Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่จากรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

    โดยรัฐบาลชุดนี้้ได้มีการยกร่างโรดแมปเตรียมไว้แล้ว เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน คาดว่าภายในเดือนนี้น่าจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    และเป็นที่น่าจับตาว่า หากสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

    ในขณะเดียวกันโครงการไหนที่มองว่าเป็นภาระงบประมาณประเทศนายอนุทินสั่งการให้พับแผนทันที จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่าโครงการที่คาดว่าจะเดินหน้าต่อในสมัยรัฐบาลอนุทิน 17 โครงการ รวมวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้ง โครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมและโครงการของกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง

    เข็นแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 ท่าเรือ

    เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการที่ยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่ระยะยาวสามารถศึกษาดำเนินการได้ต่อเนื่อง

    ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง

    โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 2573

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    สำหรับเป้าหมาย โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าแห่งภูมิภาคและของโลก โดยเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านการสร้างท่าเรือนํ้าลึกสองฝั่ง และเชื่อมโยงด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

    ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และระบบท่อ เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งทางเลือกแทนการใช้ช่องแคบมะละกา

    สานต่อไฮสปีด-ทางคู่ เฟส 2

    “ฐานเศรษฐกิจ” ยังพบว่า มีอีกหลายโครงการของกระทรวงคมนาคมที่คาดว่านายอนุทินจะสานต่อ เนื่องจากเป็นโครงการสำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 224,544 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

    โดยอัยการสูงสุดได้ตอบกลับร่างแก้ไขสัญญาโครงการดังกล่าวมาที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว

    อย่างไรก็ดีจากการตรวจร่างสัญญาฯของอัยการสูงสุดพบว่าในรายละเอียดของร่างสัญญาส่วนใหญ่มากกว่า 95% ทางอัยการเห็นด้วยและไม่ได้มีการปรับแก้ไขร่างสัญญา

    แต่อีก 5% นั้น โดยทางอัยการสูงสุดมีความเห็นเพิ่มเติมว่าหากรัฐแก้ไขจะทำให้รัฐได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างเจรจาหารือกับเอกชนเพื่อหารือร่วมกันก่อนดำเนินตามขั้นตอนต่อไป

    ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร (กม.) กรอบวงเงินลงทุน 341,351.42 ล้านบาท ที่ผ่านมาครม.มีมติอนุมัติโครงการแล้ว

    ปัจจุบันรฟท. อยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (TOR) โดยโครงการในเฟส 2 มีค่างานก่อสร้างโยธา 237,454.86 ล้านบา ซึ่งไทยจะดำเนินการเอง ทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง และการควบคุมงาน

    ด้านโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เหลืออีก 6 เส้นทาง วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท ที่จะขับเคลื่อนต่อเนื่อง

    จากเดิมเติมเต็มการเดินทางและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย ช่วงปากนํ้าโพ-เด่นชัย วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท

    และช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท

    ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เห็นชอบ

    ปิดจ็อบ “พระราม 2”

    ส่วนโครงการถนนพระราม 2 ที่ปัจจุบันมีหลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    และต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจเข้ามากำกับดูแลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้โครงการต่างๆบนถนนพระราม 2 ต้องจบภายในปี 2568 เพื่อลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกประชาชน

    แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ปรากฎว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน

    สำหรับโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว วงเงิน 18,759 ล้านบาท

    โครงการก่อสร้างทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย วงเงิน 10,477 ล้านบาท โครงการเป็นงานก่อสร้าง ทางแยกต่างระดับบ้านแพ้ว วงเงิน 595 ล้านบาท

    โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงิน 30,437 ล้านบาท

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

    ลุยอู่ตะเภา-ขยาย3สนามบิน

    โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา แผนขยาย 3 สนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ฉายแววได้ไปต่อรอแค่ชงเข้าครม.ใหม่รับทราบ

    สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบินที่มีแนวโน้มจะได้ไปต่อในรัฐบาลนายกฯอนุทิน หลักๆจะมีโครงการลงทุนเร่งด่วน 5 โครงการ เตรียมชงครม.ใหม่รับทราบ

    โดยการลงทุนจะเป็นเงินของภาคเอกชน และทอท. ซึ่งไม่ต้องพึ่งพางบลงทุนจากรัฐบาล อีกทั้งโครงการเหล่านี้มีการเจรจา และทำแผนคืบหน้าไปมากแล้ว ประกอบกับเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ได้แก่

    1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO อู่ตะเภา ในพื้นที่ 210 ไร่ ของสนามบินอู่ตะเภา

    3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของทอท. 4.โครงการขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 ของทอท. 5. โครงการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ของทอท.

    ขณะนี้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีแผนสร้าง อาคารใหม่เพื่อรองรับทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงปรับปรุงภายในทั้งหมดและแก้ไขปัญหาจราจรหน้าสนามบิน ซึ่งคาดว่าจะนำแบบและงบประมาณเสนอครม.ต่อไป

    30 บาท-หวยเกษียณไปต่อ

    ขณะโครงการเกี่ยวกับสุขภาพประชาชน ของกระทรวงสาธารณสุข โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ของรัฐบาลแพทองธาร นายอนุทิน ต้องการสานต่อ เนื่องจากมีประโยชน์กับประชาชน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท สามารถเข้ารับบริการสาธารณสุขที่หน่วยบริการใดก็ได้ทั่วประเทศ เพียงแค่ใช้ บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว

    โครงการนี้ช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล และสามารถเลือกรักษาได้ตามความสะดวกที่ร้านยา คลินิก หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นอกจาก 30 บาทรักษาทุกโรคในสมัยรัฐบาลทักษิณ นอกจากนี้ยังมีโครงการสลากกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ “หวยเกษียณ” วุฒิสภา ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ…เรียบร้อยแล้ว

    20บาทตลอดสาย ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ไปต่อ

    ส่วนโครงการเรือธงของรัฐที่ผ่านมามีหลายโครงการภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จตามที่แถลงในสภาฯ ไว้ และไม่ถูกนำมาสานต่อในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ทั้งเงินดิจิทัล 10,000 บาท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ของรัฐบาลชุดก่อนที่เตรียมให้ประชาชนได้ใช้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนั้น

    และแม้ว่าในปัจจุบัน พบว่ามียอดผู้ลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิผ่านแอปทางรัฐกว่า 2.6 แสนราย และร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ตาม

    โดยนายอนุทินมองว่าหากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ เพราะที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้

    หากรัฐต้องหางบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างทุกๆปีในการดำเนินการเพื่อซื้อกิจการคืนจากผู้ที่ลงทุนก็คงไม่ใช่

    นอกจากนี้ยังมี โครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่ประเมินว่าอาจไม่ได้ไปต่อ

    อย่างไรก็ดีที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีแผนจะดำเนินการจับสลากผู้ที่ลงทะเบียนโครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายในวันที่ 18 กันยายนนี้

    ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนผ่านการตรวจสอบจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แล้ว กว่า 140,000 รายตามขั้นตอนเดิมการจับสลากของโครงการฯกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักสลากฯ เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสในการจับฉลาก

    ตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างและเปิดให้ประชาชนเข้าอยู่เฟสแรกได้ภายในปี 2569 ส่วนอีกหนึ่งนโยบายสวยหรูของรัฐบาลที่แล้ว

    แต่ถูกค้านโดยพรรคภูมิใจไทย คือ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ต้องการปลุกปั้นให้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ

    แต่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครม. มีมติถอนร่างออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อีกหนึ่งนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดแล้ว

    ที่มีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อ คือ การผลักดันให้ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ Thailand Creative Culture Agency (THACCA) ซึ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศไทย ให้เป็นองค์การมหาชน

    โดยมีแผนจะผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้ง THACCA ให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเมื่อจัดตั้งเป็นทางการแล้ว สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จะถูกยุบรวมเข้ากับ THACCA

    และภารกิจซอฟต์พาวเวอร์ ทั้ง 11 ด้าน อาทิ อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี เกม แฟชั่น และอื่นๆ ที่เคยอยู่ในการดูแลของทุกหน่วยงานทั้งหมดจะโอนมาอยู่ที่นี่

    หากกฎหมายผ่าน THACCA จะมีรายได้จากหลายทาง ได้แก่ เงินทุนประเดิมจากรัฐบาล, เงินอุดหนุนผ่านงบประมาณ, เงินที่ได้จากคณะรัฐมนตรี, รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว, ผลตอบแทนการลงทุน, และเงินบริจาค

    โดยล่าสุดในงบประมาณปี 2569 มีการตั้งงบสำหรับขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทย รวมกว่า 4,044.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2568 ซึ่งมีงบประมาณประมาณ 2.1 พันล้านบาท โดยงบประมาณนี้ส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้ THACCA เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้าน เช่น

    หนังสือ เฟสติวัล อาหาร การท่องเที่ยว ดนตรี เกม กีฬา ศิลปะ ออกแบบ ภาพยนตร์/ซีรีส์ และแฟชั่น

    ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลงบซอฟต์เพาเวอร์ ที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตั้งเรื่องไว้ให้ THACCA ก็จะกลับมาเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่เดิม

    ซึ่งในทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงาน ก็เริ่มส่งสัญญาณในการเบรคแผนใช้งบซอฟต์พาวเวอร์แล้ว เพื่อดูความชัดเจน รวมถึงอาจปรับแผนการใช้งบที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gTjv-4U8HcKVrTqu_vOxt

  • ชายรวยที่สุดในโลก แซงอีลอนมัสก์ แต่งภรรยาคนที่ 6 อายุน้อยกว่า 47 ปี สวยขนาดไหน?

    ชายรวยที่สุดในโลก แซงอีลอนมัสก์ แต่งภรรยาคนที่ 6 อายุน้อยกว่า 47 ปี สวยขนาดไหน?

    มหาเศรษฐี “รวยที่สุดในโลก” แซงหน้าอีลอนมัสก์ แต่งภรรยาคนที่ 6 อายุน้อยกว่า 47 ปี สวยขนาดไหน?

    หลังจากที่ แลร์รี เอลลิสัน วัย 81 ปี แซงหน้าอีลอน มัสก์ ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ข้อมูลส่วนตัวและชีวิตส่วนตัวของภรรยาคนที่ 6 ของเขา ซึ่งอายุน้อยกว่าเขา 47 ปี ก็กลายเป็นจุดสนใจอย่างรวดเร็ว

    ภรรยามหาเศรษฐีวัย 47 ปี

    เมื่อเร็วๆ นี้ แลร์รี เอลลิสัน ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ออราเคิล ได้แซงหน้า อีลอน มัสก์ ขึ้น เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อย่างเป็นทางการ นอกจากความสำเร็จในอาชีพการงาน ชีวิตส่วนตัวของเขา โดยเฉพาะภรรยาคนที่ 6 ก็กลายเป็นจุดสนใจในทันที และสร้างความฮือฮาบนโซเชียลมีเดียของจีนเมื่ปี 2024

    ตามรายงานของ วอลล์สตรีทเจอร์นัล แม้ว่าทั้งคู่จะถูกพบเห็นด้วยกันหลายครั้งในงานกีฬาตั้งแต่ปี 2018 แต่เอลลิสันก็ไม่เคยประกาศข่าวเกี่ยวกับภรรยาใหม่ของเขาต่อสื่อ เธอคือ โจลิน จู หรือชื่อจริงว่า จู เคอเรน อายุ 34 ปี หรืออายุน้อยกว่าเอลลิสัน 47 ปี

    จูสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการศึกษาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในปี 2012 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างว่ารู้จักเธอและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัยเด็กและเส้นทางการศึกษาของเธอ

    เธอเรียนที่โรงเรียนภาษาต่างประเทศ Northeast Yucai มณฑลเหลียวหนิง ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศที่มีชื่อเสียง มีนักเรียนจำนวนมากที่สอบผ่านมหาวิทยาลัยนานาชาติ ต่างจากเพื่อนๆ ของเธอ จูเลือกไปเรียนต่อที่ Bard College ในเมือง Simon’s Rock รัฐแมสซาชูเซตส์ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้สาธารณชนเชื่อว่าเธอมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย

    อย่างไรก็ตาม ภูมิหลังทางครอบครัวของจูยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน มีรายงานว่าบิดาของเธอเป็นผู้อำนวยการบริษัทอุปกรณ์การแพทย์แห่งหนึ่งในมณฑลเหลียวหนิง มีทรัพย์สิน “มากกว่า 100 ล้านหยวน” ในทางกลับกันก็มีคนกล่าวว่าครอบครัวของเธอเป็นเพียงชนชั้นกลาง

    ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจูพบกับเอลลิสันได้อย่างไร หลังจากสำเร็จการศึกษา เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เช่าที่เรดวูดชอร์ส ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของออราเคิลก่อนปี 2020

    โจลิน จู เป็นภรรยาคนที่ 6 ของเอลลิสัน เขาแยกทางกับ นิกิตา คาห์น อดีตภรรยาในปี 2016 และหย่าร้างกันในปี 2020 ปัจจุบันจูถือสัญชาติอเมริกัน ได้จดทะเบียนสมรสกับเอลลิสันที่คฤหาสน์หลังใหญ่ในฟลอริดา มี 33 ห้องนอนและ 38 ห้องน้ำ

    มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกวัย 81 ปี

    เมื่อวันที่ 9 กันยายน แลร์รี เอลลิสัน แซงหน้าอีลอน มัสก์ ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ โดยได้แรงหนุนจากราคาหุ้นของ Oracle (ออราเคิล) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

    บลูมเบิร์กรายงานว่า หลังจากที่ Oracle ประกาศรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่เกินความคาดหมาย ราคาหุ้นของบริษัทก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินทรัพย์ของเอลลิสันเพิ่มขึ้น 1.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แตะที่ 3.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้ามัสก์ที่มีสินทรัพย์ 3.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่ยังเป็น “การเพิ่มขึ้นรายวันสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา” โดยดัชนีมหาเศรษฐีบลูมเบิร์ก

    สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาด AI สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์คอมพิวติ้ง Safra Catz ซีอีโอเปิดเผยว่า Oracle ได้ลงนามสัญญามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ถึงสี่ฉบับในไตรมาสนี้ และคาดว่าจะลงนามอีกในสัญญาฉบับต่อไป เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ยังได้ประกาศข้อตกลงในการจัดหาพลังงาน 4.5 กิกะวัตต์ให้กับ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ ChatGPT เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์ AI

    ราคาหุ้น Oracle พุ่งขึ้น 40% ภายในวันซื้อขายเดียว ถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากสำหรับบริษัทที่มีมูลค่าตลาดเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคาหุ้น Oracle เพิ่มขึ้น 103% นับตั้งแต่ต้นปี ความเฟื่องฟูมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ “ยักษ์ใหญ่” เช่น Nvidia และ Microsoft เป็นผู้นำตลาดด้วย AI

    ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ แลร์รี เอลลิสัน ในวัย 80 ปี ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงให้กับตำแหน่ง “เจ้าพ่อซอฟต์แวร์” ของเขาเท่านั้น แต่ยังครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย นอกเหนือจากการดึงดูดความสนใจไม่น้อยต่อภรรยาสาวลึกลับของเขาอีกด้วย

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842362/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n9ItxDIwKauvXJA8s91Oe

  • ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ ‘คิม จูเอ’ ลูกสาวคิมอาจเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ’ คนต่อไป

    ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ ‘คิม จูเอ’ ลูกสาวคิมอาจเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ’ คนต่อไป

    หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ (NIS) เผยเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า ‘คิม จูเอ’ ลูกสาวของ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ อาจเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ’ คนต่อไป หลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อต้นเดือน ก.ย.จากการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับพ่อของเธอ 

    นักวิเคราะห์คาดการณ์มานานแล้วว่า คิม จูเอน่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากคิม แม้ว่าบางคนจะคาดการณ์ว่า จูเอนั้นมีพี่ชายที่กำลังถูกวางตัวให้เป็นผู้นำคนต่อไป 

    อี ซองควอน สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า จูเอเป็นทายาทที่ได้รับการยอมรับ…การเยือนจีนของเธอเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเรื่องราวการสืบทอดที่สมบูรณ์” 

    หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุว่า “สถานะของจูเอปรากฏชัดในภาพถ่ายของสื่อรัฐและสารคดีพิเศษที่เผยให้เห็นว่าเธอได้ร่วมเดินทางไปกับผู้นำเกาหลีเหนือในประเทศจีน” นอกจากนี้ สื่อของรัฐเกาหลีเหนือยังได้เผยแพร่ภาพถ่ายของเธอตอนอยู่บนรถไฟกันกระสุน ร่วมกับคิม และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ขณะที่เดินทางกลับจากกรุงปักกิ่ง  

    “การที่จูเอได้รับการคุ้มครองในระดับเดียวกับ คิม จองอึน ยิ่งตอกย้ำว่าเธอมีแนวโน้มที่จะเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่ง’”

    — หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ ระบุ 

    ทั้งนี้ จูเอได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชนในปี 2022 ในระหว่างที่เธอร่วมเดินทางไปงานเปิดตัวขีปนาวุธข้ามทวีปกับพ่อของเธอ สื่อของเกาหลีเหนือต่างเรียกเธอว่า “ลูกที่รักยิ่ง” และ “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” หรือ “hyangdo” ในภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นคำที่มักใช้เรียกผู้นำระดับสูง และผู้สืบทอดตำแหน่งเท่านั้น 

    รายงานของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ในปี 2017 ระบุว่า คิมและรี ซอลจู ภรรยาของเขา มีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ ลูกชายที่เกิดในปี 2010 ลูกสาวที่เกิดในปี 2013 ซึ่งคาดว่าเป็นจูเอ และในปี 2017 ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพศ แต่ในปี 2023 รัฐบาลเกาหลีใต้ ‘ไม่สามารถยืนยัน’ ได้ว่าลูกชายของคิมมีตัวตนจริงหรือไม่

    “ข่าวลือที่ว่า คิมมีลูกอีกคน ซึ่งรวมถึงลูกคนหนึ่งที่มีความพิการ หรือกำลังศึกษาต่อในต่างประเทศนั้น ‘ไม่น่าเชื่อถือ’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของการศึกษาต่อต่างประเทศ หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ระบุว่า ไม่ว่าเราจะพยายามปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวมากเพียงใด ก็ย่อมเป็นที่รู้กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นความเป็นไปได้จึงถือว่าต่ำมาก”  

    — อี ซองควอน กล่าว

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/north-korea-kim-ju-ae-likely-successor&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OnQBVkHlkNJGfvzPmyltx

  • อนุทินเผย นายกฯ สิงคโปร์ ยินดีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย้ำแนวทางร่วมมือ 5 ด้าน เผยจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์

    อนุทินเผย นายกฯ สิงคโปร์ ยินดีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย้ำแนวทางร่วมมือ 5 ด้าน เผยจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์

    วานนี้ (11 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพการสนทนาโทรศัพท์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยข้อความระบุว่า ลอเรน หว่อง นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ ได้โทรศัพท์มาเพื่ออวยพรถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 

    อนุทินเปิดเผยว่า ได้ย้ำถึงลอเรน ว่าในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย จะร่วมมือกับรัฐบาลสิงคโปร์อย่างเข้มแข็ง และดำเนินการอย่างแน่วแน่ต่อโอกาสที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) , เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) , ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) , พลังงาน (Energy) , และการศึกษา (Education) และพวกเราทั้ง 2 คนจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-singapore-pm-cooperation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vmWEk2E0xEcUau7DukITl

  • รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    วันที่ 12 ก.ย. 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกันปฏิบัติการปิดเกมโกงภาษีครั้งใหญ่ โดยเข้าจับกุมกรรมการบริษัทไอที 2 ราย หลังพบพฤติการณ์ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 70 ล้านบาท

    เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำหมายจับเข้าจับกุม นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี และ นายสายชลฯ อายุ 53 ปี ซึ่งทั้งสองเป็นกรรมการของ บริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ผู้ประกอบกิจการขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านพักในกรุงเทพฯ และปทุมธานี

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ที่พบความผิดปกติในการแสดงรายได้ของบริษัทฯ ในปี 2559 และ 2560 โดยมีการแสดงยอดเงินได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก และไม่นำยอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารไปลงในรายงานภาษีขาย รวมถึงไม่มีการออกใบกำกับภาษีขาย

    จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า บริษัทฯ มีภาษีค้างชำระรวมดอกเบี้ยและค่าปรับกว่า 79 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทฯ ไม่สามารถนำส่งเอกสารหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ และยังเพิกเฉยต่อการเรียกเข้าพบของเจ้าพนักงานสรรพากร

    จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีอาญากับบริษัทฯ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามทั้งสองคน

    เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองคนยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ผู้สื่อข่าวนครบาล ทีมข่าวสยามนิวส์ รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/crime/27502&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZOAUMcTLGINOxadqOFqj8

  • เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    วันนี้ (12 ก.ย.2568) นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงรัฐบาลชุดใหม่ ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะเวลาสั้นๆว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น อย่างการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย

    คือ 1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น
    ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    และ 3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง

    ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน น่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    ส่วนโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ

    อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้

    เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ จัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้เกิด พรรคปัดเศษ จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน
    อย่างไรก็ตามทีดีอาร์ไอฝากความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี

    โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ กิโยติน กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงหากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่ยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิดไทย+1 (Thailand Plus One) นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    อ่านข่าว:

     ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน

     ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต่ำสุดรอบ 32 เดือน กังวลปัญหาการเมือง

    ผู้ส่งออกข้าว จี้รัฐ-แบงก์ชาติ แก้บาทแข็ง วาระเร่งด่วน ชี้กระทบแข่งขัน-ชาวนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qz61jyFRKz95yC_N362tA

  • ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    แบงก์ไทยพาณิชย์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ให้ความสำคัญ 3 เรื่อง สร้างความเชื่อมั่น-กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเร็วและตรงจุด-ดูแลเอสเอ็มอีให้เข้มแข็ง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยถึงรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การบริหารประเทศของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมั่น แม้จะมีเงื่อนไขระยะเวลาอันสั้น แต่หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและต่อยอดให้ประเทศเติบโตไปข้างหน้าได้ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่หากติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    เรื่องสำคัญรองลงมา คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นมีความจำเป็น ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย ผ่านนโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังที่สอดคล้องกัน

    รวมไปถึงการกลับมาดูโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเข้มแข็งของเอสเอ็มอีเป็นโจทย์ที่มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ควรมีนโยบายให้เอสเอ็มอีกลับมาเดินเครื่องได้ 

    “เชื่อว่า 3 โจทย์นี้ ถ้าทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้สำเร็จทั้งหมด แต่อย่างน้อยติ๊ก 3 ข้อว่าจะทำอะไร มีเป้าหมายจะเสร็จเมื่อไหร่ และ เป็นนโยบายที่บูรณาการกันใน 3 เรื่องนี้ประเทศไทยมีโอกาสเสมอ” นายกฤษณ์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ไทยพาณิชย์ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ในปี 2568 เติบโต 1.8% และปี 2569 เติบโต 1.4% เนื่องจากรัฐบาลใหม่เพิ่งฟอร์มทีมขึ้นมา 

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีสัญญาณเชิงบวกในระยะเวลาอันสั้นผ่านการปรับโจทย์ความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจและกลับมาดูเอสเอ็มอี เป็นไปได้ว่า GDP อาจจะมีการปรับแนวโน้มขึ้นในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uvwlMpBrq32YSJKY91Nlt

  • สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    เศรษฐกิจ

    12 ก.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐพุ่งสูง ชี้รัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้

    • รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงเป็นภาวะที่แก้ยาก และส่งผลต่อเศรษฐกิจ
    • ชี้หนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐของไทยพุ่งสูง สะท้อนความเสี่ยง และความอ่อนแอเศรษฐกิจ 
    • แนะรัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ และใช้นโยบายการกระตุ้น หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้สูงกว่า 70% 
    • แนะทางออกรัฐบาลใหม่ ดันเมดอินไทยแลนด์ ใช้ประโยชน์จากส่งออก และใช้มาตรการเฉพาะแก้ปัญหาหนี้ 

    ปัญหา “หนี้” ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจของไทย โดยหนี้ใน 3 ส่วนถือว่าสูงกว่าระดับปกติ ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูงถึง 63.8% ของจีดีพีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ที่ 88.4% ของจีดีพี และ ส่วนสุดท้ายคือหนี้ภาคธุรกิจซึ่งอยู่ที่ 83.5% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นควาท้าทายในการแก้ปัญหาหนี้เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้  

    นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ระดับสูงของประเทศไทยกำลังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้สาธารณะล้วนอยู่ในระดับที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต

    NPL พุ่งสูงหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง และหนี้ภาคธุรกิจที่มีตัวเลข NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น

    เมื่อรวมกับปัจจัยผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่จะเห็นภาพชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่ระดับหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

    หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ต่อ GDP

    ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยมีสัญญาณปรับเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าประเทศไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

    เข้าสู่ “Diabolic Loop” แก้ปัญหาได้ยาก 

    “การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในประเทศไทยกำลังสร้างวงจรที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ นักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า ‘Diabolic Loop’ ซึ่งเป็นวังวนของปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้สูง แล้วมีการก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ ทำให้ต้องมีการก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” นายวิชญายุทธกล่าว

    การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคสำคัญ เพราะเป็นวัฏจักรที่เป็น vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปที่ปัญหาเดิม

    การแก้ปัญหาหนี้แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้

    เขากล่าวต่อว่าการแก้ปัญหาหนี้ที่ได้ผลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสถาบันการเงินจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศرษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นจะทำได้เพียงประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

    เสนอ 3 มาตรการดูแลเศรษฐกิจ 

    สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ ควรอยู่บนพื้นฐานของการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะในขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. รณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ เจอมาตรการกีดกันทางการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งพาตลาดจีนก็ยาก เพราะจีนได้เปรียบในทุกด้าน

    “ในอดีตเคยใช้มาตรการ ‘Made in Thailand’ และประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนได้มากขึ้น”

    2. หาตลาดส่งออกใหม่และส่งเสริมสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม ไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่และส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เนื่องจากบางสินค้าได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า

    รัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น มาตรการค่าแรง

    3. ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) SME จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาคือธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น

    มาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละกลุ่ม แต่ละราย ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” โดยเน้นว่าต้องมีการปรับแต่งมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม เพราะไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะสามารถใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WhlHkypDjDXZlGKhxXCBN

  • เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ 28 ปีก่อน ในปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เราต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว

    ทำให้การส่งออกที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจโลกขึ้นมามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศมากกว่าการลงทุน และการลงทุนจากที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้อยละ 50 ของ GDP ลดลงมาเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันยาวนานถึง 27 ปี

    ต่อมาในปัจจุบันเรากำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ นโยบายของทรัมป์ 2.0 แต่พุ่งตรงไปยังประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้น ทำให้แทบไม่มีประเทศใดรอดพ้นผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ยุคชะลอตัวหรือขยายตัวในอัตราต่ำไปอย่างน้อย 2-3 ปี ฉะนั้น เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักจึงหนีไม่พ้นผลกระทบเรื่องนี้

    แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วงแรกจะดี เราจะเห็นการพุ่งขึ้นอย่างมากของการส่งออก การผลิตเริ่มฟื้นตัว เพราะผู้ส่งออกต้องเร่งส่งออก เร่งผลิต เพื่อหนีตายจากอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (Reciprocal Tariff) เพราะตอนนั้นสหรัฐยังปักหมุดไว้ที่ร้อยละ 36 และไม่รู้ว่าผลการเจรจาจะเป็นเช่นไร 

    แต่ภายหลังจากตัวเลขสุดท้ายอยู่ที่ร้อยละ 19 การส่งออกจะกลับสู่ระดับที่ลดลงจากเดิม กระทบต่อการผลิต การลงทุนและการจ้างงาน บวกกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนและธุรกิจจลดลง ที่น่าเป็นห่วงคือคนตัวเล็กและร้านค้าตัวเล็ก

    ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และคาดว่าจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ครึ่งปีหลัง 

    ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.4 เท่านั้น และค่อยๆ พลิกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสที่ 1 2 3 และ 4 ของปี 2569 แต่ยังไม่ทันหมดปี เราก็เผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเก่าไปรัฐบาลใหม่ ที่ว่ากันว่าจะมีระยะเวลาทำงานสั้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น

    แต่อาจจะบวกกระบวนการต่าง ๆ ไปอีก 4 เดือน ทำให้อายุของรัฐบาลเพิ่มเป็นราว ๆ 8 เดือน และจะเป็น 8 เดือนที่จะได้รับการเฝ้ามองและคาดหวังมากเป็นพิเศษ เพราะต้องเผชิญปัญหาท้าทายทั้งภายนอกและภายใน เช่น Reciprocal Tariff ไทย-กัมพูชา การแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน 

    นโยบาย มาตรการ โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด มีผลต่อประชาชนคนตัวเล็กเพียงใด เป็นต้น ฉะนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 จะเป็นไปตามภาพที่วาดเอาไว้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจนี้ไปได้ดีแค่ไหน 

    ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นโยบายในระยะสั้นต้องมุ่ง “หยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ” ให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 และต้องสร้าง Momentum ต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 ส่วนในระยะยาวต้องเน้นการวางแผนเรื่อง “การยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” เพื่อส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลชุดใหม่ 

    ผมขอเสนอนโยบายที่แยกเป็นระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

    1.ในระยะสั้นต้องหยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ (กระตุ้นทั่วถึงและต้องให้ถึงคนตัวเล็ก – ร้านค้าตัวเล็ก)

    1.กระตุ้น / พยุงกำลังซื้อ ประชาชนและ MSMEs เพื่อให้เกิดผลบวกและทำให้เกิด Crowding-in Effect การที่รัฐบาลเลือกโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งถือว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ช่วยเพิ่มกำลังซื้อเชื่อมั่น เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองและในต่างจังหวัด ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวลงมาก

    2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท ให้มีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 คือ ต.ค-ธ.ค.2568 เพื่อใช้งบประมาณเข้าไปอัดฉีดระบบเศรษฐกิจสู้กับเศรษฐกิจชะลอตัว

    3.เร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเข้าสู่กระบวนการช่วงปลายปี 2569 ต่อต้นปี 2570 และเข้าใกล้กรอบเวลาการยุบสภา ซึ่งใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลนี้จึงต้องเร่งวาง Timeline ในการจัดทำงบประมาณไม่ให้เกิดความล่าช้า  

    4.ดูแลค่าเงินบาท ต้องไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งมากเกินไปจนผู้ส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้ และหากค่าเงินมีความผันผวนมากเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถคาดเดาทิศทางเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดการชะลอการลงทุน ต้องร่วมมือกับ ธปท. และธนาคารพาณิชย์จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะธนาคารพาณิชย์จะเป็นด่านแรกของการเอาเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาท 

    5.ดูแลสภาพคล่องในระบบ เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินผันเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเติม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระตุกให้ GDP และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการผลิตขึ้นมาบ้าง 

    2. ในระยะยาวต้องเน้นเรื่องการยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (สร้างบุญใหม่แทนบุญเก่า)

    1.แก้ปัญหาหนี้ 3 เสาหลัก เพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้น จนไม่เป็นตัวบั่นทอนการบริโภค การประกอบธุรกิจ และการทำนโยบายของภาครัฐ ที่จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    2.เพิ่มรายได้เพื่อเพิ่ม Fiscal Space เพื่อให้ภาคการคลังมีเสถียรภาพมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นและมีช่องว่างในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การขจัดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณ เพิ่มช่องว่างทางการคลังเพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนระบบ Welfare ไปเป็น Workfare

    3.เร่งรัดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลุกให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องหาฐานการลงทุนใหม่ในภูมิภาค เพื่อกระจายฐานการลงทุนออกไปจังหวัดอื่น ๆ ที่เริ่มมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิด Inclusive Growth ในอนาคต

    4.ยกระดับผลิตภาพการผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้ประชากรประมาณ 20 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศมีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น อันเป็นฐานการบริโภคที่สำคัญของประเทศ

    5.ปรับโครงสร้างประชากร เพื่อปรับกำลังแรงงานให้พร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เพิ่มทักษะกำลังแรงงาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชากรสูงวัย ต้องใช้ทักษะที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนปริมาณคนที่ลดลง

    หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการได้ว่า แรงกระแทกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะเป็น Soft Landing และจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัวจากเครื่องยนต์ภายในผ่านการบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจในปี 2569 อาจจะดีกว่าปี 2568 ก็เป็นได้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7xvyU7fLRjsl3DhQuUzp

  • SET รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด

    SET รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด

    SET แกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ GPSC และ CENTEL

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ยังติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติมเป็นความหวังของตลาด ส่วนนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุน สถาบันกลับมาซื้อสุทธิพร้อมกันในระดับพันล้านบาท ตัวเลขขอรับสวัสดิการรายสัปดาห์สหรัฐฯ เพิ่มสูงสุดในรอบ 4 ปี หนุนให้เฟดลดดอกเบี้ย ตลาดรอดู DotPlot ทางเทคนิคยังเป็นการแกว่งตัวขึ้น หากยังไม่หลุด 1280/1270 ยังไม่เสียแนวโน้มการแกว่งขึ้น แนวต้านประเมินที่ 1295/1300 มีโอกาสทดสอบ

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดี ทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.)

    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ (1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568 F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A- AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 

    2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITS (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) 

    3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ GPSC มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาก๊าซ และ Bond Yield ลดลง และเงินบาทแข็งค่า คาดว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มจาก Data Center ในไทยและมีความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนในธุรกิจ Data Center คาดกำไรปกติปี 2568 จะเติบโต 12%YoY จากการเพิ่มกำลังการผลิต, ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 43.50 บาท

    CENTEL มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความหวังมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยว เช่น “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” นักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์หดตัว YoY ที่แคบลง กำไรมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ขาดทุนจากโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์เริ่มแคบลงและคาดเห็นการเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 33.25 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730274&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kmTGJ6B_yX6R9FUwS9uce