Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TDRI เปิดความท้าทายครม.ใหม่

    TDRI เปิดความท้าทายครม.ใหม่

    “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” เปิดความท้าทายครม.ใหม่ แนะลุยปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่กระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอตั้งกรอ.ย่อย 3ชุด เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ชี้ไทยถูกจับตาลดเครดิตเรตติง เพราะภาระหนี้สาธารณะสูง แนะทบทวนนโยบายใช้งบมากแต่ไม่คุ้มค่า หวังว่าที่ขุนคลัง มีแผนหารายได้ชัด เรียกความเชื่อมั่นได้ พร้อมฝากโจทย์ รมต.คนนอกโชว์ฝีมือ ขณะเดียวกันเตือนรัฐบาลระวังอย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาว   

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย คือ 1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง และ 3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่งรมต. เสนอแก้รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง ดึงคนนอก ไฮโปรไฟล์ร่วมบริหารประเทศในอนาคต 

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    “อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้” ดร.สมเกียรติระบุ

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว  ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ  ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    โจทย์ท้าทาย รมต.ป้ายแดง เสนอว่าที่รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดันกม.สำคัญให้เดินต่อ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด


    แนะว่าที่รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน 

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุด้วยว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสูสภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด “”ไทย+1” (Thailand Plus One)

    “นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/KpViQsqa&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jUY5s_oYZB3TcL-6Pcp7c

  • ‘ศุภจี’ ประกาศวางมือจากดุสิตธานี ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะ รมว.พาณิชย์ พร้อมส่งไม้ต่อให้ ‘ชนินทธ์’

    ‘ศุภจี’ ประกาศวางมือจากดุสิตธานี ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะ รมว.พาณิชย์ พร้อมส่งไม้ต่อให้ ‘ชนินทธ์’

    บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568 เพื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    ศุภจีเข้ารับตำแหน่ง CEO กลุ่มดุสิตธานีในช่วงที่บริษัทเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตการท่องเที่ยวช่วงโควิด-19 การแข่งขันในตลาดโรงแรมหรู และเป็นผู้วางกลยุทธ์ระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ ขยายพอร์ตการลงทุน และผลักดันความยั่งยืน จนวางรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตขององค์กร

    “ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ดุสิตธานีได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ช่วง ที่ครอบคลุมสิ่งที่จะทำทั้งหมด คือ 3 ปีแรกสร้างรากฐานเพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร ช่วงที่ 2 มุ่งพัฒนาโครงการใหม่ และ 3 ปีสุดท้ายเป็นช่วงเทกออฟที่ทุกอย่างเริ่มออกผล ทำให้ดุสิตธานีเติบโตตามแผน” ศุภจีกล่าว

    สำหรับการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจีกล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มี 2 เหตุผลหลักคือ ประเทศกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน จึงต้องการเข้ามาดูแลเศรษฐกิจภาพรวม แก้ปัญหาปากท้องประชาชน และขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่ตลาดต่างประเทศ อีกประการคือ ระยะเวลาการทำงานของคณะรัฐมนตรีเพียง 4 เดือน ถือเป็นความท้าทายในการจัดลำดับความสำคัญและลงมือทำเรื่องสำคัญทันที

    ทั้งนี้คณะกรรมการกลุ่มดุสิตธานีมีมติแต่งตั้ง ชนินทธ์ โทณวณิก เป็นรักษาการประธานกรรมการ ควบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group CEO) โดยบริษัทเห็นชอบให้มีผลตั้งแต่วันนี้ (12 กันยายน 2568) เป็นต้นไป 

    ด้านการดำเนินงานของกลุ่มดุสิตธานีในอนาคตจะยังคงเป็นไปตามแผนเดิม ที่วางรากฐานอย่างมั่นคงตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งธุรกิจโรงแรม การศึกษา อาหาร และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเดินหน้าสร้างการเติบโตตามเป้าหมายเดิม ด้วยทีมบุคลากรคุณภาพที่ยังคงทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลัง ดังนั้นนักลงทุน ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ สามารถมั่นใจและเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และการดำเนินงานของดุสิตธานีได้อย่างต่อเนื่อง

    ด้านชนินทธ์กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “คุณอนุทินเลือกคนไม่ผิด การที่คุณศุภจีเข้ารับตำแหน่งนี้จะช่วยประเทศชาติได้มาก โดยเฉพาะด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมรู้สึกยินดีที่ประเทศได้คนเก่งมาทำงาน และเมื่อรับใช้ประเทศชาติเสร็จ ก็ยินดีต้อนรับให้กลับมาทำงานที่ดุสิตธานีเหมือนเดิม”

    การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับดุสิตธานีในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตและการพัฒนาธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน

    Tags: , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-dusit-thani-suphajee-resignation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26qlko0W5coZxY2WdrO4CG

  • กสทช.ทำ‘โรดแมป’ กำหนดอนาคตทีวีไทย

    กสทช.ทำ‘โรดแมป’ กำหนดอนาคตทีวีไทย

    กสทช.จัดทำโรดแมปทีวีในอนาคต  หลังใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ  ผู้เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลทำร่างโรดแมป เพื่อวางนโยบายในช่วงต่อไป

    คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติให้สำนักงาน กสทช. นำแนวทางในการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบกิจการโทรทัศน์ที่ทางสำนักงานเสนอมา ไปรับฟังความคิดเห็นจากอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสรุปผลภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานให้สำนักงาน กสทช. นำไปจัดทำ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย เตรียมให้ทันการณ์ก่อนใบอนุญาตประกอบกิจการดิจิทัลทีวีประเภทธุรกิจหมดอายุปี 2572 

    คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการพิจารณาบทวิเคราะห์ฉากทัศน์ในอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ และแนวทางในการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบกิจการโทรทัศน์ของไทย

    ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ต่อเนื่องจากผลการศึกษาโครงการจ้างที่ปรึกษาฉากทัศน์กิจการแพร่ภาพกระจายเสียงในอนาคตของไทยภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อที่จะนำไปจัดทำ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย

    โดยบอร์ด กสทช. ได้รับฟังการบรรยายสรุปของสำนักงาน กสทช. และอภิปรายถึงประเด็นต่างๆ เช่น นิยามของกิจการโทรทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป การเข้าถึงบริการโทรทัศน์ในอนาคต การกำกับดูแล Streaming Platform ต้นทุนที่สูงขึ้นและความคุ้มค่าในการใช้ MUX สำหรับการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล 

    ทั้งนี้ บอร์ด กสทช. รับทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อท่ามกลางบริบทของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และอภิปรายถึงแนวทางการดำเนินการต่างๆ ในกรณีที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และในกรณีที่มีการแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการหลอมรวมทางเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยอาจเป็นการแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติเป็นรายมาตราหรือแก้กฎหมายทั้งฉบับ

    นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายถึงการส่งเสริมการประกอบกิจการโทรทัศน์ ทั้งด้านการส่งเสริมการผลิตเนื้อหารายการ การประเมินคุณภาพเนื้อหารายการในกิจการโทรทัศน์เพื่อส่งเสริมเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบกิจการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เทคโนโลยีและการเพิ่มช่องทางในการรับชม เช่น การจัดให้มี national streaming platform และการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการ 

    บอร์ด กสทช.ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช. นำบทวิเคราะห์และข้อเสนอต่างๆ ทั้งที่ทางสำนักงานเสนอมา และที่บอร์ดได้อภิปรายระหว่างการประชุม ไปรับฟังความคิดเห็น ซึ่งหากสรุปผลได้ภายในสิ้นปีนี้จะทำให้สามารถเตรียมการได้ทันเวลาก่อนที่ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ของผู้ให้บริการช่องรายการดิจิทัลทีวีประเภทธุรกิจจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน ปี 2572 

    อย่างไรก็ตาม กรอบแนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบกิจการโทรทัศน์ที่จะนำเสนอในการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จะอ้างอิงตามกรอบกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก ส่วนข้อเสนอที่ต้องมีการแก้กฎหมายจะดำเนินการคู่ขนานไปในอีกทางหนึ่ง

    สำหรับประเด็นที่จะนำไปรับฟังความคิดเห็น จะรวมถึงประเด็นต่างๆ เช่น การบริหารทรัพยากรคลื่นความถี่ โครงข่ายฯ และการอนุญาต เช่น การขอรับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่จะต้องใช้การประมูลเช่นเดิมหรือให้ผู้ประกอบกิจการโครงข่ายมีหน้าที่ขอรับใบอนุญาต หรือพิจารณาใช้แนวทางอื่นนอกเหนือจากการประมูล หรือเป็นการประมูลแบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติม จำนวนช่องรายการและการกำหนดระดับความคมชัด การใช้งานคลื่นความถี่สำหรับกิจการทีวีดาวเทียม การสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น การทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบให้มีความทันสมัย การลดภาระต้นทุนอื่นที่เกิดจากการกำกับดูแล กฎ Must Carry เป็นต้น

    ก่อนหน้านี้นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) พร้อมผู้บริหารสมาคมฯ เข้ายื่นหนังสือถึง ประธานกรรมการ กสทช. เพื่อทวงถามถึงความคืบหน้าในการนำเรื่อง Roadmap ทีวีดิจิตอล ในปี พ.ศ. 2572 ซึ่งมีการบรรจุวาระมาแล้วหลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา โดยภาคอุตสาหกรรมต้องการให้มีการพิจารณาโดยเร็วจะได้รับทราบถึงทิศทางของกิจการโทรทัศน์ในอนาคตเพื่อวางแผนเตรียมการล่วงหน้าก่อนที่ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ของผู้ให้บริการช่องรายการดิจิทัลทีวีประเภทธุรกิจจะสิ้นสุดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nbct-roadmap-tv-digital-public-hearing&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zWh0VjI7CL4mZS14NKU8m

  • สุราษฎร์ธานี จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด มาจำหน่ายกันอย่างจุใจ 3 วันเต็ม

    สุราษฎร์ธานี จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด มาจำหน่ายกันอย่างจุใจ 3 วันเต็ม

    ภูมิภาค

    สุราษฎร์ธานี จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด มาจำหน่ายกันอย่างจุใจ 3 วันเต็ม

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 12 ก.ย. 68  ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดสุราษฎร์ธานี ” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมจำนวนมาก

    สำหรับงานมหกรรมธงฟ้าฯ จัดขึ้นโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ บรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัด พร้อมทั้ง เปิดโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ผลิตท้องถิ่น เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่

    ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดี กว่า 1,000 รายการ ครอบคลุมทุกหมวด ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ในราคาพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2568 รวม 3 วันเต็ม.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BP7HyLK-AnXDltitophXJ

  • ข้อมูล GDP ชี้ เศรษฐกิจ UK เดือนก.ค.ไม่มีการขยายตัว สอดคล้องคาดการณ์ : อินโฟเควสท์

    ข้อมูล GDP ชี้ เศรษฐกิจ UK เดือนก.ค.ไม่มีการขยายตัว สอดคล้องคาดการณ์ : อินโฟเควสท์

    ข้อมูลทางการที่เปิดเผยในวันนี้ (12 ก.ย.) ระบุว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร (UK) ในเดือนก.ค. ไม่มีการขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ หลังจากที่เติบโต 0.4% ในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในเดือนก.ค. ขยายตัว 1.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมิ.ย. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.5%

    เศรษฐกิจของ UK ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยขยายตัว 0.7% ในไตรมาสแรก และ 0.3% ในไตรมาสสอง โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐ และการที่ผู้ส่งออกเร่งจัดส่งสินค้าก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการทางภาษี

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีจะชะลอตัวลง เนื่องจากมาตรการภาษีจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกและตลาดแรงงานในประเทศที่อ่อนแอลง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจตลอดทั้งปีไว้ที่ 1.25% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2553-2562 ที่ 2% อย่างมีนัยสำคัญ

    ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า เศรษฐกิจของประเทศ “ยังไม่ได้พังทลาย แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังติดขัด”

    รีฟส์คาดหวังว่า มาตรการส่งเสริมการเติบโตที่จะประกาศก่อนการแถลงงบประมาณประจำปีในวันที่ 26 พ.ย. จะทำให้สำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (OBR) ประเมินแนวโน้มของ UK ในทิศทางที่ดีขึ้น

    แต่ภาคธุรกิจบางส่วนระบุว่ายังคงชะลอแผนการจ้างงานและการลงทุนไว้ก่อน เพื่อรอดูรายละเอียดของกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่คาดว่าจะเข้มงวดขึ้น รวมถึงความชัดเจนว่าภาคธุรกิจจะตกเป็นเป้าหมายหลักในการปรับขึ้นภาษีอีกครั้งหรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X4m5qM5IWWS2sWFNLqz9W

  • เข้าใจ

    เข้าใจ

    สงครามชิป (Chip War) ที่เกิดขึ้นและสะเทือนไปทั้งห่วงโซ่อุปทานมาช่วงเวลาหนึ่ง จะกระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตแค่ไหน อย่างไร มีข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Center หรือ K Research Center) ที่นำเสนอโดย คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด และทีมผู้บริหาร มาเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังภาษีทรัมป์ ความสำคัญและการแข่งขันในตลาด Semiconductor ตลอดจนบทวิเคราะห์อำนาจทางเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลจากการดึงฐานการผลิตชิปกลับประเทศ (Reshoring) และความเป็นไปได้ที่อเมริกาจะผลิตชิปเอง (Chip Sovereignty) โดยไม่พึ่งพาประเทศอื่น

    Kasikorn Research Center เผยข้อมูลอะไรบ้าง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    เดิมที ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการจีดีพี ณ ปี 2568 เอาไว้ที่ 1.5% (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2568) คุณบุรินทร์กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยขยับประมาณการขึ้นเป็น 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งการชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง นอกจากนั้น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มีโอกาสที่ กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมาคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    คุณบุรินทร์เปิดเผยอีกว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด จึงทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรงในเดือนกันยายนนี้ กอปรกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ถูกบั่นทอน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปีนี้

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมืองที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่ หลังจากนั้น คุณณัฐพรฝากโจทย์ 4 ข้อถึงรัฐบาลใหม่

    1. ช่วยเหลือ SMEs กลุ่มที่โดนภาษีสูง รวมเถึงกลุ่มที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า
    2. ดูแลตันทุนต่างๆ รวมถึงค่าเงินบาท เพื่อช่วยธุรกิจให้แข่งขันได้
    3. ผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
    4. หาตลาดศักยภาพใหม่ๆ เช่น อินเดีย เม็กชิโก บราชิล

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    คุณเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ส่วนอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้ 

    ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ คอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม และผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2% 

    ส่อง Number เพิ่มความเข้าใจเซมิคอนดักเตอร์ที่กลายเป็นสงครามชิป 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    • ปี 1987 เป็นปีที่ Morris Chang คนจีนที่ย้ายไปอเมริกาและก่อตั้ง TSMC ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไต้หวัน ส่งผลให้ไต้หวันกลายเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปขั้นสูงในวันนี้

    • 10 นาโนเมตร เป็นเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่ผลิตนอกสหรัฐอเมริกา โดยแหล่งผลิตหลักอยู่ที่ เกาหลีใต้ (Samsung) และ ไต้หวัน (Taiwan) ทำให้มีอำนาจต่อรองสูงในตลาดโลก

    • น้อยกว่า 10 นาโนเมตร คือเป้าหมายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าจะผลิตภายในประเทศให้ได้ 28% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ภายในปี 2032 ซึ่งเป็นปีที่มีการบังคับใช้กฎหมาย CHIPS and Science Act 2022-2032 

    • 7 นาโนเมตร, 5 นาโนเมตร, 2 นาโนเมตร คือ ตัวอย่างของขนาดของเซมิคอนดักเตอร์ที่เล็กมาก โดย 2 นาโนเมตร (หรือต่ำกว่า) คือ เป้าหมายในการครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในภาคการผลิตชิปขั้นสูงในอนาคต 

    • 4-4.5 นาโนเมตร อาจเป็นเซมิคอนดักเตอร์ที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้สำหรับชิป เพราะอาจได้รับผลกระทบจากควอนตัมฟิสิกส์

    • 300 ล้านดอลลาร์ (โดยประมาณ) คือมูลค่าของ ASML EUV เครื่องผลิตชิปเพียงเครื่องเดียว ซึ่งต้องใช้ชิ้นส่วนจากทั่วโลกประกอบกันมากกว่า 5,000 ชิ้น โดยเครื่องนี้เป็นของ ASML บริษัทเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปเจ้าเดียวในโลก 

    มุมธุรกิจ มูลค่า และการนำเข้า/ส่งออกชิป 

    • 17.7% คือ ส่วนแบ่งของ ASML ในตลาดหุ้นเนเธอร์แลนด์

    • 7.4% คือ ส่วนแบ่งของ NVIDIA ในตลาด S&P 500

    • 34.9% คือ ส่วนแบ่งของ TSMC ในตลาดหุ้นไต้หวัน

    • 40% ของการส่งออกทั้งหมดของไต้หวัน เป็นเซมิคอนดักเตอร์ของ TSMC

    • เกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ เป็นเซมิคอนดักเตอร์ 

    • 130 กิโลเมตร คือระยะห่างระหว่างประเทศจีนกับโรงงาน TSMC ในไต้หวัน หากจีนบุกไต้หวัน เศรษฐกิจโลกอาจได้รับผลกระทบเชิงลบถึง -10% ซึ่งจะแย่กว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกและวิกฤต COVID-19 ระบาด
    • 39,000 ล้านดอลลาร์ (โดยประมาณ) เป็นเม็ดเงินที่สหรัฐอเมริกานำเสนอเพื่อจูงใจบริษัทใหญ่ๆ ไปผลิตชิปในอเมริกา เช่นเสนอให้ TSMC ไปตั้งฐานการผลิตในแอริโซนา เสนอให้ Samsung ไปตั้งฐานการผลิตในเท็กซัส
    • 60,000-70,000 ล้านบาท คือ ค่าใช้จ่ายที่คิดจาก 20,000 ล้านดอลลาร์ (โดยประมาณ) สำหรับการสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Foundry) หนึ่งแห่ง 

    • 1 ล้านล้านบาท คือ จำนวนเงินโดยประมาณที่ต้องใช้ หากอเมริกาตั้งใจที่จะนำธุรกิจการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมดกลับประเทศโดยไม่พึ่งพาประเทศอื่น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนเริ่มต้น กำลังการผลิต การวิจัยและพัฒนา และค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอื่นๆ

    • 35-50% เป็นตัวเลขคาดการณ์การขึ้นราคาชิปที่อาจเกิดขึ้น หากสหรัฐอเมริกาดึงภาคการผลิตชิปกลับเข้าประเทศได้

    Chip Sovereignty : เป็นไปได้ไหมที่อเมริกาจะผลิตชิปเอง โดยไม่พึ่งประเทศอื่น?

    ชิปเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตอาวุธ, ยานยนต์ไฟฟ้า, สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมการผลิตชิปจึงเป็นที่ต้องการไปทั่วโลกและมีแข่งขันสูง ในลักษณะของการผลิตชิปนาโนเมตรที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ 

    ณ ปัจจุบัน ผู้ครอบครองเทคโนโลยีการผลิตชิปขนาดเล็กกว่า 10 นาโนเมตร มีไม่กี่รายในโลก นั่นคือ TSMC จากไต้หวันกับ Samsung จากเกาหลีใต้ และถ้ามอง ‘Semiconductors are the new oil’ ไต้หวันกับซัมซุงก็เป็น โอเปกสำหรับเซมิคอนดักเตอร์

    “เรื่องนึงที่อยากจะพูดถึง ตัวชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ มันเป็นสินค้าที่ Global ที่สุดในโลก มันไปๆ มาๆ ต้องพึ่งพิงกัน สำหรับประเทศไทย อยู่ส่วนท้ายน้ำของซัพพลายเชนชิป เราไม่ได้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่ประเทศเราเป็นพวกแพ็กเกจจิง ก็คือใช้แรงงาน เอาตัวชิปเข้ามาทำให้เป็นชิปอันเล็กๆ แล้วก็มาใส่กรอบทําแพ็กเกจจิง เสร็จแล้วเราเทสต์ว่า มันทํางานได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งนี่เป็นงานที่อยู่ปลายน้ํา 

    “แล้วสินค้าตัวนี้ไปๆ มาๆ อเมริกาจะะใช้มาตรการภาษีซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการส่งออกและนำเข้าในส่วนนี้ด้วย เมื่อทําในประเทศไทยแล้วภาษีมันแพงกว่า ก็ย้ายไปทําที่อื่น เพราะถ้า Import เข้ามาก็เสียเวลา ฝั่ง Export เราก็จะหายไปด้วย ดังนั้น เสนอให้ไทยเน้นการทำ Packaging (บรรจุภัณฑ์) และ Testing (การทดสอบ) ซึ่งเป็นการใช้แรงงานเป็นหลัก และเป็นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก”

    คุณบุรินทร์ชี้ช่องทางที่ไทยทำได้และไม่บาดเจ็บมากนัก แล้วตั้งคําถามชวนคิด ‘อเมริกาจะไม่พึ่งประเทศอื่นในการผลิตชิปเลย เป็นไปได้ไหม?’ 

    โดยอธิบายว่า “อย่างน้ำมันกับรถยนต์ ผลิตที่อื่นแล้วเทรดกัน โดยน้ำมันเป็นทรัพยากรซึ่งขุดในประเทศหนึ่งแล้วส่งไปขายทั่วโลก ขณะที่เซมิคอนดักเตอร์มันเป็นสินค้าที่มีการพึ่งพาชิ้นส่วนวัตถุดิบจากทั่วโลก เช่น ซิลิคอน (Silicon) ทางเคมีเรียกว่า ซิลิคอนไดออกไซด์ ซึ่งก็คือ ‘ทราย’ ทรายมันมีทั่วโลกที่ไหน แต่ทรายที่จะนํามาผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ตอนนี้มันมีอยู่ที่เดียว คือในเมือง North Carolina ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่ซัพพลายเซมิคอนดักเตอร์ทั้งโลกเพราะเป็นซิลิคอนบริสุทธิ์ที่สุด โดยต้องส่งให้บริษัทในเบลเยียมเอาคาร์บอนออก เพื่อทำให้ทรายมีค่าความบริสุทธิ์ที่จำเป็นต่อการทำแผ่นซิลิคอน (Sliicon Wafer) ที่ 99.99999999%”

    ดร.บุรินทร์อธิบายต่อในมุมที่เชื่อมโยงกันของอุตสาหกรรมนี้และเป็นจุดเปราะบางสำคัญว่า เมื่อได้ ทรายซิลิคอน จากอเมริกา ไปทำเป็นแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ที่เบลเยียมแล้ว ก๊าซนีออนและทังสเตน ที่ถูกจีนควบคุมเป็นหลัก ก็จำเป็นสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไหนจะต้องผลิตผ่าน ASML EUV เครื่องผลิตชิปของเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องใช้เลนส์และระบบเลเซอร์ของ Zeiss บริษัทในเยอรมนี เนื่องจากมีความแม่นยำสูงมาก อุตสาหกรรมนี้ต้องมี Photoresist ฟิล์มและสารเคมีที่ใช้ในการเคลือบเวเฟอร์จากญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ Intel ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของอเมริกาซึ่งเป็น ‘National Championship’ มายาวนาน ก็ไม่สามารถพัฒนาชิปขั้นสูงได้อย่างบริษัท Samsung และ TSMC จากฝั่งเอเชียแล้ว แม้รัฐบาลอเมริกันจะอัดฉีดแค่ไหนก็ตาม

    ประเทศไทยอยู่ในส่วนท้ายน้ำของซัพพลายเชนชิป และการที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการภาษีอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการส่งออกและนำเข้าในส่วนนี้ ดร.บุรินทร์เสนอว่า ให้ไทยเน้นการทำ Packaging (บรรจุภัณฑ์) และ Testing (การทดสอบ) ซึ่งเป็นการใช้แรงงานเป็นหลัก และเป็นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก

    สรุปได้ว่า ที่สหรัฐอเมริกาพยายามนำอุตสาหกรรมการผลิตชิปทั้งหมดกลับประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากและอาจเป็นไปไม่ได้ หรือกลายเป็นการ ‘เทเงินทิ้ง’ เพราะอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องพึ่งพาซัพพลายเชนจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งความซับซ้อน มีจุดเปราะบางจำนวนมาก และยังต้องใช้เงินลงทุนสร้างโรงงานอีกมหาศาล อีกทั้งจะส่งผลให้ชิปมีราคาแพงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกาอาจขาดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดชิปได้ในท้ายที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/kasikorn-research-center-global-effort-in-semiconductor-industry-and-chip-sovereignty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oJbIf_vKXkaxPBOrQ7CXf

  • ดร.สมเกียรติ TDRI เปิดความท้าทาย ‘รัฐบาลใหม่’ แจกโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดความสามารถไทย

    ดร.สมเกียรติ TDRI เปิดความท้าทาย ‘รัฐบาลใหม่’ แจกโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดความสามารถไทย

    ‘ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’ เปิดความท้าทายครม.ใหม่ แนะลุยปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ชี้ไทยถูกจับตาลดเครดิตเรตติง เพราะภาระหนี้สาธารณะสูง แนะทบทวนนโยบายใช้งบมากแต่ไม่คุ้มค่า หวังว่าที่ขุนคลัง มีแผนหารายได้ชัด เรียกความเชื่อมั่นได้ พร้อมฝากโจทย์ รมต.คนนอกโชว์ฝีมือ ขณะเดียวกันเตือนรัฐบาลระวังอย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาว   

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    “ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย”

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย คือ 

    1. กรอ.ด้านกำลังคน: โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
    1. กรอ.ด้านนวัตกรรม: ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง
    1. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย 

    “ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างหนี้สาธารณะที่สูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง”

    เสียงตอบรับดีตั้ง ‘มืออาชีพ’ นั่งรมต. เสนอแก้รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้ 

    “อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภา ที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้” ดร.สมเกียรติระบุ 

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่างๆ อยู่แล้ว  ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่างๆ  ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น 

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    เสนอว่าที่รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดกันการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง 

    คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดันกม.สำคัญให้เดินต่อ

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่างๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด 

    แนะว่าที่รมว.พลังงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน 

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุด้วยว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  

    ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่างๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม 

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัปพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ‘ไทย+1’ (Thailand Plus One) 

    “นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tdri-somkiat-economic-challenges-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dr4l0-Rtj5w0GbcH9vr1v

  • ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ‘พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย’ เป็นนายกสภาการศึกษาฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ | เดลินิวส์

    ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ‘พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย’ เป็นนายกสภาการศึกษาฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ | เดลินิวส์

    ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ‘พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย’ เป็นนายกสภาการศึกษาฯ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

    ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี พลตำรวจเอก ปิยะ อุทาโย เป็นนายกสภาการศึกษาและกรรมการสภาการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5108612/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gydx5SlkEkrmvA4KOuFcc

  • โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต ‘แม่ทัพกุ้ง’ เชิญชวนชายไทยสมัคร ‘พลทหาร’ ผ่านระบบออนไลน์

    โอกาสครั้งสำคัญในชีวิต ‘แม่ทัพกุ้ง’ เชิญชวนชายไทยสมัคร ‘พลทหาร’ ผ่านระบบออนไลน์

    แม่ทัพกุ้ง เชิญชวนชายไทยสมัครพลทหารออนไลน์ 1 ก.ย. 2568 – 25 ม.ค. 2569 โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ย้ำ วันนี้แผ่นดินไทยต้องการคนจริงใจ-กล้าหาญ-เสียสละ

    12 กันยายน 2568 – กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่คลิปพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เชิญชวนชายไทยสมัครพลทหารออนไลน์ โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การเป็นทหารกองประจำการ หรือ พลทหาร ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตน้องๆ เปลี่ยนไปตลอดกาล เช่น ก้าวเข้าสู่ความเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว ผ่านการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง มีจิตใจเข้มแข็ง

    เรียนรู้ระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และความรักความสามัคคี ที่หาไม่ได้จากที่ใด สร้างโอกาสใหม่ในชีวิต ทั้งด้านการทำงาน การศึกษา และสวัสดิการที่มั่นคง ได้ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินเกิด คือเกียรติสูงสุดของชายไทยทุกคน

    ในวันนี้ แผ่นดินไทย ต้องการคนจริงใจ คนกล้าหาญ และคนเสียสละ ซึ่งการสมัครเป็นทหารกองประจำการ นั้น น้องๆ จะได้ค้นพบคำว่าภาคภูมิใจที่แท้จริง

    “โอกาสมาถึงแล้ว แม่ทัพขอให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบก เชิญชวนน้องๆ สมัครเป็นพลทหารออนไลน์ร่วมกัน”

    แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ยินดีต้อนรับน้องๆ ทุกคน เข้ามาสู่เส้นทางของชายไทยที่มีศักดิ์ศรี มีเกียรติยศของความเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว

    ทั้งนี้กองทัพบกเปิดรับสมัคร พลทหารออนไลน์ ประจำปี 2569 ตั้งแต่ 1 ก.ย. 2568 – 25 ม.ค. 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ผู้สมัคร คือ ทหารกองเกิน อายุ 18–20 ปีบริบูรณ์ (เกิดปี พ.ศ. 2549–2551) และทหารกองเกิน อายุ 22–29 ปีบริบูรณ์ (เกิดปี พ.ศ. 2540–2547) และยังไม่เคยรับราชการทหารกองประจำการ โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา สามารถสมัครง่าย ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเว็บไซต์ http://rcm.rta.mi.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/860610/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31K6VuP9vXKGFgKKPbuK5F

  • 3 สาขาเรียนที่โดดเดี่ยวที่สุดในจีน ม.ชั้นนำแต่ไร้คนสมัคร บางปีมีบัณฑิตแค่ 1 คน

    3 สาขาเรียนที่โดดเดี่ยวที่สุดในจีน ม.ชั้นนำแต่ไร้คนสมัคร บางปีมีบัณฑิตแค่ 1 คน

    3 สาขาเรียนที่โดดเดี่ยวที่สุดในจีน มหาวิทยาลัยชั้นนำแต่ไร้คนสมัคร บางปีมีบัณฑิตจบเพียง 1 คนเท่านั้น

    แม้จะต่างกันไปตามสายวิชา แต่สิ่งที่ 3 สาขานี้มีเหมือนกันคือ “ความโดดเดี่ยว” ตั้งแต่วันแรกบนรั้วมหาวิทยาลัย

    ในระบบการศึกษาขนาดใหญ่ของจีน ยังมีบางสาขาที่หายากจนทั้งรุ่นมีนักศึกษาเพียงคนเดียวที่เลือกเรียน บนห้องเรียน ความเหงากลายเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง แต่จากความเงียบนั้นกลับก่อเกิดเรื่องราวพิเศษขึ้นมา

    3 สาขาต่อไปนี้เคยสร้างกระแสบนโซเชียลจีน เพราะในวันรับปริญญามีเพียงนักศึกษาเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ก้าวขึ้นเวทีไปรับปริญญาบัตร

    สาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง

    เดือนมิถุนายน ปี 2019 ภาพของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ยืนอย่างเงียบงามเพียงลำพังในพิธีรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน กลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์ เธอคือ โหว เฉียน นักศึกษาคนเดียวที่จบการศึกษาจากสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เธอไม่มีเพื่อนร่วมชั้น ไม่มีใครเรียนในสาขาเดียวกันเลย

    สาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ถือเป็นสาขาที่ค่อนข้างใหม่ในจีน เพิ่งเริ่มเปิดในปี 2009 และกลายเป็นหลักสูตรเต็มรูปแบบที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในปี 2015 ภายใต้คณะศิลปกรรมศาสตร์ เนื้อหาหลักมุ่งพัฒนาทักษะการเขียนทั้งบทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย และบทละคร สำหรับรุ่นแรกที่เปิดสอน มหาวิทยาลัยรับเพียง 1 คนเท่านั้นหลังผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด และโหว เฉียนก็คือ “ผู้บุกเบิก” คนแรกของสาขานี้

    ระหว่างการเรียน เธอมักต้องไปเรียนรวมกับนักศึกษาต่างสาขา และจัดการตารางเรียนด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ด้วยความหลงใหลในบทกวีตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย ทำให้ โหว เฉียน ยังคงมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว

    เมื่อสำเร็จการศึกษา เธอมีผลงานบทกวีที่แต่งเองกว่า 100 ชิ้น และยังจัดนิทรรศการผสมผสานบทกวีกับงานประติมากรรมเพื่อเฉลิมฉลองวันรับปริญญา ปริญญาจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงและโอกาสไปศึกษาวิจัยต่อที่ฝรั่งเศส ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้ง “ความโดดเดี่ยว” ก็อาจเป็นเส้นทางที่พาไปสู่ความสำเร็จได้เช่นกัน

    สาขาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง

    หากสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์น่าสนใจเพราะความแปลกใหม่ สาขาบรรพชีวินวิทยากลับโดดเดี่ยวเพราะความเป็นวิชาการเฉพาะทางอย่างยิ่ง ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง หนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของจีนและเอเชีย เคยมีช่วงเวลานานถึง 9 ปีที่สาขานี้ผลิตบัณฑิตได้เพียง 6 คนเท่านั้น เฉลี่ยแล้วแต่ละปีแทบไม่มีผู้จบการศึกษา และบางรุ่นก็มีเพียงนักศึกษาเพียงคนเดียวที่ปรากฏในพิธีรับปริญญา

    บรรพชีวินวิทยาเป็นศาสตร์ที่มุ่งศึกษาซากดึกดำบรรพ์ วิวัฒนาการ และประวัติศาสตร์อันยาวนานนับร้อยล้านปีของโลก ผู้เรียนต้องผ่านการลงพื้นที่สำรวจภาคสนามที่โหดหิน พร้อมทั้งสะสมองค์ความรู้ลึกซึ้งด้านธรณีวิทยา ชีววิทยา และโบราณคดี งานด้านนี้ต้องการทั้งความหลงใหลและความอดทนสูง แต่เส้นทางอาชีพกลับมีจำกัด ส่วนใหญ่ผูกพันอยู่กับสถาบันวิจัยหรือพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

    เซี่ย ต้าฝาน และ อัน หย่งจุย เคยกลายเป็นภาพแทนของความโดดเดี่ยวในสาขานี้ เมื่อทั้งคู่ต้องขึ้นเวทีรับปริญญาเพียงลำพังในวันสำเร็จการศึกษา ภาพที่พวกเขาสวมชุดครุย เดินอย่างเงียบงามบนเวทีท่ามกลางหอประชุมกว้างใหญ่ ถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ และสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนเพียงลำพังตลอดเส้นทางนั้น ต้องอาศัยทั้งความกล้าและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง

    สาขาการศึกษาปฐมวัยระยะต้น มหาวิทยาลัยซานตง

    แตกต่างจาก 2 สาขาก่อนหน้านี้ การศึกษาปฐมวัยระยะต้นซึ่งมุ่งเน้นเด็กอายุ 0–3 ปี ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นสาขาใกล้ตัว แต่กลับเต็มไปด้วยความ “โดดเดี่ยว” ไม่น้อย หลายพิธีรับปริญญาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยท้องถิ่นของจีนมีภาพนักศึกษาเพียงคนเดียวในชุดครุย ยืนถ่ายภาพร่วมกับอาจารย์

    การศึกษาปฐมวัยระยะต้นไม่เหมือนการเรียนอนุบาลทั่วไป เพราะนี่คือช่วงที่ทารกต้องการการดูแลครบทุกด้าน ทั้งจิตใจ การเคลื่อนไหว การใช้ภาษา และโภชนาการ การทำงานกับเด็กเล็กเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นวัยแรกเกิดถึงสามปี ความท้าทายยิ่งทวีคูณ นักศึกษาที่เลือกสาขานี้จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบสูง เรียนรู้วิธีเลี้ยงดูและกระตุ้นศักยภาพของเด็กตั้งแต่ช่วงชีวิตแรก ๆ อย่างจริงจัง

    หลายคนลังเลที่จะเลือกเรียนสาขานี้ เพราะมองว่าเมื่อต้องทำงานจริง ภาระหนัก รายได้ไม่สอดคล้องกับความเหน็ดเหนื่อย แถมยังต้องเผชิญแรงกดดันจากผู้ปกครองและสังคม กรณีของนักศึกษาชายคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยซานตงเคยกลายเป็นกระแสร้อน เมื่อภาพถ่ายวันรับปริญญามีอาจารย์ถึง 9 คน แต่มีบัณฑิตเพียงคนเดียวในเฟรม

    อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มที่ครอบครัวจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กเล็กมากขึ้น สาขาการศึกษาปฐมวัยระยะต้นซึ่งเคยถูกมองว่า “โดดเดี่ยว” กำลังได้รับการคาดหวังว่าจะมีศักยภาพและโอกาสเติบโตในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1430832/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FWVxevfUqbVuU_ERy7ZG-