Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TDRI แนะว่าที่รมว.พลังงงาน เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ดันเศรษฐกิจฐานราก

    TDRI แนะว่าที่รมว.พลังงงาน เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนต้องการเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ 

    ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากต้องการมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย 

    และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  

    TDRI แนะว่าที่รมว.พลังงงาน เปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ต้องการเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ 

    ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น 

    ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ไทย+1 (Thailand Plus One)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/638779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UjwNcqM8gx5hk0dZ2Phg

  • ผลโพลชัด ‘คนไทย’ ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน

    ผลโพลชัด ‘คนไทย’ ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน

    14 ก.ย. 2568 – ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1. ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
    2. สร้างเงื่อนไขเจรจา กับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน
    3. เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ
    4. จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/861382/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KcWi6sR_agRK4abs9XkDB

  • ปลัดดีอี ไขปมร้อน ‘แค่ระงับวงเงิน ไม่ใช่อายัดบัญชี’ กำลังเร่งตรวจสอบเพิกถอน

    ปลัดดีอี ไขปมร้อน ‘แค่ระงับวงเงิน ไม่ใช่อายัดบัญชี’ กำลังเร่งตรวจสอบเพิกถอน

    วันนี้ (14 กันยายน 2568) จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสังคมออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาประชาชนหลายคนได้รับความเดือดร้อนจากการถูกอายัดบัญชีธนาคาร เพราะเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการบัญชีม้า

    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงว่า เช้าวันนี้ (14 กันยายน) ศูนย์รับเรื่องได้รับสายร้องเรียนจากประชาชนกว่า 600-700 สาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการอายัดบัญชีทั้งบัญชี

    พร้อมอธิบายว่า มาตรการดังกล่าว ‘ไม่ใช่การอายัดบัญชี’ แต่เป็นการ ‘ระงับวงเงินชั่วคราว’ ตามกรอบพระราชกำหนดว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการเงินและดึงเงินกลับคืนให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงได้

    “หากเงินที่ถูกโอนโดยมิจฉาชีพไหลไปอยู่ในบัญชีใด ธนาคารจะระงับเฉพาะจำนวนเงินที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ปิดบัญชีทั้งบัญชี ยกเว้นกรณีที่ตำรวจออกหมายอายัดตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้บัญชีไม่สามารถใช้งานได้เลย” ปลัดดีอีฯ ย้ำ

    และอธิบายว่า กลไกนี้ถูกกำหนดไว้ใน มาตรา 6 และมาตรา 7 ของพระราชกำหนด โดยธนาคารจะทำการระงับการทำธุรกรรมเฉพาะวงเงินที่เกี่ยวข้องกับการโอนที่ผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบชั่วคราวกับการใช้งานบัญชี เนื่องจากบางบัญชีมีการเคลื่อนไหวเงินต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ธนาคารหลายแห่งได้ขึ้นข้อความแจ้งเตือนในแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้งว่า ‘ถูกอายัด’ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าไม่สามารถใช้บัญชีได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงยังสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ เพียงแต่ไม่สามารถใช้เงินก้อนที่ถูกระงับไว้

    เปิดขั้นตอนขอเพิกถอนการระงับ

    ส่วนในกรณีที่เจ้าของบัญชีได้รับผลกระทบจากการระงับวงเงิน สามารถติดต่อขอเพิกถอนการระงับได้ โดยจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก

    1. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยธนาคารทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน
    2. ตรวจสอบพฤติกรรมบัญชี ร่วมกับตำรวจและศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่ามีลักษณะปกติหรือเข้าข่าย ‘บัญชีม้า’ หรือไม่
    3. ตรวจสอบวงเงินและความสมเหตุสมผล ว่าสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตตามปกติ และไม่ซ้ำซ้อนกับบัญชีที่ถูก ปปง. หรือหน่วยงานยุติธรรมอื่นอายัดไว้แล้ว

    หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีคำสั่งปลดการระงับธุรกรรมชั่วคราวได้ทันที

    สำหรับความกังวลว่ากระบวนการจะล่าช้า ปลัดดีอีฯ ยืนยันว่า การตรวจสอบใช้เวลาไม่นาน เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สามารถตรวจสอบจากธนาคารและเส้นทางการเงินได้ในไม่กี่นาที โดยล่าสุดได้มีการทดลอง (POC) ร่วมกับธนาคารหลายแห่ง พบว่าสามารถปลดการระงับได้รวดเร็วในหลายกรณี แต่ขณะเดียวกันก็พบว่ามีบัญชีจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง จึงไม่สามารถปลดล็อกได้

    อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพใช้ระบบการเงินในการกระทำความผิด พร้อมยืนยันว่าจะเร่งรัดกระบวนการให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด สามารถกลับมาใช้บัญชีและทำธุรกรรมได้ตามปกติ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนเกินความจำเป็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/de-mule-account-temporary-hold/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f3lUnW3MiWQCKtijR2Psr

  • ธปท. แจงปมอายัดบัญชี เกิดจากอะไร – จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง

    ธปท. แจงปมอายัดบัญชี เกิดจากอะไร – จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง

     
               ธปท. แจงปมอายัดบัญชีธนาคาร เร่งหารือร่วม ศปอท. – ธนาคาร ปรับแนวทางอายัดบัญชี ลดผลกระทบประชาชนสุจริต ชี้ใครโดนแล้ว จะยกเลิกอายัดยังไง 

    อายัดบัญชี เกิดจากอะไร - จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง

                 จากกรณีประชาชนจำนวนมากถูกอายัดบัญชีธนาคาร จนทำให้ยอดเงินติดลบ ไม่สามารถทำธุรกรรมได้ จนส่งผลกระทบในวงกว้างนั้น 

                 ล่าสุด (13 กันยายน 2568) เพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand รายงานว่า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีข่าวการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้านั้น บัญชีที่ได้รับผลกระทบจะเป็นบัญชีที่อยู่ในเส้นทางเงินที่รับโอนจากบัญชีม้าเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้า โดยขยายขอบเขตการติดตามเส้นทางเงินให้กว้างขึ้น เพื่อกักเงินที่โยงกับบัญชีม้ามาคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด จึงทำให้การระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากขึ้น

                 จากความกังวลที่เกิดขึ้น ธปท. ได้หารือกับ ศปอท. และ ธพ. แล้ว และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนสุจริต โดยจะมีการหารือร่วมกันพรุ่งนี้ (14 กันยายน) และจะเริ่มดำเนินการได้ทันที

                 สำหรับประชาชนสุจริตที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ท่านสามารถติดต่อยกเลิกการระงับ โดยติดต่อไปยังศูนย์ AOC 1441 ต่อ 2 ได้

                 อนึ่ง กรณีประชาชนพบว่ายอดเงินในบัญชีติดลบ นางสาวดารณี ชี้แจงว่า เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ 

                 – เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 มีการปรับปรุงข้อมูลรายการเคลื่อนไหวของเงินฝากช่วงสิ้นวันไม่ครบถ้วน ส่งผลให้บัญชีเงินฝากจำนวนหนึ่งมียอดเงินคงเหลือไม่เป็นปัจจุบัน ซึ่งธนาคารได้แก้ไขให้ถูกต้องเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา โดย ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทุกราย รวมถึงได้เข้าตรวจสอบและติดตามให้ธนาคารมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกในอนาคต ตลอดจนกำชับให้ทุกธนาคารมีมาตรการเชิงป้องกันเช่นกัน

                 – เกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งธนาคารให้อายัดเงินในบัญชีต้องสงสัย แต่เงินในบัญชีเหลือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ตำรวจแจ้งให้อายัด ระบบจึงแสดงยอดเงินในบัญชีติดลบ ซึ่งแต่ละธนาคารมีแนวทางการแสดงข้อมูลที่แตกต่างกัน โดย ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารเร่งสร้างความเข้าใจกับลูกค้าให้ชัดเจนแล้ว
     
                 ขณะที่เพจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า มาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ กำหนดระงับบัญชีต้องสงสัยชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ โดยใช้แนวทางนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งสามารถช่วยปิดกั้นเงินผิดกฎหมายได้

                 อย่างไรก็ตาม กรณีนี้หากกระทบกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง สามารถสอบถามข้อมูลกระบวนการการขอยกเลิกการถอนอายัด ได้ที่ ศูนย์ AOC 1441 กด 2

    อายัดบัญชี เกิดจากอะไร - จ่อปรับแนวทางอายัด ใครโดนแล้ว ทำยังไง  ภาพจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://money.kapook.com/view294961.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F1oFUI_dLLy2yH5bg60pS

  • ยูนนานพัฒนา “ป๋อซินวาน” จากอ่างเก็บน้ำสู่แหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน | เดลินิวส์

    ยูนนานพัฒนา “ป๋อซินวาน” จากอ่างเก็บน้ำสู่แหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน | เดลินิวส์

    โจว โหย่วกุ้ย วัย 60 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดชมวิวป๋อซินวาน ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอหลงชวน แคว้นปกครองตนเองเต๋อหง กลุ่มชาติพันธุ์ไทและจิ่งโพ ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้รับการกำหนดให้เป็นเขตทัศนียภาพแห่งชาติระดับ 3เอ เมื่อปี 2565 โจว ซึ่งมาจากหมู่บ้านอิงผาน ที่อยู่ใกล้เคียง ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ไซต์ดังกล่าว

    “ผมเคยปลูกผลไม้บนภูเขา แต่รายได้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศล้วน ๆ ตอนนี้ผมทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ได้เงินเดือน 3,000 หยวน (ราว 13,500 บาท) ต่อเดือน พร้อมอาหารสองมื้อต่อวัน” โจวกล่าว

    ชาวบ้านในหมู่บ้านอิงผานกว่า 50 คนถูกย้ายมาที่นี่เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างสถานีพลังงานน้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศมณฑลร่วมมือกับผู้พัฒนาเอกชน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่อ่างเก็บน้ำพลังน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของป๋อซินวาน

    พื้นที่ชมวิวซึ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2563 ให้บริการที่พักพร้อมอาหารเช้า 16 แห่ง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 ชั้น สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอาหาร ทางเดินริมทะเลสาบไม้ ชายหาดเทียม และเรือ สร้างให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่คึกคัก

    โครงการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมระยะเวลาสามปีได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับหมู่บ้านอิงผาน 1,980 ตารางเมตร ส่งผลให้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นเป็น 93% สหกรณ์หมู่บ้านมีรายได้ 190,000-200,000 หยวนต่อปี ผ่านโครงการแบ่งปันที่ดิน และเงินปันผลจะเพิ่มขึ้น 10% ทุกห้าปี
    “เมื่อปีที่แล้ว พื้นที่ชมวิวแห่งนี้ได้รับนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมประมาณ 25,000 คน และสร้างรายได้ประมาณ 5 ล้านหยวน (ราว 22.25 ล้านบาท)” หยาง อวี้เหิง หัวหน้าพื้นที่ชมวิวกล่าว.

    ข้อมูล-ภาพ : People’s Daily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5112022/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vV6iM-66eIycLMTCz6hTw

  • เปิด 3 กลยุทธ์ “SCB” ปรับตัว รับมือความท้าทายธุรกิจแบงก์-เศรษฐกิจ

    เปิด 3 กลยุทธ์ “SCB” ปรับตัว รับมือความท้าทายธุรกิจแบงก์-เศรษฐกิจ

    ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาปฏิวัติทุกวงการ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หากอุตสาหกรรมใดไม่มีการปรับตัว สุดท้ายก็จะได้เห็นการล้มหายตายจากกันไป 

    ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า “ไทยพาณิชย์” เป็นหนึ่งในผู้เล่นในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ที่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดนิ่ง หากมองเฉพาะในปี 2568 ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจลูกค้าบุคคล เป็น “กลุ่มธุรกิจ Consumer Banking” โดยการควบรวม 5 หน่วยงานทางด้านผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการเป็นหนึ่งเดียว 

    เน้นการบริหารและให้บริการด้วยแนวคิดที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยต้องการเป็นคู่คิดทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพครอบคลุมทุกช่วงชีวิตตั้งแต่การเริ่มต้นออมเงินเพื่อสร้างความมั่นคงจนถึงแผนการสืบทอดความมั่งคั่ง พร้อมกำหนดเป้าหมายการเป็น “ธนาคารที่ลูกค้าไว้วางใจในทุกช่วงชีวิต” ภายในปี 2571     

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ใน 3 ด้าน ได้แก่ 

    1) การเสริมแกร่งธุรกิจหลัก เน้นการรักษาคุณภาพและขยายธุรกิจหลักที่เป็นจุดแข็งและมีศักยภาพการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ ลูกค้าสถาบัน ทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลาง และลูกค้ารายย่อยที่ตอบโจทย์เรื่อง Wealth Management โดยจะทุ่มกำลังไปใน 2 เรื่องนี้  

    2) ปรับธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความคล่องตัวให้กับธุรกิจแบบทันที ด้วยการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับลดขนาดองค์กร โดยมองว่าในช่วง 5-10 ปีจากนี้ จะเริ่มเห็นขนาดของธนาคารลดลง ซึ่งในส่วนของไทยพาณิชย์ มีพนักงานประมาณ 18,000-19,000 คน มีการทยอยปรับลดลงดมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความยุติธรรม เหมาะสม และโปร่งใส คาดว่ามีความเป็นได้ที่จะได้เห็นเหลือหมื่นกลางถึงหมื่นต้น ในอนาคต 

    ส่วนสาขาของไทยพาณิชย์ ปัจจุบัน มีจำนวน 651 สาขา (รวมสาขา Express จำนวน 31 สาขา) ซึ่งจากนี้จนถึงสิ้นปี 2568 จะมีการทยอยปิดสาขาเพิ่มเติม โดยประเมินว่าในอนาคตจำนวนกว่า 500 สาขา เป็นจำนวนสาขาที่บริการได้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม โดยธนาคารต้องการผลักดันให้ลูกค้าใช้บริการการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทาง SCB EASY มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 17 ล้านราย

    รวมไปถึงส่งเสริมการให้บริการบนช่องทางดิจิทัลให้เป็นช่องทางหลัก โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของธนาคารพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้การทำงานใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้พนักงานมีความสามารถ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีความเข้าใจในด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาส่งเสริมการทำงานของธนาคาร

    3) ลงมือทำรวดเร็วและชัดเจน โดยกำหนดเป้าหมายและปฏิบัติงานสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนไป พร้อมติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด โดยไม่รอประเมินผลสิ้นไตรมาสหรือสิ้นปี 

    ทั้งนี้ การปรับกลยุทธ์ดังกล่าว เพื่อรับมือกับ 3 ความท้าทายทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ปัญหาหนี้ครัวเรือน ทำให้การเข้าสินเชื่อรายย่อยยังมีข้อจำกัด และภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว รวมไปถึง 3 ความท้าทายทางธุรกิจที่จะมากขึ้นในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ทั้งจากคู่แข่งรายใหม่ อย่าง ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ความก้าวหน้าของ AI ที่ธุรกิจธนาคารจะต้องวิ่งตามให้ทัน และนโยบายการเปิดกว้างของข้อมูล (Open Banking)

    “เมื่อมองความท้าทายในระยะข้างหน้า อุตสาหกรรมธนาคารยังต้องเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความท้าทายทางธุรกิจ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ธนาคารต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านกลยุทธ์และโครงสร้างองค์กร เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและขยายขีดความสามารถในการให้บริการอย่างครอบคลุมและตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายกฤษณ์ กล่าว 

    ย้อนกลับไปตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารจนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 3 ปี ของการขับเคลื่อนธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมธนาคารในประเทศไทย ธนาคารซึ่งบริหารงานภายใต้กลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch จากเป้าหมาย 6 เรื่อง สามารถสร้างความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 4 เรื่อง ประกอบด้วย 

    1.การสร้างผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) มากกว่า 10% สูงที่สุดในอุตสาหกรรมธนาคาร 

    2.การรักษาอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) อยู่ที่ต่ำกว่า 40% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมธนาคาร 

    3.รายได้ดิจิทัลต่อรายได้รวม อยู่ที่ 25% จากในอดีตอยู่ที่เพียง 7% 

    4.การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนมากที่สุดในระบบธนาคารด้วยจำนวน 180,000 ล้านบาท เกินจากเป้าหมายที่วางไว้ 150,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2568

    อย่างไรก็ตาม อีก 2 เรื่อง ที่ยังเป็นไปตามเป้าหมาย ได้แก่ 1.การเป็นอันดับ 1 ธุรกิจ Wealth Management และ 2.เป็นธนาคารที่ลูกค้าเลือกเป็น Main Bank โดยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าสู่เป้าหมายดังกล่าว 

    นายวิฑูรย์ พรสกุลวานิช Chief Consumer Banking Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจลูกค้าบุคคล เป็น กลุ่มธุรกิจ Consumer Banking ว่า เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความต้องการใช้บริการด้วยปัจจัยหลัก ได้แก่ สะดวก เร็ว และเหมาะกับตัวเอง เท่านั้น ด้วยรูปแบบพฤติกรรมนี้ ทำให้ธนาคารรีบปรับตัวเพื่อสร้างขีดความสามารถที่จะเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในระยะยาวได้ตรงจุดยิ่งขึ้น 

    โดยการปรับกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าแบบ Customer Centric ยึดลูกค้าเป็นตัวตั้ง พร้อมปรับโครงสร้างธุรกิจโดยผสาน 5 หน่วยงานทางด้านผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการลูกค้าบุคคลเข้ามาไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ Consumer Banking ประกอบด้วย 

    1) ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย Retail Banking 
     
    2) ธุรกิจช่องทางจำหน่ายและการให้บริการ Integrated Channels 

    3) ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง Wealth, First and Private Banking 

    4) ธุรกิจประกัน Bancassurance 

    5) กลุ่มงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม Digital Banking 

    กลุ่มธุรกิจ Consumer Banking จะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อลูกค้าอย่างแท้จริง จากเดิมที่ออกผลิตภัณฑ์และนำเสนอผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างยอดขายและรายได้ มาสู่การนำลูกค้าเป็นตัวตั้ง นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้วยความเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิตด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย

    1.ยกระดับเครือข่ายสาขา เน้นการเพิ่มโอกาสสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าบนช่องทางสาขา และพัฒนาพนักงานบริการสู่ที่ปรึกษาทางการเงินที่เข้าใจความต้องการของลูกค้า มุ่งสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านช่องทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุน โดยธนาคารได้เริ่มปรับสาขาให้เป็น Smart Branch โดยปรับกระบวนการทำงาน ผสานการนำเทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินให้กับลูกค้า 

    2.พลิกโฉมการบริหารธุรกิจความมั่งคั่ง ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานให้สามารถดูแลลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว (Holistic Customer Engagement) และยกระดับการให้บริการลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งระดับสูง (Ultra-High Net Worth, UHNW) ผ่านการรวมศูนย์ UHNW Platforms ภายในกลุ่ม SCBX และผนึกกำลังร่วมกับ Global Wealth Strategic Partners ต่อยอดขีดความสามารถในการบริหารธุรกิจมั่งคั่ง  

    3.เพิ่มทักษะพนักงาน มุ่งยกระดับพนักงานจากบทบาทผู้ให้บริการสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินแบบครบวงจร ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าพัฒนายกเครื่อง Wealth RM ให้สามารถรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการด้านการลงทุนและการวางแผนทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้นในแต่ละช่วงชีวิต ตลอดจนการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น

    4.ปรับกลยุทธ์ช่องทางสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยประสานงานและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างช่องทางสาขาและช่องทางดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับบริการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากช่องทางใดก็ตาม ทั้งนี้ ยังช่วยให้พนักงานสามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า (Customers’ Footprint) ได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความแม่นยำในการให้คำแนะนำ และยกระดับประสบการณ์การใช้บริการให้สะดวก รวดเร็ว และตรงใจมากยิ่งขึ้น

    5.ปฏิรูปการวัดผลและวิถีการทำงานสอดคล้องกับการดูแลลูกค้าในทุกช่วงชีวิต โดยเปลี่ยนจากการวัดผลแบบเดิมที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น มาเป็นการประเมินผลบนพื้นฐานของการสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาวให้กับลูกค้า ด้วยแนวคิด Customer Lifetime Value (CLV) มาใช้เป็นแกนกลางในการบริหารจัดการและกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงคุณค่าที่ธนาคารสามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า 

    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ธนาคารมีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงชีวิตตั้งแต่การเริ่มต้นออมเงินเพื่อสร้างความมั่นคงจนถึงการสืบทอดความมั่งคั่ง ผ่านการออกแบบช่องทางการให้บริการ 3 รูปแบบ ที่สะท้อนกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch ได้แก่ 

    1) บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก (Digital-First Advisor) เช่น SCB EASY และ Virtual RM ซึ่งเหมาะกับกลุ่มลูกค้าวัยเริ่มต้นทำงาน ที่มีเป้าหมายในการออมเงินหรือขอสินเชื่อเพื่อสร้างฐานะ 

    2) การผสานบริการจากที่ปรึกษาทางการเงินเข้ากับช่องทางดิจิทัล (Human-Base x Digital)  เพื่อดูแลลูกค้าในช่วงวัยที่กำลังเติบโตในอาชีพและต้องการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง รวมถึงการขยายธุรกิจ 

    3) การเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าผ่านการผลึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เชี่ยวชาญในระดับสากล (Human-Base x Global Strategic Partner) ซึ่งเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่นคงทางการเงิน และต้องการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/730389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qvro8hqs-Po6GNxbM04dU

  • ‘อเมริกันดรีม’ กำลังเลือนลาง ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตดีขึ้น

    ‘อเมริกันดรีม’ กำลังเลือนลาง ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตดีขึ้น

    ต่างประเทศ

    ‘อเมริกันดรีม’ กำลังเลือนลาง ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตดีขึ้น

    14 ก.ย. 2025 เวลา 13:00 น.

    ผลสำรวจชี้ ชาวอเมริกัน 70% ไม่เชื่อใน “อเมริกันดรีม” เงินเฟ้อและวิกฤติจ้างงาน บั่นทอนความหวังของคนรุ่นใหม่ในสหรัฐ ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

    ความเชื่อที่ว่า “หากทำงานหนักก็จะประสบความสำเร็จได้” หรือที่รู้จักกันในนาม “อเมริกันดรีม” กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงในสหรัฐอเมริกา ผลสำรวจล่าสุดจาก Wall Street Journal และ NORC เผยให้เห็นภาพความไม่พอใจทางเศรษฐกิจที่แพร่หลายในหมู่ชาวอเมริกัน โดยสวนทางกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    ผลสำรวจชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่ามีเพียง 25% ของชาวอเมริกันเท่านั้นที่ยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1987 และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่มั่นใจในแนวคิดอเมริกันดรีมอีกต่อไป ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี สะท้อนถึงช่องว่างที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างความรู้สึกของประชาชนกับตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค

    Investopedia ได้ออกรายงานประมาณการว่าในปี 2025 การใช้ชีวิตตาม “ความฝันแบบอเมริกัน” ซึ่งประกอบด้วย 8 เสาหลักของความปรารถนาในชนชั้นกลาง

    ‘อเมริกันดรีม’ กำลังเลือนลาง ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตดีขึ้น

    ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเจ้าของบ้าน การเกษียณอายุ การเลี้ยงดูบุตร การแต่งงาน รถยนต์คันใหม่ การดูแลสุขภาพ การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง และการไปเที่ยวพักผ่อนประจำปี จะมี ค่าใช้จ่ายตลอดช่วงชีวิตรวมกว่า 5 ล้านดอลลาร์   หรือราว 158 ล้านบาท

    ความรู้สึกเปราะบางท่ามกลางความมั่นคง

    แม้ว่าผลสำรวจจะพบว่ามุมมองต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันดีขึ้นเล็กน้อย โดยมี 44% ที่ให้คะแนนเศรษฐกิจว่า “ยอดเยี่ยมหรือดี” เพิ่มขึ้นจาก 38% เมื่อหนึ่งปีก่อน แต่ชาวอเมริกันจำนวนมากยังคงรู้สึกถึง ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าสถานะทางการเงินของพวกเขาจะดูมั่นคงเพียงใดก็ตาม

    ศาสตราจารย์ Neale Mahoney จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ว่าความรู้สึกทางเศรษฐกิจและตัวชี้วัดเศรษฐกิจเริ่มเคลื่อนไปในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ในระดับที่ติดลบมากกว่าที่ตัวชี้วัดดั้งเดิมคาดการณ์ไว้

     ‘อเมริกันดรีม’ กำลังเลือนลาง ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตดีขึ้น

    “ช่องว่างที่น่าตกใจ” นี้เกิดขึ้น แม้แต่ในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยปกติจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นของผู้คน แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

    2 สาเหตุหลักของความกังวล

    นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนทั่วไปต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “ภาวะเงินเฟ้อ” และ ความกังวลใน“ตลาดแรงงาน” คือสาเหตุหลักที่กัดเซาะความเชื่อมั่นของผู้คน

    • เงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง

    แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะลดลง แต่ราคาที่สูงขึ้นยังคงเป็นสาเหตุของความตึงเครียดทางการเงินสำหรับชาวอเมริกันเกือบ 

    60% Christina Stephens พนักงานเทคโนโลยีวัย 46 ปีจากรัฐวอชิงตันกล่าวว่า “ค่าเช่าสูงลิ่ว เงินเฟ้อกำลังฆ่าเรา” และสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้กำลังบีบให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องกลับไปพึ่งพาครอบครัว

    ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่เท่านั้นที่มีความมั่นใจว่าจะสามารถซื้อบ้านได้ ความฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองกำลังเลือนลางไป จากราคาบ้านที่พุ่งสูงและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้แม้แต่ผู้ที่มีรายได้สูงก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

    • ความกังวลในตลาดแรงงาน

    ความเชื่อที่ว่าการทำงานหนักจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าในอาชีพกำลังถูกตั้งคำถาม Bill Sanchez ทนายความวัย 30 ปีกล่าวว่า “มีข้อจำกัดว่าการทำงานหนักจะให้อะไรกับผู้คนได้ในทุกวันนี้” ความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อตลาดแรงงานก็เริ่มส่งผลกระทบเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Jerry Esch ที่ถูกเลิกจ้างจาก Microsoft และลูกเขยของเขาที่มีปริญญา MBA ก็ยังพบว่าการหางานที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

    ‘อเมริกันดรีม’ กำลังเลือนลาง ไม่เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตดีขึ้น

    ความไม่พอใจทางเศรษฐกิจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายตัวไปในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือรายได้สูง-ต่ำ

    Karlyn Bowman ผู้เชี่ยวชาญจาก American Enterprise Institute มองว่าอารมณ์สาธารณะที่เป็นลบนี้คือผลพวงจากการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจมาเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008-09, การระบาดใหญ่ของโควิด-19 และมาจนถึงภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน เธอนิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “หายนะสามเด้ง” ที่ทำให้ชาวอเมริกันเริ่มสูญเสียความรู้สึกพิเศษของตนเองไป

    ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองต่างยืนยันว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ “ร้อนแรงที่สุดในโลก” แต่ผลสำรวจกลับชี้ว่ามีชาวอเมริกันเพียง 17% เท่านั้นที่เห็นด้วย และเกือบ 40% เชื่อว่าประเทศอื่นมีเศรษฐกิจที่ดีกว่า 

    สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ใหญ่กว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำเสนอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1198706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZvVDYJ4RaV5tWHxRt7SUA

  • นายกฯ นั่งหัวโต๊ะนำทีมว่าที่รมต.ประชุมเตรียมจัดทำนโยบายรัฐบาล : อินโฟเควสท์

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะนำทีมว่าที่รมต.ประชุมเตรียมจัดทำนโยบายรัฐบาล : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการประชุมหารือร่วมกับว่าที่รัฐมนตรี อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว. พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รมว.ต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รมว.คมนาคม และพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รมว.กลาโหม เพื่อเตรียมการจัดทำนโยบายรัฐบาลเพื่อที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา

    นายอนุทิน เปิดเผยว่าเป็นการหารือร่วมกับว่าที่รัฐมนตรีเพื่อจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล โดยจะต้องแถลงต่อรัฐสภาทั้ง 2 สภาโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศเดินหน้าได้ทันทีตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ใน MOA ที่ระบุว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย โดยมีนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งรวมถึงการทำประชามติเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

    “วันนี้เป็นการประชุมเพื่อจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินด้วยความรวดเร็ว ทำนโยบายเตรียมพร้อมไว้ การแถลงนโยบายต่อ 2 สภาพร้อมกัน จะได้ทำงานได้เลย วันยุบสภาจะได้มาได้เร็ว ทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้ว เป็นการทำร่างนโยบายในกรอบใหญ่ก่อนจะเชิญพรรรคร่วมรัฐบาลมารับทราบ ไม่ใช่ยัดเยียดเหมือนที่ผ่านมาก็เลยมีปัญหา” นายอนุทิน ระบุ

    ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรี ซึ่งทยอยกลับมามากแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ พร้อมยืนยันว่าตอนนี้รมว.ยุติธรรมลงตัวเรียบร้อยแล้ว รวมถึงรมช.กลาโหมด้วย ขอรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cj2WbLpX8f11Ai1V3DlFb

  • ‘เพื่อไทย’ หยัน ‘ปชน.- ภท.’ ไหวเหรอ แก้ ‘รธน.’ 4 เดือน

    ‘เพื่อไทย’ หยัน ‘ปชน.- ภท.’ ไหวเหรอ แก้ ‘รธน.’ 4 เดือน

    ‘ดนุพร ปุณณกันต์’ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 หลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณีกระบวนการขั้นตอนการทำประชามติเพื่อเปิดทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา หลายฝ่ายมีข้อกังวลไม่เพียงเป็นการวินิจฉัยถึงขั้นตอนกระบวนการจัดทำประชามติตามที่สมาชิกรัฐสภาได้เสนอไปแต่ยังมีการวินิจฉัยเพิ่มเติมถึงที่มาที่ไปของสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ว่าไม่สามารถได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน แม้ว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวจะไม่ใช้ประเด็นที่อยู่ในคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

    แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยน้อมรับคำตัดสินของศาล และพรรคเพื่อไทยจึงเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยจะเสนอแนวทางการตั้ง ‘ส.ส.ร.’ หรือกรรมาธิการที่มีความเกี่ยวข้องยึดโยงและสะท้อนถึงเจตนารมย์ของประชาชนมากที่สุด ซึ่งขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ซึ่งเตรียมศึกษา และวางแผนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาต่อไป 

    พรรคเพื่อไทยจะทำให้เร็วที่สุด ซึ่งเราทราบกันดีว่าข้อตกลงของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยมีการตกลงกันว่าภายใน 4 เดือนเราจะพยายามเร่งเข้าคณะกรรมการชุดเล็กของพรรคเพื่อไทย และเสนอต่อรัฐสภาให้เร็วที่สุด แน่นอนว่า หลายฝ่ายกังวลว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ทำประชามติจะทันตามกรอบเวลา MOA ของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เนื่องจากทางปฎิบัติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 นั้นจะต้องทำโดยพิจารณาร่วมกันของรัฐสภา และจะต้องมีการผ่านการพิจารณาทั้ง 3 วาระ โดยต้องบรรลุเงื่อนไขการเห็นชอบโดย สว. ซึ่งการผ่านเสียงของ สว.นั้นเป็นบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เมื่อกระบวนการนี้แล้วเสร็จ จะทำให้พี่น้องประชาชนออกเสียงประชามติอีกครั้งว่าเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยหรือไม่ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวลว่าในระยะเวลา 4 เดือนตามกรอบเวลาที่ตกลงกันของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้นจะทำได้หรือไม่ 

    เมื่อมีคำถามแบบนี้เข้ามาในสังคม ต้องถามคำถามนี้ย้อนกลับไปที่พรรคประชาชนว่ายังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประชาชนจะได้ออกเสียงประชามติได้ทันในระยะเวลา 4 เดือนตามที่พวกท่านได้กำหนดไว้เอง และที่สำคัญสถานะของ MOA ทั้ง 5 ข้อที่ได้จัดทำร่วมกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยนั้นจะเป็นจริงได้กี่ข้อ ถึงแม้ว่าข้อประกาศว่า จะขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านโดยไม่ขอร่วมการจัดตั้งรัฐบาล เริ่มมีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าเป็นฝ่ายค้านจริงหรือไม่ เพราะภารกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคหลักที่จะคอยรักษาองค์ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแทนพรรคภูมิใจไทย  

    ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปิดทางไปสู่การทำประชามติให้เป็นจริงได้มากที่สุดพรรคประชาชนควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการเดินเข้าไปพูดคุยกับ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และฝากนายอนุทินไปคุยกับสว.ที่หลายท่านเรียกว่า สว.สีน้ำเงินว่าวันนี้แนวทางที่พรรคเพื่อไทย ที่พรรคประชาชนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มมาตรา 15/1 นั้น สว.ของท่านเห็นด้วยหรือไม่ 

    ไม่ตอบโต้ หลังถูกวิจารณ์เป็นช่วงขาลง รอบหน้าอาจได้ สส. ไม่ถึง 100 เสียง   

    พร้อมกันนี้ได้แถลงข่าวประจำสัปดาห์ ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักวิชาการ อดีตนักการเมือง และนักการเมือง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงพรรคเพื่อไทย ว่าจะเป็นพรรคขาลง และในการเลือกตั้งสมัยหน้าอาจจะเหลือไม่ถึง 100 เสียง หรือ 50 เสียง พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมือง ตนเองขออนุญาตไม่ตอบโต้นักวิชาการ นักการเมืองเหล่านั้น เพียงแต่ว่าเราจะยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และจะนำไปพัฒนาพรรคของเราให้ดีขึ้น และยังฝากไปถึงโหวตตอร์พรรคเพื่อไทย หรือคนที่ยังศรัทธาในพรรค ว่า  

    “ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยประสบวิกฤตทางการเมือง พรรคเพื่อไทยเมื่อก่อน เป็นพรรคไทยรักไทย เราถูกปฏิวัติมา 2 ครั้ง ถูกยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่เราถูกวิกฤตทางการเมือง เราสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างเข้มแข็ง และนำทัพพรรคเพื่อไทยลงในสนามเลือกตั้ง และหลายครั้งที่เราชนะในสนามเลือกตั้ง” 

    — ดนุพร กล่าว

    แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกพรรคบางคนอาจจะมีการเสียใจบ้างที่ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องออกจากตำแหน่ง และ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเข้าไปสู่การจองจำอีกครั้งหนึ่ง แต่ขอย้ำว่า พรรคของพวกเรา พร้อมที่จะลุกขึ้นยืน และเข้มแข็งอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือน เพราะเรายังมั่นใจว่าหัวใจของเรายังเป็นพี่น้องประชาชน เราจะนำเสนอนโยบายดีๆ เพื่อช่วยพี่น้องประชาชนที่ลำบาก เราไม่สามารถทิ้งประชาชนที่สนับสนุนเรา และคนรากหญ้าให้ลำบากได้เพียงลำพัง เราพร้อมที่จะลุกขึ้นเข้มแข็งอีกครั้งในเร็ววัน พวกเราพร้อมเดินหน้าต่อ แม้เราจะประสบปัญหานานาประการในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอให้ทุกคนได้เป็นกำลังใจให้พวกเรา หากพร้อมแล้ว เจอกันในสนามเลือกตั้งแน่นอน  

    เมื่อถามว่า มีความเป็นห่วงรัฐบาลชุดใหม่ ในการแก้ไขปัญหาชายแดนหรือไม่ ดนุพร กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะมีการเปิดด่านเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นการเรียกร้องของ สส. บางคนของพรรคประชาชน แต่ก่อนที่ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเรื่องชายแดน จะให้สิทธิ์ของคณะกรรมการชุดหนึ่งในการพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะปิดเปิดด่านอย่างไร และคงต้องรอความชัดเจนจากการนำรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร และวันนี้หัวหน้าพรรคแกนนำพรรค และ สส. ในบริเวณชายแดนยังสั่งให้ สส. ได้ติดบริเวณชายแดน และดูแลพี่น้องประชาชนที่ยังเกิดความหวาระแวง และยังให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pheu-thai-party-criticizes-bhumjaithai-party-and-prachachon-party&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ek4Mw_VZy6wMU6GJYORBn

  • ผลโพลชัด ‘คนไทย’ ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน

    ผลโพลชัด ‘คนไทย’ ยังไม่อยากให้มีการเปิดด่าน

    14 ก.ย. 2568 – ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12 – 13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1. ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน
    2. สร้างเงื่อนไขเจรจา กับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน
    3. เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ
    4. จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/861382/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KcWi6sR_agRK4abs9XkDB