Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บรรยากาศ ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน แห่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา หลังจากที่ ครม.อนุมัติงบประมาณกลางกว่า 1,700 บาท | TOPNEWS

    บรรยากาศ ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน แห่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา หลังจากที่ ครม.อนุมัติงบประมาณกลางกว่า 1,700 บาท | TOPNEWS

    บรรยากาศ ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน แห่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา หลังจากที่ ครม.อนุมัติงบประมาณกลางกว่า 1,700 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

    โดยจะมีการจ่ายเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพ ครัวเรือนละ 2,000 บาท สำหรับการอพยพไม่เกิน 7 วัน และ เยียวยาครัวเรือนละ 5,000 บาท เป็นเงินสด ผ่านระบบพร้อมเพย์ (prompt-pay) สำหรับการอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป ใช้งบประมาณ 1,516 ล้านบาท

    นายทินกร เอ็นดู  ผู้ใหญ่บ้าน  ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า  วันนี้ทางผู้ใหญ่บ้าน  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  อบต.บัวเชด ได้ร่วมกันอำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านที่มาลงทะเบียน  ส่วนเอกสารที่จะต้องแนบมาด้วย คือ

    1.สำเนาบัตรประชาชน

    2.สำเนาทะเบียนบ้าน

    3.ใบมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นคำร้องด้วยตนเองได้)

    เบื้องต้นในวันนี้มีผู้มาลงทะเบียนยื่นความจำนงขอรับการเยียวยาแล้วจำนวน 157 คน

    พร้อมกันนี้ ครม. ยังได้อนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินฯ เพิ่มเติมอีก 2,900 ล้านบาท ให้แก่ กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อใช้ในการจัดสรรสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.45 ล้านคนได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 (สิงหาคม-กันยายน) เนื่องจากงบประมาณเดิมไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ประเมินไว้

    การจัดสรรคเงินประชารัฐสวัสดิการใหม่ สำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯ ปี 2565 ดังนี้

    ▪️วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม 300 บาทต่อเดือน เงื่อนไขจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

    ▪️วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงิน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน เงื่อนไขจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด

    ▪️วงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ วงเงิน 750 บาทต่อคนต่อเดือน

    ▪️มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า วงเงินอุดหนุนไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

    ▪️มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา วงเงินอุดหนุนไม่เกิน 100-315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

    ▪️เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ จากเดิมจำนวน 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน

    ภาพ/ข่าว นายชนะชล มูลจันทร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดสุรินทร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293596&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jBmnfHlngC3jpnTtknxpG

  • กลุ่มบริษัทกาตาร์ประกาศลงทุน 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในแอฟริกาใต้

    กลุ่มบริษัทกาตาร์ประกาศลงทุน 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในแอฟริกาใต้

    บริษัท Al Mansour Holding จากกาตาร์ประกาศแผนลงทุน 70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในภูมิภาคแอฟริกาใต้ภายในระยะเวลา 10 วัน โดยนักวิเคราะห์มองว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญ ณ ช่วงที่เงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาลดลง

    Sheikh Mansour bin Jabor bin Jassim Al Thani หัวหน้ากลุ่มและสมาชิกราชวงศ์กาตาร์ได้เดินทางพบผู้นำของบอตสวานา โมซัมบิก แซมเบีย และซิมบับเว เพื่อลงนามในข้อตกลงการลงทุนครอบคลุมโครงการด้านพลังงาน เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการทำเหมืองแร่

    การลงทุนในแต่ละประเทศ

    ที่กรุงมาปูโต ประธานาธิบดี Daniel Chapo ของโมซัมบิกลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนมูลค่า 20 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการรัฐบาลในด้านสาธารณสุขและการศึกษา

    ในซิมบับเว บริษัทกาตาร์ได้ผูกพันลงทุน 19 พันล้านดอลลาร์ รวมถึง 500 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ขณะที่แซมเบียได้รับคำมั่นลงทุนจำนวนเดียวกันคือ 19 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    ประธานาธิบดี Duma Boko ของบอตสวานาเปิดเผยว่าข้อตกลงมูลค่า 12 พันล้านดอลลาร์ มีมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศที่อุดมด้วยเพชร โดยระบุว่าได้เจรจากันมาหลายเดือน

    บริบทภูมิรัฐศาสตร์

    การลงทุนขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคที่อุดมทรัพยากรกำลังเผชิญการตัดงบสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

    นักเศรษฐศาสตร์ Brendon Verster จาก Oxford Economics Africa ระบุว่า “ความไม่แน่นอนทั่วโลกทวีความรุนแรงภายใต้วาระที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump ด้วยนโยบายปกป้องการค้า การเพิ่มภาษีนำเข้า และการลดเงินสนับสนุนของสหรัฐฯ ทำให้รัฐในแอฟริกาต้องหาคู่ค้าทางเลือก”

    คำถามเกี่ยวกับการลงทุน

    นักวิเคราะห์การเมือง Marisa Lourenco จากโจฮันเนสเบิร์กระบุว่าควรมองข้อตกลงขนาดใหญ่เหล่านี้ด้วยความสงสัย เนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

    รายงานสื่อระบุว่า Sheikh จากกาตาร์คาดว่าจะเยือนประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา โดยการลงทุนทั้งหมดอาจสูงถึง 100 พันล้านดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/qatar-investment-70-billion-southern-africa&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xSxeEj4sVsQrQ7sVy2oO

  • เครือสหพัฒน์ จับมือซัมซุง เปิดตัว  “Business Experience Studio” ศูนย์จัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัย

    เครือสหพัฒน์ จับมือซัมซุง เปิดตัว “Business Experience Studio” ศูนย์จัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัย

    บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI จับมือ ซัมซุง ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัว “Samsung Business Experience Studio” พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีสุดล้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนชั้น 3 ของโครงการคิงสแควร์ คอมมูนิตี้ มอลล์ภายใต้การบริหารของเครือสหพัฒน์ บนพื้นที่กว่า 898 ตารางเมตร เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านธุรกิจให้กับกลุ่มลูกค้าองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านการนำเสนอโซลูชันและคำปรึกษาจากซัมซุงแบบครบวงจร 

    นายวิชัย กุลสมภพ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI กล่าวว่า“ความร่วมมือกับซัมซุงในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของเครือสหพัฒน์ในฐานะพันธมิตรที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของนวัตกรรมระดับโลกผ่านพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการคิงสแควร์ คอมมูนิตี้ มอลล์ ที่ SPI ตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจแห่งอนาคต ทั้งยังเปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่องค์กร ผู้ประกอบการและเยาวชนไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเครือสหพัฒน์ ในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” 

    ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ มุ่งส่งเสริมการเติบโตของนวัตกรรมและการใช้งานเทคโนโลยีในโลกธุรกิจอย่างรอบด้าน ได้แก่

    • ความร่วมมือด้านการจัดตั้ง Samsung Business Experience Studio ศูนย์กลางสำหรับนำเสนอเทคโนโลยี โซลูชัน และให้คำปรึกษาด้านนวัตกรรมแบบครบวงจรแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร

    • ความร่วมมือในการส่งเสริมการศึกษาและนวัตกรรมร่วมกับโรงเรียน King’s CollegeInternational School Bangkok เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและบุคลากรได้สัมผัสเทคโนโลยีจริงนอกจากนี้ยังรวมไปถึงความร่วมมือในการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ร่วมกันที่อันอาจมีขึ้นในอนาคต

    ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของซัมซุงในการนำเสนอโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลกให้แก่ภาคธุรกิจไทย และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของเครือสหพัฒน์ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ที่ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล สร้างโอกาสใหม่ในด้านการเรียนรู้ การเติบโตทางธุรกิจ และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อนาคตอย่างยั่งยืน

    ด้านนายเซยุน คิม ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีต้องเข้าถึงได้ รวมทั้งสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจทุกระดับ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม โดยความร่วมมือกับเครือสหพัฒน์ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอดวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อภาคธุรกิจ ผ่านการเปิดตัว Samsung Business Experience Studio ที่เป็นมากกว่าแค่พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างสรรค์โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรไทยในยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด โดยซัมซุงมุ่งหวังให้พื้นที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Business Ecosystem ที่เชื่อมโยงโซลูชันและพันธมิตรทางธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี”

    Samsung Business Experience Studio (BES)แห่งนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในโลกธุรกิจยุคใหม่ โดยใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ที่มีในทุกผลิตภัณฑ์ เชื่อมต่อ ผ่านSmartThings แพลตฟอร์มในอุปกรณ์ IoT ต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ เรื่องการบริหารจัดการแบบควบคุมระยะไกล ประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวัน ซึ่งครอบคลุมการใช้งานทั้งในภาคการศึกษา การค้าปลีก การบริการ และองค์กรธุรกิจต่างๆ 

    โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษา และพัฒนาโซลูชันสำหรับลูกค้าองค์กร ( B2B) อย่างเต็มรูปแบบ  โดยศูนย์จัดแสดงแห่งนี้ถือเป็น Top Global Showroom ซึ่งได้รับการออกแบบโดยมีต้นแบบมาจาก บริษัทซัมซุง สำนักงานใหญ่ ที่ ซูวอน โดยมีแนวคิดแบบ “Business Solutions Like No Other” ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ำสมัยของซัมซุงในรูปแบบที่จับต้องได้จริง ในห้องต่างๆ เช่น AI Control Room, AI Office, AI Residential, AI Hotel, AI Education, AI Retail และพบประสบการ์ณเติมรูปแบบจาก Mobile Experience และ Air Conditioning System

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/34822&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mGtMhGoplQbyvz160QdLb

  • เนเธอร์แลนด์ทุ่ม 21 ล้านยูโรสู้ปัญหาการพนัน เสี่ยงตลาดมืดโต

    เนเธอร์แลนด์ทุ่ม 21 ล้านยูโรสู้ปัญหาการพนัน เสี่ยงตลาดมืดโต

    ในวันที่ 28 สิงหาคม 2025 หน่วยงานกำกับดูแลการพนันของเนเธอร์แลนด์ ชื่อ Kansspelautoriteit (KSA) ในความร่วมมือกับองค์กรวิจัยด้านสุขภาพจิต ZonMw ได้ประกาศต่อยอดโครงการ “Prevention of Gambling Addiction” ระยะที่สอง ซึ่งจะดำเนินไปจนถึงปี 2030 โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจำนวน 21 ล้านยูโร  

    โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการผลักดันงานวิจัยอิสระในด้านต่าง ๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงและภาวะเสพติดการพนัน โดยครอบคลุม 5 กลุ่มงานหลัก ได้แก่:

    1. การศึกษาเกี่ยวกับผู้เล่นกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนลักษณะและพฤติกรรมการเล่น

    2. การระบุปัจจัยเสี่ยง การทำนาย และการตรวจจับปัญหาในระยะเริ่มต้น

    3. ขั้นตอนการวินิจฉัย แนวทางการแทรกแซง และการบำบัด

    4. การนําประสบการณ์จริง (experiential expertise) และการมีส่วนร่วมในประเด็นทางสังคม

    5. โครงสร้างพื้นฐานด้านความรู้ (knowledge infrastructure)  

    การดำเนินงานในระยะแรกของโครงการใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้ ZonMw เปิดรับข้อเสนอสำหรับ “สามกลุ่มงานวิจัยเชิงธีมระยะยาว” (three long‑term thematic consortia) พร้อมกับมุ่งเน้นที่การนำงานวิจัยไปใช้งานจริงในสนาม และกระตุ้นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ   

    ในการสัมมนานานาชาติเรื่องงานวิจัยการพนัน (Current Advances in Gambling Research) ที่จัดขึ้นในอัมสเตอร์ดัมเมื่อปีที่ผ่านมา มีการจัดแสดงผลงานโครงการวิจัยที่ได้รับทุนในระยะก่อนหน้า และผลลัพธ์บางโครงการกำลังจะเผยแพร่ออกมาในปีถัดไป   นอกจากนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการนี้มาจากกองทุนป้องกันการเสพติด (Addiction Prevention Fund) ซึ่งได้รับเงินจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการพนันและบริหารจัดการโดย KSA  

    ภายใต้บริบทที่ตลาดการพนันออนไลน์ของเนเธอร์แลนด์เพิ่งถูกทำให้ถูกกฎหมายผ่านกฎหมาย “Remote Gambling Act” เมื่อปี 2021 นั้น KSA เห็นว่า การให้ความสำคัญกับ “การป้องกันผู้เล่น” (player protection) คือสิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ โดย Michel Groothuizen ประธาน KSA กล่าวว่า การต่อยอดโครงการนี้คือการเสริมพลังให้เกิดผลวิจัยที่จำเป็นต่อการป้องกันความเสียหายจากการพนันให้มากที่สุด  

    ในขณะที่ ZonMw โดยผู้อำนวยการ Véronique Timmerhuis ระบุว่า แม้จะมีโครงการป้องกันเช่นนี้ แต่ยังมีความจำเป็นต้องพัฒนา “แนวทางที่มีประสิทธิผล” และให้แน่ใจว่าแนวทางเหล่านั้นสามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคปฏิบัติ ZonMw จึงพร้อมใช้ความรู้จากสุขภาพจิตในสาขาอื่นมาประยุกต์ใช้ พร้อมกับเดินหน้าไปทีละก้าวเพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาการติดการพนันในอนาคต  

    อย่างไรก็ตาม แม้โครงการนี้จะได้รับเสียงสนับสนุน แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ดังว่า กฎระเบียบการควบคุมที่เข้มงวด อาจผลักให้ผู้เล่นย้ายไปหาแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย โดยมีการระบุว่า “เกือบครึ่งของรายได้จากการพนันออนไลน์ไม่ไหลเข้าสู่ผู้ประกอบที่ถูกกฎหมาย”   ผู้ก่อตั้ง NOGA (Netherlands Online Gambling Association), Peter‑Paul de Goeij เห็นว่า การจำกัดยอดฝากรายเดือน (เช่น จำกัดไว้ที่ €350 หรือ €150 สำหรับกลุ่มเยาวชน) และภาษีที่สูง (ขึ้นถึงเกือบ 38% ในปี 2025) ทำให้เกิด “ภาษีที่ทำให้เกิดการตายทั้งระบบ” และอาจเป็นปัจจัยให้คาสิโนของรัฐ เช่น Holland Casino ประสบผลประกอบการที่ลดลงและขาดทุนถึง €10.4 ล้าน  

    ในความเห็นของ de Goeij และ CEO ของ Betsson, Pontus Lindwall นั้น ระบบควบคุมการพนันคือเรื่อง “เกมแห่งความสมดุล” ที่ควรคำนึงถึงไม่เพียงการปกป้องผู้เล่นเท่านั้น แต่ต้องรักษาตลาดที่ถูกกฎหมายให้แข่งขันได้อย่างเพียงพอ มิฉะนั้น ความพยายามด้านสาธารณสุขอาจถูกทำลายโดยการเติบโตของตลาดมืด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729636&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zkx8Sr8_HfueQddnxBvw6

  • ศน.จัดใหญ่ เปิดโลก 5 ศาสนา พร้อมเรียนรู้พลัง “บวร” เปิดพื้นที่ให้คนทุกวัยได้ “ตื่นรู้” ตั้งแต่วันที่ 29-31 ส.ค. 68 ณ พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ 

    ศน.จัดใหญ่ เปิดโลก 5 ศาสนา พร้อมเรียนรู้พลัง “บวร” เปิดพื้นที่ให้คนทุกวัยได้ “ตื่นรู้” ตั้งแต่วันที่ 29-31 ส.ค. 68 ณ พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ 

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. นางสาวเเพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

    กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับองค์การศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาซิกข์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภาคกลาง 17 จังหวัด เครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวร และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” ระหว่างวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เชิญชมนิทรรศการศาสนวัตถุล้ำค่า 5 ศาสนา บูชาองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) คือ มเหสีของพระศิวะมหาเทพ เทพีแห่งพลัง ความอุดมสมบูรณ์ ความเข้มแข็ง และความเมตตา กราบไหว้เพื่อขอพรเรื่องครอบครัว ความสำเร็จในชีวิต และความมั่นคงด้านการงาน พระพิฆเนศวร วัดเทพมณเฑียร คือ โอรสของพระศิวะและพระอุมา เทพผู้มีเศียรเป็นช้าง สัญลักษณ์แห่งปัญญา ความรู้ และความสำเร็จ เป็นเทพที่ช่วยขจัดอุปสรรค กราบไหว้เพื่อความเจริญรุ่งเรือง ในการศึกษา ศิลปะ การงาน และการเริ่มต้นสิ่งใหม่ พระศิวะ พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี พระขันธกุมาร และพระพิฆเนศวร วัดวิษณุ (ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู) เป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ ความรัก ความคุ้มครอง และความสมดุลของชีวิต ชมทอล์กโชว์ธรรมะบันเทิง การแสดงแสงสีเสียงจากศิลปินดัง และการแสดงทางศาสนาในมิติพหุวัฒนธรรม สัมผัสสุดยอดของดีวิถีชุมชน ชิม ชม ช็อป สินค้าของดีภาคกลาง 17 จังหวัด และลิ้มรสอาหาร ต้นตำรับ 5 ศาสนา เพื่อส่งเสริมบทบาทสถาบันศาสนาในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนแก่ประชาชน ส่งเสริมให้ภาคีเครือข่ายนำมิติทุนทางศาสนาและทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้หลักธรรมและคำสอนทางศาสนาเพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวรในการจัดทำผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    การจัด “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย โดยวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีพิธีเปิดกิจกรรม และมอบโล่รางวัลชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนาที่โดดเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 19 ชุมชน การสาธิตและการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ กิจกรรม Workshop ของชุมชนคุณธรรมพลังบวร การแสดงกลองยาว (ศาสนาพุทธ) การบรรยายหัวข้อ “การออกแบบพัฒนาต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์” การเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “พลังบวร เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้มิติทางศาสนา” และทอล์กโชว์ด้านศาสนา เรื่อง “ชีวิตเรามีค่า เพราะเวลามีจำกัด” โดยนายสมปอง นครไธสง และ เรื่อง “สะสมเสบียงบุญ” โดยอาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม รวมทั้งการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรม อาทิ ดนตรี “พลังศรัทธา ข่าวดีเพื่อแม่” (ศาสนาคริสต์) การแสดงนาฏศิลป์ไทยประยุกต์ เพลงพื้นบ้าน โปงลาง และบรรเลงแคน วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เริ่มกิจกรรมเวลา 11.00 น. ด้วยการแสดงขับร้องประสานเสียง (ศาสนาพุทธ) ตามด้วยการแสดงบังกรา (ศาสนาซิกข์) การสาธิตสวดโอ้เอ้วิหารรายและสวดสรภัญญะ โดยนักเรียนผู้ชนะเลิศระดับประเทศ การบรรยายธรรมะ หัวข้อ “หน้าที่พระ มอบธรรมะให้โยม” โดยพระสุธีวชิรปฏิภาณ กิจกรรมธรรมะอารมณ์ดี การขับร้องประสานเสียงอนาซิส (ศาสนาอิสลาม) การแสดงศาสนาฮินดู และการแสดงเพลงลูกทุ่งโดยศิลปิน จินตหรา พูนลาภ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 มีจัดการแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค การแสดง South Dance Indian (ศาสนาซิกข์) การสาธิตสวดโอ้เอ้วิหารรายและสวดสรภัญญะ โดยนักเรียนผู้ชนะเลิศระดับประเทศ การทอล์กโชว์หัวข้อ “ศาสนากับคนยุคใหม่” โดย วนิ อินพุทธ หรือ “วัยรุ่นตื่นรู้” กิจกรรมธรรมะอารมณ์ดี การแสดงดนตรี “ลูกพระหฤทัยใจดีมีเมตตา” (ศาสนาคริสต์) การแสดงกอซีดะห์ (ศาสนาอิสลาม) การแสดงระบำบูชาพระพิฆเนศวรและพระศิวะ (ศาสนาฮินดู) และการแสดงเพลงลูกทุ่งโดยศิลปินนักร้องชื่อดังต่าย อรทัย

    การจัดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งความศรัทธาที่หลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม เรียนรู้หลักธรรมคำสอนที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการร่วมชื่นชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณธรรมพลังบวร คือบ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ที่เป็นพลังสำคัญของชุมชนคุณธรรม ที่มีทั้งคุณค่าและคุณภาพ โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการองค์ความรู้ด้านศาสนา การเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวร เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นับเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมโยงศาสนากับการพัฒนาชุมชน เสริมสร้างพลังบวรในการสร้างสังคมคุณธรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765 ///

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952757&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZKQ_do_c-QhZ-Y0m3yKE5

  • สร้างขุมทรัพย์ตั้งแต่วัยเรียน เปิดเทคนิคลงทุน 101 ฉบับนักศึกษา

    สร้างขุมทรัพย์ตั้งแต่วัยเรียน เปิดเทคนิคลงทุน 101 ฉบับนักศึกษา

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกของการลงทุนนั้นกว้างเกินกว่าที่จะจำกัดอยู่เพียงแค่วัยทำงาน วัยเกษียณ เพราะคนวัยเรียนอย่าง “นักศึกษา” ก็สามารถวางแผนการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนได้เช่นกัน เพื่อเป็นการปูทางไปสู่เป้าหมายที่ต้องการในชีวิต และมีอิสรภาพทางการเงินที่ปรารถนา ไปจนถึงการสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงตั้งแต่ในวันที่ยังเรียนอยู่

    แต่กระนั้นแม้ว่า “การลงทุน” จะมีความเสี่ยง แต่การไม่เริ่มลงทุนเลย อาจเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงยิ่งกว่า เนื่องจากโลกนี้ไม่มีอะไรที่แน่นอน การลงทุนสามารถช่วยต่อยอดเงินเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอและทบต้นไปเรื่อย ๆ ก็สามารถสร้างอิสระทางการเงินได้เช่นกัน

    ดังนั้นเด็กมหาวิทยาลัยที่ต้องการเริ่มต้นลงทุน อันดับแรกควรเริ่มต้นจากการศึกษาพื้นฐานการลงทุน, วางแผนการเงิน และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน จากนั้นจึงเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับงบประมาณและความเสี่ยง

    เด็กมหา’ลัย ลงทุนอะไรดี

    1.กองทุนรวม

    กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ การลงทุนที่นักลงทุนจะเข้ามาร่วมกันระดมทุนเป็นเงินก้อน จากนั้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะนำเงินทุนที่มาจากการระดมทุนนี้ไปจดทะเบียน และนำกองทุนนี้ไปลงทุนต่อ โดยการซื้อกองทุนรวม นักลงทุนจะได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนตามจำนวนเงินที่ซื้อไป

    กองทุนรวม เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่จะตอบโจทย์นักลงทุนที่มีประสบการณ์น้อย หรือมีเงินลงทุนที่ไม่สูงมาก เพราะไม่เพียงแต่จะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย และมีความเสี่ยงให้ได้เลือกตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงสูงมาก แต่การซื้อกองทุนรวมอย่าง SSF และ RMF ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้

    อีกทั้งนักลงทุนยังสามารถติดตามการลงทุนเพื่อวางแผนรับมือความเสี่ยงได้อย่างสะดวกอีกด้วย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่หัดลงทุน หรือผู้ที่มีประสบการณ์ที่ไม่สูงมาก รวมถึงผู้ที่ยังไม่พร้อมลงทุนในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

    โดยทั่วไปจะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไปจึงจะสามารถเปิดบัญชีกองทุนรวมเพื่อลงทุนได้ด้วยตนเอง

    2. ทองคำ

    ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ได้รับความนิยมในทุกยุคสมัย เพราะนอกจากจะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันทีแล้ว ทองคำยังสามารถใช้ลงทุนระยะสั้น แถมให้ผลตอบแทนสูง แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีเงินก้อนเพื่อซื้อทองคำมาเก็บสะสม ในปัจจุบันร้านทองหลาย ๆ แห่งก็มาพร้อมกับการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “การออมทอง” ให้ได้ลงทุนกันด้วย

    โดยการออมทอง คือ การลงทุนออนไลน์ที่นักลงทุนสามารถทยอยซื้อทองสะสมได้ด้วยเงินทุนทีละน้อย ๆ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เราสามารถเติมเงินไปได้เรื่อย ๆ และเมื่อได้เงินครบราคาทองคำแล้ว ก็สามารถแลกออกมาเป็นทองคำแท่งได้ ซึ่งเงื่อนไขในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับร้านทองที่เราได้ทำข้อตกลงออมทองเอาไว้ โดยข้อดีหลัก ๆ ของการลงทุนประเภทนี้ คือ ไม่ว่าจะมีเงินหลักร้อยหรือมากแค่ไหนก็สามารถลงทุนได้ และมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเหมือนกับทองจริงทุกประการ

    ทั้งนี้การซื้อขายทองคำ ไม่ได้มีการจำกัดอายุเพียงแค่ต้องมีบัตรประชาชน ส่วนการออมทองผ่านแอปพลิเคชันนั้น โดยทั่วไปสามารถซื้อทองได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่สำคัญ อย่างไรก็ตามบางแพลตฟอร์มอาจกำหนดอายุขั้นต่ำในการเปิดบัญชีออมทองแตกต่างกันไป เช่น ต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป

    3.สลากออมทรัพย์

    การซื้อสลากออมทรัพย์อาจเป็นการลงทุนยุคเก่าที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ แต่ขอบอกเลยว่า ถึงจะดูเก่าแค่ไหน แต่การซื้อสลากออมทรัพย์นั้นสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงและสม่ำเสมอกว่าการลงทุนหลาย ๆ แบบ แถมในแต่ละงวดยังได้ลุ้นสนุกอีกด้วย

    หากพูดให้เข้าใจง่าย ๆ การลงทุนในสลากออมทรัพย์สามารถทำได้โดยการฝากเงินกับธนาคารที่สามารถออกสลากออมทรัพย์ โดยผู้ซื้อสลากแบบเรา ๆ จะได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากและอาจได้รับเงินรางวัลจากสลากที่หมายเลขตรงกับเลขรางวัลที่ออก โดยเราสามารถลงทุนกับสลากออมทรัพย์ได้กับธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

    ซึ่งจะมีราคาตามที่ธนาคารกำหนด และหากยิ่งซื้อสลากมากเท่าไหร่ โอกาสในการถูกรางวัลก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในบางครั้ง หากรวมผลรางวัลออกมาก็อาจเงินเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 20% ต่อปี หรือหากไม่ถูกรางวัลเลย เงินต้นของเราก็จะไม่ลดลงสักบาทเดียว

    ทั้งนี้สลากออมทรัพย์บางประเภทมีข้อกำหนดให้ซื้อได้ตั้งแต่อายุ 7 ปีขึ้นไป แต่บางประเภท ผู้ซื้อต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ดังนั้นก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ ก็ตามต้องมีการศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน

    4.ประกันสะสมทรัพย์

    ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือที่หลายคนเรียกว่า “ประกันสะสมทรัพย์” คือ ประกันชีวิตรูปแบบหนึ่งที่ผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเบี้ยอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นเงินออมเอาไว้ และเมื่อมีชีวิตอยู่ตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันตั้งเอาไว้ เราก็จะได้รับเงินคืน และในระหว่างส่งประกัน ผู้เอาประกันยังได้รับเงินคืน ผลตอบแทน รวมถึงความคุ้มครองในประกันชีวิต และยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในประกันสะสมทรัพย์ไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

    การออมเงินโดยใช้ประกันสะสมทรัพย์นั้นอาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการซื้อกองทุน อีกทั้งยังสามารถเลือกทำประกันได้ตั้งแต่ระยะเวลา 3 ปี หรืออาจยาวนานไปกว่า 30 ปี พร้อมกับสามารถกำหนดอายุผู้ขอเอาประกันเพื่อวางแผนการเงินให้กับคนที่อยู่ข้างหลังได้อีกด้วย แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันสะสมทรัพย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนยังไงดี สามารถสอบถามและปรึกษาการลงทุนกับประกันสะสมทรัพย์ได้ที่ธนาคารกรุงศรีทุกสาขาทั่วประเทศ

    อายุที่สามารถซื้อประกันสะสมทรัพย์ได้จะแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละบริษัทประกัน โดยทั่วไปแล้วจะรับตั้งแต่อายุ 1 เดือน หรือ 1 ปี ไปจนถึง 65 หรือ 75 ปี ขึ้นอยู่กับแบบประกันและบริษัทนั้นๆ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบเงื่อนไขอายุรับประกันของแต่ละแบบประกันกับบริษัทประกันโดยตรง

    ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีอายุน้อยกว่า 20 ปี หรือยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้รับทราบและเป็นเจ้าของกรมธรรม์ โดยเป็นผู้ชำระเบี้ยประกัน

    5.คริปโตเคอร์เรนซี

    สกุลเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี เป็นการลงทุนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพราะไม่เพียงแต่จะใช้ต้นทุนในการลงทุนที่ต่ำ ถึงขนาดที่ผู้ให้บริการบางรายเปิดวงเงินลงทุนเริ่มต้นในราคาหลักสิบเท่านั้น นอกจากนี้การลงทุนกับคริปโตเคอร์เรนซีทำงานอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ที่สามารถโอนและแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกอีกด้วย

    แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนออนไลน์อย่างคริปโตเคอร์เรนซีนั้น ถือเป็นการลงทุนที่มีความผันผวนสูง หากใครต้องการกระโดดเข้ามาในสนามการลงทุนนี้ก็อย่าลืมศึกษาสกุลเงินดิจิทัลเหรียญที่สนใจให้ดี พร้อมหาเวลาวางแผนเพื่อบริหารความเสี่ยงในการลงทุนประกอบกันไปด้วย

    ปัจจุบันผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีได้ โดยต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ และสำหรับผู้ที่มีอายุ 18-20 ปีบริบูรณ์ จะต้องยื่นเอกสารยินยอมจากผู้ปกครองด้วย ส่วนผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปสามารถเข้าทำธุรกรรมได้โดยตรงตามกฎหมาย

    6.การลงทุนในตัวเอง

    นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมหาวิทยาลัย การลงทุนในตัวเองไม่ได้หมายถึงแค่การเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น แต่คือ

    พัฒนาทักษะใหม่ๆ เช่น ภาษาต่างประเทศ, การเขียนโค้ด, การตัดต่อวิดีโอ, การออกแบบกราฟิก หรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่สนใจ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าในอนาคตและสร้างรายได้เสริมได้

    สร้างเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรมชมรม สัมมนา หรืองานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ อาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่สนใจ เครือข่ายเหล่านี้อาจนำไปสู่โอกาสในการทำงานหรือธุรกิจในอนาคต

    พัฒนา EQ และ Soft Skill: เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหา การคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในทุกอาชีพ

    การลงทุนตรงส่วนนี้สามารถทำได้ทุกช่วงวัย ไม่มีการจำกัดอายุ หากแต่ใครเริ่มก่อน ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จก่อนนั่นเอง

    คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับนักศึกษา

    1.การลงทุนควรเริ่มจากน้อยไปหามาก ไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ในการเริ่มต้น ลองแบ่งเงินค่าขนม หรือเงินที่ได้จากการทำงานพาร์ทไทม์มาลงทุนเดือนละไม่กี่ร้อยหรือพันบาท

    2.ศึกษาข้อมูลอยู่เสมอ โลกของการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ติดตามข่าวสาร อ่านหนังสือ บทความ หรือเข้าร่วมสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุน

    3.อดทนและสม่ำเสมอ การลงทุนเป็นการเดินทางระยะยาว ผลตอบแทนที่ดีมักมาจากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอและอดทนรอ

    4.อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ระวังการลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ หรือการลงทุนที่ฟังดูดีเกินจริง

    5.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน

    ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นอะไรที่เต็มไปด้วยสีสัน ความฝัน และโอกาส แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นวางรากฐานให้กับอนาคต ซึ่งเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ ถ้าเราเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ และดูแลมันอย่างสม่ำเสมอ ในอนาคตต้นไม้ต้นนี้ก็จะเติบโตอย่างแข็งแรงและออกผลให้เราได้เก็บกินตลอดไป เช่นเดียวกับการลงทุนที่ควรเริ่มต้นตั้งแต่ มหา’ลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2879367&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m_iUvKzT_y31b6mDaHi3L

  • โลกร้อนทำคนแก่เร็วขึ้น งานวิจัยชี้ผลต่อสุขภาพระยะยาว

    โลกร้อนทำคนแก่เร็วขึ้น งานวิจัยชี้ผลต่อสุขภาพระยะยาว

    โลกร้อนทำคนแก่เร็วขึ้น งานวิจัยชี้ผลต่อสุขภาพระยะยาว

      งานวิจัยใน Nature Climate Change พบว่าการสัมผัสคลื่นความร้อนซ้ำ ๆ เร่งให้คนแก่เร็ว โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้งและคนชนบท เสี่ยงต่อโรคและภาระสุขภาพในอนาคต

    ทุกคนคงเคยรู้สึกเหนื่อยล้าและขาดน้ำเมื่ออยู่กลางอากาศร้อนเป็นเวลานาน แต่การวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผลกระทบจากการสัมผัสกับความร้อนจัดไม่ได้จำกัดแค่ในช่วงคลื่นความร้อนเท่านั้น การเผชิญกับอุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่องยังอาจทำให้ร่างกายแก่เร็วขึ้น

    การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ในวารสาร Nature Climate Change พบว่า การเผชิญคลื่นความร้อนซ้ำ ๆ มีความเชื่อมโยงกับการเร่งอายุชีวภาพและเพิ่มความเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพ โดยยิ่งบุคคลสัมผัสเหตุการณ์ความร้อนสุดขั้วมากเท่าใด ร่างกายก็ยิ่งแก่เร็วขึ้นเท่านั้น

    นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์จากประชาชนเกือบ 25,000 คนในไต้หวัน ตลอดช่วงเวลา 15 ปี ระหว่างปี 2008 ถึง 2022 ซึ่งภูมิภาคดังกล่าวประสบกับคลื่นความร้อน 30 ครั้ง (นิยามโดยนักวิจัยว่าเป็น ช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงติดต่อกันหลายวัน)

    นักวิจัยคำนวณอายุของบุคคลจากผลการทดสอบทางการแพทย์หลายด้าน อาทิ การทำงานของตับ ปอด และไต ความดันโลหิต และระดับการอักเสบ จากนั้นนำข้อมูลที่อยู่ของผู้เข้าร่วมในช่วงสองปีก่อนเข้ารับการตรวจ มาเปรียบเทียบกับอุณหภูมิที่บุคคลเหล่านั้นน่าจะได้รับผลกระทบ

    ผลการศึกษาพบว่า ยิ่งบุคคลเผชิญคลื่นความร้อนมาก ร่างกายก็ยิ่งแก่เร็วขึ้น โดยทุกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิสะสม 1.3 องศาเซลเซียส ทำให้อายุชีวภาพเพิ่มขึ้นราว 8-12 วัน โดยแรงงานใช้กำลังและผู้ที่อาศัยในชนบทได้รับผลกระทบทางสุขภาพสูงที่สุด

    แม้ตัวเลขดูเหมือนจะเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมเป็นเวลานานและในระดับประชากร ผลกระทบนี้สามารถมีนัยสำคัญต่อสาธารณสุขได้ 

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้คลื่นความร้อนเกิดถี่และรุนแรงขึ้นทั่วโลก ปี 2024 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติเดิมในปี 2023 งานวิจัยจาก Climate Central ระบุว่า เมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา 247 เมือง มีถึง 88% ที่พบจำนวนวันร้อนจัดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1970

    แบบจำลองภูมิอากาศยังชี้ว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่า มีโอกาส 70% ที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิห้าปีในช่วง 2025–2029 จะสูงกว่าระดับ 1.5 องศาเซลเซียส

    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การหาทางออกเพื่อรับมือกับความร้อนสุดขั้วจะยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/637456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oVcOd6DsPk6p3AIaBWeoT

  • เร่ง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ฟังความเห็นประชาชน ร่วมกำหนดนโยบาย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่ง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ฟังความเห็นประชาชน ร่วมกำหนดนโยบาย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่ง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ฟังความเห็นประชาชน ร่วมกำหนดนโยบาย

    สภาผู้บริโภค เกาะติด “พ.ร.บ.ตั๋วร่วม” หลังผ่านวาระ 3 ก้าวสำคัญสู่ขนส่งสาธารณะเป็นธรรม พร้อมย้ำรับฟัง “เสียงประชาชน” ร่วมกำหนดราคาเพื่อประโยชน์สูงสุด

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมฯ หรือ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม และร่างพระราชบัญญัติรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 ในวาระที่ 2-3 นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายให้เกิดขึ้นจริง สภาผู้บริโภคย้ำต้องรับฟังความเห็นประชาชนร่วมกำหนดราคา สร้างความพึงพอใจสูงสุด

    เร่ง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ฟังความเห็นประชาชน ร่วมกำหนดนโยบาย

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นว่า การมีกฎหมายตั๋วร่วมคือ ก้าวใหญ่ของการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านการเดินทาง เพราะช่วยลดความยุ่งยากในการใช้บริการรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ และระบบขนส่งสาธารณะต่าง ๆ พร้อมทั้งสอดรับกับนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้โดยสารได้จริง

    สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม คือ การวางกรอบการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบได้สะดวกขึ้น โดยกฎหมายจะกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีตั๋วร่วม กำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ตั้งกองทุนส่งเสริมตั๋วร่วม และกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตเพื่อเข้าร่วมระบบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชน สนับสนุนการใช้ขนส่งสาธารณะ และลดก๊าซเรือนกระจก 

    ที่สำคัญ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังได้กำหนดให้มี คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ซึ่งมี ประธานสภาผู้บริโภค ร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการโดยตำแหน่ง ถือเป็นครั้งแรกที่เสียงของผู้บริโภคจะได้มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในการกำหนดทิศทางและกำกับดูแลระบบตั๋วร่วมตั้งแต่ระดับนโยบาย

    นอกจากนี้ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมยังครอบคลุมการเดินทางทางถนน ทางราง และทางน้ำในฐานะขนส่งสาธารณะทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด และยังมีกองทุนสนับสนุนตั๋วร่วมเพื่อช่วยเหลือทั้งผู้โดยสารและผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงระบบบริการตั๋วร่วมอีกด้วย

    “การมีผู้แทนจากสภาผู้บริโภคในคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม ถือเป็นหลักประกันสำคัญว่า ประชาชนจะไม่ถูกมองข้าม และจะมีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการจริงเข้าไปอยู่ในโต๊ะตัดสินใจ” คงศักดิ์กล่าวย้ำ

    อย่างไรก็ตาม หัวใจของระบบนี้ยังขึ้นอยู่กับการออกกฎหมายลูกที่รัดกุม และการเจรจาปรับสัญญาสัมปทานกับเอกชนที่ต้องทำอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม

    ผู้ช่วยเลขาคณะอนุกรรมการฯ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งเปิดพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำนโยบาย และวางระบบติดตามประเมินผล เช่น ความพึงพอใจของผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเที่ยว และจำนวนผู้ใช้บริการจริง

    “พ.ร.บ.ตั๋วร่วมผ่านวาระ 3 เป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือการทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นจริง โปร่งใส และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค และการมีสภาผู้บริโภคในคณะกรรมการ จะเป็นกลไกที่ช่วยค้ำประกันว่าเสียงประชาชนจะถูกได้ยิน” คงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สภาฯ เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ และ ร่าง พ.ร.บ.รฟม. ผ่านวาระ 3 ฉลุย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/30082568_common-ticket_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YQNK0rEUIm4YYQb4rAaLJ

  • ีรวานี: อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

    ีรวานี: อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

    อีรวานี: อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

    เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ:
    🔹การกระทำของสามประเทศยุโรปในการใช้กลไก Snapback เป็นการบิดเบือนความจริง ที่ให้รางวัลแก่ผู้ละเมิด แต่กลับลงโทษเหยื่อ
    🔹อิหร่านยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาอย่างเป็นธรรมกับไตรภาคียุโรปเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์
    🔹การตัดสินใจของไตรภาคีในการรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตร จะบ่อนทำลายความร่วมมือของอิหร่านกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และก่อให้เกิดความตึงเครียดที่ไม่จำเป็นและยั่วยุ
    🔹อิหร่านสนับสนุนร่างมติของรัสเซียและจีนเกี่ยวกับการขยายเชิงเทคนิคของมติ 2231 เกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์

  • อบอุ่นหัวใจ! 34 เยาวชนไทยร่วมกิจกรรม One School One Country แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนที่ฟิลิปปินส์

    อบอุ่นหัวใจ! 34 เยาวชนไทยร่วมกิจกรรม One School One Country แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในงานแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนที่ฟิลิปปินส์

    นางจิรวรรณ สุตสุนทร รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันนี้ 29 สิงหาคม 2568 กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้นำเยาวชนไทยทั้ง 34 คน ที่เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนครั้งที่ 14 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เข้าร่วมกิจกรรม “หนึ่งประเทศ หนึ่งโรงเรียน” (One School One Country) เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพก็คือประเทศสาธารณฟิลิปปินส์ โดยมีเยาวชนที่เข้าร่วมแข่งขันอีก 9 ประเทศอาเซียนได้เรียนรู้อีกด้วย

    ทั้งนี้ เยาวชนจะได้ทัศนศึกษาในโรงเรียน Fort Bonifacio ที่ตั้งอยู่ใน West Rembo, Makati City ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2489 เดิมเป็นที่ปฏิบัติการสำหรับทหาร แต่ในปี พ.ศ. 2501 ได้กลายเป็นโรงเรียนรัฐบาลเต็มรูปแบบ และปัจจุบันเป็นโรงเรียนมัธยมที่รับนักเรียนระดับเกรด 7-12 ซึ่งเปิดสอนหลักสูตร Senior High School (SHS) สายกีฬาและสายสายอาชีพ (TVL)

    รองจิรวรรณ กล่าวต่อไปว่า เยาวชนไทยได้รับการต้อนรับด้วยเพลงชาติฟิลิปปินส์ บรรเลงโดยวงประสานเสียงจากโรงเรียนมัธยมปิโตโก ต่อด้วยเพลงชาติไทย เพลงอาเซียน และเพลงประจำเมืองตากีก หลังจากนั้น ดร. เบียทริซ ดี มากวยกาด หัวหน้าโครงการด้านการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและการดำรงชีวิต กล่าวรายละเอียดของกิจกรรม และ ดร. อเลซานเดอร์ เอสโกเต้ ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวต้อนรับและเปิดกิจกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ เยาวชนของไทยได้ร่วมทำกิจกรรมหลากหลายโดยทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้ได้สันทนาการ อย่างสนุกสนาน ชื่นมื่น และได้รับความรู้ไปพร้อมๆ กัน

    กิจกรรมนี้ช่วยให้เยาวชนได้ผ่อนคลายความตึงเครียด และกดดันหลังจากเสร็จสิ้นในสนามแข่ง และในวันพรุ่งนี้ (30 ส.ค. 68) จะมีพิธีปิดการแข่งขัน และมอบเหรียญรางวัลอย่างเป็นทางการ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทุกท่านร่วมส่งกำลังใจช่วยลุ้นเหรียญเยาวชนไทย ซึ่งสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือ WorldSkills Thailand หรือ WorldSkills Manila 2025 ได้ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป รองอธิบดีจิรวรรณ กล่าวท้ายสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952738&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lZPJIxRMlJt8nBQ1FVlhN