Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา | เดลินิวส์

    ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา | เดลินิวส์

    ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา

    “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่พยายามกดดันกัมพูชา โดยเผยว่าเคยเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “ผู้จัดเกมจะล้มลงก่อนเกมจะจบ” ซึ่งขณะนี้คำทำนายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5106159/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0znViBfF65Cn8b_xFZyGP0

  • จี้! เร่งปรับโครงสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้น

    จี้! เร่งปรับโครงสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้น

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ภาพจาก : TDRI
    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่ง ทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้ว พบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    ​นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของ กรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ. ชุดย่อย คือ

    1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
    ​2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้
    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    ​เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่ง รมว. เสนอแก้ รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง ดึงคนนอก ไฮโปรไฟล์ร่วมบริหารประเทศในอนาคต

    ​ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้

    ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    โจทย์ท้าทาย รมต.ป้ายแดง เสนอว่าที่ รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดัน กม.สำคัญให้เดินต่อ

    ขณะเดียวกัน ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด

    แนะว่าที่ รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน

    ในส่วนของว่าที่ รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ”ไทย+1” (Thailand Plus One)

    นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/256876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SX6TCVZ4oeaABpYTO2406

  • ZoomIn: วัดฝีมือ! แก้เศรษฐกิจ 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทย “ขับเคลื่อน” หรือแค่ “ประคอง” : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: วัดฝีมือ! แก้เศรษฐกิจ 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทย “ขับเคลื่อน” หรือแค่ “ประคอง” : อินโฟเควสท์

    ในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งล่าสุด รัฐบาลใหม่ของ “พรรคภูมิใจไทย” ได้เข้ามารับหน้าที่ภายใต้กรอบระยะเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศ คำถามสำคัญ คือในช่วงเวลาอันจำกัดนี้ รัฐบาลใหม่จะสามารถทำอะไรเพื่อพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้บ้าง และนโยบายใดที่ควรดำเนินการสานต่อ หรือควรหยุดไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองที่น่าสนใจ เริ่มจากฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ลากยาวมาถึงช่วงโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงเรื่อย ล่าสุดเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% กว่า ๆ เท่านั้น ซึ่งตามศักยภาพแล้วเศรษฐกิจไทยควรเติบโตที่ประมาณ 2.7-3.0% แต่จากการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 68 จากนักวิเคราะห์ต่าง ๆ คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตอยู่ที่ประมาณ 1.8% และมองไปข้างหน้า คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 69 อาจจะเติบโตลดลงเหลือ 1.5%

    ทั้งนี้ ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยบางส่วนเป็นผลมาจากช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลงทั้งโลกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลที่ตามมาคือทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยลง การค้าเติบโตชะลอลง ขณะที่ประชาชนบางส่วนก็ต้องก่อหนี้ยืมสิน แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ทำให้ภาระหนี้ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญปัญหาวิกฤติย่อม ๆ อาทิ ภัยพิบัติ อย่างแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม ซึ่งกระทบภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังเจอภาษีสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าไทยเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติไปเรื่อย ๆ ขณะที่เชิงโครงสร้างก็อ่อนแอลง ความสามารถในการแข่งขันลดลง ต้นทุน แรงงาน เริ่มสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้

    “เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยทั้ง 2 ตัว ทั้งภาคท่องเที่ยว และภาคส่งออก สำหรับปีนี้มองว่าจะยังพอไปได้ โดยภาคท่องเที่ยวปี 68 ประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 34 ล้านคน (จากเดิม 36 ล้านคน) มองว่ายังมีนักท่องเที่ยว แต่จำนวนน้อยลง ส่วนภาคส่งออก การค้าในปีนี้ คาดว่าจะโตที่ 3-4% ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกล่วงหน้า หรือการอั้น จากการที่สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีทั่วโลกสูงขึ้น ดังนั้น ในปี 69 ประเมินว่าภาคส่งออกอาจจะแย่ลง จากภาษีที่แพงขึ้น และบางส่วนที่เราส่งออกไปล่วงหน้าแล้ว” นายนณริฏ กล่าว

    • วัดฝีมือ 4 เดือน รัฐบาล “ภูมิใจไทย” กับนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

    จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ควรดำเนินนโยบายใด และไม่ควรดำเนินนโยบายใดบ้างนั้น นายนณริฏ กล่าวว่า เป็นโจทย์ยาก เพราะต้องเข้าใจว่ารัฐบาลนี้เข้ามาในระยะเวลาแค่ 4 เดือน ถ้ารวมช่วงเลือกตั้งก็อาจอยู่ไปอีก 2-3 เดือน ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่จะทำให้รัฐบาลนี้ขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้ยาก เพราะจากโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะมีรัฐมนตรีใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ใช่เจ้ากระทรวงเดิม ซึ่งรัฐมนตรีหน้าใหม่ก็ต้องมีการเรียนรู้ ศึกษาว่าอะไรดีหรือไม่ดี จึงอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปได้จำกัด

    สำหรับสิ่งที่มองว่ารัฐบาลนี้จะทำได้ คือ ต้องไปศึกษาดูนโยบายในอดีตว่ามีนโยบายใดที่ดี และสามารถดึงกลับมาใช้ได้บ้าง เพราะนโยบายต่าง ๆ มักมีประวัติศาสตร์ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ตาม เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่มีข่าวว่ารัฐบาลนี้จะนำกลับมาใช้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวเคยดำเนินมาแล้วในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และดำเนินมาถึง 5 เฟส มีการเรียนรู้ ปรับปรุงแล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดี ร้านค้าต่าง ๆ ก็เข้าระบบแล้ว ประชาชนก็มีความคุ้นชินกับระบบ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้จะดึงนโยบายนี้กลับมาใช้ ก็จะสามารถผลักดันได้ง่ายกว่าการสร้างอะไรใหม่ ๆ เพราะกว่าประชาชน ร้านค้าจะเรียนรู้ และกว่าจะมีการทำ Policy Design ผ่านการเรียนรู้ก็จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

    “สิ่งที่ทำได้คือ ต้องกลับไปดูว่า มีนโยบายอะไรบ้างที่พอเข้าท่า สามารถที่จะเกิดประโยชน์ได้ ก็เร่งดันในช่วงเวลานี้ คิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ทั้งนี้ มองว่าถ้าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังโตต่ำกว่าศักยภาพ ในทางเศรษฐศาสตร์การกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นเหตุผลในการกระตุ้นได้อยู่” นายนณริฏ กล่าว

    ส่วนสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำนั้น มองว่า บางนโยบายต้องระวังและมีการกลั่นกรองที่ดี โดยควรทำการศึกษาอย่างรอบคอบ เช่น โครงการที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุภาพ (EHIA) หรือบางโครงการต้องดูในเชิงกฎหมาย หรือบางโครงการมีความสำคัญมากจนต้องผ่านความเห็นจากประชาชน ดังนั้น นโยบายบางอย่างจึงควรเป็นนโยบายที่ควรหาเสียงเลือกตั้งก่อน ถึงจะมาเริ่มดำเนินการ

    นายนณริฏ กล่าวว่า รัฐบาลนี้ไม่ควรสร้างนโยบายระยะยาวที่ไปผูกพันในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านโยบายดังกล่าวยังไม่ได้ศึกษามาอย่างถี่ถ้วนดีพอ ถ้านโยบายมีความเสี่ยงทางด้านการคลัง ความเสี่ยงผลกระทบต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รวมทั้งถ้าอยากให้นโยบายขับเคลื่อนได้จริง ๆ ก็ควรมีเจตนารมณ์ร่วมกับประชาชนก่อน คือเอาไปหาเสียง และท้ายที่สุด พอหาเสียงแล้ว ประชาชนเห็นชอบด้วย และได้รับการเลือกตั้งเข้ามา จึงค่อยดำเนินนโยบายดังกล่าว

    “อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เรื่องยาว ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาซึ่งต้องการการดำเนินการระยะยาว ก็อยากให้พิจารณาความเหมาะสมอย่างถี่ถ้วนรอบด้านก่อน อย่าเพิ่งเร่งดำเนินการ” นายนณริฏ กล่าว

    อย่างไรก็ดี เมื่อลองพิจารณาถึงนโยบายระยะสั้น จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ในช่วงหลัง ๆ สะท้อนให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง เปรียบเหมือนการฉีดสเตียรอยด์ หรือถ้าอยากตื่นก็อัดกาแฟ ชาเขียวเข้าไป ซึ่งพอทำไปเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพของการกระตุ้นจะลดลง เหมือนประเทศไทยในขณะนี้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์นี้อยู่ เพราะเริ่มเสพติดการอัดฉีดเงินระยะสั้น หรือที่เรียกว่า “นโยบายประชานิยม”

    นายนณริฏ กล่าวว่า โครงการที่ทำแบบประชานิยม แจกเงิน หรือทำระยะสั้น ควรจำกัดเท่าที่จำเป็น ควรเน้นจุดอ่อน จุดที่เศรษฐกิจไม่ดีจริง ๆ คนเดือดร้อนจริง ๆ ถึงใช้ แต่ในสถานการณ์ทั่วไป ไม่ควรทำ เช่น โครงการคนละครึ่ง ควรจำกัดงบประมาณ และจำกัดผู้เข้าร่วม ไม่ใช่ช่วยทุกคน เพราะประสิทธิผลจะลดลงอย่างมาก ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ มองระยะยาว และลดความสำคัญของนโยบายระยะสั้นลง

    สำหรับงบประมาณที่เหมาะสมสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” นายนณริฏ มองว่า ในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบประมาณในโครงการคนละครึ่ง เฟสแรกใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลนี้ระบุว่าเบื้องต้นมีงบ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทยที่อยู่ที่ประมาณ 19-20 ล้านล้านบาทนั้น งบ 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.1% ถือว่าไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ ยังไม่ได้คำนวณถึงนโยบายอื่น ๆ ซึ่งต้องดูทั้งแพ็กเกจ จะได้รู้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งโครงการอยู่ที่เท่าไร แต่ถ้ามองโครงการเดียวถือว่า 0.1% ไม่ได้เยอะจนเกินไป

    ส่วนการดำเนินนโยบายคนละครึ่ง จะมีผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยอย่างไรนั้น นายนณริฏ กล่าวว่า การประเมินความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องใช้ตัวคูณ เช่น รัฐบาลลงไป 1 บาท จะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเท่าไรนั้น สมัยโครงการคนละครึ่งในสมัยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีการคำนวณตัวคูณอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.8 เท่า หรือลงไป 1 บาท ได้กลับมา 1.2-1.8 บาท

    อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาลนี้ มีความแตกต่างกัน ในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเงื่อนไขแบบ 50:50 แต่เงื่อนไขโครงการล่าสุด ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า อาจมีประชาชนบางส่วน ได้ร่วมโครงการด้วยเงื่อนไขแบบ 60:40 โดยรัฐช่วยอุดหนุน 60% และประชาชนผู้เสียภาษีจ่าย 40% และอาจมีประชาชนอีกส่วนได้ร่วมโครงการด้วยเงื่อนไขแบบ 50:50 ดังนั้น ในกรณีที่รัฐออก 60% แปลว่ารัฐออกเงิน 60 บาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 1.6 เท่า ต่างจากเงื่อนไขที่รัฐออก 50% ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 2 เท่า หรือมีประสิทธิภาพหย่อนลง

    • นโยบายไหนที่ภูมิใจไทยควรเลือก “สานต่อ” หรือ “เก็บเข้ากรุ”

    นายนณริฏ กล่าวว่า บางนโยบายมีความชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลภูมิใจไทยจะไม่สานต่อนโยบายของเพื่อไทย อาทิ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากมีการประกาศว่าจะใช้โครงการคนละครึ่งแล้ว ซึ่งทั้ง 2 นโยบายนี้เป็นนโยบายประเภทเดียวกัน คือ แจกเงินเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ถ้าเลือกทำโครงการคนละครึ่ง ก็คือไม่เลือกดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว

    ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย มองว่า รัฐบาลภูมิใจไทยจะไม่ดำเนินการต่อเช่นกัน เนื่องจากมีเรื่องงบประมาณ และภูมิใจไทยน่าจะมีตัวเลขงบประมาณอยู่แล้วว่าควรจะเท่าไร และมีรูปแบบการจัดการต่าง ๆ ขณะที่นโยบายการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำนั้น จากการบริหารประเทศในระยะเวลาสั้น ๆ เชื่อว่าภูมิใจไทยน่าจะไม่ได้แตะโครงการนี้ เพราะการขึ้นค่าแรงต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องมีกลไกไตรภาคี ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนได้ง่าย

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่ไม่เห็นด้วยให้ดำเนินการต่อ เช่น นโยบายแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ซึ่งคาดการณ์ว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะสานต่อ แต่จากที่ศึกษาข้อมูลมา ยังไม่เห็นข้อมูลที่สนับสนุนว่าควรจะสนับสนุนโครงการนี้

    ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายอื่น ๆ ที่ยังเป็นคำถามคลุมเครือว่า สุดท้ายแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ เช่น นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลลัพธ์ดีหรือไม่ ในส่วนของนโยบายที่มองว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำมาดีแล้วควรสานต่อ อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะช่วยสนับสนุนให้คนเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้ดีขึ้น

    • เศรษฐกิจไทยใน 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทย “ประคอง” หรือ “ขับเคลื่อน”?

    สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนทั้งในและต่างชาติหรือไม่นั้น นายนณริฏ กล่าวว่า ปกติแล้วการลงทุน 1 ครั้งหวังผลไปอีกหลายปี แปลว่านโยบายระยะยาวจะต้องมีความแน่นอน ปัจจุบัน ไทยมีรัฐบาลใหม่ที่อยู่ได้ 4 เดือน จึงไม่สามารถออกนโยบายระยะยาวที่จะสามารถกระตุ้นได้โดยง่าย ดังนั้น สถานการณ์การเมืองไทยส่งผลกระทบต่อการลงทุนแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม ก็มีนโยบายบางส่วนที่มีความแน่ชัดแล้วในอดีต เช่น Data Center ก็คงดึงดูดการลงทุนต่อไปได้ แต่โครงการใหม่ ๆ ที่เป็น Flagship อาจมีจำกัด เช่น รัฐบาลที่แล้วจะทำสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ก็มีทุนหลายรายที่สนใจ พอมารัฐบาลนี้อาจจะพูดถึงแลนด์บริดจ์ หรือเศรษฐกิจกัญชา ก็มีนักลงทุนรออยู่ แต่ทั้งนี้ถ้านโยบายยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเกิด ก็จะชะลอการลงทุนในส่วนนี้ไป

    นายนณริฏ มองว่า สุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลภูมิใจไทยอยู่ 4 เดือนจริง จะเป็นการประคองเศรษฐกิจมากกว่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการประคองก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา และอีกหนึ่งสิ่งที่รัฐบาลภูมิใจไทยจะดำเนินการ คือเรื่องของความพยายามจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง ทำประชามติต่าง ๆ ดังนั้น พลังในการแก้ปัญหาระยะยาวจึงมีจำกัด

    “หน้าที่ของรัฐบาลสำหรับผม ควรเอาเศรษฐกิจนำ เพราะถ้าทุกคนรวยแล้ว ก็คงไม่ทะเลาะกัน ถ้าเค้กในประเทศใหญ่พอ ถ้าทุกคนมีกินมีใช้ มีเหลือ ก็คงไม่มีใครทะเลาะกัน…ถ้าเป็นไปได้ หันมาดูเศรษฐกิจอย่างเดียว เลิกยุ่งการเมืองกันสักพักหนึ่ง น่าจะดีกว่า” นายนณริฏ กล่าวว่า

    ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่านั้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคท่องเที่ยวและภาคส่งออก โดยนายนณริฏ มองว่า เงินบาทที่แข็งค่าส่งผลกระทบมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อน้อย จึงมีบางส่วนถอดใจเปลี่ยนไปเที่ยวเวียดนาม ขณะที่ภาคส่งออกนั้น การที่เงินบาทแข็งค่าจนเกินไป ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องศึกษาว่าปัจจัยแท้จริงที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกิดจากอะไร และจะมีวิธีที่จะช่วยลดปัญหาหรือไม่ เพื่อให้แก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่อยากให้แทรกแซงโดยไม่สมเหตุสมผล และควรหาทางออกอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gXBk5e1uZpFNplYWL8sHQ

  • สหรัฐฯ-จีนประชุมเศรษฐกิจรอบใหม่ที่มาดริด มุ่งรักษาข้อตกลงชะลอเก็บภาษี : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ-จีนประชุมเศรษฐกิจรอบใหม่ที่มาดริด มุ่งรักษาข้อตกลงชะลอเก็บภาษี : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีแผนเดินทางเยือนสเปนและอังกฤษระหว่างวันที่ 12-18 ก.ย.นี้ โดยที่กรุงมาดริดของสเปนนั้น เบสเซนต์จะพบปะหารือกับ เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน เพื่อสานต่อการเจรจาด้านการค้า เศรษฐกิจ และความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมหารือประเด็นเกี่ยวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok ที่จีนเป็นเจ้าของ และความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฟอกเงิน

    การพบปะหารือระหว่างเบสเซนต์และเหอที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน จะถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 ของเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของทั้งสองฝ่ายในปีนี้ โดยมุ่งรักษาข้อตกลงพักรบการค้า ซึ่งช่วยลดการเก็บภาษีตอบโต้ระหว่างกัน และทำให้การส่งออกแร่หายากจากจีนกลับเข้าสู่สหรัฐฯ อีกครั้ง

    ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดการประชุมที่กรุงเจนีวาและกรุงลอนดอน และล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงโดยทั่วไปที่กรุงสตอกโฮล์มเมื่อปลายเดือนก.ค.ในการขยายเวลาระงับการเก็บภาษีออกไปอีก 90 วัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทำการอนุมัติเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนพ.ย.

    ในการเดินทางครั้งนี้ เบสเซนต์ยังมีกำหนดพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลทั้งที่มาดริดและลอนดอน ก่อนที่จะเข้าร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hZj_Uy4XGbOZS5nnUYgeu

  • หุ้นยุโรปปิดบวก หลัง ECB คงดอกเบี้ยตามคาด สัญญาณเศรษฐกิจผ่อนคลาย

    หุ้นยุโรปปิดบวก หลัง ECB คงดอกเบี้ยตามคาด สัญญาณเศรษฐกิจผ่อนคลาย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.68) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศที่พุ่งขึ้น ขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับการตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามคาด

    โดยดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 555.33 จุด เพิ่มขึ้น 3.04 จุด หรือ +0.55% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ดังนี้ ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,823.52 จุด เพิ่มขึ้น 62.20 จุด หรือ +0.80% ด้าน ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,703.65 จุด เพิ่มขึ้น 70.70 จุด หรือ +0.30% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 9,297.58 จุด เพิ่มขึ้น 72.19 จุด หรือ +0.78%

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัสบดีตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางในอนาคต โดยย้ำว่าการตัดสินใจใด ๆ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ ล่าสุด ECB ได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี พ.ศ. 2570 ลงมาอยู่ที่ 1.9% จากเดิม 2.0% ที่คาดไว้ในเดือนมิถายน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่า จะอยู่ที่ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2%

    ทั้งนี้ การที่ ECB คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ระดับ 2% แสดงถึงความมั่นใจว่า ทวีปยุโรปยังสามารถรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้

    ในตลาดฝรั่งเศส ดัชนี CAC-40 ปิดบวก แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและการคลัง โดย Citigroup ได้ปรับลดมุมมองการลงทุนในหุ้นฝรั่งเศสจาก overweight ลงเป็น neutral ก่อนการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของ Fitch ในวันศุกร์นี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/781969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PeGnWK6DkJZhqqJRBHKa2

  • “สส.ปารเมศ” จี้ “อนุทิน 1” แก้ปัญหากัญชาด่วน!! หลัง ปชช.ร้องกระทบชีวิตหนัก-ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    “สส.ปารเมศ” จี้ “อนุทิน 1” แก้ปัญหากัญชาด่วน!! หลัง ปชช.ร้องกระทบชีวิตหนัก-ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรุงเทพฯ วันที่ 12 ก.ย. – “บูม” ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากนโยบายกัญชาเสรี ของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าในฐานะสส.ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากนโยบายกัญชาเสรี โดยเฉพาะในย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่างถนนข้าวสาร สีลม และเยาวราช ซึ่งควรเป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นกัญชาในที่สาธารณะ จนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้พักอาศัย และทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างน่าเป็นห่วง

    ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่ควรถูกมองข้าม เพราะไม่ได้กระทบเพียงมลภาวะทางกลิ่นหรืออากาศเท่านั้น แต่ยังส่งผลอย่างรอบด้าน ทั้งต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ เยาวชนเข้าถึงกัญชาได้ง่าย ไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทำให้เสี่ยงต่อการเสพติดและการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชน ขณะที่ไม่มีการกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) ที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการใช้ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ที่สำคัญภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยถูกบั่นทอน โดยเฉพาะในสายตานักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและผู้มาเยือนที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

    “ด้วยเหตุนี้ ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ผลักดันนโยบายกัญชาเสรี ต้องทบทวนและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการที่ชัดเจนและจริงจัง ดังนี้ 1. กำหนดให้กัญชามีสถานะเพื่อการแพทย์เท่านั้น พร้อมกลไกควบคุมที่รัดกุม 2. หากใช้เพื่อการรักษา ต้องอยู่ภายในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้ง เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานบริการทางการแพทย์ ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ 3. ดำเนินการปราบปรามการใช้กัญชาในที่สาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อคืนสิทธิการใช้ชีวิตประจำวันให้ประชาชน และฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย 4. ป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน ด้วยมาตรการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย และบทลงโทษที่เข้มงวด พร้อมทั้งสร้างช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้เมื่อพบการกระทำผิด” สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าว

    แม้รัฐบาลนี้อาจเหลือเวลาไม่มากก่อนการยุบสภา แต่ปัญหากัญชาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที หากเพิกเฉย ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลเสียจะทับถมจนยากต่อการแก้ไขในอนาคต ในฐานะผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าจะทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนอย่างไม่ลดราวาศอก พร้อมติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันในสภาอย่างจริงจัง จนกว่ารัฐบาลจะลงมือแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241245&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08JAmAX11wdtHdvQXyO9GJ

  • อบจ.นครสวรรค์ เปิดประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อบจ.นครสวรรค์ เปิดประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หรือ อบจ.นครสวรรค์ ได้จัดการประชุมสภา สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568

    เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ (อบจ.นครสวรรค์) ได้จัดการประชุมสภา สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568 ณ หอประชุมสภา อบจ.นครสวรรค์ โดยมี นายเผชิญ พวงสมบัติ ทำหน้าที่ประธานสภา อบจ.นครสวรรค์ เป็นผู้ดำเนินการประชุม พร้อมด้วย พลตำรวจเอก สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

    การประชุมในครั้งนี้มีระเบียบวาระสำคัญต่างๆ ดังนี้
    1: เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม
    2: เรื่องรับรองรายงานการประชุมสภาอบจ.นครสวรรค์ สมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568
    3: เรื่องแจ้งเพื่อทราบ
    3.1 เรื่อง ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2570) แก้ไข ครั้งที่ 4/2568 ของ อบจ.นครสวรรค์
    3.2 เรื่อง การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำการจัดบริหารสาธารณะของ อบจ.นครสวรรค์ ประจำปี พ.ศ.2568

    4: ญัตติ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (เงินเหลือจ่าย) ไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 9 รายการ
    5: ญัตติ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (เงินเหลือจ่าย) ของกองการท่องเที่ยวและกีฬา ไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ จำนวน 3 รายการ
    6: ญัตติ ขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 กรณียังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน ของกองช่าง จำนวน 2 โครงการ

    7: ญัตติ ขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรณียังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน ของกองการท่องเที่ยวและกีฬาและกองช่าง จำนวน 2 โครงการ
    8: ญัตติ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ จำนวน 11 รายการ
    9: เรื่องอื่น ๆ

    นายชำนาญ เหลืองบำรุงรักษ์ ส.อบจ. เขตอำเภอตาคลี ที่แจ้งปัญหาเรื่องถนน และโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดย นายก อบจ. รับเรื่องปัญหาไว้และจะเข้าไปตรวจสอบ โดยเฉพาะในเรื่องของถนนและโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ จะให้กองช่างกลับไปดูแลและพิจารณางบประมาณราคาใหม่ เนื่องจากไม่มีผู้รับเหมายื่นซองประมูลรับเหมางาน

    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.นครสวรรค์​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1310537&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09gWTFddubh6OTkHLpJP8k

  • มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    ภูมิภาค

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษา ให้แก่เด็กออทิสติกและพิการในมูลนิธิคุณพุ่มจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี นางฐิติวรดา เทพเสนา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นางมยุรี สงวนนาม ประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ เข้าร่วมพิธี และ มีเด็กออทิสติก เด็กพิการ และผู้ปกครองในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เข้ารับประทานทุนต่อหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ณ ห้องประชุมเทพนิมิต ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

    นางสุวิมล ศรไชย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับพิจารณาอนุมัติทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 120 ทุนๆละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท เพื่อมอบให้แก่เด็กพิการ เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ บุคคลออทิสติก ยังไม่ได้รับโอกาส เพื่อพัฒนศักยภาพในด้านต่างๆให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป

    ทั้งนี้ เด็กและผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับทุนการศึกษาต่างซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทรงเห็นความสำคัญ และความต้องการพิเศษทางการศึกษา ที่มีการต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ เพื่อให้ได้พัฒนาศักยภาพ และสามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมได้อย่างมีความสุข ได้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ การที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ จึงเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระ พ่อ แม่ ผู้ปกครองที่ต้องเลี่ยงดูผู้พิการได้ในระดับหนึ่งด้วย…

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446116&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02cSpACk8umuHrDP3u2K7u

  • ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย

    โรงเรียนที่ควรเป็นบ้านหลังที่สองของเด็ก ๆ กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าตกใจจากรายงานล่าสุด พบว่า ความรุนแรงในโรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง

    สถานการณ์ปัจจุบัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบตัวเด็ก

    ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่สำรวจกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,944 คนในปี 2568 พบว่า กว่า 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง โดยรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การล้อชื่อพ่อแม่, ล้อเลียนรูปร่างหน้าตา, การประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด, การทำร้ายร่างกาย, และการเหยียดหยาม

    ความรุนแรงเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยส่วนใหญ่รู้สึกอับอาย โกรธแค้น รู้สึกเหนื่อยล้า และมากกว่า 1 ใน 4 มีความคิดทำร้ายตัวเอง แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งรังแก มักจะได้รับผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ในระยะยาวตามมา

    ดังนั้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างครอบคลุม สบส. จึงเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมสุขภาพจิต เพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยง พร้อมผลักดันโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ “พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก” และเพิ่มความเข้มข้นในการสื่อสาร เตือนภัยเรื่องผลกระทบจากการกลั่นแกล้งรังแกอย่างต่อเนื่อง

    สำรวจ 4 มิติของการรังแกในโรงเรียน ที่เด็กไทยต้องเผชิญ

    สำรวจ 4 มิติของการรังแกในโรงเรียน ที่เด็กไทยต้องเผชิญ

    เมื่อเจาะลึกลงไปใน พื้นที่ที่ควรปลอดภัย อย่างโรงเรียน จากผลสำรวจของ สภาผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 8-22 เมษายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 คน พบว่า 42% หรือ 337 คน เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน โดยจำแนกความรุนแรงออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ ความรุนแรงทางกาย วาจา สังคม และไซเบอร์

    การรังแกทางร่างกาย ยังคงเป็นภาพสะท้อนความรุนแรงในโรงเรียนที่เห็นได้ชัด พบว่า “การตี” เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดถึง 62.6% ตามด้วยการต่อย 52.8% และการเตะ 37.7% นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมอื่น เช่น การดึงผม การข่มขู่ หรือการบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แม้บางพฤติกรรมจะไม่ใช่การทำร้ายโดยตรง แต่ล้วนสะท้อนถึงการใช้อำนาจหรือกำลังทางกายที่ไม่เหมาะสม

    ด้านความรุนแรงทางวาจา เด็กจำนวนมากเปิดเผยว่า พวกเขาเคยถูก “พูดจาทำร้ายจิตใจ” ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด 68.7% รองลงมาคือ การนินทาและคำพูดเสียดสี 63.3% และการล้อเลียนรูปร่างหรือบุคลิก 52.8% ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงการใช้คำพูดเป็นอาวุธในการลดทอนคุณค่าของผู้อื่น นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมแกล้งเรียกชื่อเสียหาย และการปล่อยข่าวลือที่บิดเบือนความจริง ล้วนแต่สร้างความอับอายและกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง

    สำหรับความรุนแรงทางสังคม พบว่าการ “ล้อเลียนหรือทำให้อับอายต่อหน้าคนจำนวนมาก” และ “การพูดลับหลัง ปล่อยข่าวลือ” เกิดขึ้นในอัตราเท่ากันที่ 50.1% สะท้อนว่าการทำลายความสัมพันธ์ในสังคมผ่านการประจานหรือบ่อนทำลายชื่อเสียง เป็นเครื่องมือหลักของการรังแกในมิติทางสังคม และมักปรากฏควบคู่กัน นอกจากนี้ยังมี การกีดกันจากกลุ่ม ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมพบ 31.8%แสดงให้เห็นว่าการทำให้เหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นวิธีการรังแกที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและความมั่นคงทางสังคมของนักเรียน

    ส่วนการรังแกในโลกไซเบอร์ แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 59.8% ระบุว่า “ไม่เคยพบเจอ” แต่ก็อาจสะท้อนได้หลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตระหนักว่ากำลังเผชิญกับการรังแก อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่เคยถูกกระทำ พบว่า การโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม 27.6% เป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุด รองลงมาคือ การปล่อยข่าวลือ 13.5%และการกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ 12.9% ที่ส่งผลต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเด็ก

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกรณีรุนแรงอย่าง การคุกคามทางเพศออนไลน์ การแบล็กเมล์ และการตัดต่อภาพให้เสียหาย ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว ทั้งความอับอาย ความกลัว และการสูญเสียความมั่นใจในตนเอง

    สาเหตุความรุนแรงในโรงเรียนจากมุมมองของนักเรียน

    เมื่อพูดถึงสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน หลายคนอาจนึกถึงปัจจัยภายนอกหรือการเลี้ยงดูในครอบครัว แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ชัดว่า ต้นเหตุหลักของปัญหาคือ “นักเรียนด้วยกันเอง” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 92.3% แสดงให้เห็นว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนคือแหล่งสำคัญของพฤติกรรมรุนแรง ทั้งการกลั่นแกล้ง การใช้กำลัง หรือการละเมิดด้วยคำพูด

    ในขณะที่ อิทธิพลจากสังคมและสื่อ ซึ่งมักมีเนื้อหาเชิงรุนแรง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีนัยสำคัญ โดย 27.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสื่อมีบทบาทในการปลูกฝังพฤติกรรมก้าวร้าว โดยเฉพาะในยุคที่เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียกระตุ้นอารมณ์และความรุนแรงได้เพียงปลายนิ้วคลิก

    นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนว่า ครูหรือบุคลากรในโรงเรียน ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหา โดย 17.5% ระบุว่า สาเหตุของความรุนแรงอาจมาจากการจัดการปัญหาที่ไม่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเห็นนักเรียนถูกรังแก หรือในบางกรณี อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จากผู้ใหญ่ในโรงเรียน

    ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากระบบความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการป้องกันและแก้ไข

    ทั้งนี้ ข้อมูลผลสำรวจทั้งสองชุด จาก สบส. และสภาผู้บริโภค สะท้อนภาพตรงกันว่า ความรุนแรงได้กลายเป็น เรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานที่ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเรียนรู้และเติบโต กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง กดดัน และทำลายความมั่นใจของเยาวชน

    6 ข้อเสนอจากเสียงของเยาวชน ครู และผู้ปกครอง

    แม้โรงเรียนควรเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการเรียนรู้และเติบโต แต่ความรุนแรงในโรงเรียนกลับยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค จึงได้รวบรวมเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วน ผ่านแบบสำรวจและเวทีสาธารณะ ทั้งในระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากครูและผู้ปกครอง นำไปสู่การสังเคราะห์ข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อผลักดันให้โรงเรียนไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

    โดยมี 1.สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ ด้วยการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ อบรมครูให้ดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมระบบติดตามผู้มีความเสี่ยง

    2.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น ห้องน้ำมิดชิด คุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า–ยาเสพติด และป้องกันบุคคลภายนอก

    3.รับมือไซเบอร์บูลลี่อย่างจริงจัง บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและความรุนแรงในโลกออนไลน์ลงในหลักสูตร และอบรมครูให้เข้าใจปัญหา

    4.คุ้มครองสิทธิเด็กและเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม จัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย ให้นักเรียนและสภานักเรียนมีบทบาทเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา

    5.เสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต ให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย

    และ 6.พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและป้องกันการคุกคามทางเพศ จัดอบรมครู–นักเรียนให้เข้าใจเรื่องสิทธิในร่างกาย ความหลากหลายทางเพศ และตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงเรียน

    ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้ คือ เสียงจริงจากผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา เยาวชน ครู และผู้ปกครอง เพราะ การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้เยาวชนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในพื้นที่ปลอดภัย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/violence-in-school/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kuo2XMYYUeV2ysC5eTlmy

  • สจด. ร่วมแนะนำหลักสูตรของสถาบัน ในการศึกษาต่อของ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมแนะนำหลักสูตรของสถาบัน ในการศึกษาต่อของ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115157/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DEAV82kOS4N1OaBneND1C