Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 กระตุ้นท่องเที่ยวไทย 4 ภูมิภาค สร้างเงินสะพัดกว่า 8.4 พันล้านบาท

    วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 กระตุ้นท่องเที่ยวไทย 4 ภูมิภาค สร้างเงินสะพัดกว่า 8.4 พันล้านบาท

    วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 กระตุ้นท่องเที่ยวไทย 4 ภูมิภาค สร้างเงินสะพัดกว่า 8.4 พันล้านบาท


    29/08/2568 | 127 |

    ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

    💥วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 (FIVB Women’s World Championship)

    ระหว่างวันที่ 22 ส.ค. – 7 ก.ย. 2568 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และนครราชสีมา คาดว่าจะสร้าง มูลค่าเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจรวมกว่า 8,435.7 ล้านบาท

    🏨 ผลจากการแข่งขันทำให้ ยอดจองโรงแรมคึกคัก ในเมืองที่มีการแข่งขัน และสร้างโอกาสทองในการ ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย พร้อม กระตุ้นการท่องเที่ยวในภูมิภาคเหนือ กลาง ใต้ และอีสาน

    🎟️ นอกจากนี้ ผู้ชมการแข่งขันสามารถใช้ บัตรเข้าชมการแข่งขัน เข้าชม พิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่ร่วมกับ ททท. ฟรี เป็นการส่งเสริม Sport Tourism และสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ครบวงจร

    การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงศึกกีฬา แต่ยังเป็น “พลังมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ” และเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/419001&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gnGYGq1engDIyJ8oXc94s

  • ผู้อำนวยการ ททท.ภาคตะวันออก เผย ท่องเที่ยวภาคตะวันออก ช่วง 7 เดือนแรกของปี 68 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 58% | TOPNEWS

    ผู้อำนวยการ ททท.ภาคตะวันออก เผย ท่องเที่ยวภาคตะวันออก ช่วง 7 เดือนแรกของปี 68 นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 58% | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 29/08/2025 14:50

    ผู้อำนวยการ ททท.ภาคตะวันออก เผย ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวมากถึง 51 ล้านคน เพิ่ม 10% รายได้สูงถึง 5.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 58%

    จ.ตราด/นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง สถานการณ์ท่องเที่ยวของภูมิภาคตะวันออกที่ดูและรับผิดชอบใน 9 จังหวัด พบว่า ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศของภาคตะวันออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการเติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 534,053.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 58.87% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้เยี่ยมเยือนรวมอยู่ที่ 51,029,590 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 10.08%

    ทั้งนี้,ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะการท่องเที่ยว (TAT Intelligence Center) ระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยสร้างรายได้สูงถึง 405,904.87 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 105.82% ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยสร้างรายได้ 128,148.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.77% จำนวนผู้เยี่ยมเยือนประกอบด้วยชาวไทย 34,021,111 คน-ครั้ง และชาวต่างชาติ 17,008,479 คน-ครั้ง โดยภาคตะวันออกมีจำนวนห้องพักพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งหมด 137,394 ห้อง และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70.90%

    “หากพิจารณาทั้งเรื่องรายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดแล้ว ชลบุรีครองแชมป์ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ เนื่องจากมีพัทยาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยรองลงมาคือ ระยอง,สมุทรปราการ,ฉะเชิงเทราและนครนายกส่วน 5 จังหวัดที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางไปเยือนมากที่สุด คือ:สมุทรปราการ,ระยอง,ตราด และจันทบุรี ซึ่งจังหวัดเหล่านี้มีกิจกรรมทั้งงานเทศกาลประจำปี แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งดึงดูด เช่น จังหวัดตราดที่มีหมู่เกาะช้างและเกาะกูดที่กำลังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอีก“นางกนกกิตติกา กล่าว

    ขณะที่ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวจังหวัดตราดในปี 2568 (ตลอดช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2568)ยังคงคึกคัก โดยเฉพาะใน ช่วงเทศกาลต่างๆ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมาเยือน โดยเฉพาะเกาะต่างๆ เช่น เกาะช้าง, เกาะกูด, และเกาะหมาก โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมและรีสอร์ทในจังหวัดเพิ่มขึ้นและมีจำนวนผู้เยี่ยมเยื่อนโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตราดยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว และเทศกาลต่างๆ จังหวัดตราดมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติ ประกอบด้วย อันดับ 1 คือ เยอรมนี รองลงมา ฝรั่งเศส,สหราชอาณาจักร,รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย อันดับ 1 จันทบุรี รองลงมา คือ กรุงเทพมหานคร,ชลบุรี,ระยอง,และสมุทรปราการ ซึ่งเป้าหมายปี 2568 จำนวนผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย
    1,890,000 (คน-ครั้ง) แต่ในช่วง 6 เดือนแรก มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 1,279,470 คน-ครั้งชาวไทย(คน) 1,074,077 คน-ครั้งชาวต่างชาติ 205,393 คน-ครั้ง รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย 15,750 ล้านบาท รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ชาวไทย 8,333.00 บาท/คน ส่วนชาวต่างชาติ จำนวน 205,393 คน/ครั้ง และสร้างรายได้ จำนวน 3,070.89 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเมื่อจบสิ้นปี 2568 ยอดนักท่องเที่ยวและรายได้จะเกินเป้าหมาย

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    777

    002_7

    “แพทองธาร” น้อมรับวินิจฉัยศาลรธน.ให้พ้นนายกฯ ยันบริสุทธิ์ใจโทรหา “ฮุน เซน” ภูมิใจเกือบ 1 ปีเต็ม ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ

    ปทุมธานี-หนุ่มคลั่งขับรถชนพลิกคว่ำก่อนวิ่งหนีไปทำร้ายจนท.ตร.

    รวบหนุ่มต่างชาติหลบหนีคดีปล้นเงินสกุลคริปโต

    สว. ภมร เชาว์ศิริกุล บริจาคเงิน ข้าวสาร และอาหารแห้ง งานประเพณีทิ้งกระจาด พร้อมทั้งลงมือช่วยปรุงอาหาร เพื่อมอบให้แก่ประชาชน

    มติศาลรธน. 6 ต่อ 3 วินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นนายกฯ พร้อมครม.ทั้งคณะ ข้ออ้างเทคนิคเจรจาฟังไม่ขึ้น คลิปเจรจาอังเคิล ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง

    “บิ๊กเต่า” เผยความคืบหน้าคดีวัดพระบาทน้ำพุ ลั่นไม่มีข้อยกเว้นอินฟลูฯ รับเงินวัดไม่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1292748&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FykCsLer8udkdfP8QRy-g

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ค.68 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้น สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชน ลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้า ยังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสด ตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงาน ตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อน และราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อย ตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

    – การบริโภคภาคเอกชน : เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นจากทุกองค์ประกอบย่อย ทั้งยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ด้านหมวดสินค้ากึ่งคงทนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทน และหมวดบริการปรับลดลง สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ลดลง

    สำหรับความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง จากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการค้าโลกเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

    – การลงทุนภาคเอกชน : เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิที่ปรับลดลง จากหมวดคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงาน และหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเฉพาะทาง ขณะที่ยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศทรงตัว

    สำหรับหมวดยานพาหนะทรงตัว โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง และรถบรรทุกปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าเรือปรับลดลง หลังเร่งไปมากในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี หมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้น จากทั้งการก่อสร้างที่มิใช่ที่อยู่อาศัยและที่อยู่อาศัย ตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโรงแรม และบ้านเดี่ยวเป็นสำคัญ

    – จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ : จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ยังต่ำกว่าปีก่อนมาก ขณะที่นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา และลาว ลดลงต่อเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำโปรโมชันของผู้ประกอบการเพื่อดึงดูดลูกค้า ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวคงค้างลดลง หลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยว

    – การส่งออกสินค้า : มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยหมวดที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ (1) อิเล็กทรอนิกส์ ตามการส่งออกอุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ไปสหรัฐฯ รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ไปไต้หวัน และฮ่องกง (2) สินค้าเกษตร ตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และ (3) เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ไปยังหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ดี การส่งออกหมวดปิโตรเลียมลดลงมาก จากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และราคาพลังงานโลกที่ลดลง สำหรับการส่งออกผ่านชายแดนไทยกัมพูชาลดลงต่อเนื่อง จากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ แม้เห็นการส่งออกทางเรือ และทางอากาศเพิ่มขึ้นบ้าง

    – การนำเข้า : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวดสินค้าจาก 1) สินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม จากไต้หวัน 2) หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค ตามการนำเข้าสินค้าไม่คงทนจากทั้งจีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ 3) หมวดเชื้อเพลิง ตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และ 4) หมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ตามการนำเข้าโลหะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวันเป็นสำคัญ

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรม : ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากปัจจัยชั่วคราวจากทั้งกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออก น้อยกว่า 30% ที่ลดลงตามหมวดปิโตรเลียมที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นรายใหญ่ ซึ่งจะทยอยกลับมาผลิตในเดือน ส.ค. และกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% ที่ลดลงจากหมวดยานยนต์ ตามการหยุดผลิตชั่วคราวของโรงงานบางแห่ง เพื่อย้ายโรงงานและปรับลดกำลังการผลิต

    อย่างไรก็ดี หากไม่รวมผลของปัจจัยชั่วคราวในหมวดปิโตรเลียม และยานยนต์ดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตเครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ สอดคล้องกับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    – ภาคบริการ : เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำ และขจัดปัจจัย ฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดยกิจกรรมในภาคการค้าลดลงสอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ภาคการขนส่งสินค้าลดลงตาม แม้ว่ายอดขายรถยนต์จะขยายตัว ด้านกิจกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวลดลงจากทั้งธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร และการขนส่งผู้โดยสาร สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

    – รายได้เกษตร : รายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด ส่วนหนึ่งจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่ขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยราคาข้าวขาว ยางพารา และมันสำปะหลัง ลดลงจากทั้งผลผลิตของไทยและโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาผลไม้ เช่น ทุเรียน และลำไย ลดลงจากผลผลิตที่ขยายตัวเช่นกัน ประกอบกับราคาทุเรียน ได้รับผลเพิ่มเติมจากอุปสงค์รับซื้อที่ลดลงตามความกังวลต่อการตรวจสอบสารตกค้างที่อาจล่าช้าของจีน

    – การใช้จ่ายภาครัฐ : การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ทั้งจากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายงบบุคลากร บำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ส่วนรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวตามการเบิกจ่ายในโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านสาธารณูปโภค อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอนหดตัวจากผลฐานสูงในปีก่อน ที่มีการเร่งเบิกจ่ายหลัง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้

    – ภาวะการเงิน : การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    ทั้งนี้ การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด (rollover) ด้านการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม และปิโตรเลียม อย่างไรก็ดี การระดมทุนผ่านตลาดทุน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจให้บริการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 25 ส.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    – อัตราแลกเปลี่ยน : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. เดือนกรกฎาคม ถึง 25 สิงหาคม 2568 เงินบาทเฉลี่ยปรับแข็งค่าขึ้นจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมทั้งผลการเจรจาอัตราภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด

    ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เดือนกรกฎาคม 2568 เฉลี่ยปรับแข็งค่าจากเดือนมิถุนายน ตามเงินบาทที่เคลื่อนไหวนำสกุลคู่ค้าคู่แข่ง ภายหลังผู้ร่วมตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ต่อไทย ขณะที่เดือนสิงหาคม (ข้อมูลถึง 25 สิงหาคม 2568) ดัชนีค่าเงินบาทเฉลี่ยทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน

    – เสถียรภาพเศรษฐกิจ : อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดยอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสด ลดลงตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานลดลง ตามราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ชะลอลงจากผลฐานสูงของราคาอาหารสำเร็จรูปในปีก่อน และราคาของใช้ส่วนตัวที่ลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อนทั้งภาคการผลิต และภาคบริการ อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามการจ้างงานในระยะข้างหน้าและการกลับมามีงานทำของผู้ว่างงานเดิม เนื่องจากสัดส่วนผู้ขอสิทธิว่างงานรวมและรายใหม่ต่อผู้ประกันตนรวมปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อย ตามดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ขณะที่ดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุลลดลงจากเดือนก่อน ตามการส่งกลับกำไรไปต่างประเทศที่น้อยลง หลังพ้นช่วงฤดูกาลจ่ายปันผล

    – ภาคอสังหาริมทรัพย์ ไตรมาส 2/2568 : ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบ และอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ อุปสงค์ที่ซบเซา และอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด

    สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย จากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G-tlYIjCfZym1HwwoeSLF

  • Trip กำไรQ2สุดแจ่ม รับท่องเที่ยวแกร่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Trip กำไรQ2สุดแจ่ม รับท่องเที่ยวแกร่ง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – Trip.com โดย บล.ทิสโก้ ระบุว่า จากผลประกอบการ Q2/25 ดีกว่าคาด โดยมีกําไรสุทธิ (Non-GAAP) อยู่ที่ RMB5.Obn (+1% YoY, 20% QoQ) ดีกว่าที่ตลาดคาด 15%

    Slightly Positive View จากการควบคุมค่าใช้จ่ายช่วยหนุน การเติบโตของกําไร และแนวโน้ม demand การท่องเที่ยวยั่ง แข็งแกร่ง คงคําแนะนํา “ซื้อ”

    Jefferies คงคําแนะนํา “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมาย 9961 HK ขึ้นเป็น HKD659/sh จาก HKD621/sh และ TCOM US ที่ US$85 จาก USร80 คิดเป็น Bt2.74/sh สําหรับ TRIPCOM80 จากการปรับประมาณการกําไรขึ้น 9% โดย Jefferies คาด Non-GAAP Profit growth ใน FY25F ที่ 11% vs. Bloomberg Consensus คาด -2% (อยู่ในช่วงการปรับประมาณการ)

    PER ปัจจุบันอยู่ที่ 18เท่า เท่า สําหรับ FY25F และ 15เท่า สําหรับ FY26F หากนักลงทุนสนใจ สามารถลงทุนผ่าน DR : THIPCOM80

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573593/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25yUB9Huau_qDq1vZwhP8l

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญาหนุนเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 43 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาหนุนเศรษฐกิจชุมชนต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียน GI “เนื้อสุรินทร์” สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 43 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI “เนื้อสุรินทร์” ตัวล่าสุด สินค้าเศรษฐกิจที่มีอัตลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจในชุมชนกว่า 43 ล้านบาท/ปี พร้อมเดินหน้าผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพมาตรฐาน และขยายช่องทางการตลาด สร้างความยั่งยืนในชุมชน

    นางสาวนุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชนที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI รวมไปถึงการส่งเสริมให้เกิดการรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ตลอดจนส่งเสริมการตลาดและขยายช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ GI นำมาสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องในชุมชนอย่างยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “เนื้อสุรินทร์” ซึ่งเป็นเนื้อโคขุนคุณภาพสูงเนื่องจากพื้นที่ในจังหวัดสุรินทร์มีความเหมาะสมต่อการปลูกหญ้าและปลูกข้าวซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของโค สภาพอากาศที่เป็นอากาศแห้ง ความชื้นน้อย ทำให้โคเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเนื้อสุรินทร์เกิดจากโคเนื้อลูกผสมระหว่างวากิวแท้ 100% กับโคสายพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ ทำให้ได้โคเนื้อลูกผสมที่มีสายเลือดวากิวไม่น้อยกว่า 50% ผ่านกระบวนการเลี้ยง แปรสภาพ และตัดแต่งตามมาตรฐานสากลในจังหวัดสุรินทร์มีสีแดงอมชมพู ไขมันแทรกสวย ระดับคะแนน 3 ขึ้นไปตามมาตรฐานการตัดเกรดเนื้อโคของญี่ปุ่น เมื่อปรุงสุกจะได้รสชาติดี เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ปัจจุบันมีการผลิตกว่า 144,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่าการตลาดรวมกว่า 43 ล้านบาทต่อปี

    นางสาวนุสรา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ “เนื้อสุรินทร์” ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าเศรษฐกิจที่โดดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีรากฐานมาจากวิถีการทำปศุสัตว์ที่ผูกพันกับชาวอีสานมายาวนาน เมื่อผสานเข้ากับระบบการควบคุมคุณภาพ และการส่งเสริมการตลาดอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการและหน่วยงานในพื้นที่ ยิ่งทำให้ “เนื้อสุรินทร์” มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นสินค้า GI สำคัญของจังหวัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นอกจากนี้ นางสาวนุสรา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงเดินหน้าส่งเสริมผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องเกษตรกรผู้ผลิต “เนื้อสุรินทร์” ทุกท่าน จะร่วมกันบูรณาการการทำงานกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานของสินค้า อันจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “เนื้อสุรินทร์” อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20JhyOjMvRKeNOgnANf179

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกรกฎาคม 2568

    แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนกรกฎาคม 2568

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    rn”}}” id=”anchor2″>

    รายละเอียดของภาวะเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

    เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศสอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    rn

     

    rn

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    29 สิงหาคม 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”text-3160f867a0″>

    เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศสอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    29 สิงหาคม 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20250829-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mTFyI9duAAgUZmrU-d3TY

  • “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม

    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม

    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม ยุบสภาฯ เลือกนายกฯ ใหม่คือทางออก

    นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยตัดสินคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปมคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ว่า ไม่ว่าผลการตัดสินออกมาว่านายกรัฐมนตรีจะพ้นจากตำแหน่ง หรือไม่พ้นจากตำแหน่งนั้น ตนมองว่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งสองทางแน่นอน

    ผู้สื่อข่าว
    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม ยุบสภาฯ เลือกนายกฯ ใหม่คคือทางออก

    แต่ถ้าคำตัดสินของศาลออกมาว่าให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่งนั้น จะมีผลทางเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากไม่ได้ทำร้ายเพียงแค่เสถียรภาพของรัฐบาล แต่สะท้อนถึงหลักนิติธรรมของกฎหมาย ขององค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรี ในข้อหาจริยธรรมได้ถึง 2 คน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

    ส่วนตัวจึงมองว่าเรื่องนี้น่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในแง่ของนักลงทุนแน่นอน ว่าประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบอะไรกันแน่? ถึงได้มีการแทรกแซงทางการเมืองกันได้อย่างง่ายดาย และอาจจะทำให้ระยะยาวอนาคตประเทศไทย จะไม่ใช่ประเทศที่ทำให้นักลงทุน ตัดสินใจมาลงทุนต่อหรือเพิ่มขึ้นอีก เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการลงทุน เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองไทยนั้นคาดเดาได้ยากมาก

    อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมุมความชอบธรรมทางการเมือง นางศิริกัญญา ระบุว่า เข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีก็ มีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรมแน่นอน เพียงแต่ว่าไม่อยากให้ใช้กลไกขององค์กรอิสระ หรือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ในการจะถอดถอนตัวนายกรัฐมนตรี และมีความคิดว่าสภาฯ หรือว่าสภาไทยยังคงเป็นทางออกให้ได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะรอด แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะดำเนินการในการที่จะยื่นซักฟอกนายกรัฐมนตรีต่อไปเช่นเดียวกัน

    “เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะมาได้จากการที่สถานการณ์ต่างๆ มันสามารถที่จะคาดเดาได้ ไม่ใช่ว่าสถานการณ์ราบเรียบแล้วเป็น business as usual ไปวันๆ แต่ว่าถ้าทุกอย่างคาดการณ์ได้ ถ้านายกรัฐมนตรีกระทำความผิดแล้วก็มีกระบวนการเป็นไปตามขั้นตอนเช่น การให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือว่ายุบสภา หรือว่าถูกถอดถอนโดยสภา เป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ในสากลเขาสามารถคาดเดากันได้อยู่แล้ว ดังนั้นเสถียรภาพอย่าเข้าใจผิด คิดว่าคือการมีรัฐบาลเดียวตลอดไป แต่คือการที่เราจะต้องสามารถคาดเดาสถานการณ์ข้างหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่า” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

    หากว่า นายกรัฐมนตรี รอดพ้นจากคดีนั้น หลายฝ่ายมีการตั้งข้อสังเกต ว่าอายุของรัฐบาลอาจจะสั้น การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจรวมถึงนโยบายอื่นๆ อาจจะไม่ต่อเนื่องตามความคาดหวัง?

     นางศิริกัญญา กล่าวว่า เห็นตรงกันว่าในกรณีที่รอดก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถที่จะอยู่ในรัฐบาลต่อไปได้จนครบเทอม ด้วยคะแนนเสียงในสภาที่เห็นกันอยู่ว่า อยู่ในระดับที่ ปริ่มน้ำมาโดยตลอด มีโอกาสที่จะนำไปสู่การยุบสภาได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

    เพราะฉะนั้นถ้าจะคาดหวังให้มันเกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย คิดว่าคงไม่มีโอกาสแล้ว ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คิดว่าถ้านายกฯ รอด การยุบสภาให้เร็วที่สุดก็ยังคงเป็นทางออก เมื่อมีข้อสงสัยให้คืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นทางออกที่ควรเป็นไปตามสามัญสำนึก และสุดท้ายน่าจะนำความปกติและเสถียรภาพให้กลับคืนมาสู่เศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมืองไทยได้อย่างแท้จริง

    ผู้สื่อข่าว
    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม ยุบสภาฯ เลือกนายกฯ ใหม่คคือทางออก

    ส่วนถ้านายกพ้นจากตำแหน่งและกลับเข้าสู่สภาใหม่นั้น จะมีโอกาสหรือไม่ที่จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเกิดขึ้น หรือพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะเปลี่ยนไป?

    นางศิริกัญญาตอบว่า ถ้าจะมีการสลับขั้ว ต้องขึ้นอยู่กับ ให้พรรคที่มีแคนดิเดตนายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจ ทางพรรคประชาชนเองหลังจากที่ถูกยุบพรรค เราไม่เหลือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว เราคงจะไม่ได้ไปเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และยังเห็นเหมือนเดิมว่าตอนนี้ หมดข้อกังวลแล้ว งบผ่านสภาแล้ว สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายและเข้าสู่กระบวนการของสากลกับทางคณะ UN ต่างๆ แล้ว ก็น่าจะวางใจในการยุบสภาได้ เรายังคิดว่าการยุบสภาให้เร็วที่สุดยังคงเป็นทางออก

    แต่ในท้ายที่สุด เนื่องจากว่าพรรคประชาชนไม่ได้จะมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมที่เราเคยได้ประกาศต่อสาธารณะไป ว่าเราจะเป็นคนที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่สัญญาว่าจะยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ และจัดให้มีการทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งใหญ่ภายในปลายปีหน้า ตามเดิมที่เคยประกาศไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/255870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W3h1WahQNbsHN2IjVkJK1

  • นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

    นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

    นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

    ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากการเมืองชัดเจนขึ้นและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย จะทำให้บรรยากาศโดยรวมเริ่ม “เข้าที่เข้าทาง” และสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น

    หากมีการเลือกตั้งใหม่และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมเดินหน้านโยบายอย่างจริงจังได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจัยบวกที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ขณะเดียวกัน เขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในภาวะ “ตกท้องช้าง” หรือการทรงตัวในรูปตัวยูต่อไปอีกระยะ ก่อนที่จะเริ่มฟื้นเมื่อทุกฝ่ายสามารถปรับตัวได้

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่ายังคงอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง และไม่มีปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาหนุนในระยะสั้น พร้อมระบุว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อไปถึงปีหน้า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงอยู่

    “หากมองในช่วงปลายปีนี้ เศรษฐกิจคงยังไม่ดีขึ้นมากนัก ยังคงซึมต่อเนื่องจากความไม่ชัดเจนทั้งการเมืองและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายลงกว่าเดิม เพียงแต่ยังไม่มีทิศทางบวกที่เด่นชัด” ดร.เอกชัยกล่าว

    พร้อมให้ความเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้มีปัญหารุนแรง เพียงแต่ขาดพัฒนาการใหม่ ๆ ที่จะสร้างแรงขับเคลื่อน จึงทำให้เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะ “ทรงตัวแบบซึม” รอจนกว่าจะเกิดปัจจัยบวกใหม่เข้ามา

    ท่องเที่ยวไม่บูมเหมือนอดีต

    ดร.เอกชัยมองว่า แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในความหวังของไทย แต่ก็ไม่สามารถกลับมาคึกคักเหมือนในอดีตเมื่อ 2-3 ปีก่อนได้ เนื่องจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนเปลี่ยนไปและมีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้การพึ่งพารายได้ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และไทยยังขาด “ยุทธศาสตร์ใหม่” ที่จะดึงการท่องเที่ยวให้กลับมาบูมเหมือนเดิม

    สำหรับกรณีที่สภาพัฒน์ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้จาก 1.8% เป็น 2.2% ดร.เอกชัยมองว่าเป็นไปได้ โดยชี้ว่าปัจจัยกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เคยทำให้บรรยากาศลงทุนชะลอตัว เริ่มคลี่คลายลงและส่งผลกระทบในระดับใกล้เคียงกันกับทุกประเทศ จึงไม่ถือเป็น “เวิร์สเคส” สำหรับไทย และตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังพอมีโอกาสแตะระดับ 2% ต้น ๆ

    นิยาม “ปีแห่งการปรับตัว” ของภาคธุรกิจ

    ดร.เอกชัยให้นิยามปี 2568 ว่าเป็น “ปีแห่งการปรับตัว” ของภาคธุรกิจ เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยลบต่อเนื่อง ธุรกิจต่าง ๆ จึงอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้าง เช่น ลดค่าใช้จ่าย ลดคน ค้นหาตลาดใหม่ และพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังคงเป็นช่วงของการปรับตัว แต่ในระยะกลาง

    “ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนอยู่ในภาวะที่ต่ำเกือบสุดแล้ว คงไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นที่ชัดเจน จนกว่าปัจจัยทางการเมืองและนโยบายจะคลี่คลายและขับเคลื่อนได้เต็มที่” ดร.เอกชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bP9J2MANGhkD62Tc4eWoi

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G-tlYIjCfZym1HwwoeSLF

  • เยอรมนีกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว

    เยอรมนีกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว

    เมื่อสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) เผยแพร่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในทุก ๆ สามเดือน โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว GDP ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของ GDP ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย โดยเมื่อไม่กี่วันมานี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ออกประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 2 ลดลง 0.1% แต่ยังมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร นอกจากนี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ปรับปรุงตัวเลข GDP ตั้งแต่ปี 2008 ใหม่อีกครั้ง ทำให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ไขตัวเลข GDP รายไตรมาสเป็นเรื่องปกติ โดยบางครั้งอัตราการเติบโตจะถูกปรับขึ้นหรือลด 0.1% และแทบจะไม่ปรับขึ้นหรือลดมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้การปรับตัวของตัวเลขค่อนข้างแตกต่างจากปกติ หลายไตรมาสมีการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยปรับขึ้นถึง 0.6% การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวเลข GDP ตลอดทั้งปี ทำให้ตัวเลขของ GDP เปลี่ยนไป กล่าวคือ

    ในปี 2021 อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 3.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.6% ต่อมาในปี 2022 อัตราการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 1.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4% ในปี 2023 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว 0.7% ไม่ใช่แค่ 0.1% ตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนปี 2024 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัวลง 0.5% เมื่อเทียบกับที่คาดไว้ว่าน่าจะหดตัวเพียง 0.2% เท่านั้น ด้านนาย Oliver Holtemöller รองประธานสถาบัน Leibniz เพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจแห่งเมือง Halle (IWH – Leibniz-Institut für Wirtschaftsforschung Halle) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยเศรษฐศาสตร์มานาน ก็ไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อนผู้ที่รับผิดชอบเองก็ยังยอมรับด้วยว่า การแก้ไขดังกล่าวไม่ใช่เรื่องปกตินาย Michael Kuhn หัวหน้ากลุ่มสำนักงานสถิติฯ และผู้รับผิดชอบด้าน GDP อธิบายผลจากการปรับปรุงในครั้งนี้ว่า ไม่เพียงแต่เป็นข่าวที่น่าจับตามองสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า นักการเมือง สื่อมวลชน และภาคธุรกิจ ต่างมีภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจในเยอรมนีระหว่างปี 2021 – 2024 ที่บิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง โดยนาย Holtemöller กล่าวว่า “การปรับปรุงครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ช่วงดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ (1) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากโควิด – 2019 แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก และสิ่งที่ตามมาไม่ใช่ (2) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนาน (Permanent Stagnation) แต่เป็นช่วงหนึ่งของภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยคำ ๆ นี้มักถูกใช้อย่างผิด ๆ โดยทั่วไปแล้ว ภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ได้อธิบายถึงการหดตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นิยามนี้จะเป็นจริงเมื่อ GDP ลดลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ตามตัวเลขเดิมเยอรมนีไม่ได้ประสบภาวะถดถอยตั้งแต่ปี 2021 แต่ตัวเลขใหม่นี้ดูแตกต่างกันมาก เยอรมนีเกิดภาวะถดถอยระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี 2022 และไตรมาสที่สองของปี 2023 จากนั้นก็เกิดภาวะถดถอยยาวถึง 9 เดือนติดต่อกัน ระหว่าง ไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 และไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 นาง Geraldine Dany-Knedlik หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW – Deutscher Institut für Wirtschaftsforschung) ที่ตั้งในกรุงเบอร์ลิน อธิบายว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทั้งสองช่วงนี้ถูกขัดจังหวะด้วยการเติบโตที่เป็น 0% ด้วยไตรมาสที่หนึ่ง นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ดีกว่าตัวเลขในอดีตมาก สำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน นาย Kuhn กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่า นี่ทำให้มุมมองในช่วงเวลานี้แตกต่างออกไปการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 2019 สงครามในยูเครน และวิกฤตพลังงาน ทำให้การประเมินตัวเลขของเรามีความท้าทายมากขึ้นอย่างมากอย่างไรก็ตาม นาย Kuhn ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด การปรับค่าการประเมินครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า GDP ปัจจุบันแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากการปรับปรุงแก้ไขนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิม GDP ของเยอรมนีลดลงเพียง 0.1% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่ามองข้ามได้ ข้อมูลอย่างเป็นทางการเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของสถาบันวิจัยต่าง ๆ และของรัฐบาลกลาง นาย Timo Wollmershäuser ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Ifo – Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) เตือนว่า ยิ่งข้อมูลมีความไม่แน่นอนมากเท่าใด การวินิจฉัย และการคาดการณ์ของเราก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเท่านั้น

    ในทางกลับกันการคาดการณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการประมาณการรายได้จากการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นตัวกำหนดความยืดหยุ่นด้านงบประมาณของรัฐบาล เพราะโดยทั่วไปแล้วรัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบาย จะปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งการกำหนดนโยบายเหล่านี้จะวัดจาก GDP เป็นหลัก นาย Holtemöller รองประธาน IWH เห็นว่า ไม่ควรที่จะใช้ GDP มาทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกต่อไป” ในอนาคตรัฐบาลจะต้องรอการแก้ไข และปรับปรุงตัวเลข GDP อีกทั้งนำตัวเลขเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ มากขึ้น โดยสำนักข่าว Handelsblatt ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากระทรวงเศรษฐกิจฯ และกระทรวงการคลัง ได้ติดต่อสำนักงานสถิติฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับผลกระทบของการแก้ไขตัวเลขดังกล่าว ในการตอบข้อซักถามกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า GDP ยังคงเป็น “พื้นฐานสำคัญในการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม” โดยจะประเมินว่า การแก้ไขตัวเลข GDP ในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตในระดับใด ด้านนาง Dany-Knedlik เชื่อว่า ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านยูโร อาจส่งผลดีจนปรากฏความชัดเจนมากขึ้น

    ความสำคัญอยู่ที่คำถามว่า การแก้ไขนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยในช่วงแรก ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา     นักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางคนได้กล่าวว่า นักสถิติกำลังโกงและเพิ่มตัวเลขของรัฐบาลชุดก่อนให้สูงเกินจริงไว้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงการกระทำของนาย Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งไล่หัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงานออก เนื่องจากนาย Trump ไม่ชอบรายงานล่าสุดของหน่วยงานนี้ โดยสำนักงานสถิติฯ ที่ตั้งอยู่ในเมือง Wiesbaden  ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่รุนแรงดังกล่าวอย่างจริงจัง นาย Kuhn กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าเรามีวาระทางการเมืองนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางของสหภาพยุโรป แม้สำนักงานสถิติฯ จะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย แต่สำนักงานก็ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ และเป็นไปตามแนวทางที่โปร่งใส นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกปกป้องสำนักงานนี้เช่นกัน โดยนาง Dany-Knedlik กล่าวว่า “การสงสัยในความเป็นอิสระทางการเมืองของสำนักงานฯ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก” โดยการแก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุผลรองรับ ปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคาอย่างรุนแรงในทุกภาคส่วนในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา นาย Kuhn กล่าวว่า “เรื่องนี้ทำให้การคำนวณสถิติยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ส่งผลให้มีการแก้ไขที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) สถิติเชิงโครงสร้างที่เป็นตัวกำหนดข้อมูลโดยละเอียด โดยเฉพาะโครงสร้างต้นทุนของบริษัทมักมีความล่าช้าประมาณ 1.5 ปี สำนักงานสถิติฯ จะสามารถรวบรวมข้อมูลการสำรวจเชิงโครงสร้างล่าสุดได้ นาย Peter Kuntze หัวหน้าฝ่าย GDP ของสำนักงานสถิติฯ กล่าวว่า ผลการสำรวจข้อมูลการสำรวจเชิงโครงสร้างส่งผลกระทบอย่างหนัก และ (2) ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสำนักงานสถิติฯ ระบุได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่า ภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเพียงใดจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ที่เปลี่ยนแปลงของราคาบางครั้งมีความรุนแรงมาก นาย Kuntze กล่าวว่า แน่นอนว่าเปลี่ยนแปลงของราคาส่งผลกระทบอย่างมากต่อ GDP และต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ผลกระทบอีกประการหนึ่ง สำนักงานสถิติฯ ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทข้ามชาติใหม่ ๆ ซึ่งมักเป็นธุรกิจที่มีความท้าทายสำหรับการคำนวณสถิติมาก อาทิ สินค้าถูกขนส่งข้ามพรมแดนภายในกลุ่มบริษัทเพื่อดำเนินการต่อไป มักไม่ชัดเจนว่า การสร้างมูลค่าเกิดขึ้นที่ใด และเกิดขึ้นได้อย่างไร นาย Kuntze กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ศึกษากรณีเหล่านี้อย่างละเอียด และได้พูดคุยกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า สถิติจะออกมาดีที่สุดโดยมีการแก้ไขให้น้อยที่สุด สิ่งสำคัญ คือ ทุกบริษัทต้องรายงานข้อมูลอย่างน่าเชื่อถือ แต่แน่นอนก็ไม่ใช่ว่า สำนักงานสถิติฯ จะพ้นโทษจากความผิดทั้งหมดได้ นาย Wollmershäuser นักเศรษฐศาสตร์จาก Ifo กล่าวว่า ในความเห็นของผม การสื่อสารของสำนักงานสถิติฯ เกี่ยวกับการแก้ไขตัวเลขสถิติออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะสำหรับผมแล้ว การสื่อสารมีความสำคัญมาก อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานสถิติฯ เองก็ไม่พอใจที่พวกเขาต้องแก้ไขตัวเลขของตัวเอง แล้วจริง ๆ พวกเขาน่าจะสามารถเข้าแทรกแซงตั้งแต่เนิ่น ๆ กว่านี้หรือเปล่า นาย Wollmershäuser อธิบายว่า หน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในแง่หนึ่งพวกเขาควรเผยแพร่ข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันในทางกลับกันยิ่งเผยแพร่เร็วเท่าไหร่ข้อมูลที่มีอยู่ก็ยิ่งไม่สมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น โดยข้อมูลที่มากขึ้น และการให้รวดเร็วขึ้นก็หมายถึงภาระที่มากขึ้นสำหรับผู้ให้ข้อมูลนั้นเอง สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่นักสถิติต่าง ๆ ต้องเผชิญ หลัก ๆ ก็คือ การต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ปรับปรุงแก้ไขให้น้อยที่สุด และในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องดำเนินงานในช่วงเวลาที่บริษัทเยอรมันไม่สามารถแบกรับภาระระบบด้านราชการ (Bureaucracy) เพิ่มเติมได้อีกแล้ว สำหรับตัวเลข GDP แล้วนั้น ประเด็นที่กล่าวนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยความสำคัญของการประมวลผลค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GDP ไม่ได้หายไป แต่จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการคำนวณ และนำมาใช้งานมากขึ้นนั้นเอง

    จาก Handelsblatt 29 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/aorpcup2ix0nogenavo1ag6g&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PlTsIuhL9vDhEfMEpOV0q