Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • 2 จังหวัดเท่านั้น ปี 2569 ยังไม่มี “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” ตั้งในพื้นที่ มีที่ไหนบ้าง?

    2 จังหวัดเท่านั้น ปี 2569 ยังไม่มี “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” ตั้งในพื้นที่ มีที่ไหนบ้าง?

    เช็กชัดๆ ปี 2569 เหลือกี่จังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตั้งอยู่ในพื้นที่ จังหวัดไหนบ้าง

    มหาวิทยาลัยราชภัฏ ถือเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่กระจายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ มีบทบาทสำคัญด้านการศึกษา การพัฒนาท้องถิ่น และการผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำให้หลายคนสงสัยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีจังหวัดใดบ้างที่ “ไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ในพื้นที่” หรือแม้กระทั่งวิทยาเขตถาวร 

    จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะล่าสุด พบว่า 2569 ปัจจุบันมีเพียง 2 จังหวัด ที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลักและวิทยาเขตถาวร ตั้งอยู่ภายในจังหวัด ได้แก่ ตราด และ สระบุรี

     

    2 จังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏ ปี 2569

    • จังหวัดตราด จังหวัดชายแดนภาคตะวันออก แม้จะไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ในพื้นที่ แต่มีสถาบันอุดมศึกษาใกล้เคียงจากจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออกที่รองรับนักศึกษาได้
    • จังหวัดสระบุรี จังหวัดสำคัญภาคกลางที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและคมนาคม แม้ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่โดยตรง แต่มีมหาวิทยาลัยหลายประเภทและสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้สะดวก

    ทำไมหลายจังหวัดมีราชภัฏเกือบครบประเทศ

    เดิมมหาวิทยาลัยราชภัฏมีรากฐานจาก “วิทยาลัยครู” ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค เพื่อผลิตครูและพัฒนาการศึกษาในแต่ละท้องถิ่น ต่อมามีการยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงทำให้หลายจังหวัดมีสถาบันลักษณะนี้ตั้งอยู่ และขยายบทบาทไปสู่คณะอื่นๆ นอกเหนือจากสายครู

    ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏไม่ได้มีเพียงคณะครุศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเปิดสอนด้านบริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นิเทศศาสตร์ การท่องเที่ยว วิศวกรรม และสาขาที่ตอบโจทย์ตลาดงานยุคใหม่มากขึ้น

    แล้วจังหวัดที่ไม่มีราชภัฏ กระทบหรือไม่

    ในทางปฏิบัติ แม้จังหวัดจะไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏตั้งอยู่ แต่ประชาชนยังสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้ผ่านสถาบันประเภทอื่น เช่น มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยเปิด รวมถึงการเรียนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

    อีกทั้งหลายจังหวัดที่ไม่มีราชภัฏยังอยู่ใกล้จังหวัดศูนย์กลางการศึกษา ทำให้การเดินทางไปเรียนต่อไม่ใช่อุปสรรคมากนักเมื่อเทียบกับอดีต

    สรุป ปี 2569 เหลือเพียง 2 จังหวัด

    หากนับเฉพาะ “มหาวิทยาลัยราชภัฏหลักที่ตั้งอยู่ในจังหวัด” ข้อมูลปี 2569 พบว่า ประเทศไทยเหลือเพียง 2 จังหวัด ที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยราชภัฏหลัก และวิทยาเขตในพื้นที่ คือ ตราด และ สระบุรี สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏได้กระจายครอบคลุมเกือบทั่วประเทศแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885650/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L3Ltvktpg7Lyq_xfCRrzj

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน เข้าร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน เข้าร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน เข้าร่วมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 เม.ย. 2569

    | 4 view

    นางสุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง เอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ได้เข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานในเดนมาร์กของคณะอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาเอกจากหลักสูตรสหสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (CU Technology Management and Innopreneurship Program – CUTIP) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เมืองออร์ฮูส เมื่อระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๙ และที่กรุงโคปนเฮเกนและพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ โดย Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU) ซึ่งเป็นส่วนงานในสังกัดสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่มีภารกิจในการเชื่อมโยงนวัตกรรม ความร่วมมือทางธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างไทยและเดนมาร์ก เป็นผู้อำนวยความสะดวกนัดหมายกับหน่วยงานภาครัญและเอกชนของเดนมาร์กที่เกี่ยวข้อง

    เอกอัครราชทูตฯ และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมกับคณะจากหลักสูตร CUTIP ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของเมืองออร์ฮูส เมืองใหญ่อันดับ ๒ ของเดนมาร์ก ที่มุ่งเป้าสู่การเป็นศูนย์กลาง (hub) ด้านนวัตกรรมของเดนมาร์ก โดยมีจุดเด่นได้แก่ ระบบนิเวศในการบ่มเพาะนวัตกรรมที่เข้มแข็ง และมีการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public – Private Partnerships – PPP) ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เมืองอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    (๑) ITK (Innovation, Teknologi og Kreativitet) ซึ่งเป็นแผนกหนี่งในเทศบาลเมืองออร์ฮูส มีหน้าที่พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบ open source ในการให้บริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีองค์ประกอบสำคัญได้แก่ Center for Innovation in Aarhus (CFIA) ที่ทำงานในรูปแบบหุ้นส่วนร่วมกับแผนกอื่น ๆ ในเทศบาล ภาควิชาการ และประชาชนทั่วไป เพื่อพัฒนาและสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม และ Aarhus City Lab ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบและจัดแสดงนวัตกรรม smart city solutions ที่เป็นผลจากจากความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในเมืองออร์ฮูส อาทิ การทดลองการใช้หุ่นยนต์เพื่อให้บริการต่าง ๆ (เช่น ขนส่ง และทำความสะอาด เป็นต้น) ในพื้นที่สาธารณะของเทศบาล ทั้งนี้ ITK ตั้งอยู่ที่ DOKK1 ซึ่งเป็นอาคารในรูปแบบ citizen house ซึ่งรวมหน่วยงานราชการสำคัญ ห้องสมุด และพื้นที่สาธารณะไว้ในอาคารเดียวกัน เพื่อความสะดวกของประชาชนในการเข้าถึง และเป็นหนึ่งใน landmark สำคัญของเมืองในบริเวณที่เคยซบเซาให้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ

    (๒) INCUBA ซึ่งเป็นอุทธยานวิทยาศาสตร์และศูนย์กลางด้านนวัตกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของดูแล Aarhus University Research Foundation (AUFF) มีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะและสนับสนุนการพัฒนาของธุรกิจ startups และ spinoffs ที่มาจากการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการให้เช่าพื้นที่สำนักงานและให้บริการที่เอื้อต่อการพัฒนาธุรกิจ การจัดหลักสูตรเพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ (acceleration program) การเชื่อมโยงบริษัทกับนักลงทุน และการสนับสนุนพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างบริษัทต่าง ๆ ที่เครือ INCUBA ในโอกาสนี้ ทางคณะยังได้รับฟังการบรรยายจากบริษัทประสบความสำเร็จที่ใช้บริการของ INCUBA ได้แก่ บริษัท Mindway AI (ให้บริการระบบ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมการพนันที่ผิดปกติสำหรับบริษัทรับพนันออนไลน์) บริษัท ARAS (ให้บริการปรับห่วงโซ่อุปทานและกระบวนการพัฒนาผลิตพันธ์ให้เป็นระบบดิจิตัล) และบริษัท SCALGO (ให้บริการระบบที่ใช้ตรวจวัดปริมาณและแนวทางการไหลของน้ำฝนเพื่อช่วยการบริหารจัดการน้ำ)

    (๓) The Kitchen ซึ่งเป็นศูนย์กลางและหน่วยบ่มเพาะธุรกิจ startups ในสังกัดมหาวิยาลัยออร์ฮูส โดยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนักศึกษาและนักวิจัยในการพัฒนาผลการวิจัยไปสู่การจัดตั้งเป็นบริษัท startups และสนับสนุนให้บริษัทประสบความสำเร็จ โดยการจัดสรรพื้นที่ให้นักศึกษาและนักวิจัยบริหารจัดการบริษัทของตน พร้อมให้คำแนะนำจากคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จในอดีต โดยทางคณะได้รับฟังการบรรยายจากนักศึกษาปริญญาเอกเกี่ยวกับการทำโครงการวิจัยชื่อ LAB99 ภายใต้ Junior Innovator Project ของ the Kitchen โดยโครงการวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจ Startups ที่ไม่ใช่ Unicorn ด้านเทคโนโลยี ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ The Kitchen มีจุดเด่นในการสร้างบริบทที่เอื้ออำนวยในการบ่มเพาะธุรกิจ startups จากภาควิชาการ โดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในมหาวิยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีให้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยนำไปปรับใช้

    สำหรับการศึกษาดูงานที่กรุงโคเปนเฮเกนและพื้นที่ใกล้เคียง คณะได้เข้าศึกษาดูงานที่ ARGO ซึ่งเป็นโรงงานเผาขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและความอบอุ่นซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองรอสคิลด์ ห่างจากกรุงโคเปนเฮเกน ๔๐ กิโลเมตร โดยเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีในการเผาขยะประสิทธิภาพสูงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย รวมถึงการปรับปรุงโรงงานเพื่อมุ่งสู่การดักจับคาร์บอน ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวผลิตไฟฟ้าให้กว่า ๖๕,๐๐๐ ครัวเรือน และผลิตนำร้อนเพื่อระบบให้ความอบอุ่นครอบคลุมกว่า ๔๐,๐๐๐ หลังคาเรือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการใช้นวัตกรรมเพื่อผลิตพลังงานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับฟังการบรรยายจากผู้แทน United Nations Environment Programme (UNEP) ที่อาคาร UN City ที่กรุงโคเปนเฮเกน เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ UNEP Copenhagen Climate Center (UNEP CCC) ในการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาโดนอาศัยแนวทาง Technology Need Assessment (TNA) ซึ่งในปัจจุบัน อยู่ระหว่างการดำเนินความร่วมมือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ของไทยในการทำ TNA นี้

    การศึกษาดูงานครั้งนี้เปิดโอกาสให้คณะอาจารย์และนิสิตได้สอบถามและเรียนรู้แนวทางของเดนมาร์กในการพัฒนา บ่มเพาะและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทั้งภาครัฐและเอกชนเดนมาร์กที่ประสบความสำเร็จในการนำผลงานการวิจัยไปพัฒนาไปต่อยอดในการให้บริการประชาชนและเชิงธุรกิจต่อไป ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ใช้โอกาสดังกล่าวในการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานฝ่ายเดนมาร์ก เพื่อเป็นรากฐานของความร่วมมือระหว่างกันในอนาคต

    ในโอกาสเดียวกันนี้ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ เอกอัครราชทูตฯ ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่คณะอาจารย์และนิสิต ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตฯ โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต และคู่สมรสเข้าร่วม โดยได้หารือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับหลักสูตร CUTIP และหัวข้อวิทยานิพนธ์ของนิสิต ซึ่งครอบคุลมหัวข้อที่หลากหลาย อาทิ การจัดการขยะ การจัดการด้านความสะอาดและสุขอนามัย และการสินค้าที่มาจากนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/copenhagen-130426-2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OmJ25b0J6-LLY3lILPu0F

  • มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面) – กระทรวงการต่างประเทศ

    มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面) – กระทรวงการต่างประเทศ

    มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面)

    มหาวิทยาลัยเฉิงตูจัดงานสงกรานต์สุดคึกคัก เชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีน-อาเซียน (中文下面)

    วันที่นำเข้าข้อมูล 24 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 เม.ย. 2569

    | 11 view

    เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ นางสาวณัฐฐ์สิริ นิ่มยี่สุ่น รักษาการกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเทศกาลสงกรานต์ มหาวิทยาลัยเฉิงตูประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและมิตรภาพ

    ในโอกาสนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้นำนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม ๘ แบบ” มาจัดแสดง พร้อมคำอธิบายสามภาษา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และสัมผัสเสน่ห์ของมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด

    ภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและรอยยิ้มของผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศ โดยพิธีเปิดได้นำเสนอการแสดงที่สะท้อนถึงความงดงามของการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างลงตัว เริ่มจากการแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยนักศึกษาชาวจีนจากคณะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเฉิงตู ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของแม่น้ำในประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตามด้วยการแสดงละครสั้นของนักศึกษาไทย จากวิทยาลัยศิลปะจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยเฉิงตูที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว

    นอกจากนี้ โรงเรียนประถมศึกษาฉาเตี้ยนจื่อ ซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องในสังกัดสำนักงานการศึกษา นครเฉิงตู ได้นำเสนอการแสดง “เสียงกลองกึกก้อง ธงโบกสะบัด มังกรและสิงโตเริงระบำ” ที่เปี่ยมด้วยพลังและความมีชีวิตชีวา ขณะที่คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทยผ่านการแสดงรำอวยพร “ฟ้อนเอิ้นขวัญ” อันงดงาม

    ภายหลังพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมพิธีสรงน้ำอวยพรตามประเพณีสงกรานต์ โดยใช้น้ำเป็นสื่อแห่งการส่งต่อความปรารถนาดี ก่อนเข้าสู่กิจกรรมกลางแจ้งที่สนุกสนานและหลากหลาย

    กิจกรรมกลางแจ้งเริ่มต้นด้วยการแสดงพื้นบ้าน “ลำตัด” เป็นภาษาไทยและภาษาจีนจากคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อด้วยการแสดงจากนักศึกษาไทยกับลาว และปิดท้ายด้วยขบวนแห่กลองยาวอันครึกครื้น ก่อนที่ผู้เข้าร่วมจะร่วมสนุกกับกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์

    ภายในงานยังมีการจัดบูธวัฒนธรรมจำนวน ๙ จุด ที่นำเสนออาหารและวัฒนธรรมไทยและลาว อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ชาไทย และส้มตำ รวมถึงกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน เช่น การปากระป๋อง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก

    การจัดกิจกรรมสงกรานต์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-จีน เท่านั้น หากยังเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างเยาวชนจากหลากหลายวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/chengdu-251125-3%3Fpage%3D5d5bd3d615e39c306002aa86%26menu%3D5f2110a3c1d7dc1b17651cb2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_7ENcHohN4ZAEPCJ97xL9

  • สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

    สหรัฐฯ ปรับสถานะ “กัญชา” พ้นกลุ่มยาเสพติดอันตรายร้ายแรง

    กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประกาศเปลี่ยนสถานะ “กัญชา” อย่างเป็นทางการ จากยาเสพติดประเภทที่ 1 ซึ่งอันตรายเทียบเท่าเฮโรอีน ลงมาเป็นประเภทที่ 3 ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อเปิดทางให้มีการวิจัยและเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้มากขึ้น ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    ทิศทางนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ  เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของนายท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีฯ ได้ลงนามคำสั่งเปลี่ยนประเภทของผลิตภัณฑ์กัญชาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) หรือได้รับใบอนุญาตทางการแพทย์จากรัฐ ให้ย้ายจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาอยู่ในประเภทที่ 3 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับยาแก้ปวดผสมโคเดอีน

    การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มผลักดันกระบวนการทบทวนกฎหมายตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของพืชกัญชา รวมถึงขยายช่องทางการเข้าถึงการรักษาให้กับผู้ป่วยชาวอเมริกัน

    แม้จะมีการลดระดับความรุนแรงลง แต่ในทางกฎหมายระดับรัฐ กัญชายังคงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการอย่างเสรีภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐไปก่อนหน้านี้แล้ว

    นายท็อดด์ แบลนช์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “กระทรวงยุติธรรมกำลังทำตามสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการขยายทางเลือกการรักษาทางการแพทย์ให้แก่ชาวอเมริกัน การปรับระดับครั้งนี้จะช่วยให้แพทย์มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และผู้ป่วยจะได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม”

    นอกจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ รักษาการฯ รัฐมนตรียุติธรรมยังได้สั่งให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเดือนมิถุนายน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยับชั้น “กัญชาทุกประเภท” ในภาพรวมให้กว้างขวางขึ้น โดยกระบวนการนี้จะเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งทางกฎหมายได้ภายใน 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้จริงล่าช้าออกไปหลายเดือนหรือหลายปีหากมีการฟ้องร้อง

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 5 วันหลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อเพิ่มการเข้าถึง “ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท” เพื่อการบำบัดรักษาทางการแพทย์เช่นกัน

    นับตั้งแต่ปี 1970 สหรัฐฯ จัดให้กัญชาอยู่ในประเภทที่ 1 ซึ่งหมายถึงยาที่มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิดสูงและไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ที่ยอมรับได้ การจัดประเภทใหม่นี้จึงได้รับการตอบรับจากหลายฝ่าย โดยนายมอร์แกน ฟ็อกซ์ จากองค์กร NORML ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายกัญชา ระบุว่านี่เป็นก้าวที่เป็น “สัญลักษณ์” สำคัญ

    ฟ็อกซ์กล่าวว่า “การย้ายกัญชาออกจากบัญชีเดิม จะทำให้เหล่านักนโยบายกล้าหยิบยกประเด็นนี้มาหารืออย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องติดหล่มอยู่กับนิยามแบบเดิมๆ” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดโดยสิ้นเชิง เพื่อขจัดปัญหาความทับซ้อนของกฎหมายระหว่างรัฐและสหพันธรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเงินในปัจจุบัน.

    ที่มา BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2928574&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IB_YrfXawysLTNpm1ECk4

  • ทะเลชุมพรคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ชม ‘น้องพริกไทย’ ฉลามวาฬเจ้าถิ่นสุดฮอต ทำเงินสะพัดสัปดาห์ละ 20 ล้าน

    ทะเลชุมพรคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ชม ‘น้องพริกไทย’ ฉลามวาฬเจ้าถิ่นสุดฮอต ทำเงินสะพัดสัปดาห์ละ 20 ล้าน

    “น้องพริกไทย” ฉลามวาฬเจ้าถิ่นโชว์อวดโฉมเกือบทุกวัน ทำทะเลชุมพรคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่ชม เงินสะพัดสัปดาห์ละกว่า 20 ล้าน

    24 เมษายน 2569 – ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า บรรยากาศท้องทะเลชุมพรช่วงไฮซีซันเดือนเมษายน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา มาท่องเทียวทางทะเลดำนำชมปะการัง และชมฉลามวาฬกันจำนวนมาก เนื่องจากที “น้องพริกไทย” ฉลามวาฬยักษ์เจ้าถิ่น จะออกมาอวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเกือบทุกวัน ทำให้บรรยากาศตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เก็นต้นมาทะเลชุมพรคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์เพียงสัปดาห์เดียวมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากนักท่องเที่วมากกว่า 20 ล้านบาท

    ดร.สุรินทร์กล่าวว่า สำหรับ”น้องพริกไทย” ฉลามวาฬยักษ์เจ้าถิ่น ชอบออกมาอวดโฉมปรากฎตัวเกือบทุกวันแถวบริเวณ เกาะร้านเป็ด-ร้านไก่ โดยในปีนี้ถือว่ามีความพิเศษมากคือการปรากฏตัวแบบจัดเต็มตลอดทั้งเดือนของน้อง “พริกไทย” ฉลามวาฬเจ้าถิ่น ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำมีโอกาสได้สัมผัสความน่ารักแบบใกล้ชิดแทบทุกลำเรือที่เช่าเหมาออกไปเที่ยวทะเล

    “ความฮอตของน้องพริกไทย ผนวกกับความงามของ “ทุ่งดอกไม้ทะเล” และ “ถ้ำรูปหัวใจ” ที่เกาะส่งผลให้พื้นที่อ่าวทะเลทุ่งมหา บ้านปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร มีเงินหมุนเวียนสัปดาห์ละกว่า 20 ล้านบาท โดยมีกลุ่ม “กรีนนำเที่ยว” นำโดย ป้าเขียว-เจียมจิต สมสอน เป็นหัวหอกสำคัญในการบุกเบิกและจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” ดร.สุรินทร์กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/985405/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03x3Q5AsU0lbz8hkjDQnkG

  • ไทยจ่อยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ แบบเหมารวม 93 ประเทศ ลดปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติไม่พึงประสงค์

    ไทยจ่อยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ แบบเหมารวม 93 ประเทศ ลดปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติไม่พึงประสงค์

    ‘สุรศักดิ์’ รมว.การท่องเที่ยวฯ เผยรัฐบาลเตรียมพิจารณาทบทวน “ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน” แบบเหมารวม 93 ประเทศ หลังทดลองใช้แล้วระยะหนึ่ง จ่อปรับมาตรการใหม่ในแต่ละประเทศให้มีความเหมาะสม หวังคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดปัญหาไม่พึงประสงค์ และเพิ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เบื้องต้นรัฐบาลจะพิจารณาทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ประเภท ผ. 60 วัน (แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 93 ประเทศ/ดินแดน) ในแต่ละประเทศให้มีความเหมาะสม หลังจากทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนมาหารือกันว่าควรปรับอย่างไร เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากนักท่องเที่ยวไม่พึงประสงค์

    “ยืนยันว่าการยกเลิกฟรีวีซ่า ผ.60 จะไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยจะกลับไปทบทวนการให้ฟรีวีซ่าแก่ชาวต่างชาติแต่ละประเทศให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้” รมว.การท่องเที่ยวฯ กล่าว

    สำหรับมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) หรือ “ฟรีวีซ่า” เพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นไม่เกิน 60 วัน (ผ.60) ให้ชาวต่างชาติจาก 93 ประเทศ/ดินแดน สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้นานไม่เกิน 60 วันต่อครั้ง และสามารถยื่นขอต่ออายุพำนักเพิ่มได้อีก 30 วัน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1231068&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09QUdE6_-4GZ4WUj6a_3Q1

  • ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : พบการเปลี่ยนแปลงโยกย้าย
    • การเงิน : ใช้จ่ายเงินมากเป็นพิเศษ
    • ความรัก : เดินทางท่องเที่ยวได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • สวมใส่เสื้อผ้าโทนสีสด
    • อัญมณีมงคล: เพอริดอท
    • สีมงคล: สีเหลือง
    • เลขนำโชค: 1, 3, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 22-28 เมษายน 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:01 – 11:01 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 08:59 – 12:59 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:09 – 11:19 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 08:19 – 09:19 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 05:45 – 12:45 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325762/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3szu2EnehoE5BTJuRQuwVl

  • ไตรมาสแรกต่างชาติแห่ลงทุนทะลุ 9.7 หมื่นล้าน สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ไตรมาสแรกต่างชาติแห่ลงทุนทะลุ 9.7 หมื่นล้าน สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.10 น.

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมีนาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 31 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 73 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,351 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

    สำหรับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 347 ราย เพิ่มขึ้น 75 ราย คิดเป็น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (272 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 78 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 97,780 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50,747 ล้านบาท คิดเป็น 108% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (47,033 ล้านบาท)

    ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สหรัฐอเมริกา 61 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,903 ล้านบาท 2) ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 21,240 ล้านบาท 3) จีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 22,042 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 18,547 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 33 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 6,950 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 100 ราย คิดเป็น 27% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 23,098 ล้านบาท

    ขณะที่การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 108 ราย คิดเป็น 31%  ของนักลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น 20 ราย คิดเป็น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (88 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/960444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aQTGTF85Aoc6QkCngJtcQ

  • ‘เหนือ-อีสาน’ เฝ้าระวัง ‘พายุฤดูร้อน’ เช็ก 33 จังหวัดฝนฟ้าคะนอง ‘กทม.’ อากาศร้อน 36-39 องศาฯ | เดลินิวส์

    ‘เหนือ-อีสาน’ เฝ้าระวัง ‘พายุฤดูร้อน’ เช็ก 33 จังหวัดฝนฟ้าคะนอง ‘กทม.’ อากาศร้อน 36-39 องศาฯ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 เม.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้

    ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

    สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ขอให้ชาวเรือหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

    ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เนื่องจากความหนาแน่นของจุดความร้อนบริเวณภาคเหนือและบริเวณใกล้เคียงมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง และควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่นอกอาคาร

    พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันพรุ่งนี้

    ภาคเหนือ อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 21-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-41 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 5-15 กม./ชม.

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อนโดยทั่วไปในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

    ภาคกลาง อากาศร้อนโดยทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สระบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-41 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

    ภาคตะวันออก อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 27-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

    ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

    ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และตรัง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

    กรุงเทพและปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 28-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5807244/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UCEDXmODGgc3zFZWtl9f9

  • นายกรัฐมนตรีมาเลเซียชี้ “สงครามดันค่าขนส่งและประกันพุ่ง แต่เศรษฐกิจมาเลเซียยังแข็งแกร่ง”

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซียชี้ “สงครามดันค่าขนส่งและประกันพุ่ง แต่เศรษฐกิจมาเลเซียยังแข็งแกร่ง”

    ที่มา : สำนักข่าว malaymail

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้ง
    ในตะวันออกกลางที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากการปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า (freight) ค่าประกันการขนส่ง (insurance) โดยค่าประกันเพิ่มขึ้นสูงถึงกว่าเท่าตัว ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าและโภคภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าที่ต้องใช้วัตถุดิบจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น แม้ว่าสินค้าบางส่วนจะมีสต็อกที่ได้จัดซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งแต่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาของสินค้าในภาพรวมด้วย

    ทั้งนี้ มาเลเซียเชื่อมั่นว่า จะสามารถรักษาความต่อเนื่องของการขนส่งพลังงานได้ เนื่องจาก
    มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ทำให้การดำเนินงานของบริษัทพลังงานแห่งชาติสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นแม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ โดยเศรษฐกิจมาเลเซียยังคงมีเสถียรภาพ และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนพลังงานหรือวิกฤต
    ด้านเชื้อเพลิงภายในประเทศ

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบในระยะยาวต่อต้นทุน
    ด้านพลังงานและโลจิสติกส์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3  5 ปี ในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของระบบพลังงานโลก ซึ่งมาเลเซียจะเตรียมการรับมือกับผลกระทบดังกล่าวให้เป็นไปอย่าง
    มีประสิทธิภาพ โดยจะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาวก็ตาม

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

              1. ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นแม้มาเลเซียจะมีทรัพยากรพลังงาน แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
    และก๊าซบางประเภทบางส่วน ดังนั้น การปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า และค่าประกันการขนส่ง 
    จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งฯ จึงส่งผลให้ราคานำเข้าที่แท้จริง (landed cost) เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              2. แนวโน้มด้านความมั่นคงทางพลังงานประเทศต่างๆ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวมากขึ้น โดยมีการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงาน เช่น การสรรหาแหล่งนำเข้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างคลังสำรองด้านพลังงาน และการลงทุน
    ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

              3. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลกรูปแบบการค้าโลกมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่การพึ่งพากันภายในภูมิภาคมากขึ้น (regionalization) โดยประเทศต่างๆ จะลดการพึ่งพาเส้นทางการค้าระยะไกล และหันมาสร้างเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงการค้ากับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มั่นคง 

              4. การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ: ภาคธุรกิจอาจต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เช่น การกระจายแหล่งผลิต การเพิ่มคลังสินค้า และการใช้เทคโนโลยี
    ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

    ความเห็น สคต.

              สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของปัจจัย
    ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน โดยประเทศไทยซึ่งมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง เมื่อค่าขนส่งและค่าประกันเพิ่มขึ้น 
    ย่อมส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ
    ของประชาชน และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งวางกลยุทธ์และปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง
    ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การกระจายแหล่งนำเข้า การเลือกใช้เส้นทางขนส่งที่เหมาะสม และการวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแสวงหาพันธมิตรทางการค้า โดยมาเลเซียยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ขยายการส่งออก รวมถึงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ในระยะยาวผู้ประกอบการอาจพิจารณาเร่งปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมทั้งพิจารณาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 

     สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nbtevbr2q6unkm201yz3b9ua&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2raMnPMe66uNHNbFByAhYi