลอการลงทุน บางรายอาจเสี่ยงถึงขั้นต้องปิดกิจการหากไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ

    5. มอเตอร์เวย์ M81 ช่วยกระตุ้นเดินทาง แต่ยังไม่พอพยุงเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

    ปัจจัยบวกที่ช่วยประคองสถานการณ์คือ การเปิดใช้มอเตอร์เวย์สาย M81 ซึ่งทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดกาญจนบุรีสะดวกขึ้น ใช้เวลาเพียงประมาณ 50 นาที ส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีใหญ่โดยภาครัฐและ อบจ. มีส่วนช่วยดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมกิจกรรมด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ แต่หอการค้ามองว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้เศรษฐกิจจังหวัดฟื้นตัวแบบยั่งยืน ต้องอาศัยกลยุทธ์ระยะยาวและการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน

    6. ข้อเสนอสำคัญ: อัดมาตรการกระตุ้น-ภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน EV ดันกาญจน์สู่เมือง Wellness & Go Green

    หอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีเสนอแนะภาครัฐให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนและมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น: โครงการกระตุ้นท่องเที่ยว

    ดึงเม็ดเงินเข้าจังหวัดผ่านโครงการลักษณะ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือ “คนละครึ่ง” เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทางและใช้จ่าย
    ส่งเสริมการสัมมนาของหน่วยงานรัฐในช่วง Low Season ช่วยเติมเต็มรายได้ให้โรงแรม รีสอร์ต และผู้ประกอบการในช่วงที่การท่องเที่ยวเบาบาง มาตรการภาษีเพื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจที่จัดกิจกรรมหรือเทศกาลเพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปีโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด

    เช่น สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อติดตั้งจุดชาร์จรถ EV ในโรงแรม ร้านอาหาร และจุดท่องเที่ยว เพื่อสอดรับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบลดคาร์บอน พร้อมผลักดันกาญจนบุรีเป็น “Wellness & Go Green Destination” ในอนาคต

    บทสรุป

    หอการค้ากาญจนบุรีย้ำว่า หากต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจังหวัดให้กลับมาคึกคัก จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนในทิศทางเดียวกัน พร้อมเดินหน้าแผนพัฒนาที่ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ เพื่อให้กาญจนบุรีเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ตลอดทั้งปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/472814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WOQYD9IKO5tCzj9-YaX3M

  • ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    ผอ.ททท.ตราด เผย 5 วันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวทะลุ 4 หมื่นคน สร้างรายได้กว่า 373 ล้านบาท ต่างชาติพุ่ง 160 ล้าน | TOPNEWS

    จ.ตราด / ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงหลัง “เทศกาลสงกรานต์” วันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 รวมจำนวน 5 วัน จังหวัดตราด พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจังหวัดตราด และเข้าท่องเที่ยวยัง 3 เกาะหลัก ประกอบด้วย เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก

    รวมจำนวน 40,704 คน แบ่งเป็นชาวไทย 30,602 คน และชาวต่างชาติ 10,102 คน/ครั้ง โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 373.83 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากชาวไทย 212.94 ล้านบาท ชาวต่างชาติ 160.89 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดตราดมีจำนวนสถานพักแรมจำนวน 411 แห่ง ห้องพักทั้งหมด 11,395 ห้อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 63.60% จำนวนคืนพักเฉลี่ยของผู้เข้าพัก 1.93 คืน สำหรับเรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพงขึ้นนั้น มีผลกระทบกับจังหวัดตราดน้อยมาก

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 73.83 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นิยมท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มคู่รัก กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มวัยทำงาน เป็นต้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 26.17 โดยมีสัญชาติ เยอรมัน จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ บริติช ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวตามลำดับ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีจุดประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน โดยปัจจัยที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือมีการจัดงานโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายพื้นที่ของจังหวัด ได้แก่ เช่น วันที่ 11-15 งาน “เฮฮา มหาสงกรานต์ @สระสีเสียด” ณ อ่างเก็บน้ำเขาระกำตอนล่าง สระสีเสียด ต.หนองเสม็ด จ.ตราด หรือวันที่ 13-15 งานประเพณีสงกรานต์วัดบุปผาราม ณ วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด วันที่ 13 สงกรานต์ Night คลองใหญ่ ณ หน้าเทศบาลตำบลคลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด วันที่ 14 วันไหลบ่อไร่ เขตเทศบาลตำบลบ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด และในสัปดาห์หน้า จะมีการจัดงานสงกรานต์วันไหลอีก คือ วันที่ 19-21 วันไหลเกาะช้าง สนามบินเล็กเกาะช้าง อ.เกาะช้าง จ.ตราด และวันที่ 24 เมษายน 2569 วันไหลแหลมงอบ ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด

    นอกจากนี้ ททท.สำนักงานตราด จัดโปรโมชั่น SUMMER “คลายร้อนก่อนเกาะ” เที่ยวเกาะกูด – เกาะหมาก ให้คุ้มกว่าเดิม เพียงโชว์ “ตั๋วเรือ” ที่ท่าเรือที่ร่วมรายการ รับทันทีส่วนลดค่าเครื่องดื่ม 50 บาท/ท่าน ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 ณ ท่าเรือเสือดำโก ท่าเรือบุญศิริ ท่าเรือชลธี ท่าเรือเกาะกูดเอ็กซ์เพรส และท่าเรือโอเชียนฟร้อนท์

    สิทธิพิเศษเพิ่มเติม หากพกแก้วส่วนตัวเลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หากเดินทางด้วยรถ EV เลือกรับส่วนลดเครื่องดื่ม หรือหมวก หรือกางเกง และ ททท.สำนักงานตราด ร่วมกับร้าน Coffee Camp @Ko Chang อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จัดโปรต้อนรับวันสงกรานต์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวเกาะช้าง เพียงพกแก้วส่วนตัวมาเอง รับส่วนลด 5 บาท จากร้านค้า และรับของที่ระลึกพวงกุญแจจากฝาขวดพลาสติก 1 ชิ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่พกแก้วส่วนตัวมา แสดงหลักฐานการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานการจอง การโอน หรือคีย์การ์ด/กุญแจห้องพัก พร้อมลงทะเบียนรับสิทธิ์หน้าร้าน ลดเพิ่มตามเลขวันที่จัดโปรโมชั่นสงกรานต์ เช่น วันที่ 11 ลดเพิ่ม 11 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 16 บาท วันที่ 15 ลดเพิ่ม 15 บาท + 5 บาทจากร้านค้า รวม 20 บาท

    นายเดชาธร จันทร์อบ นายก อบต.เกาะหมาก และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ท เกาะกูด เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายน 2569 นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูด ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งเกาะกูด เกาะหมาก และเกาะอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาค่าโดยสารของเกาะกูดยังไม่ได้มีการประกาศขึ้น เพราะต้องรอหลังสงกรานต์ก่อน ซึ่งทางอำเภอจะได้ประกาศภายหลัง แต่ก็ไม่ได้กระทบการท่องเที่ยวของเกาะกูด เพราะนักท่องเที่ยวพร้อมจ่าย เนื่องจากเดินทางมาปีละ 1-2 ครั้ง จึงไม่มีผล แต่ที่กระทบจะเป็นชาวตราดหรือชาวเกาะกูด ที่เดินทางไปมาระหว่างฝั่งกับเกาะ ซึ่งเดินทางบ่อยที่จะได้รับผลกระทบในครั้งนี้

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VUSkKNSS7C1P2c55cP0I3

  • สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สหรัฐจำคุกชายสองคน ฐานช่วยชาวเกาหลีเหนือสวมรอยทำงานไอทีทางไกล | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า นายเค่อเจีย หวัง วัย 42 ปี ถูกตัดสินจำคุก 9 ปี หลังเขารับสารภาพในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ การฟอกเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

    ส่วนนายเจิ้นซิง หวัง วัย 39 ปี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 92 เดือน หลังเขายอมรับผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการฉ้อโกงทางไปรษณีย์และโทรศัพท์ รวมถึงการฟอกเงิน

    ผู้ต้องหาทั้งสองคน ซึ่งเป็นพลเมืองสหรัฐจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการที่เรียกว่า “แล็ปท็อปฟาร์มส์” (laptop farms) ซึ่งให้บริการคอมพิวเตอร์ที่บุคคลในต่างประเทศ สามารถเข้าสู่ระบบทางไกลโดยแอบอ้างเป็นพนักงานในสหรัฐ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุเสริมว่า บริษัทในสหรัฐมากกว่า 100 แห่ง ตกเป็นเป้าหมาย

    “กลอุบายดังกล่าวทำให้พนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของสหรัฐ และได้รับเงินเดือนจากบริษัทในสหรัฐที่ไม่รู้เรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ” นายจอห์น ไอเซนเบิร์ก ผู้ช่วย รมว.ยุติธรรมสหรัฐ ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุว่า แผนการของพนักงานไอทีชาวเกาหลีเหนือ เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ให้กับกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ และโครงการอาวุธของรัฐบาลเปียงยาง.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785517/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw325REiZrBM9KlkY2XvS60A

  • เศรษฐกิจ UK เดือนก.พ.โตเกินคาดที่ 0.5% แต่แนวโน้มเสี่ยงถูกกระทบจากสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจ UK เดือนก.พ.โตเกินคาดที่ 0.5% แต่แนวโน้มเสี่ยงถูกกระทบจากสงครามอิหร่าน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    สำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (16 เม.ย.) ว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร (UK) ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 0.5% ในเดือนก.พ. ซึ่งแข็งแกร่งกว่าในเดือนม.ค.ที่ขยายตัวเพียง 0.1% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.1%

    ทั้งนี้ GDP เดือนก.พ.ของ UK ทำสถิติขยายตัวรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2567 โดยได้แรงหนุนจากภาคบริการที่ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่ภาคการผลิตและการก่อสร้างก็ขยายตัวในเดือนก.พ.เช่นกัน

    เดือนก.พ.ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคส่วนหลักทั้งหมดของ UK ซึ่งได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการก่อสร้าง และภาคบริการ มีการเติบโตพร้อมกันนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว โดยผลผลิตภาคการก่อสร้างได้รับแรงหนุนจากการก่อสร้างบ้านใหม่ในภาคเอกชนซึ่งขยายตัว 4.3%

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งทำให้เส้นทางการขนส่งพลังงานหยุดชะงักและสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดทั่วโลก

    สงครามครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ UK มากกว่าประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วรายอื่น ๆ เพราะจะผลักดันให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

    ด้านนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของ UK จะพุ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เกือบสองเท่า และได้พากันปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของ UK

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFF0IQCG393LYV4P2XII9EC4NWR6PLG&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SeBnCHEAHHqX-CPHZGuQT

  • ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน สงครามดับฝัน GDP ไทยฟื้น เมื่อ 2 เครื่องยนต์อ่อนแรง

    ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน สงครามดับฝัน GDP ไทยฟื้น เมื่อ 2 เครื่องยนต์อ่อนแรง

    ต่างชาติแห่ถอนเงินทุน ‘ไทย’ สงครามอิหร่านสะท้อนเศรษฐกิจเปราะบาง วิกฤติพลังงาน-ศก.โตต่ำ-บาทอ่อน และ 2 เครื่องยนต์ไทยอ่อนแรง ทำหลายความหวัง GDP ฟื้น โจทย์ใหญ่รัฐบาลหาทางออกที่มีจำกัด

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายสินทรัพย์ประเทศไทย เนื่องจากความกังวลเรื่องวิกฤติพลังงาน ซึ่งกำลังบั่นทอนความหวังในการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจไทย” ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความล่าช้าในการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้น 

    รายงานระบุว่า สถานการณ์ของไทยในตอนนี้ถือว่า “หนักกว่า” ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ตึงตัว โดยหนี้สาธารณะพุ่งสูงจนใกล้จะชนเพดานที่รัฐบาลตั้งไว้คือ 70% ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเองก็ตกอยู่ในภาวะเงินฝืดมาก่อนที่จะเกิดสงคราม   

    วิกฤตินี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี เพราะก่อนหน้านี้เริ่มมีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยอย่างคึกคักเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

     2 เครื่องยนต์ไทยอ่อนแรก ฉุดเงินไหลออก

    ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้เข้ามาซื้อหุ้นไทยสูงถึง 1,700 ล้านดอลลาร์  หรือราว 6.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างขาดลอยของพรรคภูมิใจไทย  ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง และจะเกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ทุกคนรอคอยมานาน 

    แต่เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.ความเชื่อมั่นนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติพากันถอนทุนคืน โดยในเดือนมี.ค.มีการเทขายหุ้นไทยออกไปสุทธิ 823 ล้านดอลลาร์ ราว 3 หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็มีเงินไหลออกอีก 705 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการไหลออกของเงินทุนรวมที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2567

    การประกาศหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในเดือนนี้ ช่วยสร้างความหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลาย ส่งผลให้หุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ทว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง เพราะตระหนักดีว่าเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงหากราคาน้ำมันยังคงค้างอยู่ในระดับที่สูงแบบนี้ต่อไป

    ดาเนียล ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Grasshopper Asset Management ให้ความเห็นว่า ตลาดอาจจะยังประเมินผลกระทบระยะยาวจากวิกฤติพลังงานต่ำเกินไป เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นจะไปกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็น 2 เครื่องยนต์หลักที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในขณะนี้

    ทางด้าน Khoi Vu นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ระบุว่า ทางธนาคารยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อหุ้นไทย โดยมองว่าแม้เสถียรภาพทางการเมืองจะเริ่มดูดีขึ้นก่อนหน้านี้ แต่การเกิดภาวะ “ช็อก” จากวิกฤติพลังงานได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่เข้ามาขัดขวางการเติบโตในระยะสั้น

    วิกฤติพลังงาน-ศก.โตต่ำ-บาทอ่อน

    เมื่อสถานการณ์การหยุดยิงยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างออกมาเตือนว่า ประเทศไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง เนื่องจากเครื่องมือหรือนโยบายที่จะนำมาใช้แก้ปัญหานั้นเริ่มมีตัวเลือกน้อยลงทุกที

    สิ่งที่ทำให้ไทยมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าน้ำมันรถเท่านั้น แต่เป็นเพราะโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยพึ่งพา “ก๊าซธรรมชาติ” มากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตทั้งหมดในแต่ละปี ที่สำคัญคือไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาผลิตไฟ ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศผันผวนตามราคาพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    โจทย์ใหญ่ของไทยในตอนนี้คือเศรษฐกิจเติบโตช้า  โดยปีที่แล้วขยายตัวเพียง 2.4% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น 

    ในขณะเดียวกัน “เงินเฟ้อ” ก็ลดลงต่อเนื่องกันถึง 12 เดือน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่าภาวะเงินฝืดหรือการจับจ่ายที่ซบเซา สถานการณ์นี้บีบให้ธนาคารกลางต้องตัดสินใจหั่นดอกเบี้ยลงตั้งแต่เดือนก.พ. ตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม

    ข้อมูลจากหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของรัฐระบุว่า ทุกๆ 1 บาท ที่ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น จะฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลงถึง  0.2% 

    นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไทยยังลังเลและไม่กล้าที่จะควักเงินงบประมาณออกมาอุดหนุนราคาน้ำมันเพิ่มเติมในตอนนี้

    สงครามครั้งนี้ทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปีนี้อาจพุ่งสูงถึง 3.5%  ซึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสงคราม แต่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมาก เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เงินเฟ้อเคยติดลบอยู่ที่ 0.54%

    เงินบาทไทยอ่อนค่าลงประมาณ 2.8% นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุขึ้น แม้ว่าจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้วหลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ก่อน  

    นักวิเคราะห์มองว่า แม้สกุลเงินคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเปโซของฟิลิปปินส์ และรูเปียห์ของอินโดนีเซียจะอ่อนค่าลงอย่างมากจนทำลายสถิติ แต่ประเทศไทยยังมี “กันชน” ที่ดีกว่า เพราะในปี  2568 ที่ผ่านมา เงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นถึง 9% ทำให้ไทยยังมีพื้นที่รองรับหากค่าเงินจะอ่อนตัวลงอีกหลังจากนี้

    ไทยต้องเลือก เพื่ออุ้มเศรษฐกิจ

    แกรี่ ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Allspring Global Investments ในสิงคโปร์ มองว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ในการตัดสินใจวางนโยบายเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีผลกระทบตามมาทั้งสิ้น”

     “ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทางเลือกน้อยมาก หากจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมสถานการณ์ก็กลัวจะไปขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือมีพื้นที่เพียงพอที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก สถานการณ์นี้จึงบีบให้ภาพรวมของนโยบายการเงินไทยยังต้องเข้มงวดโดยปริยาย”

    ณัฐนนท์ อรัณยกานนท์ ผู้จัดการการลงทุนจาก บลจ. อาเบอร์ดีน วิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย ดุลบัญชีเดินสะพัด และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง นอกจากนี้ยังทำให้การควบคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้น และกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกในอนาคต

    ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกลำดับความสำคัญในการแทรกแซงเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้ตัดประเด็นเรื่องการอุดหนุนราคาน้ำมันออกไปแล้ว แต่เลือกที่จะแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อตรึงราคาค่าไฟฟ้าเอาไว้ให้คงที่ เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนในช่วงฤดูร้อน 

    ความกังวลด้านการคลังเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ 70% เข้าไปทุกที ทำให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลอาจต้องขยายเพดานหนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังคงยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีแผนที่จะปรับเพิ่มเพดานหนี้ดังกล่าว

    ทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยยอมรับตามตรงว่า ในขณะนี้ประเทศไทยมีเครื่องมือหรือกลไกทางการเงินที่จำกัดมากในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น 

    ณัฐนนท์ มองว่า “หากผลกระทบจากวิกฤตินี้ยังคงลากยาวเกินเดือนเม.ย.ไปอีก มันจะไม่ใช่แค่ข่าวที่คนกังวลกันไปเองแล้ว แต่มันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “

    อ้างอิง Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V5ntK3zUYNHfV-O9fGYO6