Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โอ้ว! “คนไทยอยากเปลี่ยน” เลือก “พรรคการเมืองใหม่”

    โอ้ว! “คนไทยอยากเปลี่ยน” เลือก “พรรคการเมืองใหม่”

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร 
    -ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ 
    -ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) 
    -ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ 
    -ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน 
    -ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) 
    -ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น 
    -ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) 
    -ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม 
    -ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ 
    -ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด 
    -ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ 
    -ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล 
    -ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 
    -ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน 
    -ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง 
    -ร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) 
    -ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) 
    -ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) 
    -ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
    ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา 
    -ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน 
    -ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน 
    -ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย 
    -ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา 
    -ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ 
    -ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน 
    -ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย 
    -ร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ 
    -ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง 
    -ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ 
    -ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
    -ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ 
    -ร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง 
    -ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย 
    -ร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ช่วงอายุ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี 
    -ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี 
    -ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี 
    -ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี 
    -ร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป 

    ศาสนา โดยตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ 
    -ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม 
    -ร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    สถานภาพ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด 
    -ร้อยละ 61.53 สมรส 
    -ร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ 

    การศึกษา โดยตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา 
    -ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา 
    -ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 
    -ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า 
    -ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 
    -ร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    อาชีพ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ 
    -ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน 
    -ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 
    -ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง 
    -ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน 
    -ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน 
    -ร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    รายได้ ตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ 
    -ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท 
    -ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท 
    -ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท 
    -ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท 
    -ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท 
    -ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท 
    -ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท 
    -ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท 
    -ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท 
    -ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป 
    -ร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966207&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NpdreeofK3nUKyuoG9BeH

  • นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6

    นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6

    31 ส.ค. 2568

    70 views

    ขนาดตัวอักษร

    สถาบันการสร้างชาติ ร่วมกับคณะนักศึกษาผู้บริหารระดับสูงหลักสูตรผู้นำการประกอบการ Wellness เพื่อการสร้างชาติ (นสช.Wellness) รุ่นที่ 6 จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ”ครั้งที่ 6 เดินหน้าหนุนประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น “เมืองหลวง Wellness ของโลก” องค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม หลายแห่งได้การรับรองมาตรฐานองค์กรสุขสภาพ พร้อมแสดงความยินดีกับผู้คว้าโล่รางวัลเกียรติยศ “THAILAND WELLNESS Corporate Nation-Building Award”

    ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานในพิธีพร้อมด้วย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการแพทยสภา ประธานอำนวยการหลักสูตร นสช.Wellness ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผศ.ดร.นครินทร์ ปิ่นปฐมรัฐ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม นายแพทย์สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้แทนอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายแพทย์จตุพร ทิพยทิฆัมพร ผู้แทนอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายเจษฎา จันทร์อุไร ผู้แทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ผู้แทนประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รศ.ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล นพ.ชลพันธ์ ปิยถาวรอนันต์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ตลอดจนผู้บริหารองค์กรที่ได้ร่วมโครงการ และผู้มีเกียรติจำนวนมากร่วมแสดงความยินดี

    โครงการ Wellness CNB รุ่นที่ 6 มีองค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จำนวนมากเข้าร่วมโครงการ อาทิ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนรัชชประภา  โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่ โรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่  โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ   โรงเรียนพระอินทร์ศึกษา (กล่อมสกุลอุทิศ) บริษัท กิจดี ดีไซน์ จำกัด เป็นต้น

    โดยองค์กรที่มีผลงานดีเลิศทุกด้านคว้ารางวัลเกียรติยศ “THAILAND WellnessCorporate Nation-Building Award” 2025 คือ โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

     ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ ประธานในพิธี กล่าวว่า “การสร้างสภาวะของสุขสภาพที่ดีหรือ Wellness ของบุคลากร ในองค์กรต่าง ๆ จะนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งในด้านกาย-ใจ-จิต ซึ่งจะทำให้บุคลากรเหล่านั้นมีขีดความสามารถสูงในการทำงาน ส่งผลให้ทุกองค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ร่วมดำเนินกิจการได้อย่างมี Productivity สูง และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญยิ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ประเทศ ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน”

     

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมี Wellness เป็นจุดแกร่งที่สุดของประเทศ สถาบันการสร้างชาติมีวิสัยทัศน์อยากทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก เป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของโลกด้าน Wellness ได้โดยส่งเสริมการจัดระบบการทำงานเพื่อทำให้ทุกสถานที่ทํางานช่วยสร้าง Wellnessให้พนักงานได้ครบถ้วนทุกมิติ ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง เพื่อให้ประเทศไทยที่เรารักเป็นเมืองแห่งความสุข นำสิ่งดีร่วมสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองและจะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ด้วย  จึงได้มีโอกาสนำเสนอต่อรัฐบาลให้มีการบรรจุ Wellness เข้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้คนไทยมี Wellness ที่ดี และทำให้ประเทศไทยพ้นความจนประชาชนอยู่ดีกินดีมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต่อไป  

    “ดังนั้น โครงการ Wellness CNB จะช่วยวางรากฐานที่สำคัญสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของประชากรไทยด้วย เป็นโครงการที่พนักงานก็ Win องค์กรก็ Win สังคมก็ Win และประเทศชาติก็ Win ด้วย  สถาบันการสร้างชาติ จึงเป็นศูนย์รวมคนดี คนเก่ง คนกล้า เป็นสถาบันที่สร้างคน เพื่อคนจะไปสร้างชาติต่อ จึงขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งที่ 6 นี้ และอยากเชิญชวนหน่วยงานทุกประเภทในประเทศเข้าร่วมทำโครงการนี้ด้วยกัน”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ระบุ 

    ขณะที่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการแพทยสภา ประธานอำนวยการหลักสูตร นสช.Wellness กล่าวว่า แสดงความยินดีกับ “รางวัลที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ มิได้สะท้อนเพียงความสำเร็จขององค์กรของท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานแห่งความตั้งใจ ความพยายามและการทุ่มเทอย่างจริงจังในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างสุขสภาพที่ดี ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม  ทั้งภายในองค์กร และส่งต่อไปยังสังคม ประเทศชาติของเรา ทั้งยังทำให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจให้กับทั่วโลก ผมขอชื่นชมทุกท่านที่ได้เข้าร่วมโครงการ Wellness CNB และได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ การที่ทุกท่านได้ร่วมลงมือขับเคลื่อนโครงการฯ นี้ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของสังคมไทยแล้ว”



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/x0GaOO7t&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qtpzhDPFvFO1OKrGB956Z

  • ททท.บูมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เปิดเส้นทาง ‘ดีท็อกซ์ปอด’ เชื่อม 2 ชุมชน | เดลินิวส์

    ททท.บูมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เปิดเส้นทาง ‘ดีท็อกซ์ปอด’ เชื่อม 2 ชุมชน | เดลินิวส์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ “ดีท็อกซ์ปอด X Eco Trail” เขาใหญ่ โคราช นำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม เสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5068916/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1swrgPH1S2MwmMziGII9uY

  • ชวนสายกรีนเที่ยว “อุตรดิตถ์” ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง | เดลินิวส์

    ชวนสายกรีนเที่ยว “อุตรดิตถ์” ชมดอกหงอนนาค ชิมลางสาด-ลองกอง | เดลินิวส์

    ไม้ล้มลุกที่มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดินและจะแตกหน่อใหม่ยามเมื่อสายฝนเริ่มมาเยือน และออกดอกบานสะพรั่งเมื่อมีแสงแดดมาเยือนทั่วผืนป่า คลอเคลียไปกับสายหมอกบาง ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทุ่งดอกหงอนนาคที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดในเมืองไทย ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-กันยายน ห้วงเวลาที่จะทำให้ภูสอยดาวได้รับฉายาว่า “สวรรค์บนดิน”

    นอกจากทุ่งหญ้าใต้เงาป่าสนที่เต็มไปด้วยดอกหงอนนาคแล้ว ยังมีไฮไลท์อย่าง “น้ำตกภูสอยดาว” อีกอย่างด้วย น้ำตกขนาดใหญ่ 5 ชั้น ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบเขา น้ำไหลแรงตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ สดชื่น

    เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวจะเปิดฤดูกาลพิชิตยอดเขา ความสูงกว่า 2,102 เมตรจากระดับน้ำทะเล กับระยะทางเดิน 6.5 กิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่ท้าทายและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ระหว่างเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสป่าสนสามใบที่แผ่กว้างสุดสายตา ดอกไม้ป่าหลากสีสัน และวิวทะเลหมอกสุดอลังการบนยอดดอย

    ภูสอยดาวเป็นหนึ่งใน 3 อุทยานห่งชาติสำคัญของจังหวัดอุตรดิต์ นอกจากนี้ยังมีอุทยานแห่งชาติสักใหญ่ และอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ในช่วงปลายฝนต้นหนาวเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมเดินป่า พักแคมป์ สำหรับคนที่ชื่อชอบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแต่เรี่ยวแรงปีนป่ายอาจจะไม่อำนวย “เขื่อนสิริกิติ์” เขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งอยู่ไม่ไกลกันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นอกจากความอลังการของเขื่อนแล้วยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวให้เลือกทำมากมายกับจุดเช็กอินยอดนิยมที่กระจายอยู่รอบเขื่อน ทั้งจุดถ่ายรูป ท่าเรือ มุมนั่งพักผ่อน รวมไปถึงไฮไลต์ช่วงเย็นที่ไม่ควรพลาด นั่นคือการนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินบริเวณสันเขื่อน แสงสีทองยามเย็นสะท้อนผืนน้ำสวยจับใจ พร้อมกราบสักการะพระพุทธสิริสัตราช องค์ประจำเขื่อนสิริกิติ์

    อีกหนึ่งความพิเศษ “ร้านกาแฟคุณสายชล” ที่ตั้งอยู่บริเวณจุดชมวิวริมเขื่อน มาพร้อมกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “แม่น้ำสองสี” เป็นทั้งเครื่องดื่มเย็นชื่นใจและสัญลักษณ์ของการบรรจบกันของแม่น้ำ 2 สายที่ไหลผ่านเขื่อน ใกล้ ๆ กันยังมี “สะพานแขวนเฉลิมพระเกียรติฯ” ที่เป็นทั้งจุดถ่ายรูปยอดนิยมและจุดชมวิวที่สวยงาม ถามหาร้านอาหาร “ระเบียงน่าน เขื่อนสิริกิติ์” คือคำตอบ ที่นี่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นโดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืดหาทานยาก เช่น ปลาตะโกก ปลาแม่น้ำที่เนื้อแน่น รสชาติหวานนุ่ม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ยำปลาซิวแก้ว รสแซ่บถึงใจ และปลาทับทิมริมน่านทอดกรอบกับน้ำจิ้มสองสไตล์ ส่วนสายกิจกรรมที่นี่มีสนามกอล์ฟมาตรฐาน 18 หลุม วิวริมน้ำน่านสุดอลังการ

    ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอุตรดิตถ์ถือว่าเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับที่ราบสูง ดินดี น้ำดี อากาศเย็นพอดี ทำให้ผลไม้ที่นี่มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ขณะที่ “ลางสาด” เป็นผลไม้พื้นถิ่นที่ปลูกในอุตรดิตถ์มานาน มีลักษณะเปลือกบาง เนื้อใส สีขาวอมใส รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีความหอมธรรมชาติ และเมล็ดเล็กกว่าลองกอง นิยมปลูกมากในอำเภอลับแล ซึ่งถือเป็นแหล่งลางสาดพันธุ์ดีของประเทศ “ลองกอง” ที่มีต้นกำเนิดจากภาคใต้ เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่อุตรดิตถ์ก็สามารถปรับตัวได้ดีและให้ผลผลิตรสชาติดียิ่งขึ้น มีรสหวานจัด กลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อเยอะ เมล็ดน้อย เปลือกไม่ขม และสามารถทานได้ทั้งพวงแบบสด ๆ หรือจะนำไปแปรรูปก็อร่อยไม่แพ้กัน

    ก่อนที่ลมหนาวจะมาเยือนจังหวัดอุตรดิตถ์มีการจัดงาน “เทศกาลลางสาดลองกองหวาน เมืองมหัศจรรย์แห่งผลไม้” ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการลิ้มลองลางสาดและลองกอง เพราะรสชาติกำลังหวานฉ่ำ ในงานมีให้เลือกชิมเลือกซื้อแบบไม่อั้น ทั้งจากสวนท้องถิ่น ร้านค้าชุมชน และเกษตรกรโดยตรง ทั้งยังมีกิจกรรมมากมาย ทั้งการประกวดผลผลิตทางการเกษตร การออกร้านสินค้า OTOP ช้อปของฝากราคาพิเศษ การแสดงพื้นบ้าน นิทรรศการความรู้ และคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกค่ำคืน ระหว่างวันที่ 19-28 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก ใจกลางเมืองอุตรดิตถ์

    สำหรับคาเฟ่ที่สามารถทานเมนูลองกองและลางสาด ได้แก่ “ม่อนลับแล” มีเมนูแกงคั่วลางกอง ข้าวพันลางกอง ยำลางกองเสวย ลางกองผัดเปรี้ยวหวาน น้ำพริกลางกอง น้ำพันช์ลางกองมิกซ์กับสับปะรดห้วยมุ่น “เฮือนลับแล” มีเมนูข้าวพันลางกอง ข้าวน้ำพริกลางกอง น้ำพันช์ลางกองมิกซ์กับสับปะรดห้วยมุ่น “ร้านตักเงินริมคลอง” มีเมนูยำลางสาด ตำลองกอง “สวนป้าเรียน x Summergreen” มีเมนูลองกองโทสต์ลาวา ไอศครีมลองกองซอร์เบท ตำลองกอง ยำลองกอง ลองกองรวมมิตร ลองกองลอยแก้ว และวุ้นลองกอง

    นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อมูลว่า ในระยะครึ่งปีแรก จังหวัดอุตรดิตถ์มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง มียอดสะสมตั้งแต่เดือน มกราคม-กรกฎาคม จำนวน 676,873 คน-ครั้ง เติบโตขึ้น 7.69% มีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 1,414.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.54% มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 51.20% สูงกว่าปีก่อน 5.42% เป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยองค์ประกอบของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีต้นทุนทางสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติ อาหารถิ่น 3 วัฒนธรรม และผลไม้ที่หาทานได้ทุกฤดูกาล

    นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์ รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่-ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อมูลเสริมว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็น 1 ใน 55 เมืองน่าเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยในปี พ.ศ. 2568-2569 ททท.ได้กำหนดแคมเปญ #สุขทันทีที่เที่ยวไทย เชื่อมต่อสู่พื้นที่ #สุขทันทีที่เที่ยวอุตรดิตถ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางสื่อสารภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งปี โดย ศูนย์ฯ อุตรดิตถ์ ได้ดำเนินโครงการ “เที่ยวอุตรดิตถ์ติดใจ..ประสบการณ์ใหม่มิรู้ลืม” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีเป้าหมายในการสร้างการรับรู้เชิงพื้นที่และชูจุดแข็ง Must Taste ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ด้านอาหารท้องถิ่นและผลไม้ทุกฤดูกาล พร้อมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นเสนอขาย ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อยกระดับจังหวัดอุตรดิตถ์สู่เมืองน่าเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน และกระจายการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองรองได้มากยิ่งขึ้น

    อุตรดิตถ์ เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์ เป็น 1 ใน 55 เมืองน่าเที่ยวศักยภาพของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีต้นทุนทางสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าเชิงประสบการณ์ และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Must Taste) อย่างทุเรียนสายพันธุ์ GI หลงลับแล หลินลับแล สับปะรดห้วยมุ่น ลางสาด ลองกอง ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนออกผลให้ทานต่อเนื่องตลอดปี สมกับที่ได้รับฉายาว่า เป็นเมืองมหัศจรรย์ผลไม้ เป็นมหานครแห่งผลไม้ของภาคเหนือตอนล่าง

    การเดินทางมาท่องเที่ยวอุตรดิตถ์นอกจากจะมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถทัวร์ รถบัส หรือรถตู้แล้ว การนั่งรถไฟ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เร่งรีบ สะดวก ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่สองข้างทางเขียวชอุ่มไปด้วยพรรณไม้ โดยสามารถลงได้ที่สถานีหลักคือ สถานีอุตรดิตถ์ และสถานีศิลาอาสน์ ก่อนเข้าเมืองหรือนั่งรถไฟขบวนท้องถิ่นออกมาจากตัวเมือง สามารถมาแชะแล้วแชร์กับกับโค้งสะพานเหล็กช่วงที่รถไฟวิ่งผ่านร่องเขาของ “สะพานรวงผึ้ง” ที่อยู่ใกล้กับสถานีปางต้นผึ้ง รวมถึงอุโมงค์ปางตูบขอบ อุโมงค์แรกของเส้นทางรถไฟสายเหนือที่รถไฟจะลอดผ่านก่อนเข้าสู่ตัวเมืองอุตรดิตถ์ได้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5066278/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GBcR_zQ0DtVY6DJKDAMoZ

  • ถึงกับเขิน! ตร.เกาะพะงันจับหนุ่มเมียนมา ขโมยกางเกงในจีสตริง-ค้นตัวพบยาบ้า

    ถึงกับเขิน! ตร.เกาะพะงันจับหนุ่มเมียนมา ขโมยกางเกงในจีสตริง-ค้นตัวพบยาบ้า

    ถึงกับเขิน! ตร.เกาะพะงันจับหนุ่มเมียนมา ขโมยกางเกงในจีสตริง-ค้นตัวพบยาบ้า

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

    31 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ทท.5 กก.2 บก.ทท. เปิดเผยว่าเมื่อเวลา 02.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จับกุมนายทัน ลู (Mr.Tun Lu) อายุ 28 ปี สัญชาติเมียนมา โดยสามารถจับกุมตัวได้บริเวณริมถนนสาธารณะ ม.1 ตำบลเกาะพะงัน จับตัวได้พร้อมด้วยของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวน 12 เม็ด ค้นตัวพบกางเกงในจีสตริงสีเหลืองจำนวน 1 ตัวอยู่ในกระเป๋ากางเกง

    ซึ่งก่อนการจับกุมขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้ออกตรวจตราพื้นที่รับผิดชอบบริเวณบ้านท้องศาลา ม.1ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน โดยใช้รถยนต์สายตรวจเปิดสัญญาณไฟสัญญาณ ระหว่างนั้นพบเห็นชายลักษณะคล้ายชาวต่างด้าว ชื่อนายทัน ลู เดินอยู่ริมถนนคนเดียวกลางดึก เมื่อเห็นรถยนต์สายตรวจตำรวจท่องเที่ยว ได้แสดงท่าทีมีพิรุธจากนั้นได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในซอยกรุงไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวชุดจับกุมจึงได้ไล่ติดตามไปจนกระทั่งสามารถควบคุมตัวไว้ได้

    เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นตัวนายทัน ลู พบของกลางเป็นกางเกงในจีสตริงสีเหลือง อยู่ภายในกระเป๋ากางเกงด้านข้างขวา โดยเมื่อเจ้าหน้าที่พบกางเกงในจีสตริงนายทัน ถึงกับเขินเพราะเป็นผู้ที่ชื่นชอบกางเกงใน นอกจากนี้ยังพบยาบ้าที่ซุกซ้อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง สอบถามนายทัน ลู ทำไมถึงวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายทัน ลู ตอบว่าเพราะตนไม่มีหนังสือเดินทางจึงกลัวเจ้าหน้าที่ตรวจค้น ซึ่งขณะที่พูดคุย นายทัน ลู ได้แสดงท่าทีมีพิรุธ พูดจาวกไปวนมา ลักษณะคล้ายคนเสพยาเสพติด โดยนายทัน ลู ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเพิ่งเสพยาบ้า ยาบ้าดังกล่าวซื้อมาจากเพื่อนชาวเมียนมาไม่ทราบชื่อราคาเม็ดละ 50 บาท จำนวน 15 เม็ด เสพไปแล้ว 3 เม็ด

    นายทัน ลู ยอมรับว่าเมื่อได้เสพยาบ้าแล้วจะเกิดอารมณ์ทางเพศสูง จึงได้ตระเวณลักขโมยชุดชั้นในของชาวบ้านที่แขวนไว้ตามที่พัก เพื่อนำไปสูดดมและสำเร็จความใคร่ โดยตนจะตระเวนนอนตามที่สาธารณะ ไม่มีบ้านพักเป็นหลักเป็นแหล่ง เนื่องจากตนได้หลบหนีเข้าเมือง และได้อาศัยการลักขโมยเพื่อหาเงินไปซื้อยาบ้ามาเสพ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวนายทัน ลู มายังหน่วยบริการตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหามีเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย, เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่ง สภ.เกาะพะงันดำเนินคดีต่อไป.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/910858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sFHdT2GegRmrpsoU3J8A_

  • DITxCPN ดันผลไม้ไทย ‘ขายห้าง’ หนุนเกษตรกรสู้ตลาดล้น

    DITxCPN ดันผลไม้ไทย ‘ขายห้าง’ หนุนเกษตรกรสู้ตลาดล้น

    ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ มีผลไม้หลากหลายชนิดที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มะม่วง มังคุด หรือมะพร้าวน้ำหอม แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกษตรกรไทยกลับเผชิญปัญหาสำคัญซ้ำซาก-ผลผลิตล้นตลาด ขายไม่ได้ราคา และหาตลาดระบายผลผลิตได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ผลไม้ทยอยออกมาเป็นจำนวนมาก

    ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ กรมการค้าภายใน (DIT) จึงจับมือกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดพื้นที่ศูนย์การค้าใจกลางเมือง จัดงาน ‘Thai Fruits Festival by DIT’ เปลี่ยนห้างสรรพสินค้าให้กลายเป็นตลาดผลไม้คุณภาพจากสวนโดยตรง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ “ช้อป ชิม” ผลไม้สดใหม่ในราคายุติธรรม พร้อมสร้างช่องทางรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรไทย

    ภายในงานคัดสรรผลไม้ขึ้นชื่อจากทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น ลำไยจากภาคตะวันออก, มะพร้าวน้ำหอมจากภาคกลาง, และผลไม้ตามฤดูกาลจากทั่วประเทศ มาวางจำหน่ายโดยตรงถึงมือผู้บริโภค จุดแข็งอยู่ที่เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ ทำให้ขายตรงได้ในราคาที่เป็นธรรม ทั้งยังช่วยลดปัญหาผลไม้ล้นตลาดได้จริง

    thai-fruits-festival-by-dit-central-market-SPACEBAR-Photo01.jpg

    งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่ พัทยา, เวสเกต, พระราม 3, มหาชัย, ปิ่นเกล้า, นครปฐม และศาลายา โดยเปิดให้ช้อปกันต่อเนื่องตลอดเดือนกันยายน 2568 เริ่มต้นที่สาขาพัทยาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ไฮไลต์พิเศษคือกิจกรรม “แจกฟรีมะพร้าวน้ำหอม” ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มรสชาติอันหอมหวาน จนถูกยกย่องว่าเป็น “Aromatic Coconut Water from Thailand is the Best in the World”

    มาตรการเชิงรุกครั้งนี้ นอกจากจะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาแล้ว ยังสะท้อนแนวทางใหม่ของภาครัฐในการนำ ‘ตลาด’ มาใกล้ผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเรียนรู้ความต้องการของตลาดเมืองโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้พัฒนาการผลิตตรงตามความต้องการผู้ซื้อได้มากขึ้น

    กล่าวได้ว่า ‘Thai Fruits Festival by DIT’ ไม่ใช่แค่งานขายผลไม้ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรไทย ในการยกระดับผลไม้ไทยจากสวนสู่ใจกลางเมือง เชื่อมโยงผู้ผลิตเข้ากับผู้บริโภค และสร้างภาพจำใหม่ว่า ผลไม้ไทยไม่เพียงแต่สดและอร่อย หากยังเป็นพลังเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้ของประเทศอย่างยั่งยืน

    thai-fruits-festival-by-dit-central-market-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “ต้องขอขอบคุณ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ร่วมสนับสนุนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เกษตรกร นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่เป็นธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และครอบครัว ร่วมเที่ยว ช้อป ชิม เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี ได้ครบจบในที่เดียว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 7 สาขา ตามกำหนดการดังกล่าว”

    — ญาณี กล่าว

    thai-fruits-festival-by-dit-central-market-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-fruits-festival-by-dit-central-market&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cv_7xZhoLpEtxAOH12xOc

  • น้ำปลาพิชัย 88 ปี ชู ‘ลด-ยก’ เกมใหม่ตลาดน้ำปลา!

    น้ำปลาพิชัย 88 ปี ชู ‘ลด-ยก’ เกมใหม่ตลาดน้ำปลา!

    ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษของ ‘น้ำปลาพิชัย’ แบรนด์น้ำปลาตราหอยนางรม ที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 88 ปี เพราะนอกจากจะเฉลิมฉลองความยาวนานของธุรกิจแล้ว ยังใช้โอกาสนี้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก นั่นคือ “น้ำปลาผง สูตรลดโซเดียม ชนิดซอง” ที่มีคุณสมบัติเด่นคือ โปรตีนสูง-โซเดียมต่ำ และสะดวกต่อการใช้งานและการพกพา

    เบื้องหลังความเคลื่อนไหวนี้ มาจากความตั้งใจของ พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิชัย จำกัด ที่มองว่าอนาคตของตลาดเครื่องปรุงรสจะต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความคุ้มค่า

    fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ตลอดครึ่งแรกของปี 2568 น้ำปลาพิชัยยังสร้างการเติบโตได้สวนทางตลาด โดยยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 22% สูงกว่าการเติบโตของตลาดรวมที่เพียง 5% ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวในช่องทางโมเดิร์นเทรดและออนไลน์ที่เติบโตมากกว่า 30% ขณะที่ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “ลดยกแบรนด์” เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าในราคาย่อมเยา

    ในมุมมองของพันธ์ชนะ การผลักดันให้แบรนด์แข็งแกร่งไม่ใช่เพียงเรื่องยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ทั้งการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การร่วมงานกับเชฟชื่อดังและอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก

    เป้าหมายต่อจากนี้ของน้ำปลาพิชัยคือการก้าวขึ้นเป็น Top 4 แบรนด์น้ำปลาของไทย และขยายตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนว่าการเดินทาง 88 ปีของแบรนด์นี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทย แต่กำลังก้าวไปสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ของน้ำปลาในระดับโลก

    fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tPhY8_SGQtOAzMmW5-BxL

  • ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    29 ส.ค. 2025 เวลา 15:57 น.

    วิกฤติการเมืองฉุดเศรษฐกิจ “ส.อ.ท.” ชี้ รัฐบาลไทยไร้เสถียรภาพ ซ้ำเติมปัจจัยเสี่ยง แนะรัฐ-เอกชนผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    นายเกรียงไกร ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก

    รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-G2pX-zfeLNRQtbNiEVZs

  • พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูฯ

    พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูฯ

    พศจ.แพร่ ร่วมพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูและผลงานทางวิชาการนักเรียน หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี ๒๕๖๘

    เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. พระครูถาวรรัตนานุกิจ ประธานเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขต ๖ เป็นประธานในพิธีปิดโครงการคัดเลือกผลงานแนวปฏิบัติที่ดีของครูและผลงานทางวิชาการนักเรียน หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี ๒๕๖๘ โดยมี นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และผลการดำเนินงานโครงการฯ ในการนี้ นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นผู้แทนมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละรายการแข่งขัน โดยมี พระเถรานุเถระ ผู้บริหาร ครู สามเณรนักเรียน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีฯ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่ ตำบลแม่คำมี อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่
    ในการนี้ นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย นายสุทนต์ ศุภนาม นักวิชาการศาสนาชำนาญการ และนางสาวนราภัทร กอบกำ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ร่วมพิธีดังกล่าวฯ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3756677/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YlLRBEmsZI1fzRRSI7Osr

  • อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    การประท้วงรุนแรงปะทุขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซีย กลายเป็นวิกฤตทางการเมืองของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบิยันโต ในช่วง 10 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เผชิญกับความไม่พอใจที่สั่งสมมานานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ทางการเงินของสมาชิกสภา แต่เหตุการณ์ที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งเสียชีวิตได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน

    ความไม่พอใจที่ฝังลึกปะทุขึ้นบนถนนในจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสภาเมื่อวันจันทร์ โดยแสดงความโกรธเกี่ยวกับสวัสดิการฟุ่มเฟือยของสมาชิกสภา ซึ่งรวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การประท้วงใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนต่อต้านค่าจ้างที่ต่ำจนถึงเวลากลางคืน ตำรวจเข้าสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตาและปืนใหญ่ฉีดน้ำ

    ระหว่างการประท้วงครั้งนั้น รถตู้สีดำของกองพลเคลื่อนที่ได้ชนและฆ่าอัฟฟาน เคอร์นียาวาน คนขับวัย 21 ปี คลิปวิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายไปทั่วและกระตุ้นความโกรธเกี่ยวกับกลยุทธ์ของตำรวจ

    การประท้วงขยายวงกว้าง

    การประท้วงบานปลายหลังจากการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยมีการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งหรือ ‘โอเจ็ก’ เป็นจำนวนมากเหมือนกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าที่ทำการกองพลเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงขว้างประทัด ระเบิดขวดน้ำมัน และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนจุดไฟเผา การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารัง ในเกาะชวา รวมถึงเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คนและบาดเจ็บ 4 คนในมากัสซาร์ เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมือง

    ปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้านการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโว เขากล่าวว่าได้ลดงบประมาณเพื่อให้เงินทุนแก่นโยบายประชานิยม รวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สำหรับเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าชาวอินโดนีเซียผิดหวังกับสถานการณ์เศรษฐกิจของตน ภีมะ ยุทธิษฐิระ อาธิเนการะ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า ยังมีปัญหาเรื่องภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง และการขาดโอกาสในการทำงาน

    กระทรวงแรงงานระบุว่ามีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เพิ่มขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว คนงานรับส่งเหมือนเคอร์นียาวานยังเผชิญกับการหักเงินที่มากขึ้นและชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจระเบิดขึ้นเพราะขาดความเห็นอกเห็นใจจากสมาชิกสภา ปัญหาสั่งสมเหมือนฟางแห้ง และสภาจุดไฟ นี่เป็นเพียงปลายเขาน้ำแข็ง

    การทดสอบปราโบโว

    การประท้วงเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องดำเนินการเพื่อระงับความโกรธของประชาชน

    เมด ซูปรียัตมะ นักวิจัยเยือนที่สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะถอดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง ประชาชนต้องการท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการแก้ไข

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน ตำรวจยังได้กักขังเจ้าหน้าที่บริโมบ 7 นาย โดยระบุว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    การประท้วงเพิ่มเติม

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มเติมขณะที่ความโกรธของประชาชนยังคงเดือด นักศึกษาหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจจาวาตะวันออกในสุราบายาเมื่อวันเสาร์

    คนขับโอเจ็กบางคนกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่าพวกเขาจะกลับมาลงถนนเร็วๆ นี้เพื่อประท้วงต่อต้านสมาชิกสภา มีการเรียกร้องออนไลน์ให้มีการประท้วงเพิ่มเติมหน้าสภาสัปดาหน้าเพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    เมดกล่าวว่า เชื่อว่าการประท้วงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-violent-protests-prabowo-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DVQ5oeAfhqBbpOQhIMZo4