Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผ่ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘กู้เงิน-กระตุ้น-ปรับโครงสร้าง’.!

    ผ่ายุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘กู้เงิน-กระตุ้น-ปรับโครงสร้าง’.!

    จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญสั่นสะเทือนแวดวงการเงิน-การคลังไทย นั่นคือการตัดสินใจเตรียมออก “พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 500,000 ล้านบาท” ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินชิ้นใหญ่ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็น “กระสุน”ในการประคองตัวเลข GDP และขับเคลื่อนฟันเฟืองทางเศรษฐกิจช่วงรอยต่อที่สำคัญสุดของประเทศ

    เหตุผลหลักที่กระทรวงการคลังนำมาอ้างอิงคือการปิดช่องว่าง “ช่วงสุญญากาศทางงบประมาณ” ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2569 เป็นช่วงที่เม็ดเงินจากงบประมาณปกติ อาจยังไม่สามารถไหลลงสู่ระบบได้อย่างเต็มที่ การออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ จึงเปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนให้เศรษฐกิจไทย ไม่ให้เกิดภาวะชะงักงัน โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก คือ การกระตุ้นการบริโภค การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ยุคพลังงานสะอาด

    คำถามที่ตามมาคือ ไทยยังไหวหรือไม่กับหนี้ก้อนนี้..? “ดร.เอกนิติ” ย้ำชัดว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เมื่อเทียบกับเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ 70% ยังมีช่องว่างอีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเงินกว่า 800,000 ล้านบาท ดังนั้นการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท จึงไม่ต้องขยายเพดานหนี้และอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง

    ที่สำคัญฝ่ายบริหารมองว่า “ต้นทุนของการไม่กู้” อาจสูงกว่าเนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาส่งผลเสียต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้..!!

    ไฮไลต์ที่ประชาชนเฝ้ารอ นั่นคือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีกำหนดการชัดเจนแล้วว่า จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้งานจริงเดือนมิถุนายน การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแจกเงินแบบเดิม แต่เป็นการออกแบบภายใต้สมมติฐาน ที่ว่าวิกฤตพลังงานจะอยู่กับเราไปอีกนาน การเติมเงินลงสู่มือประชาชนโดยตรง จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากรวดเร็วสุด โดยเน้นการใช้จ่ายสอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล…

    นอกจากการกู้เงินแล้วรัฐบาลยังดำเนินมาตรการ “รัดเข็มขัด” ส่วนของงบประมาณปกติ โดยที่ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ มีมติเด็ดขาดให้ตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศของข้าราชการ และงบการก่อสร้างอาคารใหม่ ที่ยังไม่มีความเร่งด่วน เพื่อนำเงินเหล่านี้ มาสมทบในรูปแบบของพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่า

    เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ถูกตั้งไว้ที่ 1.4% และขยับเป็น 2.0-2.2% ในปี 2570 แม้ตัวเลขดูจะไม่หวือหวา แต่รัฐบาลเชื่อว่าการพึ่งพาเครื่องยนต์ตัวเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้เม็ดเงินจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ามาช่วยพยุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเป้าหมายใหญ่คือการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การดำเนินการของ “ดร.เอกนิติ” ครั้งนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงบนเส้นคู่ขนานระหว่างความมั่งคั่งในอนาคต และความมั่นคงทางการคลังในปัจจุบัน การเลือกกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการออกโครงการคนละครึ่งพลัส คือความพยายามที่จะประคองเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ร่วงหล่นลงสู่ภาวะถดถอย

    ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน ความสำเร็จของแผนงานนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “วงเงินกู้” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความเร็ว” และ “ความโปร่งใส” เรื่องการกระจายเงินให้ถึงมือประชาชน และภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามช่วงสุญญากาศนี้…!?

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/827074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OybBnX3JMRkwL0J_H-yZT

  • “ฟิล์ม ธนภัทร” กับการไม่ยึดติดภาพจำของคำว่า “พระเอก” | สกุณาซ่อนรัก – ONE31

    “ฟิล์ม ธนภัทร” กับการไม่ยึดติดภาพจำของคำว่า “พระเอก” | สกุณาซ่อนรัก – ONE31

    ฟิล์ม ธนภัทร” กับการไม่ยึดติดภาพจำของคำว่า “พระเอก” | สกุณาซ่อนรัก. 1. [OFFICIAL TRAILER] สกุณาซ่อนรัก เริ่มวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569. Related Videos. สอดสร้อยมาลา.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/shows/video/26133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d8EXBsn1rAroHFn1IIUeC

  • กยศ. เริ่มเปิดให้กู้ยืมปีการศึกษา 69 เน้นกลุ่มนร.ยากจน หนุนสาขาเพื่อการพัฒนาประเทศ : อินโฟเควสท์

    กยศ. เริ่มเปิดให้กู้ยืมปีการศึกษา 69 เน้นกลุ่มนร.ยากจน หนุนสาขาเพื่อการพัฒนาประเทศ : อินโฟเควสท์

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมเปิดให้เงินกู้ยืมในปีการศึกษา 2569 มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ กลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และศึกษาในสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ พร้อมปรับหลักเกณฑ์การคัดกรอง เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น

    ขณะนี้ กยศ. พร้อมเปิดการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2569 โดยได้เตรียมจัดสรรวงเงินประมาณ 48,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนักเรียน นักศึกษากว่า 780,000 ราย โดยมุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี รวมถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนจาก กสศ. ควบคู่กับการสนับสนุนผู้เรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ เช่น แพทย์ และวิศวกรรมศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษา

    นอกจากนี้ กยศ. ยังให้ความสำคัญกับการคัดกรองผู้กู้ยืมที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด เช่น ตรวจสอบรายได้ และการมีงานทำ โดยมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่ถือครองข้อมูล เพื่อช่วยให้การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้กู้ยืมรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยให้นักเรียน นักศึกษาที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง

    อีกทั้งในปีนี้ กยศ. ได้กำหนดประเภทผู้กู้ยืมรายใหม่-รายเก่า ให้มีความชัดเจนขึ้น โดยผู้กู้ยืมรายใหม่จะต้องไม่เคยกู้ยืมเงินมาก่อน หรือเคยเป็นผู้กู้ยืมที่เปลี่ยนระดับการศึกษา หรือเปลี่ยนสถานศึกษา

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดูแลผู้ขาดโอกาสได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น กยศ. ได้เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อคัดกรองผู้กู้ยืมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ผู้กู้ยืมรายใหม่จะต้องดำเนินการในระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve) เพื่อตรวจสอบสิทธิเบื้องต้น สำหรับบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือคู่สมรส ต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID และนำเอกสารข้อมูลสินเชื่อจากแอปพลิเคชันทางรัฐแนบเข้าระบบด้วย

    โดยเมื่อได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมแล้ว จึงเข้าระบบ DSL หรือ กยศ.Connect เพื่อดำเนินการกู้ยืมต่อไป แต่สำหรับผู้กู้ยืมรายเก่า สามารถดำเนินการในระบบ DSL ได้เลย โดยสามารถดูรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/587442&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ApxVLArdk2XELo4p8zybf

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน (กบส.) ครั้งที่ 90 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบัน (กบส.) ครั้งที่ 90 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122725/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw170-dRSZ03AP9kCkG8pRXr

  • กงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว เข้าเยี่ยมคารวะนายกเทศมนตรีเมืองหลินอี๋ ‎ณ โรงแรมอี๋เหอ เมืองหลินอี๋ มณฑลซานตง วันที่ 16 มีนาคม 2569‎ – กระทรวงการต่างประเทศ

    กงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว เข้าเยี่ยมคารวะนายกเทศมนตรีเมืองหลินอี๋ ‎ณ โรงแรมอี๋เหอ เมืองหลินอี๋ มณฑลซานตง วันที่ 16 มีนาคม 2569‎ – กระทรวงการต่างประเทศ

    กงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว เข้าเยี่ยมคารวะนายกเทศมนตรีเมืองหลินอี๋ ‎ณ โรงแรมอี๋เหอ เมืองหลินอี๋ มณฑลซานตง วันที่ 16 มีนาคม 2569‎

    วันที่นำเข้าข้อมูล 31 มี.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 23 เม.ย. 2569

    | 12 view

              เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายศฐา อารยะกุล กงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอวี๋ เซิ่งเทา ‎นายกเทศมนตรีเมืองหลินอี๋ ณ โรงแรมอี๋เหอ โดยมีนายหวัง ยิ่งไห่ รองนายกเทศมนตรีเมืองหลินอี๋ นายจาง หงหยง ‎สมาชิกคณะกรรมการรัฐบาลและเลขาธิการรัฐบาลเมืองหลินอี๋ และนายหวัง ก๋วงอวี่ รองประธานสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์เมืองหลินอี๋ เข้าร่วมด้วย
    ‎          ในโอกาสดังกล่าว นายกเทศมนตรีอวี๋ฯ ได้กล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ‎รวมถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเปิดกว้างสู่ภายนอก นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในสาขาต่าง ๆ อาทิ การศึกษา การท่องเที่ยว ‎การค้าและการลงทุน ทั้งนี้ กงสุลใหญ่ฯ ย้ำความมุ่งมั่นที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ และผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยกับเมืองหลินอี๋ในทุกมิติ ‎
    ‎          ภายหลังจากนั้น กงสุลใหญ่ฯ และคณะยังได้เยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้าฮาร์ดแวร์หลินอี๋ พิพิธภัณฑ์ผังเมืองหลินอี๋ Linyi Mall และบริษัทตัวอย่างในอุตสาหกรรมสำคัญของเมือง เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเมืองหลินอี๋อย่างรอบด้าน การเยือนและการเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความเข้าใจอันดีระหว่างสถานกงสุลใหญ่ฯ กับเทศบาลเมืองหลินอี๋และสำนักงานการต่างประเทศเมืองหลินอี๋ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับท้องถิ่น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับเมืองหลินอี๋ในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/qingdao-010426%3Fpage%3D5d5bd3d615e39c306002aa86%26menu%3D5f2110a3c1d7dc1b17651cb2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mnGImj62g98-HjId9ZR8G

  • ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ชิลีกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศด้วย “ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ฉบับใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของประธานาธิบดีโฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน ซึ่งประธานาธิบดีคาสต์ลงนามและนำร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าเสนอต่อรัฐสภา เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ มีมาตรการกว่า 40 ข้อ ครอบคลุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน ควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดหลักที่น่าสนใจโดยสรุปดังนี้ 

    มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน

    ความมั่นคงทางภาษี สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะได้รับอัตราภาษีคงที่เป็นเวลาสูงสุดถึง 25 ปี[1] ช่วยปกป้องบริษัทจากการขึ้นภาษีหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านภาษีในอนาคต กลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจเชิงกลยุทธ์ อาทิ ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจผลิตลิเทียม ธุรกิจพลังงานสะอาด และภาคการก่อสร้าง ที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวและมีต้นทุนสูง

    การลดขั้นตอนทางราชการ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่กระทบต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากระบบการขออนุญาตที่ซับซ้อนทำให้โครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี การปรับกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการจะช่วยลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาติโครงการต่าง ๆ จากที่เคยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี จะเหลือเพียง 6 เดือน[2] 

    การคุ้มครองการลงทุนสำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติ[3] หากโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินงานและมีมติรับรองด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว (ในช่วงการรอใบอนุญาต) หากถูกเพิกถอนในภายหลังโดยคำสั่งศาล (จากการเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้กฎหมายใหม่) จะมีกลไกการชดเชยค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว จุดประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ 

    การดึงเงินทุนกลับเข้าประเทศ เสนอให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นอกประเทศ โดยเสียภาษีเพียงครั้งเดียวในอัตราร้อยละ หากนำกลับมาลงทุนในประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี หลังจากประกาศใช้กฎหมาย (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 35)

    มาตรการด้านการลดภาษี

    ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มีการเสนอให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 23 โดยจะทะยอยลดลงในแต่ละปี ซึ่งอัตราภาษีดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 27 และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2570 จะลดลงเหลือร้อยละ 25.5 ปี 2571 เหลือร้อยละ 24 และปี 2572 เหลือร้อยละ 23 โดยวัตถุประสงค์ของการลดอัตราภาษีฯ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของชิลีให้เทียบเท่ามาตรฐานของ OECD ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME กว่า 230,000 แห่ง      

    ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 0 เป็นระยะเวลา 12 เดือน สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีการนำบ้านใหม่จำนวนกว่า 1 แสนหลังที่ไม่มีผู้ซื้อจำหน่ายออกสู่ตลาด ซึ่งมาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับภาคประชาชนและกระตุ้นกิจกรรมในภาคการก่อสร้าง

    ยกเว้นภาษีที่ดิน สำหรับเจ้าของบ้านที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (เฉพาะบ้านหลังแรกที่ใช้พักอาศัยเท่านั้น)

    มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน

    มอบเงินอุดหนุนเงินเดือน สนับสนุนเงินเข้าสู่ระบบปีละ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลดีต่อแรงงานจำนวนกว่า 4 ล้านคน โดยนายจ้างสามารถขอยื่นรับสิทธิประโยชน์นี้ ในกรณีที่มีลูกจ้างเงินเดือนระหว่าง 545,000 ถึง 838,000 เปโซชิลี (620 เหรียญสหรัฐ ถึง 950 เหรียญสหรัฐ) โดยจะได้รับเป็นเครดิตเงินอุดหนุนโดยตรง เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดตอนชำระภาษีเงินได้ ทั้งนี้ อัตราเงินอุดหนุนจะอยู่ที่ร้อยละ 15 ของยอดเงินเดือน 545,000 เปโซชิลี และจะทะยอยลดลงจนเหลือ สำหรับยอดเงินเดือนที่เกิน 838,000 เปโซชิลี ซึ่งผลลัพธ์จากมาตรการนี้  จะสะท้อนต้นทุนการจ้างงานที่ลดลงของทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME ทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

    มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

    ปฏิรูประบบราชการ ปรับปรุงและควบคุมการดำเนินงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำหนดบทลงโทษการใช้วันลาป่วยของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ โดยให้มีผลถึงแพทย์ผู้ออกใบรับรองการลานั้นด้วย  นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนเวลาโดยสมัครใจโดยมอบเงินชดเชยให้มากกว่าเดิม 3 เท่า

    ระงับการรับสถาบันการศึกษาใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการเรียนฟรี[1] เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยนายฮอร์เก กิรอซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งว่าที่ผ่านมาจากการดำเนินโครงการเรียนฟรีเป็นเวลา 4 ปี รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการเรียนฟรีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งปัจจุบันแตะระดับที่ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ มีการเสนอการพัฒนาการจัดเก็บเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่รัฐค้ำประกัน (CAE) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มาตรการด้านความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ

    กองทุนฉุกเฉินและฟื้นฟูผู้ประสบภัย สนับสนุนเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้ากองทุนฉุกเฉินฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ไฟใหม้ในแคว้น Nuble และ Biobio ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

    ความปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรม ตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีคาสต์เผยว่าการดำเนินการตามแผน โล่ป้องกันชายแดน แสดงผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจจำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายลดลง และจะดำเนินการตามแผนฯ ต่อไป โดยรัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมและเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองหลายพันคน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการทำงานของตำรวจอย่างเต็มที่ ทำให้ตัวเลขการก่อคดีอาชญากรรมลดลงหลายพันคดีต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนประธานาธิบดีคาสต์เข้ารับตำแหน่ง 

    จัดตั้งกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ[1] เพื่อบูรณาการการทำงานของสถาบันต่าง ๆ อาทิ กรมตำรวจ หน่วยสืบสวนสอบสอน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร  กรมศุลกากร เทศบาล สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ

    รัฐบาลตั้งเป้าที่จะให้ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับนี้ได้รับการอนุมัติภายในต้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้สามารถนำไปรวมไว้ในกฎหมายงบประมาณปี 2570 ได้ โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 4 ต่อปี ลดอัตราการว่างงานจากร้อยละ 8.3 เหลือร้อยละ 6.5 และบรรลุความสมดุลทางการคลังเชิงโครงสร้างของประเทศให้ได้ภายในปี 2573 โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กล่าวปิดท้ายในการประชุมรัฐสภาว่า เรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องเป็นก้าวแรก ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาประเทศของเราและหวังว่ารัฐสภาจะพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาวชิลีทุกคน

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ

    ประเทศชิลีอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาโดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียงร้อยละ ต่อปี ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลลบต่อการเติบโตและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลก การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคาสต์เสนอแนวทางที่ชัดเจนในการฟื้นฟูประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม สคต.ฯ เห็นว่าขอบเขตของร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญนั้น อาจทำให้กระบวนพิจารณาทางกฎหมายในรัฐสภาที่มีความซับซ้อนอยู่แล้ว จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก และอาจทำให้ผลการพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากรัฐภา จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างชิลีและประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งไทย เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเป็น Businessbase หรือเอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

    ผลกระทบต่อประเทศไทย 

    โอกาสในการขยายการลงทุนของไทย: ชิลีตั้งเป้าลดขั้นตอนและระยะเวลาการขออนุมัติโครงการลงทุนต่าง ๆ จาก ปี เหลือเพียง เดือน และให้ความมั่นคงทางภาษีสูงสุดถึง 25 ปี ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม (โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และธุรกิจก่อสร้าง) ให้เข้าไปลงทุน/ตั้งฐานการผลิตหรือร่วมลงทุนในชิลีได้สะดวกมากขึ้นและมีความเสี่ยงด้านภาษีที่ต่ำลง

    กระตุ้นการลงทุนใหม่และเพิ่มโอกาสการนำเข้า: การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและมอบเงินอุดหนุนการจ้างงาน   จะทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจในชิลีลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจของชิลีมีความคล่องตัวสูงขึ้น อาจกระตุ้นการลงทุนจากผู้ประกอบการชาวชิลีทั้งรายเก่าและรายใหม่ในการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือร้อยละศูนย์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อระบายสต็อกที่อยู่อาศัยกว่า แสนหลัง และการก่อสร้างที่พักอาศัยใหม่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย จะกระตุ้นความต้องการสินค้าในหมวดอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึง รถกระบะ รถบรรทุก เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และของใช้ภายในบ้าน โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องในกลุ่มดังกล่าวมายังชิลีรวมมูลค่ากว่า 331.30 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศฉบับนี้ ถือเป็นแผนแม่บทที่มีความทะเยอทะยานและครอบคลุมที่สุดในรอบทศวรรษของชิลี โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคงทางภาษีเป็นเครื่องมือ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน หากร่างระราชบัญญัติฯ นี้สามารถบังคับใช้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด   จะเป็นโอกาสสำคัญให้ชิลีบรรลุเป้าหมายพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่ตั้งไว้ แต่ยังเป็นโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและภาคการส่งออก ให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ในชิลีได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของชิลีต่อไป

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              เมษายน 2569


    [1] https://www.gob.cl/en/news/chile-to-have-new-public-security-ministry-learn-details-of-its-functions/


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para

    [2] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    [3] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wplxrsfp9pnu40w0ar71awvc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y1MzFM_WvxC3CnsUDuIs1

  • ผนึก 2 กระทรวง เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก ดัน “สิทธิบัตรไทย” จบใน 1 ปี

    ผนึก 2 กระทรวง เร่งเครื่องเศรษฐกิจฐานราก ดัน “สิทธิบัตรไทย” จบใน 1 ปี

    กระทรวง อว. ผนึกกำลังกระทรวงพาณิชย์ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องระดมแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร – SMEs พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบใหม่ผลักดัน “ทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูง “อ.เชน” เผยตั้งธงทำงานร่วม 2 กระทรวงลดเวลาจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์ให้ได้ภายใน 1 ปี

    เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมประชุมบูรณาการระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ” ปลัดกระทรวง พณ. และผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง อว. เข้ากับศักยภาพด้านการตลาดของกระทรวง พณ. มุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมบูรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

    หลังการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ทิศทางการทำงานร่วมกันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วนกระทรวง อว. จะระดมสรรพกำลังจากแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพ ทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) ทั่วประเทศ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมทักษะอาชีพ และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ SMEs นอกจากนี้ ในระยะยาวกระทรวง อว. ได้เตรียมวางรากฐานประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยพร้อมเป็นทัพหน้าในการยกระดับคุณภาพทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ร่วมกับสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อสร้างสิทธิบัตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและผลักดันกระบวนการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มต่อยอดจากระบบ Fast Track ในกลุ่มสินค้าการแพทย์และอาหารแล้ว

    “เป้าหมายสำคัญคือการลดเวลาการจดสิทธิบัตร หากกระทรวง อว. สามารถเข้ามาช่วยเตรียมความพร้อมในส่วนหน้า และทำงานบูรณาการร่วมกับกระทรวง พณ. อย่างใกล้ชิด เราอาจจะสามารถผลักดันให้การจดสิทธิบัตรของทุกผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้นและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปี” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการประชุมในครั้งนี้ คือการนำจุดแข็งของกระทรวง อว. และกระทรวง พณ. มาเชื่อมโยงกัน โดยนำงานวิจัย ความรู้ ความสามารถของทางกระทรวง อว. มาช่วยเสริมความสามารถในการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ประเด็น คือ 1. ยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยใช้องค์ความรู้ไปช่วยเพิ่มมูลค่า 2. สร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรและนวัตกรรมเพื่อการแข่งขัน โดยนำไปต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจให้ SMEs 3. ผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก เปลี่ยนงานวิจัยบนหิ้งให้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่จับต้องได้ และ 4. พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยี ติดอาวุธทางข้อมูลให้ SMEs ไทย โดยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐด้วยข้อมูล (Data) และนวัตกรรม

    รองนายกฯ และ รมว.พณ. กล่าวต่อว่า กระทรวง พณ. พร้อมนำกลไกการตลาดมาเชื่อมต่อกับงานวิจัยของกระทรวง อว. เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถนำไปใช้จริงและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ โดยในเบื้องต้นจะมีการนำเครือข่ายของ อว. เข้ามาช่วยเพิ่มทักษะ ทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับกลุ่มสินค้าชุมชนและ SMEs ในโครงการไทยช่วยไทยทันที ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกระทรวงยังเตรียมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ (IP Finance) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ของกระทรวง อว. และเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างกลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการนำงานวิจัยจากหิ้งมาต่อยอดสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zNbpXMhES1md8DG_GYICy

  • ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40 ทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส

    ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่ายเพิ่ม 60:40 ทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส

              รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทยพลัส ลุยสูตร 60:40 รัฐบาลจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ไม่ใช่แค่คนละครึ่ง รัฐทยอยจ่ายให้ จ่อใช้เกณฑ์เดิม คนละครึ่งพลัส 

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 23 เมษายน 2569 มีความคืบหน้าเกี่ยวกับ โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ซึ่งอาจใช้รูปแบบ 60:40 คือ รัฐบาลจะจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ซึ่งเบื้องต้นอาจเป็นการทยอยจ่าย ส่วนระยะเวลาการให้เงินยังอยู่ระหว่างพิจารณา

    เงื่อนไขรับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส 

              – มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 

              – ใช้เกณฑ์เดิมของ คนละครึ่งพลัส 

    จำนวนผู้ได้รับสิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส 

              ยังอยู่ระหว่างพิจารณา 

              โดยโครงการนี้จะไปร่วมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จึงต้องมาคำนวณดูว่าใช้งบประมาณโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว มีเงินเหลือเท่าไหร่มาทำส่วนของ ไทยช่วยไทยพลัส 

              สำหรับแหล่งเงินของไทยช่วยไทยพลัส อาจจะเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณก็เป็นไปได้ทั้งหมด และยังมีแหล่งเงินที่สามารถใช้ได้ตอนนี้คือ งบกลาง และรัฐบาลยังเตรียมออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน จึงคิดว่าน่าจะมีแหล่งเงินรองรับโครงการได้

    ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300516.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jn3-zh749kc_j2aKe4K6E

  • ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชิลี

    ชิลีกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศด้วย “ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” ฉบับใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของประธานาธิบดีโฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาความซบเซาทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน ซึ่งประธานาธิบดีคาสต์ลงนามและนำร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าเสนอต่อรัฐสภา เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ มีมาตรการกว่า 40 ข้อ ครอบคลุมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การลดภาษี ส่งเสริมการลงทุน การจ้างงาน ควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ ซึ่งมีรายละเอียดหลักที่น่าสนใจโดยสรุปดังนี้ 

    มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน

    ความมั่นคงทางภาษี สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนเกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป จะได้รับอัตราภาษีคงที่เป็นเวลาสูงสุดถึง 25 ปี[1] ช่วยปกป้องบริษัทจากการขึ้นภาษีหรือการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านภาษีในอนาคต กลไกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจเชิงกลยุทธ์ อาทิ ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจผลิตลิเทียม ธุรกิจพลังงานสะอาด และภาคการก่อสร้าง ที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวและมีต้นทุนสูง

    การลดขั้นตอนทางราชการ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่กระทบต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากระบบการขออนุญาตที่ซับซ้อนทำให้โครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี การปรับกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการจะช่วยลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาติโครงการต่าง ๆ จากที่เคยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี จะเหลือเพียง 6 เดือน[2] 

    การคุ้มครองการลงทุนสำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติ[3] หากโครงการที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินงานและมีมติรับรองด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว (ในช่วงการรอใบอนุญาต) หากถูกเพิกถอนในภายหลังโดยคำสั่งศาล (จากการเปลี่ยนแปลงและบังคับใช้กฎหมายใหม่) จะมีกลไกการชดเชยค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว จุดประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในการริเริ่มโครงการใหม่ ๆ 

    การดึงเงินทุนกลับเข้าประเทศ เสนอให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นอกประเทศ โดยเสียภาษีเพียงครั้งเดียวในอัตราร้อยละ หากนำกลับมาลงทุนในประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี หลังจากประกาศใช้กฎหมาย (ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 35)

    มาตรการด้านการลดภาษี

    ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มีการเสนอให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 23 โดยจะทะยอยลดลงในแต่ละปี ซึ่งอัตราภาษีดังกล่าวในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 27 และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2570 จะลดลงเหลือร้อยละ 25.5 ปี 2571 เหลือร้อยละ 24 และปี 2572 เหลือร้อยละ 23 โดยวัตถุประสงค์ของการลดอัตราภาษีฯ เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของชิลีให้เทียบเท่ามาตรฐานของ OECD ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME กว่า 230,000 แห่ง      

    ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 0 เป็นระยะเวลา 12 เดือน สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ โดยจะมีการนำบ้านใหม่จำนวนกว่า 1 แสนหลังที่ไม่มีผู้ซื้อจำหน่ายออกสู่ตลาด ซึ่งมาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับภาคประชาชนและกระตุ้นกิจกรรมในภาคการก่อสร้าง

    ยกเว้นภาษีที่ดิน สำหรับเจ้าของบ้านที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป (เฉพาะบ้านหลังแรกที่ใช้พักอาศัยเท่านั้น)

    มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน

    มอบเงินอุดหนุนเงินเดือน สนับสนุนเงินเข้าสู่ระบบปีละ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลดีต่อแรงงานจำนวนกว่า 4 ล้านคน โดยนายจ้างสามารถขอยื่นรับสิทธิประโยชน์นี้ ในกรณีที่มีลูกจ้างเงินเดือนระหว่าง 545,000 ถึง 838,000 เปโซชิลี (620 เหรียญสหรัฐ ถึง 950 เหรียญสหรัฐ) โดยจะได้รับเป็นเครดิตเงินอุดหนุนโดยตรง เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดตอนชำระภาษีเงินได้ ทั้งนี้ อัตราเงินอุดหนุนจะอยู่ที่ร้อยละ 15 ของยอดเงินเดือน 545,000 เปโซชิลี และจะทะยอยลดลงจนเหลือ สำหรับยอดเงินเดือนที่เกิน 838,000 เปโซชิลี ซึ่งผลลัพธ์จากมาตรการนี้  จะสะท้อนต้นทุนการจ้างงานที่ลดลงของทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ SME ทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น

    มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

    ปฏิรูประบบราชการ ปรับปรุงและควบคุมการดำเนินงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำหนดบทลงโทษการใช้วันลาป่วยของเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ โดยให้มีผลถึงแพทย์ผู้ออกใบรับรองการลานั้นด้วย  นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนเวลาโดยสมัครใจโดยมอบเงินชดเชยให้มากกว่าเดิม 3 เท่า

    ระงับการรับสถาบันการศึกษาใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการเรียนฟรี[1] เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยนายฮอร์เก กิรอซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งว่าที่ผ่านมาจากการดำเนินโครงการเรียนฟรีเป็นเวลา 4 ปี รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการเรียนฟรีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งปัจจุบันแตะระดับที่ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ มีการเสนอการพัฒนาการจัดเก็บเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่รัฐค้ำประกัน (CAE) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    มาตรการด้านความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของประเทศ

    กองทุนฉุกเฉินและฟื้นฟูผู้ประสบภัย สนับสนุนเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้ากองทุนฉุกเฉินฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ไฟใหม้ในแคว้น Nuble และ Biobio ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมหากเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

    ความปลอดภัยและปราบปรามอาชญากรรม ตั้งแต่การเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีคาสต์เผยว่าการดำเนินการตามแผน โล่ป้องกันชายแดน แสดงผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจจำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายลดลง และจะดำเนินการตามแผนฯ ต่อไป โดยรัฐบาลได้ดำเนินการจับกุมและเนรเทศผู้ลักลอบเข้าเมืองหลายพันคน นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการทำงานของตำรวจอย่างเต็มที่ ทำให้ตัวเลขการก่อคดีอาชญากรรมลดลงหลายพันคดีต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนประธานาธิบดีคาสต์เข้ารับตำแหน่ง 

    จัดตั้งกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ[1] เพื่อบูรณาการการทำงานของสถาบันต่าง ๆ อาทิ กรมตำรวจ หน่วยสืบสวนสอบสอน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสรรพากร  กรมศุลกากร เทศบาล สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของชาติ

    รัฐบาลตั้งเป้าที่จะให้ร่างพระราชบัญญัติการการฟื้นฟูประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับนี้ได้รับการอนุมัติภายในต้นเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้สามารถนำไปรวมไว้ในกฎหมายงบประมาณปี 2570 ได้ โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 4 ต่อปี ลดอัตราการว่างงานจากร้อยละ 8.3 เหลือร้อยละ 6.5 และบรรลุความสมดุลทางการคลังเชิงโครงสร้างของประเทศให้ได้ภายในปี 2573 โดยประธานาธิบดีคาสต์ได้กล่าวปิดท้ายในการประชุมรัฐสภาว่า เรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องเป็นก้าวแรก ร่างพระราชบัญญัติฯ นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาประเทศของเราและหวังว่ารัฐสภาจะพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาวชิลีทุกคน

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ

    ประเทศชิลีอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาโดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียงร้อยละ ต่อปี ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลลบต่อการเติบโตและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของชิลี เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลก การที่รัฐบาลของประธานาธิบดีคาสต์เสนอแนวทางที่ชัดเจนในการฟื้นฟูประเทศ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม สคต.ฯ เห็นว่าขอบเขตของร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญนั้น อาจทำให้กระบวนพิจารณาทางกฎหมายในรัฐสภาที่มีความซับซ้อนอยู่แล้ว จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก และอาจทำให้ผลการพิจารณาการปรับปรุงกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากรัฐภา จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างชิลีและประเทศคู่ค้าต่าง ๆ รวมทั้งไทย เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะเป็น Businessbase หรือเอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

    ผลกระทบต่อประเทศไทย 

    โอกาสในการขยายการลงทุนของไทย: ชิลีตั้งเป้าลดขั้นตอนและระยะเวลาการขออนุมัติโครงการลงทุนต่าง ๆ จาก ปี เหลือเพียง เดือน และให้ความมั่นคงทางภาษีสูงสุดถึง 25 ปี ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อม (โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก แบตเตอรี่รถไฟฟ้า และธุรกิจก่อสร้าง) ให้เข้าไปลงทุน/ตั้งฐานการผลิตหรือร่วมลงทุนในชิลีได้สะดวกมากขึ้นและมีความเสี่ยงด้านภาษีที่ต่ำลง

    กระตุ้นการลงทุนใหม่และเพิ่มโอกาสการนำเข้า: การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและมอบเงินอุดหนุนการจ้างงาน   จะทำให้โครงสร้างต้นทุนธุรกิจในชิลีลดลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจของชิลีมีความคล่องตัวสูงขึ้น อาจกระตุ้นการลงทุนจากผู้ประกอบการชาวชิลีทั้งรายเก่าและรายใหม่ในการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือร้อยละศูนย์สำหรับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อระบายสต็อกที่อยู่อาศัยกว่า แสนหลัง และการก่อสร้างที่พักอาศัยใหม่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอัคคีภัย จะกระตุ้นความต้องการสินค้าในหมวดอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึง รถกระบะ รถบรรทุก เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และของใช้ภายในบ้าน โดยในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องในกลุ่มดังกล่าวมายังชิลีรวมมูลค่ากว่า 331.30 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    ร่างพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศฉบับนี้ ถือเป็นแผนแม่บทที่มีความทะเยอทะยานและครอบคลุมที่สุดในรอบทศวรรษของชิลี โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคงทางภาษีเป็นเครื่องมือ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน หากร่างระราชบัญญัติฯ นี้สามารถบังคับใช้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด   จะเป็นโอกาสสำคัญให้ชิลีบรรลุเป้าหมายพลิกฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามที่ตั้งไว้ แต่ยังเป็นโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและภาคการส่งออก ให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ในชิลีได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของชิลีต่อไป

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              เมษายน 2569


    [1] https://www.gob.cl/en/news/chile-to-have-new-public-security-ministry-learn-details-of-its-functions/


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para


    [1] https://www.hacienda.cl/noticias-y-eventos/noticias/ministro-quiroz-detalla-pilares-del-plan-de-reconstruccion-nacional-para

    [2] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    [3] https://www.gob.cl/noticias/principales-medidas-plan-reconstruccion-nacional-detalles/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wplxrsfp9pnu40w0ar71awvc&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y1MzFM_WvxC3CnsUDuIs1

  • เหยื่อร้องกองปราบ ถูกเพจท่องเที่ยวทิพย์หลอก ผู้เสียหายโผล่เพียบ หลังนัดคืนเงิน แล้วเบี้ยวซ้ำซ้อน

    เหยื่อร้องกองปราบ ถูกเพจท่องเที่ยวทิพย์หลอก ผู้เสียหายโผล่เพียบ หลังนัดคืนเงิน แล้วเบี้ยวซ้ำซ้อน

    เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 ที่ บริเวณริมฟุตบาทหน้าแดนเนรมิตเก่า จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ได้นำ น้องฟ้า ลูกสาว จ่ายันต์ อดีตทหารอากาศ สังกัด อย. พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหาย เดินทางเข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกเพจนำเที่ยวชื่อดังหลอกจัดทริปขี่ม้าและเดินป่า ทิพย์ เชิดเงินหนีรวมมูลค่าความเสียหายหลายแสนบาท

    เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ คุณฟ้า ลูกสาวของจ่ายันต์ ได้จองทริปเทรลขี่ม้าที่จังหวัดลพบุรีผ่านเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง สำหรับการเดินทางวันที่ 10-11 ม.ค. 2569 โดยได้โอนเงินค่าทริปเต็มจำนวนรวม 12,000 บาท ไปตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2568

    กระทั่งถึงวันนัดหมาย (10 ม.ค. 2569) ผู้เสียหายทั้งหมด 6 คน เดินทางไปถึงฟาร์มม้าที่จังหวัดลพบุรี แต่กลับได้รับคำตอบที่น่าตกใจจากทางฟาร์มว่า “ไม่ได้รับการประสานงานและไม่มีเงินโอนมาจากทางเพจ” ทำให้ไม่สามารถให้บริการขี่ม้าได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองลพบุรี ในวันเดียวกัน

    เจ้าของเพจได้เจรจาและรับปากว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ภายในวันที่ 14 ม.ค. 2569 แต่เมื่อถึงกำหนดกลับเงียบหาย ไม่สามารถติดต่อได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงเริ่มเดินหน้าพึ่งพากระบวนการยุติธรรมในหลายช่องทาง ดังนี้

    – 15 ม.ค. 2569 ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    – 26 ม.ค. 2569 สคบ. แจ้งประสานส่งเรื่องต่อไปยังกรมการท่องเที่ยว

    – 20 ก.พ. 2569 ผู้เสียหายติดตามเรื่องด้วยตนเองจนพบเจ้าหน้าที่นิติกร ซึ่งระบุว่าได้เรียกเจ้าของเพจมาพบแล้ว โดยทางเพจขอเลื่อนการจ่ายเงินคืนไปเป็นวันที่ 23 มี.ค. 2569

    – 23 มี.ค. 2569 – ปัจจุบัน เมื่อถึงกำหนดนัดครั้งล่าสุด เจ้าของเพจยังคงนิ่งเฉย ไม่มีการคืนเงินและไม่มีการติดต่อกลับใดๆ

    จากการรวบรวมข้อมูลของกลุ่มผู้เสียหายพบว่า เพจดังกล่าวมักใช้รูปแบบการหลอกลวงซ้ำๆ ทั้งทริปขี่ม้า ทริปเดินป่า และทริปท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอื่นๆ

    “ตอนนี้รวบรวมผู้เสียหายที่โดนโกงในลักษณะเดียวกันได้แล้วถึง 13 คน คาดว่าน่าจะมีผู้เสียหายนับร้อยราย ซึ่งทุกคนถูกหลอกให้รอและเลื่อนนัดวันคืนเงินวนไปเรื่อยๆ จนหมดความหวัง จึงต้องมาร้องขอให้จ่าคิงส์พาเข้าแจ้งความที่กองปราบในวันนี้” คุณฟ้า ตัวแทนผู้เสียหายระบุ

    ด้าน จ่าคิงส์ แตงทิม ฝากเตือนถึงประชาชนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงเอ็กซ์ตรีม ให้ตรวจสอบเลขใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยวให้ชัดเจนก่อนโอนเงิน และตรวจสอบประวัติของเพจจากกลุ่มรีวิวต่างๆ พร้อมทิ้งท้ายว่า หากมีผู้เสียหายรายอื่นที่ถูกเพจนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกัน ขอให้รีบแสดงตัวเพื่อรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป

    เบื้องต้นผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.เพื่อให้ข้อมูลเอาผิดเพจดังกล่าวอยู่

    ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/43389&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7tU7DMaHU6i-1d7_vZXE