Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม

    ผู้นำ-กูรูท่องเที่ยว ชูวิสัยทัศน์บนเวทีโลก งานประชุม ‘GSTC 2026’ ปูทาง ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ ทางรอดแห่งอนาคต รับมือสารพัดภัยคุกคามกระทบการตัดสินใจเดินทาง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ชูกรอบยุทธศาสตร์ ‘Thailand 10 Plus’ ปรับโมเดลเติบโต มุ่งสร้างมูลค่า และคุณภาพแท้จริง สานนโยบาย ‘กรีน อีโคโนมี พลัส’ ย้ำความยั่งยืนคือ โอกาส ไม่ใช่ต้นทุน

    เมื่อโลกกำลังเผชิญความผันผวนจากสภาวะภูมิอากาศที่แปรปรวน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ส่งผลให้โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี 2026 ไม่ใช่แค่การดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเหมือนในอดีต แต่คือ การตั้งคำถามว่า “จะทำให้ความยั่งยืน… ยั่งยืนได้อย่างไร?” ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ และปัจจัยลบรายล้อม

    งานประชุมใหญ่ “Global Sustainable Tourism Conference 2026” (GSTC 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 เม.ย.69 ใน จ.ภูเก็ต จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากทั่วโลกในยุคความยั่งยืนสร้างแต้มต่อ… เป็นทั้งทางรอด และโอกาสในคราวเดียว

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน GSTC 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก” โดยการจัดงานมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับมาตรฐาน และแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “Net Zero” การส่งเสริมบทบาทของชุมชนท้องถิ่นให้เกิดการเติบโตอย่างทั่วถึง และยั่งยืน และยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามกรอบมาตรฐานสากล

    “การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการประชุมจากทั่วโลก 600 คน จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

    งาน GSTC 2026 เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) จังหวัดภูเก็ต และมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน (STDF) เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการจุดหมายปลายทางอย่างรับผิดชอบ ภายใต้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ Sustainable Hospitality, Resilient Cities & Communities และ Carrying Capacity & Visitor Distribution Management ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    “ท่องเที่ยว” ต้องการสันติภาพเพื่อเติบโต

    ลุยจี กาบรินี (Luigi Cabrini) ประธานคณะกรรมการ GSTC กล่าวว่า เมื่อสิ้นปี 2025 พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเติบโต 4% เมื่อเทียบกับระดับก่อนโควิด-19 ระบาด โดยมีจุดหมายปลายทางหลายแห่งที่บันทึกสถิติจำนวนผู้มาเยือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นกิจกรรมสำคัญอีกครั้ง เป็นทั้งผู้สร้างงาน รวมถึงเครื่องมือในการพัฒนาที่สร้างประโยชน์ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม แต่น่าเศร้าที่ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อมนุษย์ และเกิดการทำลายล้าง ส่งผลกระทบต่อกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยว

    “การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเองก็ต้องการสันติภาพเพื่อที่จะเติบโตได้เช่นกัน”

    สารพัด “ภัยคุกคาม” กระทบการตัดสินใจเที่ยว

    นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามอื่นๆ ที่แฝงมากับการบริหารจัดการท่องเที่ยว เช่น ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Over-tourism) ซึ่งชุมชนเริ่มสัมผัสได้ถึงผลกระทบเชิงลบ ความคืบหน้าที่ล่าช้าในการลดผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อภาวะโลกร้อน มลพิษจากพลาสติก ขยะอาหาร และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวและสภาพอากาศสุดขั้วที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทางเป็นครั้งแรก

    “จากผลสำรวจต่างๆ แสดงให้เห็นว่าดีมานด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีสูงกว่าปริมาณที่มีเสนอในตลาด นี่คือ เสียงที่เรียกร้องให้พวกเราทุกคนต้องลงมือทำมากกว่านี้ แต่การขจัดข้อสงสัยเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือ โดยระบบของ GSTC ให้การรับรองในเรื่องนี้ และนั่นคือ เหตุผลที่โครงการรับรองมาตรฐานจำนวนมากติดต่อ GSTC เพื่อขอการรับรอง”

    และหลังจากการประชุม GSTC 2026 จบลงไม่นาน คณะกรรมการของ GSTC จะอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดเป้าหมาย 6 ประการสำหรับ 10 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.การขยายการยอมรับ และมาตรฐานของ GSTC ไปทั่วโลก 2.การประยุกต์ใช้โปรแกรมการรับรองที่น่าเชื่อถืออย่างแพร่หลาย 3.การบูรณาการเครื่องมือวัดผล และรายงานผลในทุกเซกเมนต์ของการท่องเที่ยว 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ครอบคลุม ยุติธรรม และได้รับการสนับสนุนจากชุมชน 5.เผยแพร่ความรู้ และทักษะวิชาชีพตามมาตรฐาน GSTC และ 6.บรรลุการเปลี่ยนแปลงตลาดไปสู่ความต้องการสินค้าและประสบการณ์ที่ยั่งยืน

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม ลุยจี กาบรินี

    ชูกรอบยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus”

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ “ความยั่งยืน” เป็นแกนหลักของวาระการพัฒนาประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “Thailand 10 Plus” ที่มุ่งปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตจากการเน้น “ปริมาณ” (Volume) ไปสู่การสร้าง “มูลค่า” (Value) และคุณภาพอย่างแท้จริงในระยะยาว

    พร้อมบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับวัฒนธรรม นำมรดกอันล้ำค่าของไทยมาใช้เป็นพลังขับเคลื่อน “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย ขณะเดียวกันยังได้ผลักดัน “โมเดลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่ส่งเสริมการเดินทางแบบคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวโดยชุมชน และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

    “ความยั่งยืน” ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส

    ด้วยแนวทางบนหลักการเรียบง่ายอย่าง “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส” ภายใต้นโยบาย “กรีน อีโคโนมี พลัส” (Green Economy Plus) ประเทศไทยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สดใส เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจ และชุมชน นอกจากนี้กำลังพัฒนา “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่ให้กับชุมชน พร้อมกับการสนับสนุนเกษตรกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดการกับความท้าทายต่างๆ เช่น มลพิษทางอากาศ

    ควบคู่กับการส่งเสริม “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” และสร้างการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง มุ่งสร้างการเติบโตของการท่องเที่ยวที่เน้นการกระจายนักท่องเที่ยวไปยัง “เมืองรอง” เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น

    “ในโลกยุคปัจจุบัน ความยั่งยืนต้องหมายถึงความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (Resilience) ด้วย โดยประเทศไทยกำลังเสริมสร้างระบบเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ ลงทุนในกลไกเตือนภัยล่วงหน้า และปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพน้ำ และอากาศ มาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเราเท่านั้น แต่เพื่อรักษาความอยู่รอดในระยะยาวของจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวด้วย”

    ‘ผ่าทางรอด’ พลิกโฉม ‘ท่องเที่ยวยั่งยืน’ สร้างโอกาส-แต้มต่อ รับมือภัยคุกคาม

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1231015&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZCRoCLcTYrz80iyHQksy

  • ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ’ ขนทัพร้านดังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ’ ขนทัพร้านดังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ’ ขนทัพร้านดังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.

    ปักหมุดความอร่อย! ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ ครั้งที่ 12’ ขนทัพ 130 ร้านดัง-ผลไม้ GI กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 1-5 พ.ค.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน ‘เทศกาลอาหารอร่อย…ระยองฮิ ครั้งที่ 12’ โดยเป็นการความร่วมมือระหว่าง จังหวัดระยอง, สำนักงานพาณิชย์จังหวัด, อบจ.ระยอง, หอการค้าจังหวัด และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

    งานในปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้พบกับบูธจำหน่ายสินค้าและอาหารขึ้นชื่อมากมาย พร้อมด้วยโซน Food Truck ที่รวมของเด็ดทั่วจังหวัดกว่า 130 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์สำคัญคือการจำหน่ายผลไม้ขึ้นชื่อตามฤดูกาล โดยเฉพาะทุเรียน GI, เงาะ และมังคุด ซึ่งนำมาจำหน่ายในราคาโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคืนกำไรให้แก่ประชาชน

    นอกจากความอิ่มอร่อยแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจตลอดทั้ง 5 วัน อาทิ การสาธิตทำอาหารรังสรรค์เมนูใหม่จากวัตถุดิบพื้นถิ่นระยอง โดยเชฟชื่อดัง ‘เชฟบุ๊ค – บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต’ , ลุ้นเงินรางวัลรวม 100,000 บาท (วันละ 20,000 บาท) จากการแข่งกินเร็ว, แข่งขันซื้ออาหาร และเกมแจกคูปองแทนเงินสด , พบรายการลดราคามากกว่า 50% และกิจกรรมแจกเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ผู้โชคดีทุกวัน และสนุกไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมและดนตรีจากศิลปินชื่อดัง ‘กาน ทศน’ และ ‘กีตาร์ สิริขวัญ’

    ทางด้านผู้แทนจากหน่วยงานจัดงาน ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระยองอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มผู้ผลิตและร้านอาหารในชุมชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดระยองต่อไป

    ////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เที่ยวระยองพาไปดูการเสิร์ฟเมนู'ข้าวเข่ง'ที่'มีสุขฟาร์มคาเฟ่' เห็นแล้วน่าทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/960372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KQNzSicDWDkmJLM3w1Krt

  • ท่องเที่ยวชลบุรี ชง 4 มาตรการ ดัน ‘ไทยเที่ยวไทย’

    ท่องเที่ยวชลบุรี ชง 4 มาตรการ ดัน ‘ไทยเที่ยวไทย’

    ธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี (สทช.)  กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) มากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดระยะไกลที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่

    • ตลาดจีน ที่เริ่มฟื้นตัวและมีศักยภาพสูงในช่วงเทศกาล
    • ตลาดอินเดีย ที่มีการเติบโตต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
    • ตลาดไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ซึ่งยังคงเป็นฐานนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่ต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางภายในประเทศของตนเองแทน

    เสนอ 4 มาตรการกระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’ ลดผลกระทบต่างชาติหด เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยว เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการ ดังนี้

    1.        กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านมาตรการร่วมจ่าย เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทย รวมถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจัดประชุมสัมมนานอกสถานที่

    2.        ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาให้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางหรือค่าน้ำมันมาลดหย่อนภาษีได้ในอัตราจูงใจ

    3.        พัฒนาและเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางและขนส่งสาธารณะ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว

    4.        วางรากฐานลดต้นทุนระยะยาวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่านการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือ 0% สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน รองรับการท่องเที่ยวยั่งยืน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

    โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักโรงแรมของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 80–90% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีอัตราเข้าพักเต็ม 100% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ลดลง 5-15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเส้นทางบินที่เชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลางซึ่งถูกยกเลิกบางส่วน และราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีลดลงถึง 30–40%

    ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดชลบุรีมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 54% และต่างชาติ 46% อย่างไรก็ตาม รายได้หลักยังคงพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 4,000–5,000 บาทต่อคนต่อวัน เทียบกับนักท่องเที่ยวไทยที่ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อวัน

    เคทีซี ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น

    ข้อมูลจาก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (วันที่ 11เมษายน 2569  –15 เมษายน 2569) พฤติกรรมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเติบโต โดยหมวดที่พักโรงแรมเพิ่มขึ้น 7% และหมวดร้านอาหารเพิ่มขึ้น 12%  ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับแรกโดยหมวดที่พักและร้านอาหารเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจุดหมายปลายทางที่สามารถบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศและการเดินทางแบบขับรถ (Drive Tourism) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

    หนุนท่องเที่ยวในประเทศผ่านพันธมิตร–ประสบการณ์

    เพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เคทีซีได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ เครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) กับแคมเปญ “Eat the East” ที่ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านเส้นทางขับรถ ควบคู่กับการเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงแคมเปญ “Central Rhythm” และ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเดินทางแบบครอบครัวหลายช่วงวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-measures-chonburi&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V8y9KtUt0qYFdj-jaYjlR

  • ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน  ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

    ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

    ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีไทยที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนสัญญาณเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดต้นทุนพลังงาน และค่าขนส่งพุ่งสูง

    ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภาพรวม SME ไทยในขณะนี้กำลังเผชิญภาวะแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) อย่างรุนแรง จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    การสำรวจ พบว่า ดัชนีด้านต้นทุนลดฮวบลงมาอยู่ที่ 37.3 ลดลงถึง 5.2 จุด สะท้อนภาระจากราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีกำไรปรับลดลงมาอยู่ที่ 47.7 เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่

    ในด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดัชนีการผลิต และคำสั่งซื้อชะลอตัวลง 1.8 และ 6.4 จุด ตามลำดับ สอดคล้องกับกำลังซื้อที่เริ่มอ่อนแรง ขณะที่ดัชนีการจ้างงานยังทรงตัวที่ 49.2 สะท้อนความพยายามของผู้ประกอบการในการประคองธุรกิจ และรักษาการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด

    “SME ยังสู้เต็มที่เพื่อรักษาฐานธุรกิจเดิม แม้จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากต้นทุน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”

    ดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีต่ำเกณฑ์รอบ 5 เดือน  ราคา ‘พลังงาน-ขนส่ง’ พุ่ง บีบกำไรทรุด

    ภาคตะวันออก-ใต้ “อ่วม” พลังงาน-ขนส่ง

    เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าความเชื่อมั่นลดลงเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ ที่พึ่งพาอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว แบ่งเป็น

    1. ภาคตะวันออก ดัชนีอยู่ที่ 45.7 ลดลงมากสุด 5.3 จุด จากผลกระทบต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรม และเกษตร

    2. ภาคใต้ อยู่ที่ 46.0 ถูกกดดันจากต้นทุนเดินทาง และท่องเที่ยว

    3. กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อยู่ที่ 48.0 เผชิญค่าครองชีพ และต้นทุนวัตถุดิบ

    4. ภาคเหนือ ยังยืนเหนือฐานที่ 51.9 แม้ชะลอตัวลง

    “ข้อมูลเชิงลึกสะท้อนสถานการณ์น่าห่วง โดย SME กว่า 96.7% ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยตรง ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ และกำลังซื้อ”

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ สภาพคล่องทางการเงิน โดย 80% ของผู้ประกอบการ ระบุว่าสามารถประคองธุรกิจได้ไม่เกิน 6 เดือน ในจำนวนนี้ 20% มีเงินสำรองไม่เกิน 3 เดือน เสี่ยงปิดกิจการ สำหรับข้อเรียกร้องเร่งด่วนจากภาคธุรกิจคือ การลดต้นทุน (44%) และเพิ่มสภาพคล่อง (14%)

    อัด “Soft Loan 1%” 1,200 ล้านพยุงสภาพคล่อง

    ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกระแทก สสว. เตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน วงเงินรวม  1,200 ล้านบาท ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ 

    โดยมีไฮไลต์ คือ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 1% ระยะเวลา 5 ปี พร้อมปลอดชำระเงินต้น 1 ปี (Grace Period) และเน้นกลุ่มท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรมขนาดเล็ก ร้านบริการ

    นอกจากนี้ยังมีกองทุนสำคัญอีก 2 ส่วน คือ Enhancement Fund (400 ล้านบาท) ด้วยการปรับปรุงเครื่องจักร ลดต้นทุน และ Transformation Fund (400 ล้านบาท) เพื่อเน้นในเรื่องของการปรับธุรกิจสู่ดิจิทัล และ AI โดยคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือนพ.ค. และมีแนวโน้มความต้องการสูงจนวงเงินอาจหมดอย่างรวดเร็ว

    ในระยะยาว สสว. เดินหน้าแผนบูรณาการ 39 โครงการ ร่วมกับ 17 หน่วยงานรัฐ และมหาวิทยาลัย เพื่อเสริมศักยภาพ SME ครบมิติ มาตรการสำคัญ ได้แก่

    1. โครงการ BDS “SME ปัง ตังได้คืน” ช่วยออกค่าใช้จ่าย 50-80%

    2. แพลตฟอร์ม SME Access และ SME Academy 365 เพิ่มองค์ความรู้

    3. สนับสนุน E-commerce และ Live Commerce ลดค่า GP

    4. สร้างเครือข่าย Influencer และนักศึกษา ช่วยขายสินค้า

    “ท่ามกลางวิกฤติ สสว. ยังมองเห็นโอกาส โดยผลักดัน SME ไทยขยายไปยัง ตลาดใหม่ เช่น แอฟริกา ตลาดเฉพาะกลุ่มในจีน พร้อมชูจุดแข็งไทยด้านอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤติโลก”

    รับมือสินค้าจีน “อย่าแข่งราคา แต่ต้องต่าง”

    สำหรับการแข่งขันจากสินค้าจีนที่ทะลักผ่านอีคอมเมิร์ซ ดร.ปณิตา แนะนำว่า SME ไทยต้องเลี่ยง-หลบ การแข่งด้านราคา เน้นคุณภาพ และความแตกต่าง พร้อมกับสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับต้นทุนระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้

    การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาธุรกิจสีเขียว (Green SME) การใช้ AI และดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สสว. เตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเร่งออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที

    “เป้าหมายของเราคือ สร้างเกราะป้องกันให้ SME ไทยอยู่รอด และฟื้นตัวได้ในไตรมาสถัดไป แม้ต้องเผชิญความผันผวนระดับโลก”

    SME ไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปราะบาง” จากแรงบีบต้นทุน และกำลังซื้อที่หดตัว หากไม่มีมาตรการพยุงอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การปิดกิจการเป็นวงกว้าง สสว. จะเป็นตัวแปรสำคัญในการ “ต่อชีวิต” ธุรกิจฐานรากของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจโลก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0efWinYgyIIT0Hwoxx8VFW

  • รัฐวิสาหกิจอัดงบลงทุนครึ่งปี 1.17 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ

    รัฐวิสาหกิจอัดงบลงทุนครึ่งปี 1.17 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ

    สคร. โชว์ผลงานรัฐวิสาหกิจครึ่งปีงบประมาณ 2569 อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนทะลุ 1.17 แสนล้านบาท แตะระดับ 50% ของกรอบทั้งปี ชูบิ๊กโปรเจกต์รถไฟทางคู่และรถไฟฟ้าเบิกจ่ายทะลุเป้า หวังใช้เป็นเครื่องยนต์หลักพยุงเศรษฐกิจไทยฝ่าแรงกระแทกจากวิกฤตตะวันออกกลางและต้นทุนพลังงานพุ่ง

    นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของราคาพลังงานที่ผันผวน เส้นทางการขนส่งที่หยุดชะงัก และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สคร. จึงได้เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 43 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแล ใช้การลงทุนเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นและเรียกความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจ

    จากการติดตามผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของ ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – มี.ค. 2569) พบว่ารัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนรวมได้แล้วถึง 117,176 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50% ของกรอบงบลงทุนรวมทั้งปีที่ตั้งไว้ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 ถึง ก.ย. 2569 จำนวน 235,748 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการเบิกจ่ายที่สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจในยามวิกฤตได้อย่างทันท่วงที

    นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเสริมว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของเม็ดเงินดังกล่าวมาจากการเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีผลการเบิกจ่ายสะสมในระดับสูงอย่างโดดเด่น นำโดยโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย

    ที่ทำยอดเบิกจ่ายพุ่งทะลุเป้าถึง 199% ควบคู่ไปกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระยะที่ 2 ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (สายตะวันตก) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ระดับ 100% ตามแผนงานที่วางไว้

    นายธิบดี กล่าวทิ้งท้ายว่า สคร. จะยังคงเดินหน้ากำกับดูแลและติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนของรัฐจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้รัฐวิสาหกิจทำหน้าที่เป็นเสาหลักสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pmQgGXmHLBeDKVnVydJfQ

  • TISCO ESU เตือนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU เตือนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ออกโรงเตือน สถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อกว่า 8 สัปดาห์ กำลังผลักดันให้โลกเดินหน้าสู่วิกฤตพลังงาน (Energy Lockdown) ครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าแค่ราคาพุ่งสูง ชี้ไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ ขาดแคลนพลังงานของจริง หลังน้ำมันสำรองอาจหมดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แนะภาครัฐออกมาตรการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ก่อนจะต้อง บังคับหยุดชะงักในวันที่สายเกินไป

    นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Senior Strategist, TISCO Economic Strategy Unit : TISCO ESU) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกถูกปิดตายเกือบสมบูรณ์ และมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยล่าสุดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม หลังกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้เข้ามาควบคุมเส้นทางสัญจรอย่างเต็มรูปแบบ และประกาศห้ามเรือทุกสัญชาติผ่าน

    นายธนธัช กล่าวว่า การกระทำของ IRGC สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงอำนาจของฝั่งกองทัพที่อยู่เหนือรัฐบาลอิหร่าน และยังเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจผ่านวิกฤตพลังงานทั่วโลก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ และนานาชาติ ทำให้โอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายได้โดยเร็วลดน้อยลง

    ไทยเสี่ยงวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย นายธนธัช ให้ความเห็นว่า กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่คลังน้ำมันสำรองทางกฎหมาย (Legal Reserve) รวมกับคลังน้ำมันสำรองเพื่อการค้า สามารถรองรับการใช้งานได้เพียง 30-60 วันเท่านั้น

    “เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาขนส่งน้ำมัน (Lag Time) จากตะวันออกกลางมายังเอเชียที่ใช้เวลาราว 30-40 วัน หมายความว่าเรือน้ำมันเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากพื้นที่ก่อนความขัดแย้งรุนแรง ได้เดินทางมาถึงไทยและหมดลงแล้วในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ภาวะที่ต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้แล้ว ซึ่งอาจช่วยยื้อเวลาให้เราใช้น้ำมันได้ตามปกติไปอีกเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น ก่อนที่น้ำมันจะหมดลงโดยสมบูรณ์ และนั่นจะกลายเป็นสถานการณ์ที่ประเมินค่าความเสียหายมิได้” นายธนธัชกล่าว

    แนะรัฐออกมาตรการจริงจัง ก่อนสายเกินไป

    TISCO ESU มองว่า แม้ปัจจุบันการบริโภคน้ำมันจะเริ่มปรับลดลงตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการบิน ประกอบกับหลายประเทศรวมถึงไทย ได้เริ่มใช้มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในหน่วยงานราชการ แต่ยังเป็นเพียงมาตรการในวงจำกัด และอุปสงค์ที่ลดลงโดยรวมยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตได้

    ทางออกเดียวที่จะบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ คือ ภาครัฐต้องออกมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงอย่างจริงจังและเด็ดขาดโดยเร็ว เพื่อชะลอการลดลงของระดับน้ำมันในคลังสำรองไม่ให้ต่ำใกล้จุดวิกฤต สร้างแต้มต่อเตรียมความพร้อมให้เศรษฐกิจสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

    “เราเชื่อว่าทุกรัฐบาลเห็นตรงกันว่ามีทางตันรออยู่ข้างหน้า แต่ยังคงลังเลเพราะคาดหวังว่าการสงบศึกจะเกิดขึ้นในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม หากไม่ตัดสินใจลงมือตั้งแต่วันนี้ จากที่ควรจะเป็นเพียง ‘การชะลอเดินชั่วคราวเพื่อเตรียมรับมือ’ ก็อาจต้องกลายเป็น ‘การบังคับหยุดชะงักในวันที่สายเกินไป’ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่ามาก” นายธนธัชกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260424-tiscoesu-monthly&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jGt-fcJyrb2-F7GuboJBE

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : พักตัว รอซื้อแนวรับ
    แนวรับ : $4,670 หรือ 72,000
    แนวต้าน : $4,830 หรือ 73,800

    .
    ทองคำพักตัวแล้วควรรอซื้อแนวรับหรือไม่ หลัง War Premium เริ่มไหลออกและเฟดยังไม่รีบลดดอกเบี้ย?

    .

    ราคาทองคำระยะสั้นเริ่มเข้าสู่จังหวะพักตัว หลังแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลงจากกรณีทรัมป์ขยายเวลาสงบศึกกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอข้อเสนอสันติภาพรอบใหม่จากฝั่งอิหร่าน ส่งผลให้ War Premium ที่เคยผลักดันราคาทองคำให้อยู่ในระดับสูงเริ่มไหลออก นักลงทุนบางส่วนจึงทยอยขายทำกำไร กดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัวลง แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่ก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังออกมาแข็งแกร่ง โดย Flash PMI ภาคการผลิตเดือนเมษายนปรับขึ้นมาอยู่ที่ 54.0 จุด จาก 52.3 จุดในเดือนมีนาคม และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจน จึงลดแรงกดดันต่อเฟดในการเร่งลดดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย หากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำก็ยังสูงตามไปด้วย

    ตลาดจึงจับตาการประชุม FOMC วันที่ 29 เมษายนนี้เป็นพิเศษ โดยปัจจุบัน CME FedWatch สะท้อนความเป็นไปได้สูงถึง 99.5% ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% หากผลออกมาตามคาด ราคาทองคำอาจยังไม่ได้รับแรงหนุนใหม่จากประเด็นดอกเบี้ยโดยตรง แต่จุดสำคัญจะอยู่ที่ถ้อยแถลงของประธานเฟดหลังการประชุม ว่าจะส่งสัญญาณต่อทิศทางดอกเบี้ยรอบถัดไปอย่างไร

    นอกจากนี้ แรงกดดันระยะสั้นยังเพิ่มขึ้นจากมุมมองของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ หลัง Morgan Stanley ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำในครึ่งปีหลัง 2026 จากเดิม 5,700 ดอลลาร์ เหลือ 5,200 ดอลลาร์ แม้ภาพใหญ่ระยะยาวของทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการซื้อทองของธนาคารกลางทั่วโลกและความกังวลด้านค่าเงิน แต่การปรับลดเป้าหมายดังกล่าวสะท้อนว่าสถาบันใหญ่มองว่าทองคำอาจยังไม่พร้อมเร่งตัวขึ้นต่อในระยะสั้น

    ด้านเทคนิค RSI อยู่บริเวณ 39 จุด ซึ่งยังไม่เข้าสู่โซน Oversold ทำให้ราคาทองคำยังมีโอกาสพักตัวลงต่อได้ก่อน โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,670 ดอลลาร์ หรือประมาณ 72,000 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 4,830 ดอลลาร์ หรือประมาณ 73,800 บาท คืนนี้ตลาดยังต้องติดตามตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก University of Michigan เวลา 21.00 น. ตามเวลาไทย หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจยิ่งหนุนมุมมองว่าเฟดสามารถคงดอกเบี้ยสูงได้นานขึ้น และกดดันทองคำเพิ่มเติม

    .

    กลยุทธ์ในรอบนี้ยังเหมาะกับการทยอยเข้าซื้อมากกว่าการไล่ราคา เพราะแม้แรงหนุนจากสงครามจะอ่อนลง แต่ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นฐานรองรับราคาทองคำอยู่ แนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ หรือ กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงเป็น พักตัว รอซื้อแนวรับ เนื่องจากแรงหนุนจาก War Premium เริ่มลดลง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งและเฟดยังไม่มีแรงกดดันให้รีบลดดอกเบี้ย ราคาทองคำจึงมีโอกาสพักฐานต่อก่อนจะกลับมาฟื้นตัว นักลงทุนควรรอจังหวะเข้าซื้อบริเวณแนวรับ 4,670 ดอลลาร์ หรือประมาณ 72,000 บาท และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคากลับขึ้นใกล้แนวต้าน 4,830 ดอลลาร์ หรือประมาณ 73,800 บาท

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-24-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ELMeKBG4H1sEre2Hl0IEM

  • “ดร.สติธร” ชี้ Moody’s ปรับเครดิตไทย สะท้อนสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แนะรัฐเปลี่ยนบทบาท “อัดฉีด” สู่ การ “ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจ” | TOPNEWS

    “ดร.สติธร” ชี้ Moody’s ปรับเครดิตไทย สะท้อนสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แนะรัฐเปลี่ยนบทบาท “อัดฉีด” สู่ การ “ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจ” | TOPNEWS

    24 เม.ย. 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณี Moody’s Ratings ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ว่า

    ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงเทคนิคด้านการเงิน แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ดร.สติธร ระบุว่า การตัดสินใจของ Moody’s ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมาตรการระยะสั้น หากแต่สะท้อนความสามารถเชิงระบบ ของประเทศไทย ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศ และศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก จึงถือเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีฐานรากที่แข็งแรง และมีศักยภาพเติบโตต่อได้ หากได้รับการขับเคลื่อนอย่างถูกทิศทาง

    ในเชิงนโยบาย เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมองข่าวดังกล่าวเป็นเพียงความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ แต่ควรใช้เป็นฐานคิดในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการทำให้ศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศสามารถทำงานได้เต็มที่

    ทั้งนี้ เสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    ประการแรก การเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก รัฐสงเคราะห์ ไปสู่ รัฐหนุนเสริม (enabling state) โดยลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบ สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน แทนการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น

    ประการที่สอง การใช้เสถียรภาพทางการเมืองเป็น ทุนเชิงนโยบายเพื่อผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ ระบบภาษี ระบบราชการ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพของรัฐบาล

    และประการที่สาม การยกระดับเศรษฐกิจจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” โดยเน้นการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

    ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับ Outlook ครั้งนี้ควรถูกมองเป็นคำยืนยันจากภายนอกว่าไทยยังมีศักยภาพสูง แต่ศักยภาพดังกล่าวจะเกิดผลจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐในระยะต่อไป โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนเสถียรภาพให้เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1556064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J8_NfUuMfhmRn0UWuUuaD

  • โฆษกรัฐบาล ชี้ Moody’s มองไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    โฆษกรัฐบาล ชี้ Moody’s มองไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    โฆษกรัฐบาล แจง Moody’s มองไทยดี มีเสถียรภาพ ส่งผลดีเศรษฐกิจไทย เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ย้ำรัฐบาลเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง

    วันที่ 24 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในทิศทางที่ดี จากระดับ “เชิงลบ” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ทั้งนี้ ผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ประการแรก คือ ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศจะมีแนวโน้มลดลง ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน เนื่องจากความเสี่ยงถูกประเมินต่ำลง ส่งผลให้การระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ประการที่สอง มุมมองที่ดีขึ้นของ Moody’s ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงแหล่งทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม  อีกทั้งเชื่อว่า จะส่งผลเชิงเศรษฐกิจในแง่การรักษาความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ ส่งผลเชิงบวกต่อกระแสเงินทุนและเสถียรภาพของตลาดการเงินไทยในระยะต่อไป

    และประการสุดท้าย ประโยชน์ที่จะส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง ผ่านการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น เมื่อภาคธุรกิจมีการลงทุนและขยายกิจการมากขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนโอกาสจากเวทีโลกให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับประชาชนทุกคน ในส่วนที่รัฐบาลจะดำเนินการออกพระราชกำหนดกู้เงินนั้น สถาบันการเงินต่างชาติและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความเข้าใจและเล็งเห็นในความจำเป็น 

    “สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ เราจำเป็นต้องมีทุนใหม่เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ  เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนสู้โดยลำพัง และทุกบาทของเงินก้อนนี้จะถูกตรวจสอบได้ และมีแผนการสร้างรายได้เพื่อส่งคืนคลังอย่างชัดเจน ซึ่งรัฐบาลจะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ถึงมือประชาชน และตรวจสอบได้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16NupXtSVcILj6gujlJdwM

  • ‘ฟิล์ม – อินนนท์’ เคลียร์ชัดสัมพันธ์ จูบจริงไม่มีกั๊ก ช็อตจูบสนั่นโซเชียล! | คมชัดลึก

    ‘ฟิล์ม – อินนนท์’ เคลียร์ชัดสัมพันธ์ จูบจริงไม่มีกั๊ก ช็อตจูบสนั่นโซเชียล! | คมชัดลึก

    จากคลิปไวรัลสงกรานต์ที่ทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟ ล่าสุด “ฟิล์ม ธนภัทร” และ “นนท์ อินทนนท์” ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือก ยอมรับจูบจริง ฟีลมาเต็ม แต่สถานะยังแค่เพื่อน ทำแฟนๆ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/616279&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B7NhivD8lFBLM-UMsTl8i