Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นคาดการณ์ GDP ปี 69-68 กังวลการเมืองไร้เสถียรภาพ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นคาดการณ์ GDP ปี 69-68 กังวลการเมืองไร้เสถียรภาพ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การขยายทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 และ 2570 ลง 0.1% จากตัวเลขคาดการณ์เดือนมิ.ย. โดยระบุถึงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ ประกอบกับปัจจัยจากภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสมีแนวโน้มเติบโตช้ากว่ายูโรโซนในช่วงหลายปีข้างหน้า

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสเตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจหลังปี 2568 มีความเสี่ยงที่จะเผชิญขาลง ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังในปี 2569 อาจทำให้ธุรกิจและครัวเรือนชะลอการตัดสินใจลงทุนและใช้จ่าย

    ปัจจุบัน ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองที่ยืดเยื้อและข้อถกเถียงด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ บายรู ต้องพ้นตำแหน่งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ขณะที่เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีคนใหม่ กำลังหารือกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อจัดทำงบประมาณปี 2569 แต่กลับเจอแรงกดดันจากทั้งฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดที่ต้องการผลักดันให้มีการเลือกตั้งเพื่อผ่าทางตันในสภา

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังกระตุ้นความกังวลในตลาดการเงิน ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของฝรั่งเศสพุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ก.ย.) ฟิทช์ (Fitch) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลงจากระดับ AA- มาอยู่ที่ A+ โดยระบุถึงภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองและหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสในขณะนี้อยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ทั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แล้วว่าฝรั่งเศสจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฟิทช์ถือเป็นจังหวะเวลาที่เลวร้ายสำหรับฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นการเพิ่มความซับซ้อนให้กับร่างงบประมาณประจำปี 2569 ฉบับแรกที่รัฐบาลจะเร่งนำเสนอต่อรัฐสภาภายในวันที่ 7 ต.ค. แต่การดำเนินการของฟิทช์อาจทำให้รัฐบาลของเลอกอร์นูต้องเลื่อนการยื่นงบประมาณออกไปจนถึงวันที่ 13 ต.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8F0IQ7DYNXUKZHCYXLP2XJLWJQ5ZXI&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sE9BN15BZ2Ac5zgvtC6qr

  • ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เปิด ‘บันทึกการเดินทางตลอด 5 ปีในธปท.’

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เปิด ‘บันทึกการเดินทางตลอด 5 ปีในธปท.’

    วันนี้ (16 กันยายน) ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะสิ้นสุดวาระใน 30 กันยายนนี้ เปิดเผย ‘บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท.: การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย’ ในงานผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press) ครั้งที่ 2 ของปี 2568

    ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568) เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน ในฐานะองค์กรที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังต้องวางรากฐานให้เศรษฐกิจแข็งแรงพอที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ภารกิจหลัก 3 ด้าน คือ การรักษาเสถียรภาพโดยรวม (macro-financial stability) การวางรากฐานภาคการเงินสำหรับอนาคต (Financial Landscape) และการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer protection) หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย คือ การผสมผสานใช้เครื่องมือที่หลากหลาย หรือ “Integrated Policy Mix” เพราะ ธปท. ตระหนักดีว่า เครื่องมือหลักอย่าง “ดอกเบี้ย” นั้นจะส่งผลกระทบในวงกว้าง (Blunt Tool) อาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจึงต้องอาศัยเครื่องมืออื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงินระยะสั้นที่ตรงจุด หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ระยะที่ 1: ปี 2563 – 2564: รับมือวิกฤตฉุกเฉิน (COVID-19) 

    ปี 2563 กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลันจากมาตรการ lockdown ในช่วงการระบาดของ COVID-19 GDP หดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี ที่ 6.1% การท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ แทบจะเป็นอัมพาต จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมี 40 ล้านคนต่อปีลดลงเหลือเกือบศูนย์ ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น เพราะกิจการไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ

    ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เป้าหมายของ ธปท. คือ ดำเนินมาตรการให้ทันท่วงทีและต้องยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงมาก รวมทั้งดูแลให้ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินยังทำงานได้ปกติและสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปถึงผู้ได้รับผลกระทบได้ โดยในช่วงดังกล่าว กนง. ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและต่อเนื่องจนสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ควบคู่กับการออกมาตรการทางการเงิน ทั้งแก้หนี้เดิมและเติมเงินใหม่

    ตัวอย่างมาตรการแก้ปัญหาหนี้เดิมของรายย่อยและธุรกิจ ได้แก่ การออกมาตรการพักชำระหนี้แบบ “ปูพรม” ให้กับลูกหนี้ธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้างเป็นเวลา 3 – 6 เดือนตามประเภทสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ธปท. ตระหนักว่ามาตรการแบบปูพรมนั้นมีต้นทุนสูงและอาจสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว เช่น บั่นทอนวินัยทางการเงิน (moral hazard) จึงได้ปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยปรับมาตรการพักชำระหนี้วงกว้างให้เป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ (opt-in) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงหลัง โดย ธปท. ได้ผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการผ่อนปรนเกณฑ์กำกับดูแลให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้คล่องตัวขึ้น

    ส่วนมาตรการเติมเงินใหม่ ก็ได้ปรับจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ในระยะแรก เป็น “สินเชื่อฟื้นฟู” ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นขึ้น และ “โครงการพักทรัพย์ พักหนี้” ที่เน้นช่วยให้ธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบสูงยังสามารถรักษาทรัพย์สินไว้และไปต่อได้ 

    การปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นและตรงจุดนี้ สะท้อนหลักคิดในการดำเนินนโยบายที่พร้อมปรับตัว และการขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจังเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิผลสูงสุด ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ (GDP ขยายตัว 1.6% ในปี 2564) ระบบการเงินโดยรวมยังทำงานได้ไม่สะดุด และกลไกสินเชื่อสามารถเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด โดยโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ถูกใช้เกือบเต็มวงเงินที่ 3.5 แสนล้านบาท ช่วยธุรกิจได้กว่า 6.7 หมื่นราย

    ระยะที่ 2: ปี 2565 ประคองการฟื้นตัวท่ามกลางเงินเฟ้อ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวในลักษณะที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped Recovery) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ 7.9% (เดือน ส.ค. 2565) สถานการณ์ดังกล่าวสร้างโจทย์ที่ยากลำบาก คือ การรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ กับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่สะดุด (smooth take-off) โดยในช่วงเวลานั้น ธปท. ถูกแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเหมือนหลายประเทศ เพราะมองว่าไทยขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (behind the curve)

    ธปท. ได้เลือกดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual and measured) ไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเหมือนธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากเห็นว่าเงินเฟ้อของไทยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (cost-push inflation) ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว อีกทั้งเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนประเทศอื่น การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากไป (เหยียบเบรก) จึงอาจกระทบการฟื้นตัวโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ทยอยถอนมาตรการช่วยเหลือวงกว้างบางส่วน เพื่อให้นโยบายปรับสู่ภาวะปกติและลดผลข้างเคียงต่อระบบการเงิน เช่น ปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ของสถาบันการเงินกลับมาเป็นปกติที่ 0.46% จากที่ปรับลดเหลือ 0.23% ในช่วงโควิด ขณะที่อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต ธปท. ยังขอให้คงการลดอัตราฯ ไว้ที่ 5% จนถึงปี 2566 ก่อนที่จะให้ทยอยปรับอัตราฯ ขึ้นเป็น 8% ต่อไป

    มองย้อนกลับไป การเลือกปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญกับบริบทการฟื้นตัวของไทยมากกว่าสถานการณ์ในต่างประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ภายใน 7 เดือน โดยไม่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องสะดุดลง (GDP ขยายตัว 2.6% ในปี 2565)

    ระยะที่ 3: ปี 2566 – 2567 วางรากฐานทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

    เมื่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อคลี่คลายลง เศรษฐกิจโลกกลับเผชิญความผันผวนระลอกใหม่ ทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักและการชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่กลับเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมชะลอลง ซึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยเชิงวัฏจักรภายนอกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมานาน ทั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงราว 90% ต่อ GDP 

    การดำเนินนโยบายในช่วงนี้จึงมุ่งเน้นการปรับเข้าสู่ระดับที่ช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจในระยะปานกลางควบคู่ไปกับการวางรากฐานสำหรับอนาคต ภายใต้หลักคิดของการทำ “นโยบายที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน” (Robust Policy) ที่ต้องยืดหยุ่น สามารถรองรับพลวัตของเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน (Policy Mix) ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยในช่วงนี้ กนง. ได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตตามศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และการรักษาเสถยรภาพเศรษฐกิจการเงิน (Neutral rate)

    นอกจากการปรับมาตรการระยะสั้นให้อยู่ในจุดสมดุล ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการพัฒนาภาคการเงินให้สามารถสนับสนุนการปรับตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้

    1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน: ธปท. ได้ยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ให้เป็นระบบและครบวงจรมากขึ้น โดยออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (persistent debt) ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม เช่น การปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ให้เป็นธรรมขึ้น โดยให้คิดเฉพาะเงินต้นของงวดที่ผิดนัด จากเดิมที่คิดจากฐานเงินต้นคงค้างทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้หนี้เรื้อรังกลับมีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเงื่อนไขที่ห้ามก่อหนี้ใหม่นั้นไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของลูกหนี้ และเป็นบทเรียนสำคัญในการออกแบบนโยบายแก้หนี้ในระยะต่อไป
    1. การผลักดันภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ (New Financial Landscape): ธปท. ได้ริเริ่มวางทิศทางปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ในภาพรวมตั้งแต่ปี 2565 และทยอยขับเคลื่อนแผนงานภายใต้ทิศทางดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ซึ่งหลายเรื่องต้องใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลเร็ว ได้แก่
      • ด้านดิจิทัล (digital): ส่งเสริมนวัตกรรมที่รับผิดชอบ (responsible innovation) ภายใต้แนวคิด ‘3 Opens’: Open Competition – อนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่อเพิ่มการแข่งขันและช่วยนำเสนอบริการทางการเงินใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการทางการเงินแต่ละกลุ่ม, Open Infrastructure – เชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมทั้งผลักดันกลไกค้ำประกันเครดิตให้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพขึ้น, Open Data เริ่มโครงการ Your Data ที่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์
      • ด้านความยั่งยืน (sustainability): สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (brown เป็น less brown) โดยสร้างผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด (low-disruptive transition) ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการปรับตัวและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดย ธปท. ได้ทยอยวางกลไกพื้นฐานที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดทำมาตรฐานกลางเพื่อจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (taxonomy) และผลักดันโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ให้เกิดขึ้นได้จริง มีผู้ได้รับประโยชน์ และสามารถขยายผลในวงกว้างได้

    ระยะที่ 4: ปี 2568-ปัจจุบัน สนับสนุนการปรับตัวรับโลกใหม่ 

    ล่าสุด เศรษฐกิจไทยยังพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ (US Tariffs) ซึ่งเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก รวมทั้งกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยให้ต้องเร่งปรับตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ธปท. จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 2567- เดือน ส.ค. 2568) สู่ระดับ 1.5% ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ “กระตุ้น” เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ “ผ่อนคลายภาวะการเงิน” และ “บรรเทาภาระ” ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากการผ่อนคลายภาวะการเงินแล้ว ธปท. ยังได้ออกมาตรการภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพให้สามารถรักษาทรัพย์สิน และลดภาระหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายไหว (ตัวเบาขึ้น) และไปต่อได้

    ขณะเดียวกัน ภารกิจด้านการวางรากฐานภาคการเงินที่ได้ริเริ่มไว้ก็มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมหลายอย่าง เช่น การประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) การเปิดบริการขอข้อมูลการใช้-ชำระค่าน้ำ-ไฟ เพื่อนำไปขอสินเชื่อภายใต้โครงการ Your Data และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9.6 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันด้านนวัตกรรมแล้ว หนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพ “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance)” คือ การสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการเงิน ระบบการชำระเงิน และการใช้บริการทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเพื่อจัดการภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละช่วง เช่น การกำหนดมาตรฐาน Mobile Banking Security (เช่น ห้ามส่ง SMS แนบ link/สแกนหน้าก่อนโอน) การจัดการบัญชีม้าที่เข้มข้นขึ้น และการกำหนดแนวทางการร่วมรับผิดชอบ (Shared Responsibility)

    “การเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสอนเราว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากการชั่งน้ำหนักปัจจัยรอบด้านภายใต้ข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น และต้องพร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเสมอ ภารกิจของธนาคารกลางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำงานหนักในวันนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานที่แข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสำหรับวันข้างหน้า” ดร. เศรษฐพุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/setthaputh-financial-journey-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VPBOETgbyMNLS9ttc_FD-

  • หยุดยาวดันนทท.มาเลย์ทะลักไทย หนุนยอดสะสมแซงจีนขึ้นแท่นอันดับ 1 : อินโฟเควสท์

    หยุดยาวดันนทท.มาเลย์ทะลักไทย หนุนยอดสะสมแซงจีนขึ้นแท่นอันดับ 1 : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (8-14 ก.ย. ) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 17.64% จากสัปดาห์ก่อนหน้า จากการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ การมีวันหยุด Malaysia Day ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นถึง 67.40% และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มตลาดที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสะสมเป็นอันดับที่ 1 และการมีวันหยุด Respect for the Aged Day ในประเทศญี่ปุ่นที่กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 30%

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 565,319 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 56,978 คน หรือ 11.21% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 80,760 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 143,363 คน จีน 66,945 คน อินเดีย 54,182 คน ญี่ปุ่น 25,781 คน และเกาหลีใต้ 21,981 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 67.40% 29.59% และ 11.53% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ และจีน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 5.47% และ 0.89% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา กล่าว

    ทั้งนี้ ในภาพรวมประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.ย. 68 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 22,953,136 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,061,003 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,278,963 คน จีน 3,230,507 คน อินเดีย 1,666,568 คน รัสเซีย 1,228,651 คน และเกาหลีใต้ 1,081,596 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (15-21 ก.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลงจากการสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การประกาศปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yjLPpGBothfyH8kZ1d2yA

  • ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    เปิดภูมิทัศน์ใหม่ท่องเที่ยวอาเซียน เวียดนามผงาดดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้สำเร็จ ขณะที่ไทยเผชิญวิกฤตสูญรายได้กว่าแสนล้านบาท

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเวียดนามกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ สวนทางกับยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคอย่างประเทศไทยที่กำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไป

    จากข้อมูลของ China Trading Desk ซึ่งติดตามการใช้จ่ายและการเดินทางของชาวจีน ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวครั้งนี้

    อาจหมายถึงรายได้ที่สูญเสียไปของไทยมูลค่ากว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.11 แสนล้านบาท) ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ได้ไหลไปยังเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านแทน

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ที่นิยมเดินทางด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในความต้องการของตลาดท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    “สำหรับนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหม่ เวียดนามมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสดใหม่กว่า” สุบรามาเนีย ภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk กล่าว

    “นักท่องเที่ยวจำนวนมากรู้สึกว่าเวียดนามยังไม่ช้ำและมีความเป็นท้องถิ่นดั้งเดิมมากกว่า”

    ในปีนี้ เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึงเกือบ 14 ล้านคน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    โดยนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบแบบปีต่อปีในช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม)

    ในขณะเดียวกัน มาเลเซียก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้น 35% ในช่วงครึ่งปีแรก ประกอบกับจำนวนที่นั่งของสายการบินจากจีนที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50%

    ชาฮารุดดิน ซาอิด กรรมการบริหารสมาคมเจ้าของโรงแรมมาเลเซีย กล่าวว่า นโยบายฟรีวีซ่าสำหรับชาวจีนและค่าเงินริงกิตที่อ่อนค่าลง

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    คาดว่าจะดึงดูดนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ โรงแรมต่างๆ รายงานว่ามีความต้องการเข้าพักและอัตราการเข้าพักสูงกว่าปีที่แล้ว

    เวียดนามรุกตลาด ปรับกลยุทธ์รับนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

    รัฐบาลเวียดนามและบริษัททัวร์เอกชนต่างมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ตัวอย่างเช่น

    ทางการจังหวัดกว๋างนิญซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน ได้จับมือกับภาคธุรกิจจัดเทศกาลพาราไกลดิ้งและบอลลูนลมร้อน เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวพักนานขึ้น

    ในเมืองชายฝั่งอย่างดานัง ป้ายภาษาจีนขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ทุกหนแห่ง ตั้งแต่ทางเข้าโรงแรม ไปจนถึงร้านอาหารริมทางและร้านนวด

    โรงแรมต่างๆ เริ่มจ้างพนักงานที่พูดภาษาจีนกลางได้ หรือใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาเพื่อสื่อสารกับแขก

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เน้นทัวร์คุณภาพ 

    นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เริ่มเบนเข็มจากกรุ๊ปทัวร์ราคาประหยัดซึ่งเคยเป็นที่นิยมก่อนการระบาดของโควิด-19 ที่เราคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินตามไกด์ถือธงไปซื้อของ

    “ปัจจุบัน กว่า 40% ของชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก คือกลุ่มที่เดินทางด้วยตนเอง มีการศึกษา และมองหาประสบการณ์ต่างแดนที่แท้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ China Trading Desk  ให้ความเห็น

    “นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ต้องการถูกจัดให้นั่งรถบัส พาไปยังจุดหมายปลายทาง เข้าโรงแรม หรือร้านค้าที่ทุกอย่างให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในประเทศจีน และที่สำคัญ พวกเขายินดีที่จะจ่ายมากขึ้น”

    Hava Travel บริษัทนำเที่ยวในเมืองดานังและญาจาง ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากตลาดทัวร์ราคาประหยัดมาสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวบูติกที่ต้องการประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ

    เฉพาะในเดือนสิงหาคมเดือนเดียว บริษัทได้ให้บริการลูกค้าราว 2,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 20% จากช่วงต้นปี

    “นักท่องเที่ยวชาวจีนของเรายินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้น” เหงียน หง็อก เทียน รองผู้อำนวยการทั่วไปของ Hava Travel กล่าว

    นอกจากนี้ ที่โรงแรม Mercure Nha Trang Beach Hotel เกือบครึ่งหนึ่งของห้องพักถูกจองโดยนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นประจำ ตามคำกล่าวของ เลือง ฟู ไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายของโรงแรมในเครือ Accor SA

    ไทยเสียแชมป์! เวียดนามแซงขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

    ไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน

    ตัดภาพมาที่ประเทศไทย สถานการณ์กลับตรงกันข้าม ข้อมูลจาก Cirium บริษัทวิเคราะห์การบิน ระบุว่า

    ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนที่นั่งของสายการบินเที่ยวเดียวจากจีนมายังไทยลดลงกว่า 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือเพียง 5.1 ล้านที่นั่ง

    แม้ว่านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่จะยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย แต่จำนวนที่ลดน้อยลงได้ส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกลดลง 7% แม้จะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งจากตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็ตาม

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่ารายได้ของธุรกิจโรงแรมไทยจะหดตัวลง 4.5% ในปีนี้ และอัตราการเข้าพักจะลดลง

    กรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน “หวัง ซิง” ซึ่งถูกหลอกมายังประเทศไทยก่อนจะถูกส่งตัวต่อไปยังเมียนมาโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยังคงเป็นภาพจำด้านลบที่ทำให้นักท่องเที่ยวหวั่นใจ

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากได้แสดงความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการปรับขึ้นราคาของโรงแรม อาหาร และค่าโดยสารรถแท็กซี่ในไทยหลังช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความหวังสำหรับการฟื้นตัวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย

    ดาเมียน เพิร์ช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของ Agoda เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์จุดหมายปลายทางในเอเชียที่นักท่องเที่ยวเลือกกลับมาเยือนซ้ำมากที่สุดบนแพลตฟอร์มของเรา

    เขายังมองว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีโอกาสฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเดินทางอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมกลับมาคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/730465&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zRtIR_UUiccDTOPsYoxez

  • “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา


    16/09/2568 | 73 |

    (15 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และ
    นายกุลิศ สมบัติศิริ เข้าหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย 
    การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ 1. GO Digital & AI การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ 2. GO Innovation การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม 3. GO Global การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก และ 4. GO Green การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
         
    ด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย
    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่าง ๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน
    2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ
    3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์
    4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ
        นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งมาก ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่าย
    เกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” 
        นโยบายของรัฐบาล มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และการวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้มีความมั่นคงในระยะยาว รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกคนอย่ากังวล ทุกอย่างจะปฏิบัติภายใต้ความมั่นคง และหารือกับฝ่ายกัมพูชาให้เร็วที่สุด แต่จะรักษาประเทศชาติ ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่าน เพราะทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความมั่นคง จะขับเคลื่อนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการไทยแลนด์พลัสวัน และพร้อมสนับสนุนเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คู่แข่งทางการค้าในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมา (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam)) ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เป็นตัวอย่าง โดยจะใช้โอกาสนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า เชื่อว่าหากเศรษฐกิจดี จะทำให้สังคมเป็นสุขไม่เกิดความขัดแย้งและให้ความมั่นใจว่าการทำงานจะยึดส่วนรวมเป็นหลัก และจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เพื่อทุกคน ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้ความคาดหวังของทุกคนเกิดขึ้นจริง
         โดยผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย
    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า
    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs 
    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท
         สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ การรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯและสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐอเมริกา เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ 
    • กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก 
    • กรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน
         ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม
         ส่วนนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568
         ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าผ่านช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด ระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา มาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค
         นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ กลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยการพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/423679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12BzfKkhdLGovdmwremVLY

  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับสมัคร ขรก. 45 อัตรา เริ่ม 22 ก.ย.นี้

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับสมัคร ขรก. 45 อัตรา เริ่ม 22 ก.ย.นี้

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ประกาศเปิดรับสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 45 อัตรา เปิดรับสมัคร 22 กันยายน – 16 ตุลาคม 2568

    ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร

    1. เจ้าพนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติงาน 20 อัตรา

    – ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชีหรือสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร

    – เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ.

    2. เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน 15 อัตรา

    – ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร

    – เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ.

    3. เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 10 อัตรา

    – ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร

    – เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ.

    การรับสมัคร

    • รับสมัครทางอินเตอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 
    • เลือกหัวข้อ “รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตาแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน” ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน – 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สมัครได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/639036&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJ3jWJAVglLPHm4ve0NLq

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cbb4yqdY5NEzkhzaL6GWG

  • ชมคลิป: ถอดรหัส MK พลิกเกมธุรกิจด้วยบุฟเฟต์ 299 บาท

    ชมคลิป: ถอดรหัส MK พลิกเกมธุรกิจด้วยบุฟเฟต์ 299 บาท

    การตัดสินใจครั้งใหญ่ของ MK Restaurants ที่กล้าพลิกเกมธุรกิจจากภาพจำเดิม สู่โมเดลบุฟเฟต์ 299 บาท คือการเดิมพันที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ทั้งวงการ พร้อมพิสูจน์ความสำเร็จด้วยตัวเลขการเติบโตที่น่าจับตามอง

    เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ คือการมองเห็นโอกาสในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ดึงดูดฐานลูกค้ากลับมาได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกค้าเก่าจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดเป็นไปได้ด้วยรากฐานธุรกิจและซัพพลายเชนอันแข็งแกร่งขององค์กร

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของโปรโมชั่น แต่คือบทเรียนของการปรับตัวครั้งสำคัญ ที่แบรนด์ใหญ่กล้าจะเปลี่ยนเพื่อกำหนดอนาคตของตัวเองในตลาดที่ท้าทาย ร่วมหาคำตอบเบื้องหลังทุกการตัดสินใจได้ในบทสัมภาษณ์นี้ กับ ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

    ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH 

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mk-restaurants-buffet-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19nrnhFi3nOZUQ1gtJcV_r

  • กรมทางหลวงขยาย 4 เลน ทล.1048 สาย บ.หอรบ – บ.ทุ่งเสลี่ยม เสร็จสมบูรณ์ ชูเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมสุโขทัย-ลำปาง หนุนโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว

    กรมทางหลวงขยาย 4 เลน ทล.1048 สาย บ.หอรบ – บ.ทุ่งเสลี่ยม เสร็จสมบูรณ์ ชูเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมสุโขทัย-ลำปาง หนุนโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว

    16 กันยายน 2568, 14:03น.

    กรมทางหลวงขยาย 4 เลน ทล.1048 สาย บ.หอรบ – บ.ทุ่งเสลี่ยม เสร็จสมบูรณ์ ชูเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมสุโขทัย-ลำปาง หนุนโลจิสติกส์และการท่องเที่ยว 

          กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม โดยสำนักก่อสร้างทางที่ 2 ดำเนินการโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 1048 สาย บ.หอรบ – บ.ทุ่งเสลี่ยม จากขนาด 2 ช่องจราจร เป็นขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ15.325 กิโลเมตร แล้วเสร็จ เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดลำปาง เพิ่มศักยภาพการขนส่งและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่  

          นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยทางหลวงสายนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่าง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย (ทล.101) กับ อ.เถิน จ.ลำปาง (ทล.1) ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการจราจรเพิ่มสูงขึ้นและมีไหล่ทางแคบ ดังนั้นการขยายทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจรจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความปลอดภัยในการเดินทาง อีกทั้งยังเป็นเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วะ เป็นต้น   

          สำหรับโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1048 สาย บ.หอรบ – บ.ทุ่งเสลี่ยม ประกอบด้วย 2 ช่วง ได้แก่:  

    > ช่วงที่ 1: ระหว่าง กม.54+000.000 – กม.63+575.000 

    > ช่วงที่ 2: ระหว่าง กม.65+550.000 – กม.71+300.000  

          มีระยะทางยาวประมาณ 15.325 กิโลเมตร ในพื้นที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย วงเงินงบประมาณ 699,495,000 บาท มีรูปแบบการก่อสร้าง 3 รูปแบบหลัก ดังนี้  

          1.รูปแบบทั่วไป: ขยายช่องจราจรเป็นขนาด 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางด้านนอกกว้าง 2.50 เมตร พร้อมเกาะกลางแบบกำแพงคอนกรีต  (Single Slope Concrete Barrier).และ เกาะกลางถนนแบบยก (Raised Median) และติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างตลอดเส้นทาง

          2.รูปแบบในช่วงชุมชน ก่อสร้างเต็มเขตทาง 40.00 เมตร พร้อมทางเท้า และระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ 

          3.รูปแบบทางแยก ปรับปรุงทางแยกที่ กม.59+231.401 และ กม.69+960.000 เป็นผิวจราจรคอนกรีต (JPCP) พร้อมติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างและสัญญาณไฟจราจรเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่  

          “กรมทางหลวงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงข่ายทางหลวงให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จ จะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญที่ช่วยลดระยะเวลาการเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระหว่างภาคเหนือตอนล่างและภาคเหนือตอนบนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายอภิรัฐ กล่าวทิ้งท้าย  

          ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง).

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/154635&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HEFsAu4eF9ozwphWDb1_q

  • ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น 2025 นี้ มาฟุกุชิมะสิบอกเลยว่าไม่ซ้ำใคร

    ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น 2025 นี้ มาฟุกุชิมะสิบอกเลยว่าไม่ซ้ำใคร

    ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น 2025 นี้ มาฟุกุชิมะสิบอกเลยว่าไม่ซ้ำใคร

    เมื่อพูดถึง “ใบไม้เปลี่ยนสี” ญี่ปุ่นมักเป็นประเทศแรกที่หลายคนนึกถึง แต่ถ้าถามว่า “ปีนี้จะไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ไหนดี?” หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า “ภูมิภาคโทโฮคุ” คือหนึ่งในพิกัดลับที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเต็มไปด้วยธรรมชาติสุดตระการตา ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยติดอันดับของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

    “ภูมิภาคโทโฮคุ” นั้น หากอธิบายให้ชาวไทยเข้าใจง่ายขึ้นก็คือภูมิภาคที่เป็นที่ตั้งของเซนไดนั่นเอง แต่วันนี้อยากกระซิบบอกว่า จังหวัดของภูมิภาคนี้ที่ชาวไทยไม่ควรพลาดคือ “จังหวัดฟุกุชิมะ” จังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น! สามารถนั่งชินคันเซนเดินทางจากสถานีโตเกียวโดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง นอกจากนี้ยังอยู่เหนือนิกโก้และอยู่ใต้เซนได ทำให้ง่ายต่อการวางรูทที่เที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

    ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น 2025 นี้ มาฟุกุชิมะสิบอกเลยว่าไม่ซ้ำใคร

    ฟุกุชิมะโดดเด่นด้วยภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่เทือกเขาสูง ทะเลสาบ ไปจนถึงหมู่บ้านออนเซ็น อีกทั้งยังคงรักษาสถาปัตยกรรมเก่าแก่จากสมัยเอโดะไว้อย่างงดงาม ดังนั้นเราจะได้เห็นวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ในหลากหลายบรรยากาศแน่นอน มาดูกันว่า…สถานที่ไหนบ้างที่ไม่ควรพลาดในฤดูใบไม้ร่วงนี้

  • ปราสาทสึรุงะ (Tsuruga Castle) – ปราสาทไร้พ่ายที่เปรียบดั่งแลนด์มาร์กของจังหวัด
  • ช่วงเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

    ปราสาทที่เป็นดั่งหัวใจของเมืองไอสึวากามัตสึ (Aizuwakamatsu) ซึ่งเป็นเมืองยอดนิยมของจังหวัด มีจุดเด่นอยู่ที่หลังคาของปราสาทที่ยังคงรูปแบบของกระเบื้องสีแดงอย่างปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่น และในปัจจุบัน ปราสาทสึรุงะเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่ยังคงรูปแบบหลังคากระเบื้องสีแดงไว้อยู่

    ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปราสาทจะถูกล้อมรอบด้วยต้นเมเปิ้ลสีแดงสดและจัดแสดงไลท์อัพให้ชมในยามค่ำ เมื่อขึ้นไปถึงยอดปราสาท เราจะได้เปิดมุมมอง 360 องศาของเมืองและทิวเขารอบๆ นอกจากนี้บริเวณด้านล่างยังมีเรือนน้ำชาและร้านขนมของฝากมากมาย

    สถานีชินคันเซ็นที่ใกล้ที่สุด: สถานีโคริยามะการเดินทาง:จากสถานี JR ไอสึ วากามัตสึ (JR Aizu-Wakamatsu) ให้นั่งรถบัส Haikara-san มาประมาณ 20 นาที จากนั้นลงที่ป้ายรถบัส Tsuruga-jou Iriguchi

  • มุเก็นเคียวโนะวาตาชิ (Mugenkyo no Watashi) – ช่องเขาม่านหมอกซึ่งเปี่ยมด้วยบรรยากาศลึกลับ
  • ช่วงเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

    เมื่อมาถึงจังหวัดฟุกุชิมะ กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดที่สุดก็คือ การนั่งเรือข้ามฟากชมช่องเขาม่านหมอก “มุเก็นเคียว โนะ วาตาชิ” ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกให้เป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น

    สาเหตุที่สถานที่นี้ได้ชื่อว่า “ช่องเขาม่านหมอก” นั้น เพราะในช่วงตอนเช้าและตอนเย็นของฤดูร้อน ที่นี่จะเกิดหมอกลึกลับปกคลุมเหนือแม่น้ำทาดามิซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากหิมะที่ละลาย ดังนั้นเมื่อแสงแดดอุ่นในยามเช้าหรือช่วงพลบค่ำปะทะเข้าสายน้ำที่เย็นเฉียบ จึงก่อให้เกิดไอหมอกลอยขึ้นปกคลุมทั่วหุบเขา และค่อยๆ สลายหายไปเมื่อแสงแดดจ้าในวันรุ่งขึ้นเข้าสาดส่อง

    ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางของแม่น้ำจะกลายเป็นสีส้มแดง ใบไม้เปลี่ยนสีเหล่านี้จะสะท้อนบนผิวน้ำ ย้อมแม่น้ำทาดามิให้ออกมาเป็นสีส้มอ่อนๆ จึงเป็นอีกฤดูกาลหนึ่งที่ได้รับความนิยม นอกจากนี้เรือไม้ที่พาเราข้ามฟากนั้น ในอดีตยังเป็นเรือที่ใช้รับส่งชาวบ้านข้ามฝั่งแม่น้ำทาดามิมาเป็นเวลายาวนานกว่า 300 ปี และคนขับเรือยังแต่งตัวให้เข้ากับบรรยากาศ ทำให้เรารู้สึกราวกับได้ย้อนอดีตอีกด้วย

    สถานีชินคันเซ็นที่ใกล้ที่สุด: สถานีโคริยามะการเดินทาง: นั่งรถไฟสาย JR ทาดามิมาลงที่สถานี JR ฮายาโตะ

  • หมู่บ้านโบราณโออุจิจุคุ (Ouchijuku) – หมู่บ้านยุคเอโดะ จุดแวะพักผ่อนสำหรับนักเดินทางจากเมืองไอสึไปยังนิกโก
  • ช่วงเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

    หมู่บ้านโบราณแห่งเดียวในฟุกุชิมะที่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจากยุคเอโดะไว้อย่างสมบูรณ์ ที่นี่เคยเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญของโชกุนและพ่อค้าเมื่อกว่า 300 ปีก่อน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “เขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารดั้งเดิมสำคัญของชาติ” ตั้งแต่ปี 1981

    ภายในหมู่บ้านมีอาคารกว่า 30 หลังเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบสองฝั่งของถนนสายเก่า รายล้อมด้วยภูเขาที่ถูกย้อมด้วยสีส้มแดงเป็นฉากหลัง นอกจากนี้ทางเดินขึ้นจุดชมวิวยังเดินสะดวกและไม่ไกล รับรองได้เลยว่าจะได้ภาพมุมหลังคาหมู่บ้านแบบเดียวกับของช่างภาพแน่นอน ทุกมุมทุกช็อตจึงกลายเป็นภาพสวยเหมือนในนิยาย

    นอกจากนี้ ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดของที่นี่คือ “เนกิโซบะ (Negi Soba)” โซบะเส้นสดเสิร์ฟพร้อมต้นหอมญี่ปุ่นใช้แทนตะเกียบ ทานคู่กับน้ำซุปหวานๆ หอมโชยุอ่อนๆ เป็นประสบการณ์ท้องถิ่นสุดแปลกใหม่ที่หาได้เฉพาะที่หมู่บ้านโออุจิจูคุเท่านั้น!

    สถานีชินคันเซ็นที่ใกล้ที่สุด: สถานีชินชิราคาวะการเดินทาง: จากสถานี Nishi-Wakamatsu ขึ้นรถไฟท้องถิ่น Aizu Railway ลงสถานี Yunokami Onsen และต่อรถบัส Saruyu-go มุ่งหน้าไปยังโออุจิจุคุ ประมาณ 20 นาที

    ที่พักแนะนำสำหรับคืนนี้: โรงแรมโอคาวะโซ (Ookawaso)

    โรงแรมในย่านอาชิโนะมากิออนเซ็น เดินทางมาสะดวกหลังจากเที่ยวปราสาทสึรุกะหรือหมู่บ้านโออุจิจูคุ ห้องพักทุกห้องตั้งอยู่ริมธารน้ำที่ไหลจากภูเขา นอกจากนี้ยังติดกับวิวภูเขา ฉะนั้นรับรองได้เลยว่าเราจะได้เห็นทิวทัศน์ที่ถูกย้อมเป็นสีส้มแดงเมื่อมองออกมาจากหน้าต่างห้องพักแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเย็นของทุกๆ วันจะมีการแสดงชามิเซ็น ณ ใจกลางโรงแรมที่ได้รับการออกแบบภายในได้อย่างเป็นเอกลักษณ์

    การเดินทาง: จากสถานี JR ไอสึ วากามัตสึ (JR Aizu-Wakamatsu) ให้นั่งรถบัส “Koriyama~Aizuwakamatsu?Ashinomaki Onsen” มาประมาณ 20 นาที จากนั้นลงที่ป้ายรถบัส Ashinomaki Marumine Mae

  • บึงน้ำห้าสี หรือทะเลสาบโกชิคินุะ Goshikinuma Ponds – ธรรมชาติอันงดงามที่ได้ดาวจาก Michelin Green Guide
  • ช่วงเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสี : ปลายเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน

    บึงน้ำห้าสีที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต เมื่อแร่ธาตุทำปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมรอบด้านทำให้มองเห็นน้ำในทะเลสาบเป็นสีต่าง ๆ ตั้งแต่สีฟ้า น้ำเงินเข้ม เขียว เหลืองไปจนถึงแดง ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ธรรมชาติที่รายล้อมบึงต่างๆ จะกลายเป็นสีส้มแดงตัดกับสีของบึงอย่างงดงาม นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีกิจกรรมพายเรือ หรือถ้าหากใครสนใจชมหลายบึง ที่นี่ก็มีเส้นทางเดินชมธรรมชาติที่เดินง่าย และเป็นเส้นทางที่สามารถชมบึงโกชิกินุมะได้ถึง 3 บึงด้วย

    สถานีชินคันเซ็นที่ใกล้ที่สุด: สถานีโคริยามะการเดินทาง: จากสถานี JR อินะวะชิโระ (JR Inawashiro Station) ให้ขึ้นรถบัสสาย Urabandai Kogen- สำหรับผู้ที่ต้องการชมบึงที่นิยมที่สุดบึงเดียว (Bishamon-Numa) ให้ลงที่ป้าย Mercure Urabandai- สำหรับผู้ที่ต้องการเดินเส้นทางชมธรรมชาติของป่าอุระบันได ให้ลงที่ป้าย Urabandai Lake Resort

  • เส้นทางบันได อาซูมะ เลคไลน์ (Bandai Azuma Lake Line) – เส้นทางพิเศษสำหรับใครที่เป็นสาย Road Trip
  • ช่วงเวลาชมใบไม้เปลี่ยนสี : กลางเดือนตุลาคม – ปลายเดือนตุลาคม

    สำหรับใครที่ชื่นชอบการเช่ารถยนต์เที่ยวญี่ปุ่น เส้นทางนี้คือเส้นทางสำหรับขับรถชมใบไม้เปลี่ยนสีโดยเฉพาะ ถนนสายเลคไลน์นี้อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวแห่งเดียวกับบึงน้ำห้าสี เป็นเส้นทางที่พาเราไปพบกับวิวทะเลสาบถึง 3 แห่งและหนองน้ำสวยๆ กว่า 100 แห่งโดยมีวิวใบไม้เปลี่ยนสีไปตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ ระหว่างทางเรายังสามารถแวะเดินเล่นที่ “หุบเขานาคาสึกาวะ” (Nakatsugawa Valley) ซึ่งเป็นหุบเขาที่สวยและมีชื่อเสียงในภูมิภาคโทโฮคุ หรือจะถ่ายวิวของหุบเขาจากบนสะพานก็ได้เช่นกัน

    ที่พักแนะนำสำหรับคืนนี้: โรงแรมอุระบันได เลครีสอร์ท (Urabandai Lake Resort)

    ที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติอุระบันได อยู่ติดกับทะเลสาบฮิบาระ ทั้งยังใกล้บึงน้ำห้าสีโดยใช้เวลาเดินทางเพียง 3 นาที! ไฮไลต์ขของที่นี่คือมองเห็นวิวเทือกเขาบันได ซึ่งเป็นเป็น “หนึ่งใน 100 ภูเขาชื่อดังของญี่ปุ่น” นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น กิจกรรมพาทัวร์ชมบึงน้ำห้าสี กิจกรรมพายเรือ กิจกรรมล่องเรือ ณ ทะเลสาบฮิบาระ

    ยิ่งไปกว่านั้น น้ำออนเซ็นของที่นี่ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “อ่างอาบน้ำเพื่อผิวสวย” หรือ “โลชั่นธรรมชาติ” อีกด้วย เพราะคุณสมบัติของออนเซ็นที่นี่มีกรดเมตาซิลิเกตซึ่งเป็นส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติถึง 200 มก.!

    การเดินทาง: จากสถานี JR อินะวะชิโระ (JR Inawashiro Station) ให้ขึ้นรถบัสสาย Urabandai Kogen แล้วลงที่ป้าย Urabandai Lake Resort นอกจากนี้ ที่โรงแรมยังมีรถบัสรับส่งไป-กลับสถานีอินะวะชิโระอีกด้วย

    ฟุกุชิมะในฤดูใบไม้ร่วงไม่ใช่แค่จุดชมใบไม้ แต่เป็นประสบการณ์ญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่ว่าจะทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และรสชาติของวัฒนธรรมท้องถิ่น สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ ขอรับรองว่าจังหวัดฟุกุชิมะจะทำให้คุณรู้สึกตกหลุมรักและอยากมาอีกแน่นอน


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12748136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NN5u3UAhamDovyWLWwl2U