Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เผยแผนขยายฝูงบิน ดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินอาเซียน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เผยแผนขยายฝูงบิน ดันไทยสู่ศูนย์กลางการบินอาเซียน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกในปี 2568–2571 พร้อมวางแผนอนาคต เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการขยายฝูงบิน เพิ่มเครือข่ายเส้นทางบิน ลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร

    ปัจจุบันเวียตเจ็ทไทยแลนด์อยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้าย เพื่อเตรียมรับมอบอากาศยานใหม่ โบอิ้ง 737-8 เพิ่มอีก 50 ลำ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยเครื่องลำแรกมีกำหนดส่งมอบในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเปิดเส้นทางการบินใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเชื่อมต่อเมืองหลัก–เมืองรองในไทยกับเมืองสำคัญทั่วเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การขยายฝูงบินครั้งนี้ไม่เพียงแต่รองรับความต้องการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการยกระดับศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีการเติบโตด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่รายได้ ปริมาณผู้โดยสาร และเครือข่ายเส้นทางบิน สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นจากผู้โดยสารและคู่ค้า โดยมุ่งมั่นนำเสนอการเดินทางที่สะดวกสบาย ราคาคุ้มค่า และตรงเวลา

    “การเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ ที่ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นแผนการขยายฝูงบินทั้งในระยะสั้นและกลาง เพื่อรองรับการเติบโตของสายการบินให้บริการ จะช่วยให้เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลว์คอสต์ที่รุนแรง และสร้างความพร้อมให้ไทยก้าวสู่การเป็นฮับการบินในภูมิภาค และที่สำคัญยังจะสร้างงานกว่า 4,000 – 5,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมนักบิน พนักงานต้อนรับ พนักงานภาคพื้นดิน และฝ่ายวิศวกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

    พร้อมกันนี้นายวรเนติ กล่าวว่าในฐานะสายการบินยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอยู่เสมอ โดยได้เปิดโอกาสให้ทั้งบัณฑิตจบใหม่ ผู้มีประสบการณ์ทำงาน รวมถึงผู้ที่มีความมุ่งมั่นในสายอาชีพด้านการบินได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

    ด้าน คุณปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์ เสริมว่าตลอดปีที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตของผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย และตอบสนองความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่

    “เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถรักษาอัตราการเติบโตของผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสายการบินราคา ซึ่งจุดแข็งของเราคือการมอบบริการคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นและสามารถขยายตลาดใหม่ได้อย่างมั่นคง”

    ในปีนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์เตรียมเปิดเส้นทางใหม่ รวมถึงเส้นทางกรุงเทพฯ–โซล (เดือนตุลาคม) กรุงเทพฯ–โกลกาตา ในเดือนพฤศจิกายน กรุงเทพฯ–โตเกียว (นาริตะ) ในเดือนธันวาคม กรุงเทพฯ–โอซาก้า (คันไซ) ในเดือนธันวาคม และกรุงเทพฯ–อาห์เมดาบัด ในเดือนธันวาคม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดเกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เวียตเจ็ทไทยยังเตรียมมอบประสบการณ์การบินที่น่าประทับใจด้วยการให้บริการด้านความบันเทิงบนเที่ยวบิน (In-Flight Entertainment)

    “ที่สำคัญไม่แพ้กัน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงพัฒนาความตรงต่อเวลาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ของสายการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและการมอบบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้โดยสาร”

    คุณสญาดา เบญจกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ กล่าวว่าเวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ที่ไม่เพียงการสร้างความเติบโตเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังต้องการสร้างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมทั้งเป็นแรงผลักดันในการสนับสนุนการท่องเที่ยว

    “เวียตเจ็ทไทยแลนด์ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราเดินหน้าจัดกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา และการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น รวมถึงร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบาย ‘Fly Green’ ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้สายการบินฯ ยังมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียวและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลโลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”

    นอกจากนี้เวียตเจ็ทไทยแลนด์ประกาศตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืน โดยเดินหน้าศึกษาและส่งเสริมการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ควบคู่กับการนำเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น A321neo และ Boeing 737-8 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 15–20% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เชื่อมต่อเมืองรองของไทยกับตลาดต่างประเทศโดยตรง เสริมบทบาทของไทยในฐานะฮับการบินและท่องเที่ยว พร้อมต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค รวมทั้งพัฒนาความร่วมมือกับภาครัฐและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574599/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17obo-TKXXbVdXiRn5Wh-W

  • เมื่อคอนเสิร์ตโตสวนทางเศรษฐกิจ ! เดอะมอลล์ ผุดบางกอกแลนด์รองรับ

    เมื่อคอนเสิร์ตโตสวนทางเศรษฐกิจ ! เดอะมอลล์ ผุดบางกอกแลนด์รองรับ

    เมื่อคอนเสิร์ตโตสวนทางเศรษฐกิจ ! เดอะมอลล์ ผุดบางกอกแลนด์รองรับ

    สองยักษ์ใหญ่จับมือลงทุนครั้งใหญ่ สร้างบางกอกแลนด์ รองรับตลาดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ในประเทศไทยที่เติบโตอย่างคึกคัก ดึงดูดเม็ดเงินและนักท่องเที่ยว

    แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว แต่ตลาดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ในประเทศไทยกลับเติบโตอย่างคึกคัก จนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่น่าจับตา โดยเฉพาะเมื่อ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าอย่าง เดอะมอลล์ และ บางกอกแลนด์ กำลังเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อปั้น “Entertainment Complex” หรือศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร เพื่อรองรับเม็ดเงินมหาศาลที่สะพัดอยู่ในธุรกิจนี้
     

    แบงค็อก อารีน่า: อนาคต Entertainment Hub แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

    กลุ่มเดอะมอลล์กำลังจะสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการค้าปลีกและการท่องเที่ยว ด้วยโปรเจกต์มิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่ “Bangkok Mall” บนพื้นที่กว่า 78 ไร่ ย่านบางนา-ตราด ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยไฮไลต์สำคัญคือ “Bangkok Arena” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ AEG บริษัทชั้นนำด้านความบันเทิงระดับโลก

    Bangkok Arena จะเป็นอารีน่าที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล สามารถรองรับผู้ชมได้ถึง 18,000 ที่นั่ง ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดงานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งคอนเสิร์ต งานกีฬา และอีเวนต์ขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2571 ซึ่งจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้รักความบันเทิง ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการและพื้นที่โดยรอบอย่างมหาศาล
     

    บางกอกแลนด์: ต่อยอดความสำเร็จจาก IMPACT สู่ Entertainment City

    ในขณะที่เดอะมอลล์กำลังปักธงใหม่ บางกอกแลนด์ ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม IMPACT เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว ก็กำลังเดินหน้าเสริมแกร่งอย่างต่อเนื่อง พอลล์ กาญจนพาสน์ ซีอีโอของบริษัทฯ ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อ “ซื้อประสบการณ์” มากกว่าการซื้อสินค้า ทำให้ตลาดคอนเสิร์ตยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

    เพื่อรองรับดีมานด์ที่ล้นทะลัก บางกอกแลนด์จึงมีแผนลงทุนปรับปรุง IMPACT Arena ครั้งใหญ่ในรอบ 26 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เพื่อยกระดับให้เป็น Entertainment Destination ระดับโลก โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2569 และแล้วเสร็จในอีก 18 เดือนข้างหน้า ซึ่งการปรับปรุงนี้จะไม่กระทบกับงานที่จัดอยู่เดิม เนื่องจากจะทยอยปิดปรับปรุงเป็นส่วนๆ

    นอกจากนี้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บางกอกแลนด์ยังเตรียมยึดคืนพื้นที่ ธันเดอร์โดม สเตเดี้ยม จากการกีฬาแห่งประเทศไทยเมื่อหมดสัญญาเช่าในปี 2570 เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่จัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ทั้งแบบอินดอร์และเอาท์ดอร์ ซึ่งจะรองรับผู้ชมได้มากถึง 40,000-50,000 คน ซึ่งหากแผนการพัฒนาพื้นที่นี้สำเร็จ จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของ IMPACT ในฐานะ “Entertainment City” ที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

    การที่สองยักษ์ใหญ่เดินหน้าลงทุนพัฒนาพื้นที่ความบันเทิงครั้งใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ในประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้กับผู้คน แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และในอนาคตอันใกล้ กรุงเทพฯ อาจกลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงระดับภูมิภาคที่สามารถดึงดูดศิลปินระดับโลกและเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B73yhI4fMDjW8bel9Zy36

  • คำชี้แจงสำคัญของ “กาซิม ฆะรีบ อาบาดี ” เกี่ยวกับกระบวนการ Snapback

    คำชี้แจงสำคัญของ “กาซิม ฆะรีบ อาบาดี ” เกี่ยวกับกระบวนการ Snapback

    ✅ คำชี้แจงสำคัญของ “กาซิม ฆะรีบ อาบาดี ” เกี่ยวกับกระบวนการ Snapback
    🔻 กาซิม ฆะรีบ อาบาดี รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าประเทศในยุโรประบุว่า การเปิดใช้งานกระบวนการ Snapback จะใช้เวลาระหว่าง 20 ถึง 30 วัน โดยเขาหวังว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ยุโรปจะใช้โอกาสนี้เพื่อแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง เพราะหากมีการฟื้นฟูมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านก็จะตอบโต้ในระดับที่เหมาะสมเช่นกัน
    🔸 เขากล่าวว่าการดำเนินการของ 3 ประเทศในยุโรปนั้น “ผิดกฎหมายและไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ” และเน้นย้ำว่าองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากน่าเสียดายที่ดำเนินการภายใต้กรอบทางการเมือง
    🔻 ฆะรีบ อาบาดี ยังกล่าวถึงบทบาทของจีน รัสเซีย และปากีสถานในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้คัดค้านกระบวนการ Snapback และอิหร่านยังมีโอกาสหารือกับประเทศเหล่านี้ในประเด็นดังกล่าว
    🔸 เขายังระบุว่า ในแถลงการณ์สุดท้ายของการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ มีหลายข้อสำคัญที่ถูกรวมไว้ตามข้อเสนอของอิหร่าน ได้แก่:
    ▫️ การประณามการรุกรานของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ต่ออิหร่าน
    ▫️ การเน้นย้ำว่าจะต้องปฏิบัติตามข้อมติ 2231 อย่างครบถ้วน ไม่ใช่แบบเลือกปฏิบัติ
    🔻 เขาย้ำว่า โอกาสนี้ไม่ใช่แค่อิหร่านเท่านั้นที่มี แต่เป็นโอกาสสำหรับยุโรปเช่นกัน ที่จะได้แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง

  • “เงินบาท” เปิดเช้าอ่อนค่า 32.30 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    “เงินบาท” เปิดเช้าอ่อนค่า 32.30 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ 2 ก.ย.68 ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ผ่านมาที่ 32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    โดยดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจไทยเดือน ส.ค. ฟื้นตัว นำโดยภาคบริการและการผลิต ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ส.ค. ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 47.5 จาก 45.8 ในเดือนก่อนโดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคบริการ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารที่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวชาวยุโรป และภาคการผลิต ซึ่งกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ขยายตัว นอกจากนี้ คาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังปรับดีขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 50 ที่ 51.1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

    ขณะที่ สหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้านโยบายการค้า แม้ศาลชี้มาตรการภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยืนยันว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงเดินหน้าเจรจาการค้าและใช้นโยบายภาษีกับประเทศคู่ค้าต่อไป ถึงแม้ว่าล่าสุดศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ จะมีคำตัดสินว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม โดยฝ่ายบริหารแสดงความมั่นใจว่าศาลฎีกาจะกลับคำตัดสิน และยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ว่านโยบายการค้าที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไป

    ส่วนสัปดาห์นี้ปัจจัยที่ต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ ตัวเลขภาคบริการ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือนส.ค ในวันศุกร์นี้ และสถานการณ์การเมืองในประเทศบ้านเรา

    ด้านสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 347.8 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 1,376 ล้านบาท ขณะที่ กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ USD/THB 32.15-32.45 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.15/ขาย 32.45, EUR/THB 37.65- 38.05 แนะนำ ซื้อ 37.65/ขาย 38.05, JPY/THB 0.2176- 0.2216 แนะนำ ซื้อ 0.2176 / ขาย 0.2216, GBP/THB 43.55- 43.95 และ AUD/THB 20.97 – 21.37

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/779414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O67iQ8LTf3JF0Xb7MmSoN

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง


    2/09/2568 | 41 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    วันที่ 2 กันยายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการเปิดกิจกรรมสัมมนาผู้นำองค์การเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ระหว่างวันที่ 2 – 3 กันยายน 2568 โดยเป็นกิจกรรมฯ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้นำหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.) ชายและหญิง และผู้นำกลุ่ม/องค์กรชุมชน รวมจำนวน 380 คน ซึ่งเป็นแกนนำหลักสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน ให้ได้รับทราบแนวนโยบายการทำงานในชุมชน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ความสำเร็จในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และในวันที่ 3 กันยายน 2568 จะได้ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพฯ พร้อมกับคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และกรมการพัฒนาชุมชน

    กิจกรรมฯ ในวันนี้ ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมในพิธีเปิด และมีการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลายในด้านการพัฒนาชุมชน ได้แก่ เครือข่ายงานพัฒนาชุมชน ผู้นำกับการพัฒนาชมชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภารกิจการขับเคลื่อนงานของสำนักงานเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสำเร็จของการพัฒนาตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียง และรับทราบถึงระเบียบและธรรมเนียมพึงปฏิบัติในการเข้าเฝ้าฯ ในวันถัดไป

    ในการนี้ กิจกรรมสัมมนาผู้นำองค์การเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้นำหมู่บ้าน ชุมชนซึ่งถือเป็นแกนนำหลักในการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีฐานรากของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่แข็งแรง ส่งผลทำให้ประชาชนใช้ชีวิตในหมู่บ้าน ชุมชนอย่างมีความสุข ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 2/09/2568 09:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07YIvJqUf4YJLocATzZ0VS

  • ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาลใหม่ ดึง 3 คนนอก นั่งคุมเศรษฐกิจ-ต่างประเทศ

    ‘อนุทิน’ ตั้งรัฐบาลใหม่ ดึง 3 คนนอก นั่งคุมเศรษฐกิจ-ต่างประเทศ

    ดีลตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงฝุ่นตลบ แม้สปอร์ตไลท์ จะสาดไปยังพรรคภูมิใจไทย โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่ก็ยังอยู่ภายใต้ตัวแปรสำคัญว่าจะได้-ไม่ได้ นั่นคือ เสียงโหวตจากพรรคประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนว่า พรรคประชาชน จะสนับสนุนนายอนุทิน เพราะรับเงื่อนไขสำคัญของพรรค 4 ข้อ และปัจจุบันก็ได้รวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว 

    จะว่าไป หากสมการทางการเมืองได้ข้อสรุป โดยมีนายกฯ ชื่อ “อนุทิน” ก็เป็นไปได้ว่า นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคเคยหาเสียงไว้ อาจถูกัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง หากว่านโยบายดังกล่าว ไม่ไปกระทบกระเทือนกับเสียงโหวตใหญ่ 

    โดยการขับเคลื่อนนโยบายออกมาในช่วงเวลาจำกัด จำต้องใช้ทีมที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะมือแก้ปัญหา “เศรษฐกิจ” ที่พรรคภูมิใจไทยมี หรืออาจไปเทียบเชิญตัวแทนมาจากโควตากลาง 

    แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้ทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้ตั้งขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านมาการทำงานของฝ่ายบริหารพรรคหลายคนก็สามารถขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจออกมาได้

    โดยมี หัวหน้าทีมเศราฐกิจ นั่นก็คือหัวหน้าพรรค “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของพรรคหลายด้าน สามารถเป็นผู้ขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจออกมาได้

    ขณะเดียวกันทางพรรคก็มีสมาชิก และอดีตรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นมือเศรษฐกิจ หรือเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายคน โดยมีผู้ที่ทำงานทั้งเบื้องหน้า-เบื้องหลัง โดยในกลุ่มของอดีตรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคได้ เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเคยเป็นทั้งอดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และรมว.แรงงาน 

    เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ อดีตรมว.พาณิชย์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ หรือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งแม้ว่าตำแหน่งล่าสุดจะเป็น รมช.มหาดไทย แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยนั่งเป็นรมช.คมนาคม มาก่อน

    แหล่งข่าว ระบุกับฐานเศรษฐกิจว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามแผนของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนายอนุทิน เป็นนายกฯ คนใหม่ ทางพรรคอาจจะสรรหาคนนอกเข้ามาเป็นมือเศรษฐกิจหลักของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้เคาะรายชื่อเรียบร้อยแล้ว เพื่อจะได้ขับเคลื่อนการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลออกมาได้ในช่วงระยะเวลาจำกัด ก่อนที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับพรรคประชาชน

    เช่นเดียวกับนโยบายด้านการต่างประเทศ ก็มีความเป็นไปได้ว่า พรรคภูมิใจไทย อาจเทียบเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานต่างประเทศตัวจริงเข้ามาทำงานด้านนี้ เพราะที่ผ่านมางานทางด้านต่างประเทศมีความสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการเกิดการกระทบกระทั่งบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา รวมไปถึงการเจรจากรอบการค้าสำคัญกับสหรัฐฯ รวมทั้งการรองรับการเจรจาการค้าในกรอบอื่น ๆ 

    ทั้งนี้นอกจากงานทางด้านการต่างประเทศแล้ว การขับเคลื่อนงานทางด้านการค้าก็เป็นอีกงานหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าอีกหนึ่งคน

    โดยมีเป้าหมายคือเรื่องการเจรจาเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งจะใช้เวลาในการเจรจารายละเอียดค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) อีกหลายประเทศ โดยเฉพาะ FTA ไทย-อียู ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะปิดดีลให้ได้ภายในปลายปีนี้

    ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจสำคัญของพรรคภูมิใจไทยนั้น ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งรอบล่าสุด พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศนโยบายออกมาหลายเรื่อง 

    โดยนโยบายระยะสั้น คือ นโยบาย “พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก” เพื่อช่วยเหลือประชาชนหยุดจ่ายหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งเป้นการดูแลแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับสูง 

    เช่นเดียวกับนโยบาย “เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท” มีเป้าหมายหยุดวงจรหนี้นอกระบบและสนับสนุนการประกอบอาชีพ มีเงื่อนไขการปล่อยกู้เงินฉุกเฉินให้ผู้มีอายุ 20 ปีขึ้น โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน ผ่อนชำระเพียงวันละ 150 บาท เป็นเวลา 365 วัน รวมดอกเบี้ยและเงินต้น 54,750 บาท

    ขณะที่นโยบายระยะยาว เช่น การผลักดันโครงการ “Landbridge” ซึ่งจะเชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมของอาเซียน การพัฒนาการขนส่งสาธารณะ ผ่านการนำรถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาเพื่อลดมลพิษ PM2.5 ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฟรีบนหลังคาบ้าน ลดค่าไฟ 450 บาทต่อเดือน และสิทธิการใช้เครดิตพลังงานนาน 25 ปี

    รวมไปถึงนโยบาย “เกษตรร่ำรวย ด้วย Contract Farming” เป็นหนึ่งในนโนบายที่ช่วยเหลือเกษตรกรสามารถรู้ราคาก่อนปลูกพืช และรับเงินก่อนขาย และสนับสนุนระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสำหรับพืชเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637655&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m96xYSItjbicVLKmispfy

  • ธปท. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน “Micro SMEs อีสาน” รากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    ธปท. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน “Micro SMEs อีสาน” รากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    การสัมมนานี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และคลังจังหวัดนครพนม รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ​ภายในงานมีการเปิดเวทีให้ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น โดยมีการบรรยายเจาะลึกเศรษฐกิจภาคอีสาน การนำเสนอผลการศึกษา “เสริม Micro SMEs อีสาน สร้างรากฐานสู่ความยั่งยืน” และการเสวนา “Micro SMEs ก้าวเดินที่ใช่กับการเติบโตที่มั่นคง” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินมาร่วมให้ข้อมูลและหารือแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

    ​ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ว่า มุ่งเน้นการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการหนี้สินร่วมกับ บสย. เพื่อช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำบัญชีและการรีบปรึกษาสถาบันการเงินทันทีที่ประสบปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1296589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WbNmyzav62B-RrW9isYy

  • ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    วันนี้ (2 ก.ย.68) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คุณเบนซ์ พรชัย ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและรายงานความคืบหน้าล่าสุดในย่านเศรษฐกิจ ตลาดหล่มสัก อ.หล่มสัก พบว่าเช้านี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วบางจุด ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยทำความสะอาดบ้านเรือนของตนเอง พร้อมกับติดตามเฝ้าสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

    ที้งนี้ในหลายพื้นที่ในเขตอำเภอหล่มสักเริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกที่รับน้ำต่อจากอำเภอหล่มสัก เช่น ตำบลตาลเดียว และตำบลปากดุก ล่าสุดระดับน้ำเริ่มท่วมสูงขึ้น มีบ้านเรือนและ พื้นที่เกษตรกรรม ถูกน้ำท่วมสูง ล่าสุดระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับน้ำท่วมจังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำท่วมครั้งนี้ พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ 23 ตำบล 112 กระทบ 7,747 ครัวเรือนหนักสุดคือ เทศบาลเมืองหล่มสักมี 11 ชุมชนได้รับผลกระทบ และบ้านเรือนร้านค้าถูกน้ำท่วมมากกว่า 5000 หลังคาเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/Nmhk405ZU&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Y6aQZj3SKbmCHUZLHsbA

  • เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    ตลาดสกินแคร์ไทยที่มีมูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท กำลังแข่งกันกันอย่างคึกคัก เพราะยุคนี้มีทั้งแบรนด์นอกและแบรนด์ไทยที่แข่งกันอย่างดุเดือด 

    • หนึ่งในคำถามที่สำคัญคือ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก เวชสำอางยังขายดีไหม?

    นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) บอกว่า “แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อตกต่ำ แต่ธุรกิจ เวชสำอางยังเติบโตระดับ Double Digit เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเป็น ‘สินค้าจำเป็น’ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นใจ”

    นอกจากนั้น ผู้บริหารของ La Roche-Posay บอกด้วยว่า เป็นเพราะ “คนไทยยุคนี้มีความรู้เรื่องเวชสำอางมากขึ้น” ซึ่งนี่เป็นผลจากการแข่งขันที่สูงขึ้นของทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นอกโดยตรง ส่งผลให้ในภาพรวมแล้วเป็นผลดีกับผู้บริโภค

    La Roche-Posay อยู่ภายใต้แบรนด์ L’Oréal ซึ่งในเครือมีแบรนด์เวชสำอางอีก 2 แบรนด์คือ CeraVe และ Vichy ซึ่งมีจุดเด่นที่การทำงานร่วมกับแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิด และได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

    แต่ถ้าเฉพาะเจาะจงไปที่ La Roche-Posay ท่ามกลางการแข่งขันที่มีความท้าทาย คำถามคือ La Roche-Posay ในฐานะของผู้นำตลาดเวชสำอาง ทำการตลาดอย่างไร?

    3 กลยุทธ์การตลาด แพทย์ – ความเชื่อมั่น – อินฟลูเอนเซอร์

    ผู้บริหาร La Roche-Posay บอกว่า จะเดินเกมการตลาดด้วย 3 แกนหลัก

    1. Medical First – ทำงานกับเครือข่ายแพทย์ผิวหนังทั่วโลกกว่า 90,000 คน และในไทยมากกว่า 700 คน ถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
    2. Influencer & Silver Gen – ใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งขยายฐานสู่ Silver Generation (วัย 45+) ผ่านการสื่อสารเรื่อง “ผิวแพ้ง่าย-ผิวบอบบาง” ซึ่งตรงกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
    3. Omnichannel Communication – ขยายการสื่อสารครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย

    ครบรอบ 50 ปี: “Life-Changing House Since 1975”

    อย่างไรก็ตาม ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ La Roche-Posay  ได้มีการจัดนิทรรศการ Life-Changing House Since 1975 ย้อนรอยความสำเร็จตลอด 50 ปี แห่งความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์พร้อมขอบคุณพาร์ทเนอร์ทางการแพทย์ และมอบรางวัลให้แก่ นักวิจัยผิวหนัง (Dermatologist Awards)

    โดยแบรนด์มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับสังคม เช่น โครงการ Cancer Support ที่ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งฟื้นความมั่นใจด้านผิวหนัง รวมถึงการวิจัยด้าน Neuroscience ที่ชี้ให้เห็นพลังของ “การสัมผัส” (Healing Power of Touch) ต่อกำลังใจของผู้ป่วย

    โดยทาง La Roche-Posay ได้วางเป้าหมาย ติด TOP 3 แบรนด์สกินแคร์ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนด้วย 2 แกนหลัก

    • นวัตกรรม เช่น SPOTSCAN (AI วิเคราะห์ปัญหาผิว) และโมเลกุลใหม่ MELASYL สำหรับจัดการจุดด่างดำ
    • ความยั่งยืน โรงงานใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2023 และตั้งเป้าใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลทั้งหมดภายในปี 2030

    นอกจากนี้ La Roche-Posay บอกว่า ตลอดการเดินทาง 50 ปี ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไอคอนิกมากมาย จนได้รับการยอมรับในฐานะ “สกินแคร์เปลี่ยนชีวิต” อย่างแท้จริง  อาทิ  EFFACLAR DUO+M  กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว ​ANTHELIOS UVMUNE 400 SPF50+ PA++++ กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเบา ปกป้องผิวถึง Ultra-long UVA MELA B3 SERUM เซรั่มลดเลือนจุดด่างดำฝังลึก ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ CICAPLAST BAUME B5+ บาล์มเข้มข้นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่มีผิวบอบบางมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ​ และ LIPIKAR BAUME AP+M บาล์มบำรุงผิวสำหรับผิวแห้งและมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/la-roche-posay-life-changing-house-since-1975/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dyKEVvGrhYI8d1e39WIEp

  • “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่น รับกระแสเปิดตัว iPhone 17 ดันหุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอทีพุ่ง!!

    “โกลเบล็ก” คัด 6 หุ้นเด่น รับกระแสเปิดตัว iPhone 17 ดันหุ้นกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอทีพุ่ง!!


    บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยเดือน ก.ย.ผันผวน ในกรอบ 1,200-1,280 จุด หลังศาลฯ สั่งนายกฯ พร้อมคณะหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้เกิด Overhang ทางการเมืองในระยะสั้น

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในเดือน ก.ย. 2568 ว่า ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยมีแรงกดดันจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ ส่งผลให้มี Overhang ทางการเมืองในระยะสั้น ฝ่ายวิจัยคาดกรอบดัชนีระหว่าง 1,200-1,280จุด

    ขณะที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นในเดือนนี้ต่อเนื่อง อาทิ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกมาตรการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ (de minimis) อย่างถาวร ส่งผลให้พัสดุทุกชิ้นที่นำเข้าจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ สถานการณ์ความไม่สงบระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างหนักหลังกองทัพเรือสหรัฐฯ เคลื่อนกองเรือรบขนาดใหญ่เข้าประชิดทะเลแคริบเบียนตอนใต้ โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดในภูมิภาคลาตินอเมริกา

    ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 49.7 แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 48.9 ในเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นเกณฑ์ชี้วัดภาวะหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ แม้อัตราการหดตัวของผลผลิตภาคโรงงานจะชะลอตัวลง แต่ยอดคำสั่งซื้อใหม่โดยรวมยังคงลดลงในอัตราเดียวกันกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงสภาวะตลาดที่ยังคงซบเซา

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่   3 ก.ย. ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), วันที่ 3-5 ก.ย. คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงวันโหวตเลือกนายกฯ, วันที่ 4 ก.ย. ตลท. แถลงสรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์, สัปดาห์ที่ 2 สภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนและอัปเดตสถานการณ์ลงทุน, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย, สัปดาห์ที่ 3 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, สัปดาห์ที่ 4สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, สัปดาห์ที่ 5สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค และ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, วันที่ 30 ก.ย. สิ้นสุดงวดไตรมาสที่ 3/2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย, ในเดือน ก.ย. กนง.ไม่มีกำหนดการประชุม, แต่มีกำหนดประชุม กนง.   ครั้งที่ 5/2568 ในวันที่ 8 ตุลาคม  

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 2 ก.ย. อียู รายงานอัตราเงินเฟ้อขั้นต้นเดือนสิงหาคม, สหรัฐฯ รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนสิงหาคม ดัชนีภาคการผลิตเดือนสิงหาคม และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนกรกฎาคม,วันที่ 3 ก.ย. สหรัฐฯ รายงานตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนกรกฎาคม และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนกรกฎาคม, เช้าวันที่ 4 ก.ย.ธนาคารกลางสหรัฐฯ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book, วันที่ 4 ก.ย.สหรัฐฯ รายงานตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนสิงหาคม และดัชนีภาคบริการเดือนสิงหาคม, วันที่ 16-17 ก.ย. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯครั้งที่ 6/68

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์สำหรับเดือนกันยายนลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดตัว iPhone 17 ที่มีกระแสข่าวว่าจะเปิดตัวในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกและจัดจำหน่ายสินค้าไอทีได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ ADVICE, COM7, SYNEX, SPVI,JMART และ CPW

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/34919&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dhW_AztpwRG55ljXqadNY