Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    ยูทูบเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ตั้งกำหนดลิมิตเวลาดู YouTube Shorts เป็น “0 นาที” หวังลดเสพติดไถดูคอนเทนต์คลิปสั้น พร้อมแนะนำวิธีตั้งค่า

    ยูทูบเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจำกัดการรับชมวิดีโอสั้นอย่าง YouTube Shorts ได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดสามารถตั้งเวลาใช้งานเป็น “0 นาที” ได้แล้ว

    ก่อนหน้านี้ยูทูบเปิดให้ผู้ใช้ตั้งเวลาใช้งาน YouTube Shorts ได้ตั้งแต่ 15 นาที ถึง 2 ชั่วโมง เพื่อแจ้งเตือนเมื่อใช้งานครบเวลาที่กำหนด

    ซึ่งเมื่อเราตั้งค่าเป็น 0 นาที หากเรากดเข้าไปยัง YouTube Shorts และพยายามไถดู ระบบจะแจ้งเตือนว่า คุณดูฟีด Shorts ครบตามขีดจำกัดแล้ว (You reached your Shorts feed limit)

    9to5Google
    ยูทูบเปิดฟีเจอร์ใหม่ หวังตั้งเป้าลดเสพติดไถคอนเทนต์คลิปสั้น

    โดยยูทูบยืนยันกับสื่อไอที The Verge ว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวกำลังทยอยปล่อยให้ผู้ใช้งานทั่วไปทั่วโลก

    สำหรับขั้นตอนการตั้งเวลา ให้เปิดแอปฯ YouTube จากนั้นไปที่การตั้งค่า ไปที่การบริหารเวลา กดเลื่อนเปิด ขีดจำกัดฟีด Shorts จากนั้นเลือกเป็น 0 นาที

    อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังสามารถดูวิดีโอสั้นได้ผ่านหน้า Subscriptions หรือเข้าดูเพียงคลิปเดี่ยวได้ตามปกติ

    ฟีเจอร์นี้ถูกมองว่าเป็นอีกก้าวของยูทูบในการช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมพฤติกรรมการใช้งาน และลดการเสพคอนเทนต์แบบเลื่อนต่อเนื่อง หรือ Infinite Scroll ที่อาจใช้เวลาชีวิตมากเกินไป

    ที่มา: 9to5Google

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/273371&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38XSiojEOMnVOnoD3n8XVF

  • ‘ญี่ปุ่น’ ประกาศขึ้นภาษีท่องเที่ยวเพิ่ม 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. นี้ เที่ยวญี่ปุ่นแพงขึ้น

    ‘ญี่ปุ่น’ ประกาศขึ้นภาษีท่องเที่ยวเพิ่ม 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. นี้ เที่ยวญี่ปุ่นแพงขึ้น

    'ญี่ปุ่น' ประกาศขึ้นภาษีท่องเที่ยวเพิ่ม 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. นี้ เที่ยวญี่ปุ่นแพงขึ้น

    วันนี้(วันที่ 16 เมษายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศญี่ปุ่น ประกาศจะขึ้นภาษีท่องเที่ยว หรือ ภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) ซึ่งเป็นภาษีขาออกระหว่างประเทศ จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยนต่อคน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป 

    การปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ ของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เพิ่มขึ้นอีก 2,000 เยน ทำให้นักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่น ที่เดินทางออกจากญี่ปุ่น รวมถึงผู้ที่ถือวีซ่าทำงานหรือเรียนในญี่ปุ่น ก็ต้องจ่ายเช่นกัน หากเดินทางออกนอกประเทศญี่ปุ่น 

    ทั้งนี้ภาษีดังกล่าวจะถูกรวมอยู่ใน ค่าตั๋วเครื่องบินหรือเรือ โดยอัตโนมัติผู้โดยสารไม่ต้องจ่ายแยก

    แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และผู้โดยสารทรานสิท ที่เดินทางออกจากญี่ปุ่นภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าว

    ทั้งนี้การปรับขึ้น Sayonara Tax มีสาเหตุจากญี่ปุ่น ต้องการแก้ปัญหาโอเวอร์ทัวริซึม โดยรัฐบาลตั้งเป้ารายได้เพิ่มราว 1.3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณ 2569 โดยจะนำเงินไปใช้ในการ จัดการนักท่องเที่ยวล้นเมือง เช่น เกียวโต เพิ่มระบบหลายภาษา และกระจายคนไปเที่ยวเมืองรอง

    แต่สถานการณ์จริงในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป เพราะนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ทำให้ “ปัญหาโอเวอร์ทัวริซึมเริ่มเบาลง” ในบางพื้นที่ จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า ขึ้นภาษีตอนนี้ เหมาะสมหรือไม่

    การขึ้นภาษีครั้งนี้ยิ่งทำให้ ต้นทุนเที่ยวญี่ปุ่นสูงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ Sayonara Tax  แต่ยังมีภาษีอื่นที่นักท่องเที่ยวยังต้องจ่าย อย่าง “ภาษีที่พัก” ในเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต และฮอกไกโด อยู่ที่ประมาณ 100-500 เยน / คืน จ่ายที่โรงแรม

    อีกทั้งยังนักท่องเที่ยวยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากค่าตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้วจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งราคาค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับญี่ปุ่นพุ่งขึ้นแล้วประมาณ 15-20% อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656676&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xV25o1yIs9z8lylu7eF1A

  • สงครามพ่นพิษ! ทำท่องเที่ยวพังงาเงียบเหงา-เรือทัวร์นับร้อยลำจอดสนิท

    สงครามพ่นพิษ! ทำท่องเที่ยวพังงาเงียบเหงา-เรือทัวร์นับร้อยลำจอดสนิท

    สงครามพ่นพิษ! ทำท่องเที่ยวพังงาเงียบเหงา-เรือทัวร์นับร้อยลำจอดสนิท

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

    พังงาทรุด! สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ ทำท่องเที่ยวกะโสมเงียบเหงา นทท. จีนหายวับ 50% เรือทัวร์นับร้อยลำต้องจอดสนิท

    วันที่ 16 เม.ย. 69 บรรยากาศการท่องเที่ยว ณ ท่าเรือสุระกุล (หรือท่าเรือกะโสม) อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ซึ่งเป็นจุดลงเรือยอดนิยมเพื่อชมความงามของอ่าวพังงา พบว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    นางโชติมนต์ ผู้จัดการ บริษัทเกรียติเจริญชัย 1 จำกัด ผู้ประกอบการเรือทัวร์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาลงมาจากสถานการณ์ สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงไปกว่า 50% เนื่องจากต้องแบกรับค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ลดลงตามไปด้วย

    จากเดิมที่บริเวณท่าเรือแห่งนี้จะคลาคล่ำไปด้วยรถบัสและนักท่องเที่ยวจนไม่มีที่จอดรถ แต่ปัจจุบันลานจอดรถกลับโล่งผิดตา เรือทัวร์นำเที่ยวนับ 100 ลำต้องจอดเทียบท่าโดยไม่มีกำหนดออกทัวร์ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออาชีพคนขับเรือที่ต้องขาดรายได้หลัก จนหลายรายต้องหันไปยึดอาชีพรับจ้างทั่วไปแทนเพื่อหาเลี้ยงชีพ

    แม้ว่าแหล่งท่องเที่ยวอย่าง เขาตาปู เขาพิงกัน และเกาะปันหยี จะเป็นสถานที่ที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่หากสถานการณ์โลกและราคาน้ำมันยังไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการเกรงว่าจะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายได้อีกต่อไป จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือหรือกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อ่าวพังงาเป็นการเร่งด่วน เพื่อประคับประคองภาคธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปได้

    ////////////-026

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EZjwgaVC0evQ4TEGtB7dz

  • “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา”ยอมรับสงกรานต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายเรียงทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวถึง เทศกาลสงกรานต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา ชูเรื่องช้างเล่นน้ำสงกรานต์ และยังมีการจัดกิจกรรมสงกรานต์หลายจุดในเกาะเมือง ภาพรวมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสราคาน้ำมัน และจากการพูดคุยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติลดน้อยลงไป เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา

    โดยยังพบว่าการท่องเที่ยวได้จากคนในประเทศมากกว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีตัวแลข 450 ล้านบาทจากการท่องเที่ยว แต่ไม่ถือว่าไม่มาก ต้องดูว่าหลังจากนี้ไปแล้ว ประชาชนจะหยุดเที่ยวยาวมั้ย หลังเทศกาลสงกรานต์ เพราะคนไม่มีรายได้เพิ่ม ผลกระทบการท่องเที่ยวในอยุธยามาจากเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของสภาพอากาศ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจไม่ดีทำให้การใช้จ่ายน้อยลง ตนยังเห็นในทีมบริหารรัฐบาลที่ต้องมาเจอปัญหานี้ สภาวะสงคราม ยังเอาใจช่วยคณะทูตให้หาทางคุยเรื่องน้ำมันให้นำน้ำมันเข้ามาในประเทศให้มาก จะช่วยได้ เพราะน้ำมันเป็นเหตุผลหลักในการใช้จ่าย และอยากให้พัฒนาด้านการให้บริการคมนาคม เช่นการส่งเสริมให้คนใช้รถไฟมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5786263/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iE0WWAyRxOXAuoDaeRAVP

  • ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. 2569 กระทบเราขนาดไหน?

    ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า เริ่ม 1 ก.ค. 2569 กระทบเราขนาดไหน?

         สายเที่ยวญี่ปุ่นอัปเดตด่วน! ใครมีแพลนจะไปดูซากุระ หรือสัมผัสหิมะที่ญี่ปุ่นในช่วงปีหน้า อาจต้องเตรียมงบเพิ่มขึ้นอีกนิด เพราะล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศปรับขึ้น ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก (International Tourist Tax) จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน โดยจะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

    slyellow / shutterstock.com

    ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีท่องเที่ยวขาออก 3 เท่า
    เริ่ม 1 ก.ค. 2569

    💸 ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก คืออะไร?

         ภาษีท่องเที่ยวขาออก หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า ค่าเหยียบสนามบิน คือภาษีที่รัฐบาลญี่ปุ่นจัดเก็บจากทุกคนที่เดินทางออกจากประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น หรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ตาม โดยเริ่มจัดเก็บครั้งแรกเมื่อปี 2019 ในอัตรา 1,000 เยน โดยปกติจะถูกรวมเข้าไปในค่าตั๋วเครื่องบิน หรือค่าตั๋วเรือเรียบร้อยแล้ว ทำให้เราแทบไม่รู้สึกตัวว่าจ่ายไปตอนไหนนั่นเอง

    ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก คืออะไร?

    🎯 ทำไมต้องปรับขึ้นราคาถึง 3 เท่า?

         การปรับเพิ่มภาษีครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเก็บเงินเพิ่มธรรมดาๆ แต่ญี่ปุ่นมีแผนการใหญ่ในการนำเงินจำนวนมหาศาล (คาดการณ์กว่า 1.3 แสนล้านเยน) ไปใช้พัฒนาประเทศในหลายมิติ เช่น

    • สู้ภัย Overtourism : แก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองในจุดเช็กอินยอดฮิตอย่าง เกียวโต หรือทางขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น
    • อัปเกรดสิ่งอำนวยความสะดวก : นำไปพัฒนาระบบขนส่ง ป้ายบอกทาง และบริการหลายภาษาในแหล่งท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น
    • กระจายรายได้สู่เมืองรอง : ส่งเสริมการท่องเที่ยวในชนบทหรือเมืองที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อลดความแออัดจากเมืองใหญ่และช่วยกระจายรายได้ให้ทั่วถึง
    • มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ : สะท้อนว่าญี่ปุ่นต้องการเปลี่ยนผ่านจากการเน้นจำนวน มาเป็นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่พร้อมสนับสนุนการดูแลแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ✅ ใครบ้างที่ “ไม่ต้องจ่าย”?

         แม้จะปรับขึ้นราคา แต่ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางกลุ่ม ได้แก่

    • เด็กเล็ก: อายุต่ำกว่า 2 ปี (ฟรี)
    • ผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit): ที่แวะพักในญี่ปุ่นไม่เกิน 24 ชั่วโมง
    • ผู้ที่ถูกส่งตัวกลับ: หรือกรณีแวะจอดฉุกเฉินเนื่องจากเหตุสุดวิสัย

         พอเทียบเป็นค่าเงินบาทไทยแล้ว การเพิ่มค่าใช้จ่ายจากประมาณ 250 บาท เป็น 750 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ) อาจดูเหมือนไม่เยอะสำหรับทริปใหญ่ แต่ถ้าไปกันเป็นครอบครัวหลายคนก็ถือเป็นเงินหลักหลายพันที่เพิ่มขึ้นมาเหมือนกัน แต่ถ้าแลกมากับการที่แหล่งท่องเที่ยวสวยๆ ไม่แออัดจนเกินไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกดีขึ้น และคนท้องถิ่นมีความสุขกับการต้อนรับเรา ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

         ใครมีแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงรอยต่อเดือนกรกฎาคม 2569 อย่าลืมเช็กราคาตั๋วเครื่องบินให้ดี เพราะสายการบินจะเริ่มคำนวณภาษีใหม่ในตั๋วที่เดินทางตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไปครับ!

    ====================

    ขอบคุณข้อมูลดีๆ และภาพจาก https://www.japankuru.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/Br9zJ0pQDLQ8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CrQxFBNSS7UKn3GbI9BB8

  • M

    M

    บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด (MCC) ร่วมมือกับ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด (HPE) และบริษัท Elastic จัดงานสัมมนา “Maximizing HPE VME with Elastic – MCC Partner Connect” เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ณ วิลล่าเทวา รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล กรุงเทพฯ โดย คุณวรัชญ์ รัตนธรรมมา Assistant Vice President บริษัท เมโทรคอนเนค ให้เกียรติกล่าวเปิดงานและอัปเดตทิศทางธุรกิจ ก่อนเข้าสู่การบรรยายจากสองหัวข้อสำคัญดังนี้

    MCC ผนึกกำลัง HPE และ Elastic จัดงาน Partner Connect ดันศักยภาพองค์กรยุคดิจิทัล

    คุณปรัชญา สินทอง Presales Specialist บริษัท เมโทรคอนเนค บรรยายในหัวข้อ “The Power of One: Unified Observability & Security with Elastic” ผสานเทคโนโลยีของ Elastic Observability และ Security บนโครงสร้างพื้นฐานของ HPE สะท้อนทิศทางใหม่ของการบริหารจัดการไอทีด้วย AI ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดย Elastic AI Assistant ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำผ่านการสั่งงานด้วย Natural Language โซลูชันดังกล่าวช่วยลดความซับซ้อนในการตรวจสอบเหตุการณ์ เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาได้อัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ เพื่อผลลัพธ์ด้านการลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา (MTTR) อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมยกระดับศักยภาพของทีมไอทีและ Security เพื่อขับเคลื่อน AIOps และ SecOps ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คุณโยธิน หงส์พันธุ์ Presales Specialist บริษัท เมโทรคอนเนค บรรยายในหัวข้อ “HPE Morpheus VM Essentials Software: Optimizing Cost of Virtualized Infrastructure” นำเสนอโซลูชันที่ช่วยยกระดับการบริหารจัดการ Virtual Machine (VM) ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมลดต้นทุนด้านไอทีด้วยรูปแบบ License แบบ Per Socket ช่วยให้องค์กรควบคุมงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ลดความซับซ้อนในการทำงานของทีมไอทีด้วยอินเทอร์เฟซแบบรวมศูนย์ ที่สามารถบริหารจัดการได้ทั้งบนแพลตฟอร์ม HPE และ VMware ภายในหน้าจอเดียว เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีความยืดหยุ่นด้านการอัปเกรดและการรองรับในหลากหลายแพลตฟอร์ม ควบคู่กับการสนับสนุนระดับองค์กรและ ecosystem ที่แข็งแกร่ง ช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของระบบแบบรอบด้าน ภายในงานยังมีการสาธิตการใช้งานของ HPE Morpheus VM Essentials ร่วมกับซอฟต์แวร์สำรองข้อมูล (Veeam) เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    งานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บริษัท เมโทรคอนเนค บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ และบริษัท Elastic ในการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อธุรกิจแห่งอนาคต

    ทั้งนี้ บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ HPE และ Elastic ได้รับความไว้วางใจให้เป็นส่วนหนึ่งในการขยายตลาดสู่บริษัทคู่ค้า เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการส่งต่อความรู้ความชำนาญ และเดินหน้าสนับสนุนองค์กรไทยสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทข้างต้น สามารถติดต่อฝ่ายการตลาด บริษัท เมโทรคอนเนค จำกัด โทร. 02-0894691 หรืออีเมล: [email protected] รวมถึง เว็บไซต์: www.metroconnect.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieq1l4rwgjxeqwqwcsj1b39bwro4zzl7&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27TQ4HzSxhTpsmvFq1OOZ5

  • ‘เอกนิติ’ หารือผู้แทน EU ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย – ยุโรป

    ‘เอกนิติ’ หารือผู้แทน EU ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย – ยุโรป

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนาย Kyriakos Pierrakakis ประธาน EuroGroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง สาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อสหภาพยุโรปและประเทศไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหภาพยุโรป โดยมุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ควบคู่การดำเนินนโยบายการคลังอย่างมีวินัย

    'เอกนิติ' หารือผู้แทน EU ยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย - ยุโรป

    ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนโดยเฉพาะในสาขาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการส่งเสริมการเชื่อมโยงเงินทุนจากยุโรปสู่โอกาสการเติบโตใหม่ของไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะยาว

     พร้อมทั้งเชิญรัฐมนตรีคลังของประเทศในสหภาพยุโรปของร่วมการประชุม IMF และ World Bank ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือนตุลาคมนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976185&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jbkbb_Dyypd1_lJz8MB8c

  • เรื่องนี้ต้องเคลียร์ | รัฐบาลหนู2 อาการสาหัสวัดพลังมือแก้เศรษฐกิจ | 16 เมษายน 2569 | FULL | TOP NEWS | TOPNEWS

    เรื่องนี้ต้องเคลียร์ | รัฐบาลหนู2 อาการสาหัสวัดพลังมือแก้เศรษฐกิจ | 16 เมษายน 2569 | FULL | TOP NEWS | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 16/04/2026 15:53

    เรื่องนี้ต้องเคลียร์

    พบกับ วรเทพ สุวัฒนพิมพ์

    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14.50 – 15.50 น.

    ติดต่อ โฆษณา [email protected]

    #TOPTV #TOPNEWS #TOPTALK

    อัปเดตรายการ TOPNEWS

    ดู LIVE รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/programs/1548946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0abTvp2SIiZhyEV_HwBQ5b

  • ผู้นำชิลีประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกว่า 40 ข้อ มุ่งออกจากบรรทัดฐานเดิม | เดลินิวส์

    ผู้นำชิลีประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกว่า 40 ข้อ มุ่งออกจากบรรทัดฐานเดิม | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงซันติอาโก ประเทศชิลี เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า คาสต์ กล่าวในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลของเขาจะเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟู การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประกอบด้วยมาตรการมากกว่า 40 ข้อ ต่อสภาคองเกรสชิลี ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    “เราไม่ได้มาเพื่อทำซ้ำวงจรเดิม แต่เรามาเพื่อทำลายมัน” คาสต์ กล่าวเพิ่มเติม

    อนึ่ง ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลทีละน้อย จาก 27% เหลือ 23% ซึ่งเป็นมาตรการที่ฝ่ายค้านของชิลีปฏิเสธไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการคลังสาธารณะ

    ขณะที่คาสต์กล่าวว่า แผนการโดยรวมมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการว่างงานให้เหลือ 6.5% ก่อนที่เขาจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2573 ตลอดจนเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี เป็นประมาณ 4% จากประมาณ 2.5% ในปีที่แล้ว และทำให้บัญชีภาครัฐกลับมาสมดุล

    นอกจากนี้ การปฏิรูปยังรวมถึงการก่อสร้างบ้านเรือนมากกว่า 1,000 หลัง ที่ถูกทำลายจากไฟป่า พร้อมด้วยมาตรการจูงใจทางภาษี เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวสำหรับการขายบ้านใหม่ และมาตรการส่งเสริมการนำเงินทุนกลับประเทศ.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5786348/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iY-LlofmAZ7iTvROI4UAF

  • ดึงเศรษฐีอาหรับ ปลุกเศรษฐกิจไทย ดันเฮลท์แคร์ เจาะต่างชาติอยู่ยาว

    ดึงเศรษฐีอาหรับ ปลุกเศรษฐกิจไทย ดันเฮลท์แคร์ เจาะต่างชาติอยู่ยาว

    ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทาง “ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ปัจจัยลบดังกล่าวกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนกลายเป็นแรงผลักดันให้ “เม็ดเงินลงทุน” และ “คนเก่งทั่วโลก” เริ่มโยกย้ายมองหา “บ้านหลังใหม่” เพื่อกระจายความเสี่ยงข้างต้น สอดคล้องกับเหล่านักวิเคราะห์ และผู้นำภาคการเงินไทย ต่างมองเห็น “โอกาสเชิงกลยุทธ์” ที่เงินทุน และกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง ใน “กลุ่มต่างชาติ” โดยเฉพาะ “กลุ่มตะวันออกกลาง” ที่เรียกว่า “เศรษฐีอาหรับ”

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปัญหาความขัดแข้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ซึ่งประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์ในฐานะ “Safe Haven” หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดทั้ง “เงินทุนจากทั่วโลก” และ “กลุ่มคนเก่ง” (Talent) จำนวนมหาศาลที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ “ประเทศไทย” และ “อาเซียน” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    “ตะวันออกกลาง” คุ้นเคยระบบสาธารณสุขไทย 

    สะท้อนภาพที่ทำให้นักลงทุน และคนเก่งระดับโลกมองหา “การกระจายความเสี่ยง” (Diversification) ซึ่งไทยถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ด้วยเนื่องจากมีความคุ้นเคย และเชื่อมั่นใน “ระบบสาธารณสุข”  (Healthcare) ของไทย รวมทั้ง ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณของคนเก่ง และนักธุรกิจระดับโลกที่ต้องการย้ายเข้ามาพำนัก และลงทุนในเมืองไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็น “ส้มหล่น” ที่ไทยต้องรีบคว้าโอกาสดังกล่าวไว้

    ดึงเศรษฐีอาหรับ ปลุกเศรษฐกิจไทย ดันเฮลท์แคร์ เจาะต่างชาติอยู่ยาว

    ดร.สันติธาร กล่าวต่อว่า นี่คือโอกาสสำคัญในเชิงกลยุทธ์ โดยชี้ว่าช่วงระยะเวลา 4 ปีต่อจากนี้ของรัฐบาล จะเป็น “โอกาสทอง” ในการวางรากฐาน เพื่ออนาคตของประเทศ แม้ว่ากระแสเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI จะหมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่ประเทศไทยยังมีแต้มต่อที่สามารถนำมาต่อยอดได้ทันทีหากเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้

    “หากไทยสามารถผนวกความโดดเด่นด้านเฮลท์แคร์ และบริการ เป็นแรงดึงดูดสำคัญเข้ากับกระแส เอไอ ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จะเป็นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”

    ชูโมเดล “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ดึงเศรษฐีต่างชาติอยู่ยาว

    นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และ 6 และกรรมการ บริษัท กรุงเทพ ดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โซนภาคตะวันออก และภาคใต้มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่น่าสนใจ คือ นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ยาวขึ้น โดยมาจองที่พักแล้วก็อยู่ยาวขึ้น ถ้ามองในภาพของระดับโลก 

    ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าใจโอกาสนี้แล้ว ก็สร้างโอกาสให้มีการลงทุน อนุญาตให้มีการย้ายถิ่นฐาน ในลักษณะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ น่าจะเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศไทย จากการที่ทั่วโลกมองว่าประเทศไทยเป็นกลาง ยังเป็น “พื้นที่ที่ปลอดภัย” และ “น่าอยู่” ก็จะเลิกพึ่งพิงเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เข้ามาแล้วก็หายไป กลายมาเป็นพื้นที่ที่มีคนมาพำนักอยู่ยาว ก็น่าจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางโครงสร้างใหม่เกิดขึ้น

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมี “ศักยภาพ” ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่พร้อมมาก เช่น โรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ที่เปิดขึ้นอย่างมากพอที่จะรองรับกลุ่มนี้ มีโรงพยาบาลที่ดี เป็นสังคมที่อยู่กันครบทุกชนชาติ ทุกศาสนา ที่สำคัญมี “จุดแข็ง” เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพักผ่อนจิตใจได้ มีธรรมชาติทั้งป่า ทะเล ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึง มีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ราคาไม่แพง

    อย่างไรก็ตาม หากมองภาพอย่าง “ดูไบ” ที่มีการเปิดพื้นที่สร้างเมือง สร้างกติกาให้คนที่มี “ความมั่งคั่ง” จากทั่วโลกสามารถย้ายไปอยู่ แล้ว พร้อมกับเอื้อให้เกิด “การลงทุน” โดยเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายจนมีความเจริญเติบโตได้ หรือ “ประเทศสิงคโปร์” ก็จะมีคนที่มีความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ ย้ายความมั่งคั่งไปอยู่ ไปสร้างการลงทุนที่นั่น ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่น ซึ่งที่ตะวันออกกลางก็คล้ายๆ กัน ตอนที่เกิด “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” หลายคนก็ย้ายออกไปอยู่ที่นั่น และไปตั้งธุรกิจที่นั่น ส่งผลทำให้เกิดการลงทุนต่าง ๆ

    “พูดง่ายๆ คือ เป็น Financial Hub ใหม่ของโลก ที่รองรับคนมีศักยภาพสูงจากทั่วโลกเข้ามาอยู่พำนัก แล้วก็ลงทุน ที่สำคัญต้องไม่เอาทุนเทาเข้ามา เพราะถ้ามีคนเทาอยู่มาก คนจากทั่วโลกก็ไม่อยากมาอยู่ เพราะเขาต้องการความปลอดภัย ต้องการความถูกต้องชัดเจน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องท้าทายทางฝั่งรัฐบาลว่าจะมองเห็นโอกาสในการออกแบบโครงสร้างใหม่นี้ ส่วนตัวมองพื้นที่เหมาะสมอย่างจ.ภูเก็ต หรือภาคตะวันออก”นพ.ก้องเกียรติ กล่าว

    สมาคมชงดึง “กลุ่ม Expats” ลงทุนในหุ้นไทย 

    นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.) วรรณ และในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า สมาคมเสนอแนวทางเพิ่มมูลค่าตลาดหุ้นไทยผ่านการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติที่ “พำนักในไทย” (Expats) เข้ามาลงทุน ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้านักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่มี “ศักยภาพระดับสูง”

    โดยมองเห็นศักยภาพ “กลุ่ม Expats” โดยเฉพาะจาก “ตะวันออกกลาง” มีอยู่ในเมืองไทย “ราว 500,000 คน” หากสามารถดึงมาลงทุนได้เพียง 25,000 คน และลงทุนเฉลี่ยคนละ 1 ล้านบาท จะช่วยสร้าง “เม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดทุนได้” จำนวนมหาศาล 

    ทั้งนี้ สมาคมยังเสนอให้ปรับเงื่อนไข Long-term Resident Visa (LTR) ที่ปัจจุบันกำหนดให้ลงทุนในตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 500,000 ดอลลาร์ โดยเสนอให้ “กองทุนรวม” สามารถนับรวมเป็นสินทรัพย์ลงทุนเพื่อขอวีซ่าได้ และลงทุนให้สอดคล้องกับระยะเวลา หรืออายุวีซ่าที่พวกเขาได้รับ เพื่อเพิ่มความสะดวก และดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ใช้โมเดลแข่งขันคล้ายประเทศสิงคโปร์ โดยกำหนดให้นักลงทุนกลุ่มดังกล่าวนำเงินอย่างน้อย 10% ของความมั่งคั่งมาลงทุนใน “ตลาดทุนไทย” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค

    “ กลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในไทย ซึ่งมีจำนวนหลายล้านคน ทั้งที่ถือวีซ่าระยะสั้น และระยะยาว โดยคาดหวังว่าการอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้สามารถลงทุนในกองทุนไทยได้ตามระยะเวลาของวีซ่า หากนำเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมได้ ” 

    อย่างไรก็ตาม หากมาตรการดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้ตามแผนคาดจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นของนักลงทุนสถาบันในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันประมาณ 1 ล้านล้านบาท สมาคมมองตลาดหุ้นไทยยังมี “เสน่ห์” และ “น่าสนใจ” มากกว่าตลาดหุ้นสหรัฐในหลายด้าน

    สำหรับ มุมมองการลงทุนท่ามกลางไฟ “สงครามตะวันออกกลาง” ประเมินในภาวะที่ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางลงทุนทั่วโลก 

    แนะวางกลยุทธ์ใหม่สู่ศูนย์กลางธุรกิจภูมิภาค

    นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่า ประเทศไทยควรปรับตัว ในเชิงโครงสร้างวางกลยุทธ์ใหม่เพื่อยกระดับบทบาทจาก “ปลายทางการลงทุน” สู่การเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจ และห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค” โดยเน้นการออกแบบนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจอย่างง่าย ลดขั้นตอน และกฎระเบียบที่ซับซ้อน พร้อมยกระดับมาตรการด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ที่จูงใจนักลงทุนในระยะยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลควรมุ่งเน้นการดึงดูดเงินลงทุนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ และต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

    ดังนั้น กลยุทธ์ใหม่นี้ยังมุ่งสร้าง Ecosystem การลงทุนครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อ “ลดต้นทุน” และ “เพิ่มความคุ้มค่า” ให้กับนักลงทุน พร้อมดึงดูดการลงทุนระยะยาว เช่น การตั้งสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค (Regional HQ) และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว มากกว่าการลงทุนที่เน้นเพียงต้นทุนต่ำ

    ขณะเดียวกัน มองว่าเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องของนโยบาย และความเชื่อมั่นของประเทศ ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของกลยุทธ์เพราะว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับความแน่นอนในระยะยาว

    “การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างชัดเจน และต่อเนื่อง จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในอนาคต”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1229810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tVJkBOxcfF6JOrI-ogfOE