Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภมาส” ฮึ่ม!! สั่ง สคบ.ดูแลผู้บริโภค หลังโดนสายการบินเทตั๋ว

    “ศุภมาส” ฮึ่ม!! สั่ง สคบ.ดูแลผู้บริโภค หลังโดนสายการบินเทตั๋ว

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งการให้ สคบ. เร่งติดตามและแก้ไขปัญหา กรณีสายการบินหลายแห่งทยอยประกาศยกเลิกเที่ยวบิน จนส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งด้านแผนการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ และค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ประกอบกับข้อจำกัดของกฎหมายในบางกรณีที่ผู้โดยสารอาจไม่ได้รับค่าชดเชย ซึ่งสร้างความกังวล และความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

    น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน เร่งดูแลช่วยเหลือผู้บริโภครอบด้าน พร้อมกำชับ สคบ. ให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงการแก้ไขปัญหา และการป้องกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

    “การยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นวงกว้าง ไม่เพียงแต่ค่าโดยสารเครื่องบิน แต่ยังรวมถึงการจองที่พัก การเช่ารถ การจองทริปท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายอื่นที่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ ทำให้ประชาชนต้องรับภาระความเสียหายจำนวนมาก” น.ส.ศุภมาส กล่าว

    ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสายการบินในกรณีต่าง ๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านเว็บไซต์ สคบ. และแอปพลิเคชัน OCPB Connect ตลอด 24 ชั่วโมง

    ด้านนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ได้กำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคให้มีความชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    2. ยกระดับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยเชิญผู้ประกอบธุรกิจสายการบิน และผู้บริโภคเข้าหารือร่วมกัน เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรม และหากไม่สามารถตกลงกันได้ จะเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อพิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภค

    3. เร่งสร้างองค์ความรู้ และภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน ผ่านการประชาสัมพันธ์สิทธิผู้โดยสาร เงื่อนไขการชดเชย และข้อควรระวังในการจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ หรือสายการบินที่ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12809520&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p1ylIA2Wgw-yp9dwibSCU

  • ฉะเชิงเทรา จับมือ มณฑลเฮยหลงเจียง ลงนามความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-การศึกษา-ท่องเที่ยว

    ฉะเชิงเทรา จับมือ มณฑลเฮยหลงเจียง ลงนามความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-การศึกษา-ท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143302&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zk_f-zULiiJmz2rHXUJUm

  • มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    ต้องถือว่าการที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 น่าจะเป็นผลงานชิ้นแรกของดรีมทีมเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน ” ที่ออกสตาร์ตได้ดี สร้างความฮือฮาและเรียกคะแนนเสียงจากแวดวงเศรษฐกิจการเงินพอสมควร หลังจากที่ไม่ได้รับข่าวดีมานาน

    ส่วนจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจประเทศไทย แล้วคนทั่วไป ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ จะได้อะไรจากความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ก่อนอื่น ต้องไปดูเหตุผลที่ทำให้มูดี้ส์ปรับมุมมองต่อไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” กันก่อน ได้แก่

    1.ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทยมาตลอดหลายปี วันนี้ รัฐบาลมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่

    2.อัตราศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ลดลงภายหลังการเจรจากับสหรัฐฯ

    3.การลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถิติของการเปิดดำเนินการของโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการ Thailand Fast Pass ของรัฐบาลอนุทิน 1

    4.ประเทศไทยมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว สามารถบริหารจัดการภาระหนี้ได้

    5.ประเทศไทยมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ขณะที่สัดส่วนหนี้ครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    เหตุผลที่ว่ามาข้างต้น อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวประชาชนคนไทย แต่หาหพิจารณาจากกกลุ่มแรก ที่ดีใจกับการจัดอันดับการมีเสถียรภาพก่อน เพื่อให้เห็นภาพความเชื่อมโยง เพราะมีหลายภาคส่วนที่ดีใจเป็นพิเศษ ได้แก่ รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ เพราะการปรับมุมมองให้ดีขึ้นเปรียบเสมือนการตรวจข้อสอบ ว่ากำลังบริหารนโยบายและการคลังมาถูกทาง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ช่วยให้รัฐบาลดำเนินโครงการที่ตอบสนอง

    นโยบายด้านการใช้พลังงานทดแทน และกระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สามารถกู้เงินโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ เช่น การออกพันธบัตรได้หลากหลายขึ้น

    ในขณะที่กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งความน่าเชื่อถือของธนาคารมักจะยึดโยงขึ้นลงตามความเชื่อมั่นของประเทศ ก็จะมีต้นทุนการระดมทุนของธนาคารก็ลดลง และส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เพราะความมีเสถียรภาพของไทยจะช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ ทำให้สินทรัพย์ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นและเสถียรภาพของค่าเงินบาท

    ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ เมื่อทุกอย่างนิ่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็จะช่วยให้วางแผนธุรกิจและจัดการต้นทุนได้แม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อความน่าเชื่อถือของประเทศดี แน่นอนการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศของรัฐบาลก็ง่ายขึ้น ได้รับเงื่อนไขทางการเงินที่ดีขึ้นต้นทุนโดยรวมตํ่าลง ภาคธุรกิจก็ย่อมได้รับอานิสงค์นี้ไปด้วย แรงกดดันเกี่ยวกับการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในประเทศก็ลดลงด้วย

    นอกจากนี้ อันดับเครดิตที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อค่าเงินบาท ซึ่งช่วยให้ต้นทุนการผลิตสินค้าไม่ดีดตัวสูงขึ้น ช่วยให้ค่าครองชีพของชาวบ้านคงที่ และเมื่อนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่น ก็จะกล้าเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานหรือขยายกิจการในไทยมากขึ้น เมื่อมีการลงทุน ก็เกิดการจ้างงาน คนมีงานทำ มีรายได้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

    ที่สำคัญและต้องเน้นยํ้ากันคือ ทาง มูดี้ส์ ได้ยํ้าเตือนไว้ว่า อันดับเครดิตของไทยอาจถูก ‘ลดระดับลง’ หากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยอ่อนแอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน โดยมูดี้ส์ จะติดตามและประเมินความน่าเชื่อถืออีกครั้ง จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น การเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถ้ารัฐบาลอยากดีใจต่อไปนานๆ อยากให้คนไทยดีใจไปด้วย ก็ช่วยทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับมูดี้ส์ด้วย
    คอลัมน์ : Cercular Economy ชีวิตดีเริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/657442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-fCGuXsVD_-uUV1dvfo5I

  • นักวิชาการแนะรัฐบาลใช้ผลพวงจากมูดี้ส์ ปรับอันดับความน่าเชื่อถือไทยมีเสถียรภาพ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นักวิชาการแนะรัฐบาลใช้ผลพวงจากมูดี้ส์ ปรับอันดับความน่าเชื่อถือไทยมีเสถียรภาพ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณี Moody ซึ่งเป็นสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต ได้จัด Moody’s Ratings ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ว่า ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงเทคนิคด้านการเงิน แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “การตัดสินใจของ Moody’s ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมาตรการระยะสั้น หากแต่สะท้อนความสามารถเชิงระบบ ของประเทศไทย ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศ และศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก จึงถือเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีฐานรากที่แข็งแรง และมีศักยภาพเติบโตต่อได้ หากได้รับการขับเคลื่อนอย่างถูกทิศทาง

    ในเชิงนโยบาย เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมองข่าวดังกล่าวเป็นเพียงความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ แต่ควรใช้เป็นฐานคิดในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการทำให้ศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศสามารถทำงานได้เต็มที่

    ทั้งนี้ เสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ประการแรก การเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก รัฐสงเคราะห์ ไปสู่ รัฐหนุนเสริม (enabling state) โดยลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบ สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน แทนการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น

    ประการที่สอง การใช้เสถียรภาพทางการเมืองเป็น ทุนเชิงนโยบายเพื่อผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ ระบบภาษี ระบบราชการ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพของรัฐบาล

    และประการที่สาม การยกระดับเศรษฐกิจจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” โดยเน้นการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

    ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับ Outlook ครั้งนี้ควรถูกมองเป็นคำยืนยันจากภายนอกว่าไทยยังมีศักยภาพสูง แต่ศักยภาพดังกล่าวจะเกิดผลจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐในระยะต่อไป โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนเสถียรภาพให้เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5809683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sqI7Bk1lKpISxYee9O3ZF

  • ราคาทองวันนี้พุ่งแรง! ทะลุ 73,000 บาท “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศครั้งที่ 1 เช็กด่วนก่อนตัดสินใจ

    ราคาทองวันนี้พุ่งแรง! ทะลุ 73,000 บาท “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศครั้งที่ 1 เช็กด่วนก่อนตัดสินใจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rBe3f_udnlb-Ku7i9V43k

  •  “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

     “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

    การเมือง

     “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับ

    การหารือครั้งนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันทางการค้า

    นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้หารือถึงแนวทางผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ขณะที่ฝ่ายไทยยังต้องการให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มช่องทางการค้า การเชื่อมโยงตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    บรรยากาศการพบหารือเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง โดยทำเนียบรัฐบาลได้จัดอาหารว่างต้อนรับคณะผู้แทนจีนด้วยเมนูไทย เช่น ทุเรียน ข้าวหลาม ลูกชุบ และขนมสอดไส้ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมอาหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์สินค้าไทยและเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการเจรจาระดับรัฐบาล

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะของนายหวัง อี้ เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติจีน สะท้อนสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่จีนมีศักยภาพสูง และเป็นทิศทางการลงทุนที่ไทยต้องการผลักดันในอนาคต

    การพบหารือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังมีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน สินค้าเกษตร อาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และห่วงโซ่อุปทานใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/473791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lbh5JYxzPENDF1wy3pJlQ

  • จะไปต่ออย่างไร…เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

    จะไปต่ออย่างไร…เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

    *** ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่เพิ่งประกาศออกมานั้น กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า กำไรของธนาคารรวมของทั้งระบบพุ่งสูงขึ้นกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นมรสุมจากสงครามการค้า การตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ ที่แม้จะดูเหมือนว่าจะจบ แต่ก็ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หรือแม้แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายจุดทั่วโลก 

    ทว่าภาพสะท้อนจากฝั่งสถาบันการเงินไทย กลับดูสวนทางอย่างสิ้นเชิง…เพราะทั้งรายได้และผลกำไรที่ออกมานั้น จัดว่า ดีเกินกว่าที่นักลงทุนหลายคนได้คาดการณ์เอาไว้เป็นอย่างมาก!

    แน่นอนว่า การที่ธนาคารทั้งหลายมีผลการดำเนินงานที่ดี จะส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยดูแข็งแกร่งตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน มันกลับสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กำลังบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง เพราะในขณะที่สถาบันการเงินเติบโตอย่างมั่งคั่ง และมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลับต้องดิ้นรนประคองตัวให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเงินฝืดเคืองอย่างยากลำบาก 

    ความย้อนแย้งนี้ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า ในเมื่อระบบธนาคารรุดหน้าไปไกล แต่ทำไมคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ กลับยังต้องดิ้นรนอยู่อย่างแสนสาหัส ???  

    หากเราเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขรายบรรทัดของแต่ละธนาคาร ในไตรมาส 1/2569 จะพบว่า ทุกแห่งมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ เริ่มต้นจากธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ที่รายได้ในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นไปแตะระดับกว่า 31,950 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,667 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ก็โชว์ฟอร์มได้ไม่น้อยหน้าด้วยรายได้รวมที่พุ่งเกิน 39,300 ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิไปได้กว่า 10,195 ล้านบาท 

    ส่วนธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ที่มีจุดแข็งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ ก็ยังคงรักษามาตรฐานความมั่งคั่งด้วยกำไรสุทธิกว่า 10,994 ล้านบาท ทางด้านธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ในฐานะธนาคารที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐและเป็นหัวใจหลักในการส่งผ่านนโยบาย ก็รายงานผลกำไรสุทธิสูงถึง 12,437 ล้านบาท

    สำหรับธนาคารในกลุ่มรองลงมาอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY ก็ยังสามารถรักษาพอร์ตกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงกว่า 8,618 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB มีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 5,170 ล้านบาท

    แม้แต่ธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง KKP และ TISCO ก็ยังรายงานกำไรสุทธิในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยอยู่ที่ 1,502 ล้านบาท และ 1,733 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกันแล้ว คือภาพสะท้อนของระบบธนาคารที่ “รอด” และ “รวย” ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้  

    แม้ความสำเร็จเหล่านี้ จะเป็นผลมาจากการบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม และ การตั้งสำรองที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ผลประกอบการออกมาดูดีที่สุดในสายตานักลงทุน 

    แต่ความแข็งแกร่งของธนาคาร กลับสร้างความรู้สึกที่ห่างเหินจากความเป็นจริงของภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากเปรียบเงินและกระแสเงินสดเป็นดั่ง “น้ำ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือภาวะที่ต้นน้ำยังคงเต็มสมบูรณ์ แต่ปลายน้ำกลับกลายเป็นดินแดน ที่แห้งแล้งจนยากที่จะมีใครมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพของการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของเหล่าธนาคารทั้งหลายในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่มาตรการป้องกันความเสี่ยงตามปกติ เพราะมันกลายเป็นการ “ปิดประตูใส่หน้า” ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ ลูกค้ารายย่อยที่กำลังอ่อนแอจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง 

    เมื่อประตูจากสถาบันการเงินในระบบถูกปิดลง ทางเลือกของคนตัวเล็กจึงถูกบีบให้แคบลง จนเหลือเพียงการหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมาพร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงลิ่ว และโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะแบกรับได้ไหว จนกลายเป็นวงจรหนี้สินแบบ “งูกินหาง” ที่กัดกินกำลังซื้อ และทำลายโอกาสในการฟื้นตัวอย่างถาวร ซึ่งความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ กำลังกลายเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ในโครงสร้างสังคมไทย…

    แม้บทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารจะมีเงินกองทุนที่เพียงพอเพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอยอดีต แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสถียรภาพที่เห็นนั้นกำลังแลกมาด้วยการปล่อยให้ภาคส่วนที่อ่อนแอที่สุด ต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งมันกลายเป็นคำถามสำคัญว่านี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไปหรือไม่” สำหรับประเทศที่กำลังต้องการแรงขับเคลื่อนจากฐานราก

    ดังนั้น ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 จึงเป็นภาพของความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารรอดพ้นมรสุม และเติบโตอย่างสง่างาม มหาเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ยังคงรักษามั่งคั่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่คนตัวเล็กกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านอย่างไร้ทางออก

    แน่นอนว่า การแสดงความยินดีกับกำไรของธนาคารนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดในเชิงธุรกิจ แต่จะมีใครตั้งคำถามถึงบทบาท และความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันการเงินเหล่านี้ในยามที่วิกฤตของประเทศบ้างหรือไม่  

    โบราณท่านว่า “ไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ ในรังนกที่ถูกพายุพัดทำลาย” ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากการมีเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งเพียงแค่ส่วนยอด แต่ฐานรากผุกร่อนก็คงไม่มีที่ให้ใครยืนต่อไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เจ๊เมาธ์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด…แล้วเราจะเหลืออะไรได้อีก! 

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/speak-every-district/657349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08yyPy1vcz2uOoK2U5L0Ht

  • ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ” | TOPNEWS

    ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ” | TOPNEWS

    ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ”

    #topnewstv #หนี้ประเทศไทย #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1556361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18QkaMxMpNBjyaq54bOOzm

  • “ฟิล์ม ธนภัทร”ตกใจ “สาวปริศนา”พุ่งจะเข้ามาหอมแก้ม แต่กับ “นนท์ อินทนนท์”จูบเพราะสนิท | TOPNEWS

    “ฟิล์ม ธนภัทร”ตกใจ “สาวปริศนา”พุ่งจะเข้ามาหอมแก้ม แต่กับ “นนท์ อินทนนท์”จูบเพราะสนิท | TOPNEWS

    ฟิล์ม ธนภัทร”ตกใจ “สาวปริศนา”พุ่งจะเข้ามาหอมแก้ม แต่กับ “นนท์ อินทนนท์”จูบเพราะสนิท | TOP DARA.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1556771&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uNKYxeA0SI6ZoNbPBi1Vh

  • กลาโหมใหม่เดินเกมเข้ม “ไม่เปิดด่าน” กดดันกัมพูชาทำตามข้อตกลง

    กลาโหมใหม่เดินเกมเข้ม “ไม่เปิดด่าน” กดดันกัมพูชาทำตามข้อตกลง


    อดุลย์ ย้ำจุดยืนไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลง Joint Statement อย่างครบถ้วน พร้อมสั่งเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่ชายแดน และยกระดับสวัสดิการกำลังพล

    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.37 น. ที่กระทรวงกลาโหม ภายหลังพิธีวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหมครบรอบ 139 ปี และภายหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงแนวนโยบายด้านความมั่นคงและการพัฒนากองทัพ

    พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ระบุว่า การได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ ความมั่นคงของชาติ และประชาชน

    ในด้านนโยบาย กระทรวงกลาโหมจะมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ ครอบคลุมภัยคุกคามทุกมิติ พร้อมผลักดันประเด็น “ทหารอาสา” โดยมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และการศึกษา รวมถึงการต่อยอดเข้าสู่ระบบการศึกษาทางทหาร เช่น โรงเรียนนายสิบทหารบก

    นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ หลังเห็นผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและน้ำมันที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน พลโทอดุลย์ระบุว่า จะมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลตามแนวชายแดน โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน และสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อให้กำลังพลมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม โดยย้ำแนวคิด “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี และมีสัญญาณโทรศัพท์”

    ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่าระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของบิดาและมารดาจะยังคงเดิม และได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จ

    ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พลโทอดุลย์กล่าวย้ำว่า ไทยจะ “ไม่มีวันเปิดด่าน” จนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงใน Joint Statement อย่างครบถ้วน โดยถือเป็นการยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พร้อมระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้แล้ว

    สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (RBC) ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า เป็นอำนาจการดำเนินงานของกองทัพภาคและผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้มีการสั่งการไปแล้ว และเชื่อว่าสถานการณ์จะมีทิศทางที่ดีขึ้น

    ส่วนกรณีความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือและประเด็นการยกเลิก MOU ปี 2544 พลโทอดุลย์ระบุว่า ทุกฝ่ายยังต้องดำเนินการภายใต้กรอบข้อตกลง Joint Statement ที่มีร่วมกัน และยึดหลักกติกาเดียวกันในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

    กระทรวงกลาโหมยืนยันเดินหน้ายกระดับทั้งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตกำลังพลควบคู่กัน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42208&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H0oCdEGvAuh8ZvkIiCtS-