Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โพล ชี้ รัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำงานลำบาก แต่เชื่ออยู่ครบ 4 เดือน

    โพล ชี้ รัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำงานลำบาก แต่เชื่ออยู่ครบ 4 เดือน


    นิด้าโพล เผย 35.88% มอง รัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำงานลำบาก ต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด 56.26% เชื่ออยู่ครบ 4 เดือนขณะที่ 30.38%ค่อนข้างเห็นด้วย ปชน.หนุน “อนุทิน” นายกฯ และ 32.98% เห็นด้วยมากปชน.ไม่ร่วมรบ.

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.88 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด รองลงมา ร้อยละ 30.31 ระบุว่า การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร้อยละ 23.21 ระบุว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร้อยละ 23.05 ระบุว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ทำงานได้ราบรื่น จากการสนับสนุนของพรรคประชาชน ร้อยละ 21.45 ระบุว่า ในท้ายที่สุด รัฐบาลจะขัดแย้งกับพรรคประชาชน ร้อยละ 10.61 ระบุว่า ในท้ายที่สุด ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จะถูกฉีก ร้อยละ 10.53 ระบุว่า รัฐบาลอยู่ไประยะหนึ่ง จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเอง ร้อยละ 8.17 ระบุว่า คุณอนุทิน ควรรอเป็นนายกฯ ของรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ร้อยละ 5.34 ระบุว่า พรรคประชาชนควรเข้าร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ในท้ายที่สุด พรรคประชาชนจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยล้มรัฐบาล และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อระยะเวลาในการบริหารรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 56.26 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานกว่า 4 เดือน ร้อยละ 14.58 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 4 เดือน และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.38 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 23.13 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 22.67 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.98 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 23.35 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 22.52 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.18 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.13 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.69 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.91 สมรส และร้อยละ 2.14 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.15 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.11 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.67 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.84 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.80 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 11.91 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.18 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.28 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.21 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.62 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.11 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.17 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.51 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 13.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.03 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 3.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35367&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XUnSkesAv3eQ7-gNExIQI

  • ปลาใต้ทะเลลึกไม่ได้น่ากลัวไปซะหมด! นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    ปลาใต้ทะเลลึกไม่ได้น่ากลัวไปซะหมด! นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    ปลาใต้ทะเลลึกไม่ได้น่ากลัวไปซะหมด! นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    นักวิทยาศาสตร์รายงานพบ “สเนลฟิช” สายพันธุ์ใหม่ใต้ทะเลลึก มีสีชมพู รูปร่างหน้าตาน่ารักจนอยากเรียกว่า “ไอต้าว”

    ใต้ทะเลลึกที่มืดมิดและเต็มไปด้วยแรงดันมหาศาล ยังคงเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่รอคอยการค้นพบ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีหน้าตาที่น่ากลัวหรือแปลกประหลาด แต่ในขณะเดียวกัน หลายครั้งสิ่งมีชีวิตที่พบนั้นอาจ “น่ารัก” ในแบบที่เราคาดไม่ถึง!

    สถาบันวิจัยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Monterey Bay Aquarium Research Institute (MBARI) รายงานการค้นพบ “สเนลฟิช” (Snailfish) สายพันธุ์ใหม่จำนวน 3 สายพันธุ์ จากการสำรวจพื้นที่บริเวณ Monterey Canyon นอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

    Monterey Bay Aquarium Research Institute
    นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    หนึ่งในปลาสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบมีลักษณะเป็นปลาสีชมพู ตัวตะปุ่มตะป่ำ มีตาสีฟ้า และมีรยางค์คล้ายเครา ดูน่ารักน่าชังตะมุตะมิอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกบันทึกภาพขณะลอยอยู่เหนือพื้นโคลนของ Monterey Canyon ที่ความลึกมากกว่า 3,300 เมตร

    สเนนลฟิชถือเป็นปลาที่แปลกแม้แต่ตามมาตรฐานของสัตว์ทะเลลึก บางชนิดมีจุกดูดที่หน้าท้องซึ่งช่วยให้พวกมันเกาะติดก้อนหินหรือเกาะติดสัตว์อื่น ๆ ได้

    ปัจจุบัน ปลาสเนลฟิชถูกค้นพบแล้วมากกว่า 400 สายพันธุ์ อาศัยอยู่ในระบบนิเวศหลากหลาย ตั้งแต่แอ่งน้ำตื้นไปจนถึงร่องลึกที่ลึกที่สุดในโลก

    ทีมนักวิทยาศาสตร์ MBARI พบมันในปี 2019 ขณะใช้ยานพาหนะควบคุมระยะไกลเพื่อสำรวจ Monterey Canyon แต่เพิ่งเปิดเผยการค้นพบเมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Careproctus colliculi

    Monterey Bay Aquarium Research Institute
    นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    ส่วนสเนลฟิชอีก 2 สายพันธุ์ที่พบนั้น พบที่ความลึก 4,000 เมตร ได้แก่ สเนลฟิชที่มีสีดำสนิท ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Careproctus yanceyi และสเปนลฟิชที่มีลักษณะเพรียวบาง ตั้งชื่อว่า Paraliparis em

    แม็กเคนซี เจอร์ริงเกอร์ รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก หัวหน้าทีมผู้ค้นพบ กล่าวว่า “นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศแล้ว ปลาสเนลฟิชยังเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษาวิวัฒนาการในมหาสมุทรลึกภายในวงศ์เดียวกัน”

    เจอร์ริงเกอร์เสริมว่า “การเปรียบเทียบสเนลฟิชที่อาศัยอยู่ใต้น้ำตื้นกับญาติที่อาศัยอยู่ใต้น้ำลึก ช่วยให้เราเข้าใจถึงการปรับตัวที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในทะเลลึกได้ดียิ่งขึ้น”

    เจอร์ริงเกอร์บอกอีกว่า “การแยกแยะสเนลฟิชออกจากกันเป็นเรื่องน่าฉงน เราต้องพิจารณาลักษณะต่าง ๆ อย่างละเอียด เช่น จำนวนกระดูกสันหลังและครีบ ตำแหน่งของรูรับความรู้สึก และรูปร่างและขนาดของจานดูดชนิดพิเศษที่ปลาบางชนิดใช้ติดท้องกับหิน”

    ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลการวัดและศึกษาลักษณะต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลทางพันธุกรรม เพื่อเปรียบเทียบตัวอย่างใหม่กับสเนลฟิชสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยพบ “ด้วยหลักฐานใหม่แต่ละชิ้น ทำให้เห็นได้ชัดว่าปลาทั้งสามชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการระบุชนิด และวิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้จักมาก่อน”

    ผลการค้นพบของทีมวิจัยไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าปลาสเนลฟิชยังคงเจริญเติบโตได้ดีในระดับความลึกที่ลึกเช่นนี้ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งแวดล้อมที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นยังคงรอการค้นพบอยู่

    “การเข้าถึงมหาสมุทรลึกเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการวิจัยนี้ และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และลูกเรือ การค้นพบสายพันธุ์ใหม่ใต้ทะเลลึกต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้คนจำนวนมาก โดยทุกคนต้องนำความเชี่ยวชาญมารวมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน” เจอร์ริงเกอร์กล่าว

    เธอเสริมว่า “การที่มีปลาสเนลฟิช 2 สายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการระบุชนิด ถูกเก็บรวบรวมจากสถานที่เดียวกัน ในการดำน้ำครั้งเดียวกัน ณ ส่วนหนึ่งของทะเลลึกที่มีการศึกษาดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แสดงให้เห็นว่าเรายังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของเราอีกมาก”

    เรียบเรียงจาก Live Science

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/256959&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rso2UAXaZx8IGf_tYKCKK

  • ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GGgRgCEpbp18HlwLQVgj6

  • “สภาอุตสาหกรรมโคราช” ห่วงเปิดด่านชายแดน ดันต้นทุน-บาทแข็ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    “สภาอุตสาหกรรมโคราช” ห่วงเปิดด่านชายแดน ดันต้นทุน-บาทแข็ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    13 กันยายน 2568 08:40 น. ประสิทธิ์วนะชกิจ/ข่าวนครราชสีมา ภูมิภาค

    วันที่ 13 กันยายน 2568 นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเปิดด่านชายแดนกับประเทศกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดนครราชสีมา แม้โคราชจะไม่มีพื้นที่ติดชายแดนโดยตรง แต่การค้าชายแดนกลับมีผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างมันสำปะหลัง ที่ช่วงปิดด่านทำให้หัวมันจากฝั่งกัมพูชาลดลง กระทบต่อปริมาณที่ลานมันและโรงงานได้รับ

    ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมระบุว่า สิ่งสำคัญคือความมั่นคงของประเทศ โดยกองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทสำคัญในการดูแลสถานการณ์ชายแดนให้คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าระหว่างไทย–กัมพูชามีมากกว่า 160,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อด่านปิด ผู้ประกอบการต้องใช้เส้นทางลาวในการส่งออกสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังซบเซา

    สำหรับเอสเอ็มอีในโคราช คาดว่าผลกระทบไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากธุรกิจที่พึ่งพาชายแดนมักอยู่ใกล้พื้นที่แนวชายแดนโดยตรง แต่โรงงานที่ใช้วัตถุดิบจากกัมพูชายังต้องหาทางชดเชย แม้จะกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังจับตานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น “คนละครึ่ง” ที่อาจช่วยเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศสูงกว่าคู่แข่งราว 10–15% ส่งผลให้เสียเปรียบด้านการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมย้ำว่า สิ่งที่ต้องการที่สุดจากรัฐบาล คือการรักษาความมั่นคงชายแดนควบคู่กับการเร่งเจรจาเปิดการค้า เพราะหากทำได้ทั้งสองด้าน จะเป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1so3X_XKzLVwmcf-RTDPE7

  • “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” เตือน! อย่าให้เกิดทุจริต เล่นพรรคเล่นพวก คนในรัฐบาลฝ่าฝืนกฎหมายเอง และควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่ระยะยาว

    วันที่ 13 ก.ย.2568 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมาก และรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคน ว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม แต่ก็ควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง

    ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ที่ชัดเจน

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุอีกว่า นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คือ อย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังมองว่า รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จึงควรมี กรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ.ชุดย่อย คือ

    1.กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ

    2.กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้

    3.กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ ดร.สมเกียรติ เผยว่า ต้องปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    RELATED

    TOP การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/256978/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aiMThmTigB3H-37oi8XUW

  • เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    • เผยแพร่ : 13/09/2025 15:45

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1313284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sCPipSBhP1WbrKlMexF8k

  • ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    ‘สสว.’ หนุน SMEs สร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ ปั๊มเศรษฐกิจ 20 ล้าน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการยกระดับผู้ประกอบการ ให้สามารถสร้างโมเดลธุรกิจบริการใหม่ (New Service Business Model) เพื่อการเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    โดยดำเนินการผ่านจัดโครงการสร้างนวัตกรรมบริการไทยเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน (Build ThailandInnovation Service) ปีงบประมาณ 2568 ผ่านกิจกรรม Hackathon เอาชนะปัญหาด้วยวิธีการใหม่

    ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ชนะเลิศจาก 2 รุ่น จำวน 10 กิจการ ได้รับโอกาสการเชื่อมโยงทางการตลาด เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 และ 75 สร้างมูลค่าทางเศรษกิจตลอดโครงการมากกว่า 20 ล้านบาท

    สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น เปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนิติบุคคล ภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมที่พัก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับการพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจเชิงการจัดการ 

    และสร้างนวัตกรรมธุรกิจภาคบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ดี หนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับ คือ การพัฒนาทักษะองค์ความรู้ทางธุรกิจในรูปแบบเครือข่ายผ่านกิจกรรมต่างๆ

    โดยล่าสุดได้คัดเลือกผู้ประกอบการผลจากการดำเนินกิจกรรม Hackathon จำนวน 6 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 74 ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกรายได้รับการพัฒนาเชิงลึก และรับการคัดเลือกจำนวน 4 กิจการ เข้าร่วมงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638777&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ngjZU6PCCvgjMdwyHukz-

  • ‘เจนz’กับความเชื่อเรื่อง’ตายแล้วสูญ’

    ‘เจนz’กับความเชื่อเรื่อง’ตายแล้วสูญ’

    อาจด้วยเหตุเพราะหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน คือเรื่อง ปรัชญาอินเดีย เรียบเรียงโดย อดิศักดิ์ ทองบุญ ซึ่งราชบัณฑิตยสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เป็นหนังสือที่ต้องหยิบมาอ่านแล้ว-อ่านเล่า จนปาเข้าไปประมาณเที่ยวที่ 10 ไปแล้วเห็นจะได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่ทำให้เรื่องยากๆ อย่างเรื่องปรัชญา อภิปรัชญา ไม่ว่าที่มีอยู่ในศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ฮินดู หรือแม้แต่ลัทธินอกศาสนาครั้งโบร่ำโบราณของชาวอินเดีย อย่างลัทธิจารวาก ฯลฯ กลายเป็นเรื่องที่สามารถ เข้าถึง-เข้าใจ ได้ง่ายๆ โดยอาศัยประสบการณ์ การเรียนรู้ ของผู้ที่จบปริญญาโทด้านศาสนาและปรัชญา จากมหาวิทยาลัยพาราณสีในอินเดีย ต่างไปจากประเภทดอกเตอร์ นักวิชาการที่ไปเรียนรู้ปรัชญา อภิปรัชญา จากพวกฝรั่งตะวันตก แล้วมักถนัดในการทำให้เรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากซะเป็นส่วนใหญ่ จนส่งผลให้ผู้ที่สนใจในเรื่องราวเหล่านี้ แทบไม่ต่างอะไรไปจาก คนตาดี ที่ถูก คนตาบอด ลากไปปล้ำในถ้ำที่มืดมิด อะไรทำนองนั้น…

    ด้วยเหตุนี้…การที่ศาสตราจารย์พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในคณะราชบัณฑิตยฯ ท่านตอบสนองข้อเสนอของเลขานุการสำนักราชบัณฑิตยฯ อาจารย์ นิคม จันทรวิทุร ด้วยการศึกษา ค้นคว้าเรื่องราวที่ท่านถนัดและเชี่ยวชาญ นั่นคือเรื่องของอภิปรัชญากับ ความเชื่อ ของผู้คนในสังคมไทย ที่ได้กลายมาเป็นบทบรรยายและกลายเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่อง การทรงเจ้า-เข้าผี จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ จนต้องวานให้น้องๆ ไปขวนขวายหามาอ่านให้จงได้ และก็ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ อ่านหนังสือเล่มบางๆ แค่ประมาณ 130 หน้า จบลงไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ต่อ เหตุผล และ ข้อสรุป ของผู้ที่เต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องราวที่สุดแสนจะลึกซึ้ง ไปจนถึงความเฉียบขาด แหลมคม ในการอธิบาย ขยายความ ถึงสิ่งที่ มองเห็น และ มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นผี สาง นางไม้ เทวดา มนุษย์ เปรต โลกนี้หรือโลกหน้า ฯลฯ

    นอกเหนือไปจากการศึกษา ค้นคว้า ของอาจารย์ อดิศักดิ์ โดยตรงแล้ว ยังได้นำความคิด ความเห็น เพิ่มเติมจากบรรดาราชบัณฑิตยฯ ในขณะนั้น ไม่ว่าอาจารย์ จำนง ทองประเสริฐ, อมร รักษาสัตย์, วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ชัยอนันต์ สมุทวณิช, กีรติ บุญเจือ, ลิขิต ธีรเวคิน ฯลฯ มาใช้เป็นองค์ประกอบ ในการทำความเข้าใจถึงความคิด ความเชื่อ ของผู้คนในสังคมไทย ไม่ว่าตั้งแต่ครั้งที่ยังนับถือผี สาง นางไม้ ไปจนเมื่อครั้งพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทอันพอที่จะเห็นความผสมกลมกลืนกันได้ไม่ยาก เพราะต่างก็มี พื้นฐานแห่งความคิด-ความเชื่อ ในบางด้าน ไม่ถึงกับผิดแผก แตกต่าง ไปจากกันมากมายซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะความเชื่อในการ มีอยู่จริง ของโลกนี้-โลกหน้า การเวียนว่าย-ตาย-เกิด นรก-สวรรค์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆ ไม่คิดจะเชื่อ หรือไม่อยากจะเชื่อ ชนิดแทบไม่ต่างอะไรไปจากพวก ลัทธิจารวาก ในอินเดีย รุ่นก่อนหน้าพระพุทธเจ้า ที่ถูก ศาสนา ต่างๆ ลบหายไปจากสังคมอินเดียตั้งแต่ไม่รู้กี่ต่อกี่พันปีมาแล้ว…

    หรือพูดง่ายๆ ว่า…การศึกษา ค้นคว้า การนำเสนอต่อราชบัณฑิตยสภา ที่กลายเป็นหนังสือเรื่อง การทรงเจ้า-เข้าผี ของอาจารย์ อดิศักดิ์ ทองบุญ เล่มนี้ คงมุ่งที่จะปฏิเสธความเชื่อประเภท ตายแล้วสูญ ของบรรดาพวกคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่หลง ละเมอ เพ้อพก อยู่กับแนวคิดตะวันตก จนทำให้สิ่งใดๆ ที่ มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่ ไม่มีอยู่จริง ไปซะทั้งสิ้น ทั้งปวง และนั่นเอง…ที่อาจเป็น เหตุปัจจัย สำคัญเอามากๆ อันทำให้ไม่ว่าสังคมไทยหรือสังคมโลก ต่างเต็มไปด้วยความสับสน อลหม่าน ความก้าวร้าว รุนแรง โหดเหี้ยม อำมหิต ไร้ความสุข ความสงบ สันติภาพ สันติธรรม ฯลฯ ยิ่งเข้าไปทุกที…

    ชนิดแม้กระทั่งสังคมอันเป็นที่เกิด ที่กำเนิด ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าง สังคมเนปาล ทุกวันนี้ ใครที่มีโอกาสได้เห็นข่าวคราวเรื่องคนรุ่นใหม่ประเภทที่ถูกเรียกว่า เจน Z ทั้งหลาย บุกไปรุมกระทืบรัฐมนตรีรายต่างๆ แทบสลบคาเท้า บุกไปเผาบ้านนายกรัฐมนตรี เผาภรรยานายกรัฐมนตรีขณะยังเป็นๆ ด้วยเหตุเพราะไม่พอใจที่ถูกบีบบังคับในเรื่องการเล่นโซเชียลมีเดียเท่านั้นเอง ก็อาจพอเข้าใจได้ว่า ความเชื่อเรื่อง ตายแล้วสูญ นั้น เป็นอะไรที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าชิงชังขยะแขยงไปถึงขั้นไหน??? เพราะขนาดยังไม่ได้ตาย สิ่งที่บรรดา เจน Z เหล่านี้ได้กระทำ หรือได้ ก่อกรรม ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ย่อมทำให้เขาทั้งหลายมีสภาพไม่ต่างไปจาก สัตว์นรก เปรต หรือ อสุรกาย ฯลฯ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาไปทำความเข้าใจกับเรื่องที่สุดแสนจะลึกซึ้ง อย่างเรื่องโลกนี้-โลกหน้า เรื่องชีวิตหลังความตาย หรือเรื่องจิตวิญญาณ ฯลฯ ใดๆ เอาเลยก็ว่าได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/861123/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DOagNvvwcIPb3WDp5ffb8

  • “ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ทีม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช” คว้าแชมป์ การแข่งขันตอบปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568

    “ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ทีม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช” คว้าแชมป์ การแข่งขันตอบปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568

    วันนี้ (13 กันยายน 2568) นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายทั่วประเทศเนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568 รอบชิงชนะเลิศชิงถ้วยรางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษา โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ห้อง 601 ชั้น 6 อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

    การจัดการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเป็นกิจกรรมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2554 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ด้วยการเผยแพร่พระประวัติและพระกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ท่าน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่สำคัญ และจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยใช้กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ความเข้าใจในหลักกฎหมาย และมีความสนใจศึกษากฎหมายมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติและสังคม

    สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยจัดให้มีการแข่งขัน 2 รอบ คือ รอบคัดเลือก ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันขึ้นในส่วนภูมิภาคแบ่งตามเขตอำนาจศาลในสังกัดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคทั้ง 9 ภาค และการแข่งขันในส่วนกลางกรุงเทพมหานคร

    โดยมีทีมที่เข้าร่วมโครงการทั้งประเทศรวม 509 ทีม ประกอบด้วย ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 345 ทีม และระดับอุดมศึกษา จำนวน 164 ทีม ซึ่งมีทีมที่ชนะผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือก ทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา รวมทั้งสิ้นจำนวน 64 ทีม ขณะที่รอบชิงชนะเลิศ ได้ดำเนินการแข่งขันเสร็จสิ้นในวันนี้แล้ว

    โดยทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชนะเลิศระดับอุดมศึกษา ได้รับโล่รางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีม A ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 80,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีม B ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    ​ขณะที่ผลการแข่งขันระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับโล่รางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 80,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี และโรงเรียนพรเจริญวิทยา จังหวัดบึงกาฬได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    ประธานศาลฎีกา กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าแข่งขันว่า กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจหลักกฎหมายให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายให้แก่เยาวชน ซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ที่ทรงมีคุณูปการต่อวงการกฎหมายและวงการศาลไทยอย่างอเนกอนันต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241524&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f49_08WkjQI_5S5EmXTMv

  • –

    –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/913882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZ-IWYQpr79Bo3LEJ9x0F