Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วันแรงงานคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ข้ามเรือเที่ยวเกาะล้าน ท่าเรือแหลมบาลีฮายแน่น รถติดยาว | TOPNEWS

    วันแรงงานคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ข้ามเรือเที่ยวเกาะล้าน ท่าเรือแหลมบาลีฮายแน่น รถติดยาว | TOPNEWS

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศที่ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก การจราจรบริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮายสามารถเคลื่อนตัวได้ค่อนข้างช้า เนื่องจากมีรถตู้ รถแท็กซี่ และรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลเดินทางมายังเกาะล้าน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของเมืองพัทยา เพื่อพักผ่อนและเล่นน้ำทะเลในช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 1–3 พฤษภาคม 2569

    ตลอดทั้งวันพบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพาครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมาขึ้นเรือโดยสารและเรือสปีดโบ๊ทที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เพื่อเดินทางสู่เกาะล้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือสปีดโบ๊ทมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงวันหยุดยาวนี้

    ด้านเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าได้บูรณาการกำลังร่วมดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ผู้โดยสารทุกคนสวมเสื้อชูชีพตลอดระยะเวลาการเดินทางทางเรือ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเมืองพัทยา

    ส่วนสภาพการจราจรบริเวณถนนสุขุมวิท พัทยาใต้ สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างช้า ๆ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองพัทยาเป็นจำนวนมาก

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563279&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pNThbl0-oZh-dqggppvbW

  • จังหวัดภูเก็ต ประชุมตัวแทนฝ่ายความมั่นคง-ผู้แทนชาวต่างชาติ หารือแนวทางการดูแลและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

    จังหวัดภูเก็ต ประชุมตัวแทนฝ่ายความมั่นคง-ผู้แทนชาวต่างชาติ หารือแนวทางการดูแลและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

    วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมสารสิน ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดูแลและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ร.ต.ประพันธ์ ศรีสุวิภา รอง ผอ.รมน.จังหวัดภูเก็ต (ฝ่ายทหาร) นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต พ. ต.อ.ภาสกร สนธิกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง ร่วมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจสันติบาล ขนส่งจังหวัด พาณิชย์จังหวัด จัดหางานจังหวัด ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตลอดจนผู้แทนชาวต่างชาติในพื้นที่ เพื่อบูรณาการมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยและรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด

    ที่ประชุมรับทราบภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 14.12 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 545,867 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกปี 2569 มีนักท่องเที่ยวกว่า 3.81 ล้านคน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 83.39% สะท้อนว่าภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญระดับนานาชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 14 ล้านคนต่อปี ขณะที่ประชากรในพื้นที่มีประมาณ 400,000 คนเท่านั้น จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการให้ทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข พร้อมย้ำว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางส่วน อาทิ การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การอยู่เกินกำหนด การรบกวนสาธารณะ และการกระทำที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น พื้นที่ป่าตอง ด้าน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สรุปแนวทางหลักจากที่ประชุม 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ให้ทุกหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และใช้โทษสูงสุดกับผู้กระทำผิดเพื่อป้องปราม รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมาย สิ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถทำได้และข้อห้ามต่าง ๆ ให้ทุกสัญชาติรับทราบอย่างชัดเจน

    ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงและตำรวจระบุว่า หากนักท่องเที่ยวต่างชาติกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง จะมีการประสาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนกรณีไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จะดำเนินคดีตามกฎหมายและส่งศาลพิจารณา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวทิ้งท้ายว่า จังหวัดพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี แต่ขอความร่วมมือผู้แทนชาวต่างชาติทุกประเทศช่วยสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวของตนเอง ให้เคารพกฎหมาย เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และเคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพที่ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71120&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13a_GANa4K92nyCQdjyZKb

  • รมช.คมนาคมเล็งชงโครงการท่าเรือสำราญสมุย วงเงิน 5 พันลบ.เข้าครม.ปีนี้ : อินโฟเควสท์

    รมช.คมนาคมเล็งชงโครงการท่าเรือสำราญสมุย วงเงิน 5 พันลบ.เข้าครม.ปีนี้ : อินโฟเควสท์

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้เร่งรัดการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal)ในพื้นที่ศักยภาพทั้งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน ที่สมุย ภูเก็ต และพัทยา ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในธุรกิจ ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทางน้ำ รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าเรือท่องเที่ยวผ่านระบบ Port Control อย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทางน้ำได้

    โดยโครงการท่าเรือสำราญ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ขณะนี้ กรมเจ้าท่ากำลังศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)แล้วเสร็จปี 2570 โดยจะสรุปนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ในปีนี้ จะเป็นโครงการนำร่องเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) วงเงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จเปิดให้บริการในปี 2575

    พร้อมทั้ง เดินหน้าพัฒนาท่าเรือขนถ่ายผู้โดยสาร (Tender Boat) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการที่ สมุย คืบหน้าประมาณ 80% เชื่อมต่อการเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำ ขณะที่จะเร่งผลักดัน Tender Boat ท่าเรือสงขลา ซึ่งมีข้อจำกัดไม่สามารถให้เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่เข้ามาได้ ต้องทอดสมออยู่ด้านนอก ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งกรมเจ้าท่าเตรียมขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 ประมาณ 25 ล้านบาท เพื่อทำการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรองรับแผนการขุดลอกร่องน้ำ และแอ่งจอด-กลับเรือ บริเวณเกาะหนู เกาะแมว และก่อสร้างท่าเทียบเรือสงขลสำหรับเรือท่องเที่ยวขนาดเล็ก (Tender Boat) ที่ขนถ่ายผู้โดยสารจากเรือสำราญเพื่อเข้ามายังท่าเรือ

    รวมถึงประสานกับการท่องเที่ยวฯ เพื่อพัฒนเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเมืองเก่าสงขลา ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอยูเนสโกเป็นมรดกโลก เพื่อปักหมุดเป็นจุดท่องเที่ยวแผนการเดินเรือท่องเที่ยวต่อไป โดยโครงการลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนและสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ งาน Quick Win คือเร่งรัดพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีความล่าช้าจากแผน เนื่องจากปรับลดงบประมาณ ให้แล้วเสร็จทั้งหมด ภายในปี 2570 ซึ่งแผนจะมีการปรับปรุง ท่าเรืออัจฉริยะ จำนวน 29 ท่าเป้าหมายเดิมปัจจุบันเสร็จแล้ว จำนวน 12 ท่า อยู่ระหว่างปรับปรุง 4 ท่า อยู่ในระหว่างประมูล 13 ท่า

    พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบติดตามเรือ (Vessel Traffic Control) ระบบ AI และการบริหารจัดการท่าเรือ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและกำกับดูแลค่าโดยสารให้เป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ใช้บริการการขนส่งทางน้ำ โดยพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้

    ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรืออื่นๆ ได้แก่ ท่าเรือปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ท่าเรือเกาะสุกร จังหวัดตรัง และท่าเรืออเนกประสงค์อ่าวมะขามป้อม จังหวัดระยอง รวมถึงโครงการพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่องน้ำสงขลา ร่องน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ร่องน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่องน้ำตำมะลัง จังหวัดสตูล และร่องน้ำเชียงแสง จังหวัดเชียงราย

    พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องจากอุทกภัย การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการกัดเซาะชายฝั่ง โดยให้ดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งนำกลไกขุดลอกต่างตอบแทนมาใช้แก้ไขปัญหาเร่งด่วน และตั้งเป้าฟื้นฟูชายฝั่งให้แล้วเสร็จภายในปี 2575

    การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำสมุทรสาคร (ท่าจีน) บ้านดอน ปัตตานี สงขลา และบางปะกง รวมถึงการศึกษาการพัฒนาท่าเรือดอนสักเพื่อเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์ และการนำระบบแพลตฟอร์ม MSW เชื่อมโยงกับ NSW เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการนำเข้า–ส่งออกของประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pMbBlwbquZqMgCpFU7WQL

  • ยศชนันชูแนวคิด ‘เศรษฐกิจงานดี’ สร้างหวังพี่น้องแรงงาน ทุกกระทรวงขับเคลื่อนร่วมกัน

    ยศชนันชูแนวคิด ‘เศรษฐกิจงานดี’ สร้างหวังพี่น้องแรงงาน ทุกกระทรวงขับเคลื่อนร่วมกัน

    เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ตัวแทนภาครัฐได้นำเสนอนโยบายด้านแรงงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจงานดี โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างสวัสดิการและการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานจัดงาน ระบุว่าการบริหารจัดการแรงงานถือเป็นวาระระดับชาติที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกกระทรวง นอกเหนือจากกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน

    ยศชนันได้ระบุถึงความสำคัญของวันแรงงานสากลใน 3 มิติ ได้แก่ การยกย่องคุณค่าของแรงงานในฐานะกลไกขับเคลื่อนประเทศ การรับฟังเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องด้านสิทธิสวัสดิการ และการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

    ในด้านความท้าทาย ยศชนันประเมินว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงถึงราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลจึงกำหนดแนวนโยบายทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ ภาครัฐอยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกลไกเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมจัดทำระบบสนับสนุนแรงงานที่มีทักษะไม่ตรงสายงานให้มีโอกาสเข้าถึงการจ้างงานและเพิ่มรายได้

    ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำเสนอยุทธศาสตร์เร่งด่วน 5 ประการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและสิทธิแรงงาน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย การปฏิรูประบบประกันสังคมผ่านการใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือสูตร CARE ซึ่งคำนวณจากค่าจ้างจริงตลอดช่วงชีวิตเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณ ประการต่อมาคือการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล

    ประการที่สามคือการคุ้มครองสิทธิเชิงรุก มุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างพัฒนาทักษะบุคลากรทดแทนการเลิกจ้างควบคู่กับการจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ประการที่สี่คือการเปิดตลาดแรงงานฝีมือ เพื่อขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศที่มีผลตอบแทนสูงพร้อมกับการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ

    และประการสุดท้ายคือการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานบนแพลตฟอร์ม โดยสร้างระบบประกันสังคมที่มีความยืดหยุ่นรองรับกลุ่มแรงงานอิสระและพนักงานรับส่งสินค้าให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการอย่างเท่าเทียม

    ช่วงท้ายของการจัดกิจกรรม ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประเด็นหลักต่อรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้รับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อรับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง การจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง การปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์ค่าคลอดบุตรเป็น 30,000 บาท และการขยายความคุ้มครองทางกฎหมายให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานเหมาค่าแรง

    ยศชนันได้รับข้อเสนอดังกล่าว พร้อมสั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณา และติดตามผลการดำเนินการในทุกประเด็น โดยกำหนด กรอบระยะเวลาให้มีความคืบหน้าภายใน 30 วัน

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 4ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/yoschanan-good-job-economy-labor/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iUxKKz60j45CYWDy0fa7Z

  • ‘คนละครึ่ง’ วืดครม. 5พ.ค. คลังเร่งปิดตัวเลขงบ-ลุ้นกู้เงินเพิ่มรับวิกฤต

    ‘คนละครึ่ง’ วืดครม. 5พ.ค. คลังเร่งปิดตัวเลขงบ-ลุ้นกู้เงินเพิ่มรับวิกฤต

    'คนละครึ่ง’ วืดครม. 5พ.ค. คลังเร่งปิดตัวเลขงบ-ลุ้นกู้เงินเพิ่มรับวิกฤต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จะยังไม่มีการเสนอ “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนของกรอบงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงการคลัง ร่วมกับ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดดังกล่าว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในรายละเอียดของทั้งสองโครงการ โดยจะสามารถนำเสนอให้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาได้ทันที เมื่อมีความชัดเจนเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ

    สำหรับวันที่ 1 พฤษภาคมนี้  มีการประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณ เพื่อประเมินวงเงินจากงบประมาณปี 2569 ที่หน่วยงานรัฐเบิกจ่ายไม่ทันกำหนด ซึ่งจะถูกนำไปจัดสรรใหม่ผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ก่อนนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินกู้และแผนการใช้งบประมาณจะถูกนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานกับ อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อกำหนดวันประชุมที่ชัดเจนอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

    นายเอกนิติระบุว่า การประชุม ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ คาดว่า จะสามารถเห็นภาพรวมของตัวเลขงบประมาณที่เบิกจ่ายล่าช้า รวมถึงแนวทางการออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B8yjt6vmDXHVYUtbqsv5b

  • แปดริ้วจัดใหญ่! วันแรงงานแห่งชาติ 2569 รวมพลังแรงงานไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    แปดริ้วจัดใหญ่! วันแรงงานแห่งชาติ 2569 รวมพลังแรงงานไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2569 โดยมี ปิยรัชต์ สมาทา ประธานสภาองค์การลูกจ้างอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมไทยอย่างเข้มแข็ง ณ ศาลาจัตุรมุข ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

    รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันแรงงานแห่งชาติ เพื่อเชิดชูคุณค่า ศักดิ์ศรี และบทบาทสำคัญของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดย จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัด กระทรวงแรงงาน ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง และองค์กรแรงงานในพื้นที่ ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของแรงงานไทย ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนเสริมสร้างความสมานฉันท์ในภาคแรงงานให้เข้มแข็งและยั่งยืน

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานประกอบกิจการ นายจ้าง ลูกจ้าง องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 40 แห่ง ร่วมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งของ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและส่งมอบความสุขแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

    ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจและความสามัคคี อาทิ ริ้วขบวนพลังแรงงานที่สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือของผู้ใช้แรงงานไทย การแสดงชุด “แสงศิลป์ถิ่นสยาม งามทั่วหล้าน้อมบูชาสดุดีพระพันปีหลวง” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการแสดงชุด “ฉะเชิงเทราเราสุข” ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ของชาวแปดริ้วได้อย่างงดงาม ท่ามกลางรอยยิ้ม ความอบอุ่น และพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคแรงงาน ที่พร้อมผสานพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3goturQ3wB4G3VHPkZ82vJ

  • “ยศชนัน” นำทัพวันแรงงาน 2569 ปักธงเศรษฐกิจงานดี มอบความหวังแรงงานไทย

    “ยศชนัน” นำทัพวันแรงงาน 2569 ปักธงเศรษฐกิจงานดี มอบความหวังแรงงานไทย

    “ยศชนัน” นำทัพวันแรงงาน 2569 ปักธง เศรษฐกิจงานดี มอบความหวังพี่น้องแรงงานไทย ผนึก “จุลพันธ์” กาง 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วนปฏิรูปประกันสังคม-คุ้มครองสิทธิเชิงรุก-เปิดตลาดแรงงานฝีมือ

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร บรรยากาศวันแรงงานแห่งชาติประจำปีนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินทางมาเป็นประธานเพื่อรับฟังและปราศรัยร่วมกับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน พร้อมระบุว่าเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องทำให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะแรงงานคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยวันแรงงานสากลมีความสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การยกย่องคุณค่าของแรงงานในฐานะฟันเฟืองสำคัญของประเทศ 2. การรับฟังและผลักดันข้อเรียกร้องด้านสิทธิและสวัสดิการ และ 3. การสร้างความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน

    นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแรงงานไทยเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายทั้งเชิงรับและเชิงรุก ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill/Upskill) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดทำ “ฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ” เพื่อเชื่อมโยงทักษะให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม หากทักษะไม่ตรงก็จะมีระบบสนับสนุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำและรายได้ที่สูงขึ้น พร้อมย้ำว่า “เรื่องแรงงานไม่ใช่เรื่องของกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นเรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ทั้งประเทศ ที่ทุกกระทรวงต้องร่วมกันขับเคลื่อน รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อพี่น้องแรงงานทุกคน”

    ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า วันแรงงานแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงวันหยุดตามปฏิทินประจำปี แต่คือวาระแห่งเกียรติยศ ที่จะได้ร่วมกันสดุดีในคุณค่า ศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคน ซึ่งเปรียบเสมือน เสาหลักต้นสำคัญ และ ฟันเฟืองอันทรงพลัง ที่คอยขับเคลื่อนกงล้อเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแรงงานไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ฉุดค่าครองชีพให้สูงขึ้น และกระแส AI Disruption ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน กระทรวงแรงงานจึงเดินหน้ายกระดับทักษะแรงงานทุกกลุ่ม ทั้งในระบบ นอกระบบ และกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

    นายจุลพันธ์ ย้ำด้วยว่า เพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว กระทรวงแรงงานจึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่พี่น้องแรงงาน ดังนี้

    1. การปฏิรูประบบประกันสังคมยุคใหม่ มุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นมืออาชีพ โดยมีการศึกษาแนวทางการคำนวณบำนาญชราภาพ หรือ สูตร CARE ให้เหมาะสมสอดคล้องกับค่าจ้างตลอดช่วงชีวิต เพื่อสวัสดิการที่มั่นคงของผู้ประกันตน

    2. การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง Demand และ Supply ในตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดยเร่งผลักดันเรื่อง AI Adoption เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเสริมศักยภาพ แรงงานไทยให้เป็นผู้ส่งออกทุนทางปัญญาในระดับสากล

    3. การคุ้มครองสิทธิเชิงรุก ขับเคลื่อนโครงการ Reskill และ Upskill เพื่อสร้างทางเลือกให้นายจ้างมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรแทนการเลิกจ้าง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม

    4. การบริหารจัดการโครงสร้างตลาดแรงงาน เร่งขยายโอกาสและเปิดตลาดแรงงานฝีมือในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง ควบคู่ไปกับการจัดระบบแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ

    5. การยกระดับแรงงานกึ่งอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม พัฒนาฐานข้อมูลและสร้างระบบประกันสังคมที่ยืดหยุ่น เพื่อให้พี่น้องแรงงานกึ่งอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงสวัสดิการอย่างครอบคลุม

    “ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสูงสุดคือการพาแรงงานไทยก้าวข้ามจากความท้าทาย ไปสู่ความมั่งคั่งในเศรษฐกิจงานดี เพื่อให้ทุกท่านมีงานที่มีคุณภาพมีรายได้ที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่สมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริงภายในอีก 4 ปีข้างหน้า” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว

    ในช่วงท้ายของงาน กลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้อง 8 ประเด็นหลักต่อรัฐบาล อาทิ การรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อสิทธิในการเจรจาต่อรอง, การตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง, การปรับเพิ่มค่าคลอดบุตรเป็น 30,000 บาท และการขยายความคุ้มครองแรงงานเหมาค่าแรง ซึ่งนายยศชนัน ได้รับข้อเสนอทั้งหมดไว้พิจารณาทันที พร้อมสั่งการตั้งคณะทำงานติดตามผลภายใน 30 วัน เพื่อพิสูจน์ความมุ่งมั่นว่า ภาครัฐจะอยู่เคียงข้างและสร้าง “เศรษฐกิจงานดี” ที่เป็นความหวังที่จับต้องได้จริงของพี่น้องแรงงานทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ig51IOwL6NIA0_bEZVd0N

  • ‘คลัง’ ชง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เข้า ครม. 5 พ.ค.นี้  เตรียมรับวิกฤติตะวันออกกลาง – ไทยช่วยไทยพลัส

    ‘คลัง’ ชง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เข้า ครม. 5 พ.ค.นี้ เตรียมรับวิกฤติตะวันออกกลาง – ไทยช่วยไทยพลัส

    วานนี้ (30 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเข้าหารือที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ประกอบไปด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าร่วมประชุม

    โดยภายหลังจากที่มีการหารือกันนานกว่า 3 ชั่วโมง หัวหน้าส่วนราชการในหน่วยงานเศรษฐกิจต่างปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงผลการหารือกับนายกรัฐมนตรี โดยนายดนุชา นายลวรณ และนายวินิจ ปฏิเสธแสดงความเห็นถึงรายละเอียด

    โดยทั้งปลัดกระทรวงการคลัง และเลขาธิการ สศช.พูดตรงกันว่าในเรื่องนี้ขอให้สอบถามจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดีกว่า

    ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท นั้นรัฐบาลกำหนดวงเงินดังกล่าวจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท รวมกับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่ได้มีการเตรียมการให้มีการหาแหล่งเงินให้เพียงพอ

    อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการกู้เงินของรัฐบาลในครั้งนี้มีแผนจะใช้เงินกู้ตามความจำเป็นสอดคล้องกับโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างคุ้มค่าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้วงเงินกู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้นำเรื่องนี้เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รวมทั้งหน่วยงานเศรษฐกิจ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา และพร้อมที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ตามขั้นตอนต่อไปในสัปดาห์หน้าทันที

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการหารือกับนายกรัฐมนตรีร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 30 เม.ย.เพื่อหารือถึงข้อเสนอในการออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ โดยในวันอังคารที่ (5 พ.ค.) กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ…วงเงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งเงินในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้ในรบในตะวันออกกลาง

    นายภราดร เปิดเผยว่า วันนี้นายกรัฐมนตรี เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อม และอยากให้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยเร็ว โดยขณะนี้การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก เพราะเป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง แต่ก็ต้องดูจากกระทรวงอื่นด้วย ว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

    ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้ประกาศว่าโครงการ ไทยช่วยไทย หรือ คนละครึ่งพลัส จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายนนี้ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเท่าไหร่ แต่ 2 ส่วนรวมกันก็จะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการไว้ในการประชุม ครม.วันที่ 21 เม.ย.ว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ หลายด้าน ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ ประกอบกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 มีข้อจำกัดหลายประการ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณให้เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาและผลกระกระทบที่จะเกิดขึ้น การช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งการลงทุนในด้านต่างๆ ด้วย

    ซึ่งการตราพระราชกำหนดกู้เงิน (พ.ร.ก.) ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้เพื่อการนี้ได้ ดังนั้น จึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับเรื่องนี้ไปศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนวงเงิน ระยะเวลา และขั้นตอนการตราพระราชกำหนดกู้เงิน ให้ครบถ้วนและชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า หากมีความจำเป็นก็จะดำเนินการต่อไปได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันต่อสถานการณ์

    คาดไทยช่วยไทยพลัสเฟสใหม่ใช้งบฯ 1.2 แสนล้าน 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงงบประมาณที่จะมาใช้ในมาตรการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนในช่วงวิกฤติพลังงาน หรือ โครงการคนละครึ่งเดิม คาดว่าจะใช้เงินงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท  โดยจะมีประชาชนที่ได้รับสิทธิการช่วยเหลือราว 30 ล้านคน

    โดยวงเงินดังกล่าวยังไม่รวมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่นายเอกนิติ เคยเปิดเผยว่าจะให้คนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาท ประมาณ 13 ล้านคน หรือประมาณ 52,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ เพจพรรคภูมิใจไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลมาตรการใช้ชื่อโครงการว่า “ไทยช่วยไทย  ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ” ให้ประชาชนคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.2569) เดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน ได้รับสิทธิ์ 4,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขรัฐออกให้ 60% ประชาชนจ่าย 40% ยกตัวอย่าง ใช้จ่าย 100 บาท รัฐจ่ายให้ 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท

    ซึ่งจะเปิดลงทะเบียนเดือนพ.ค.2569 เริ่มใช้เดือนมิ.ย.2569 เป็นต้นไป ส่วนเงื่อนไขการใช้สิทธินั้นใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ใช้จ่ายได้ที่ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ โดยไม่สามารถโอนสิทธิให้ผู้อื่นได้  ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08YN7qgPbmifg0Dryifkp6

  • ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    การบริโภคเนื้อแพะในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ส่วนใหญ่แพะจะใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนา เพื่อทำบุญและแบ่งปันให้คนยากจน แต่การบริโภคในครัวเรือนยังมีอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก สาเหตุที่ไม่นิยมบริโภคมากนักอาจเนื่องมาจากเนื้อแพะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    พ.ศ. 2567 จังหวัดปัตตานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจำนวน 9,755 ราย มีแพะรวมทั้งสิ้น 51,782 ตัว ค่าเฉลี่ยของจำนวนแพะที่เลี้ยงคือ 5.3 ตัวต่อครัวเรือน สภาพทั่วไปของการเลี้ยงแพะสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ จ.ปัตตานี ส่วนใหญ่ทำการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมรองจากอาชีพหลัก ได้แก่ การปลูกพืช ทำสวน เช่น สวนยางพารา สวนผลไม้ ทำนา ประมง ค้าขาย และรับจ้าง มีรูปแบบการเลี้ยงแบบดั้งเดิม โดยปล่อยแพะให้หากินเองอย่างอิสระ และรูปแบบการเลี้ยงแบบผูกล่าม โดยเลี้ยงในพื้นที่รอบบริเวณบ้าน ใช้หญ้าธรรมชาติในทุ่งนา และระหว่างร่องสวนยางและสวนผลไม้

    สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ สายพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีข้อดีคือมีความสามารถในการปรับตัวได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น แพะที่เลี้ยงมีภูมิต้านทานโรคสูงกว่าสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างพื้นที่ การเลี้ยงแพะสายพันธุ์พื้นเมืองใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่ข้อด้อยของพันธุ์พื้นเมืองคือมีขนาดลำตัวเล็ก อัตราการเจริญเติบโตช้า น้ำหนักเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ 25–30 กิโลกรัม

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดปัตตานีมีข้อจำกัดหลายประการในการพัฒนาและยกระดับการผลิตแพะ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และขาดองค์ความรู้ในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ หรือยกระดับพันธุกรรมแพะให้มีประสิทธิภาพด้านผลผลิตทั้งเนื้อและนม

    ในโอกาสนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ร่วมกับ บพท. ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ไทย–จีน โดยได้เยี่ยมชมฟาร์มแพะของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรเครือข่ายผู้เลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

    “แพะ” จิ๊กซอว์เศรษฐกิจชุมชน

    นายมาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า เริ่มเลี้ยงแพะมาตั้งแต่ปี 2553 และได้มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงอย่างจริงจังอีกครั้งในปี 2565 ทั้งด้านสายพันธุ์และการจัดการฟาร์ม จากเดิมที่เลี้ยงแพะพื้นบ้าน ได้ปรับปรุงเป็นแพะลูกผสม ทำให้ได้น้ำหนักและปริมาณเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    มาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

    มาฮามะ ตุยง ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรเลี้ยงแพะแกะปัตตานี จำกัด อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เกษตรกรยังคงเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถือเป็นตลาดบริโภคแพะขนาดใหญ่ของประเทศ แต่กลับมีการนำเข้าแพะจากนอกพื้นที่และจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาแพะในท้องถิ่นลดลง

    แพะจากข้างนอกบางส่วนคุณภาพไม่ดี และอาจมีความเสี่ยงเรื่องโรค เราจึงพยายามพัฒนาแพะในพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องได้บริโภคของที่มีคุณภาพ

    ปัจจุบัน ราคาแพะน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดนิยม อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัว แต่ในช่วงที่ราคาตกต่ำอาจลดลงเหลือเพียง 1,000 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อตัว ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุน

    เพื่อลดต้นทุน เกษตรกรจึงหันมาพัฒนาพืชอาหารสัตว์เอง รวมถึงนำมูลแพะและเศษวัสดุเหลือใช้จากฟาร์มมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้ในสวนทุเรียน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมี และสร้างระบบเกษตรแบบหมุนเวียนที่ยั่งยืน

    “แพะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์สำคัญของระบบเกษตร ถ้าขาดไป วงจรก็ไม่สมบูรณ์” เกษตรกรระบุ พร้อมย้ำว่าการทำเกษตรผสมผสานช่วยเกื้อกูลทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากคณาจารย์ในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่เข้ามาช่วยพัฒนาทั้งด้านการเลี้ยงสัตว์และการจัดการฟาร์ม

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    สำหรับความต้องการบริโภคแพะในพื้นที่ยังคงสูง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและหลักศาสนาอิสลาม เช่น การเฉลิมฉลอง และการตั้งชื่อทารกแรกเกิด โดยหากเป็นเด็กผู้ชายจะใช้แพะ 2 ตัว และเด็กผู้หญิงใช้ 1 ตัว ทำให้ปริมาณแพะในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ และต้องนำเข้าจากภายนอก

    ทั้งนี้ แพะในพื้นที่มีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของความต้องการ ขณะที่อีก 90% มาจากต่างพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ซึ่งมีต้นทุนอาหารสัตว์ต่ำกว่า

    ในด้านตลาด หากเลี้ยงแพะให้มีน้ำหนักเกิน 20 กิโลกรัม ซึ่งไม่เป็นที่นิยมบริโภคในพื้นที่ มักส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ขณะที่ราคาจำหน่ายในไทยอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 150 บาท (ขายส่ง) และ 180 บาท (ขายปลีก) ส่วนในประเทศจีน ราคาสูงถึงประมาณกิโลกรัมละ 180–190 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณเนื้อ

    รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนฯ

    รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนฯ

    ม.อ.ปัตตานี ชูโมเดล “แพะแก้จน” ครบวงจร พลิกโฉมปศุสัตว์ท้องถิ่น สู่เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

    รศ.เทียนทิพย์ ไกรพรม หัวหน้าปฏิบัติการแก้จนห่วงโซ่ปศุสัตว์ โครงการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จ.ปัตตานี เปิดเผยว่า โครงการยกระดับการเลี้ยงแพะในพื้นที่ จ.ปัตตานี ม.อ.ปัตตานี ซึ่งถือเป็นอาชีพสำคัญของประชาชนในระดับครัวเรือน และมีศักยภาพต่อยอดสู่เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    โครงการดังกล่าวดำเนินการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์แพะคุณภาพดี ลดต้นทุนอาหารซึ่งสูงถึง 70% ด้วยการนำเศษเหลือจากอุตสาหกรรมประมงและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาผลิตอาหารสัตว์ พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าเนเปียร์และหม่อน รวมถึงการวิจัยพืชชนิดใหม่เพื่อใช้เลี้ยงแพะ

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    พร้อมกันนี้ ยังมีการต่อยอดการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย มาหมักเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร

    นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพสัตว์ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาพยาธิ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการตายของแพะในพื้นที่ ผ่านการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ และการใช้สมุนไพรท้องถิ่นควบคู่กับการรักษาทางสัตวแพทย์

    รวมถึงการออกแบบคอกแพะแบบเคลื่อนย้ายได้ เพื่อรองรับปัญหาน้ำท่วม การพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน เพื่อยกระดับสายพันธุ์แพะในพื้นที่ โดยเฉพาะพันธุ์นูเบียนที่เหมาะต่อการเลี้ยงและให้ผลผลิตสูง ตลอดจนการผลิตเนื้อแพะ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการเชื่อมโยงภาคเอกชนกับตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แพะในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    ทั้งนี้ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ทำให้ครัวเรือนยากจนที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการจำนวน 172 ครัวเรือน หรือ 1,629 คน ขณะที่ครัวเรือนยากจนที่เข้าร่วมจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2,750-3,500 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน (รายได้เดิมโดยเฉลี่ย 4,500-5,000 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน) นอกจากนี้ยังได้จำนวนแพะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 เท่าต่อครัวเรือน และยังทำให้เกิดที่ดินแปลงรวมสำหรับผลิตอาหารหยาบ ได้แก่ ใบหม่อน และ หญ้าเนเปีย กว่า 90 ไร่

    ผู้เชี่ยวชาญจีน เสนอ 5 เทคโนโลยีเลี้ยงแพะ ยกระดับปศุสัตว์ปัตตานี แก้จนยั่งยืน

    Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดเผยแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงแพะ โดยระบุว่า การเลี้ยงแพะถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของครัวเรือนในประเทศจีน โดยเฉพาะในเขตกว่างซีที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสม อีกทั้งผู้บริโภคนิยมบริโภค “แพะดำ” ทำให้กลายเป็นอุตสาหกรรมอาหารที่มีความสำคัญ

    Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี

    Zeng Jun ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์แพะ จากสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและสัตวบาล มหาวิทยาลัยกว่างซี

    ทั้งนี้ คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกว่างซีได้ลงพื้นที่ศึกษาฟาร์มเลี้ยงแพะในจังหวัดปัตตานี พบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับพื้นที่กว่างซี จึงได้นำเสนอ 5 เทคโนโลยีหลักที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับการผลิตและลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับเทคโนโลยีด้านแรก คือ การปรับปรุงพันธุ์แพะ โดยใช้แพะพื้นเมืองผสมกับพันธุ์นูเบียน ซึ่งเป็นแพะนม เพื่อเพิ่มผลผลิตและให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสายพันธุ์จำเป็นต้องคำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก

    ด้านที่ 2 คือ การพัฒนาอาหารสัตว์ โดยเน้นการใช้พืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่น เช่น หญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า หญ้ากินนี หญ้ารูซี่ รวมถึงชานอ้อย เศษผลไม้ และซากดอกมะลิ ซึ่งมีโปรตีนสูงถึง 20–25% นำมาหมักเป็นอาหารเสริม ช่วยให้แพะเจริญเติบโตเร็วและเพิ่มน้ำหนักได้ดี

    ด้านที่ 3 คือ การจัดการฟาร์ม เน้นการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ แยกคอกตามประเภทและช่วงอายุของแพะ พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับการเลี้ยงให้เป็นระบบอุตสาหกรรม

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    ขณะที่ด้านที่ 4 คือ การป้องกันโรค เน้นมาตรการเชิงป้องกันควบคู่กับการควบคุม เช่น การฉีดวัคซีน และการฆ่าเชื้อฟาร์มอย่างสม่ำเสมอทุก 7–10 วัน เพื่อลดปัญหาโรคและพยาธิ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบทั้งในไทยและจีน

    ส่วนด้านสุดท้าย คือ การพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับและมีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    ไทย-จีน จับมือดัน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    บพท. จับมือ “มณฑลกวางสี” เดินหน้าโมเดลแก้จนไทย-จีน นำร่อง 4 จังหวัดยากจน

    รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เปิดเผยถึงการนำคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยกวางซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ศึกษาดูงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทยว่า โดยได้เลือก 4 จังหวัดนำร่องได้แก่

    • เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ม.กาฬสินธุ์
    • การยกระดับการผลิตและแปรรูปข้าว จ.ร้อยเอ็ด
    • แพะแก้จน ม.อ.ปัตตานี
    • การพัฒนาระบบเลี้ยงควายปลัก จ.พัทลุง

    รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

    รศ.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่

    รศ.อุเทน ระบุว่า มหาวิทยาลัยกวางซี ปัญหาเรื่องความยากจน มันเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และเกิดจากปัจจัยหลายรูปแบบมากๆ ซึ่งจีนมีประสบความสำเร็จในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจนอยู่แล้ว รวมถึงมีบริบททางภูมิศาสตร์และพหุวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน “กุญแจบานแรก” ที่จะช่วยให้ไทยสามารถนำเรื่องของเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ของประเทศจีน มาปรับใช้แก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตรของไทย

    “ต้องสร้างจุดแข็งของแต่ละจังหวัด หสกพื้นที่อื่นต้องการจะขยายเรื่องกุ้งก้ามกราม ก็ จ.กาฬสินธุ์เป็น Node ในการขยายผล เป็น Role Model หรือ บุคคลต้นแบบ อะไรที่ยังขาด ก็สามารถดึงผ่านพอร์ตของกาฬสินธุ์ได้ อย่างเช่น เรื่องแพะก็ต้องมาผ่านพอร์ตของ ม.อ. ปัตตานี ให้โตเป็นคลัสเตอร์ เป็นคลัสเตอร์แพะ คลัสเตอร์กุ้งก้ามกราม คลัสเตอร์เรื่องข้าวหอม เป็นต้น ในอนาคตถ้า 4 ตัวนี้นำร่งนี้ประสบความสำเร็จ เห็นผลภายใน 1- 2 ปี ผมเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะมีการผลักดันให้ขยายความร่วมมือต่อเนื่อง”

    ทั้งนี้ได้บทสรุปที่เห็นพ้องร่วมกัน โดยคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัยกวางซี ยินดีให้การสนับสนุนแก่นักวิจัยไทยอย่างเป็นรูปธรรมในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ทดลองเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ (Aquaculture Sandbox) โดยนำร่องจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม และปรับปรุงพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้มีภูมิต้านทานโรค โตเร็ว มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล

    กรณีข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยกวางซี จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนต่อภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม ดินด่าง ดินเค็ม ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิตข้าว เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพ มูลค่าสูง ขณะเดียวกันก็จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์แพะคุณภาพ และห่วงโซ่การผลิตแพะคุณภาพมูลค่าสูง ในส่วนของควายน้ำ คณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยกวางสี จะช่วยพัฒนาสายพันธุ์ ให้ควายน้ำ เป็นควายที่ให้น้ำนมที่มีสารอาหารทรงคุณค่า มีมูลค่าสูง

    สำหรับก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้คือการเปลี่ยนจากแผ่นกระดาษสู่ภาคปฏิบัติผ่านการจัดตั้ง “Joint Lab” หรือห้องปฏิบัติการร่วมในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสร้างโมเดลต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ที่นโยบายของภาครัฐ ที่ทางผู้เชี่ยวชาญจีนต้องรายงานผู้ใหญ่ที่อยู่ระดับมณฑลและผู้ใหญ่ระดับรัฐบาล ขณะเดียวกันฝั่งไทยจะนำเสนอต่อ นายกิตติ สัจจวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อจะได้รายงานไปยัง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และประสานงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อกำหนดก้าวต่อไป ของความร่วมมือไทย-จีนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

    อ่านข่าว :

    ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน สังเคราะห์ข้อมูล 4 ภูมิภาค ดันสู่แผนพัฒนาฯ ฉ.14 สภาพัฒน์

    เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    “ฮับส่งโฮงยา-โทรเวชกรรม” ยกระดับดูแลคนป่วยพื้นที่ห่างไกล ลดช่องว่างทางสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GPT6sCy4h_HhTWh42frs2

  • คืบหน้าสงครามตะวันออกกลาง : อิสราเอลเตือนอิหร่าน-สหรัฐฯตึงใส่เยอรมนี

    คืบหน้าสงครามตะวันออกกลาง : อิสราเอลเตือนอิหร่าน-สหรัฐฯตึงใส่เยอรมนี

    – อิสราเอลเตือนอิหร่าน –

    รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลระบุว่า ประเทศของเขาอาจต้องเริ่มการโจมตีอีกครั้งต่ออิหร่านในไม่ช้า เพื่อให้แน่ใจว่าสาธารณรัฐอิสลามจะไม่กลายเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลอีก

    อิสราเอล คัตซ์ กล่าวในแถลงการณ์จากสำนักงานของเขาว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประสานงานกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ในความพยายามบรรลุเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่กลับมาเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล, สหรัฐฯ และโลกเสรีในอนาคต”

    – ปิดช่องแคบฮอร์มุซ บีบคอเศรษฐกิจ –

    อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกที่เลวร้ายลงจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่จากภาวะสงคราม

    เขาเตือนในการให้สัมภาษณ์สื่อว่า การปิดเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้กำลังบีบคอเศรษฐกิจโลก

    – ไม่มีอเมริกาในช่องแคบ –

    โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ให้คำมั่นว่าการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของประเทศตนจะรับประกันอนาคตที่ปราศจากการประจำการของสหรัฐฯ ในพื้นที่นี้

    “วันนี้ ด้วยการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านจะมอบพรล้ำค่าแก่ตนเองและประเทศเพื่อนบ้าน นั่นคืออิสรภาพในอนาคตจากการปรากฏตัวและการแทรกแซงของอเมริกา” กาลิบาฟกล่าวในโพสต์บน X เพื่อเฉลิมฉลองวันอ่าวเปอร์เซียแห่งชาติ

    – โจมตีเลบานอนอย่างรุนแรง –

    การโจมตีของอิสราเอลในสามหมู่บ้านทางตอนใต้ของเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 รายในจำนวนนี้มีเด็ก 2 คน และผู้หญิง 5 คน ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเลบานอน แม้อยู่ในช่วงสองสัปดาห์แห่งข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮิซบุลเลาะห์

    – เลบานอนประณามอิสราเอล –

    ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ของเลบานอน ประณามการละเมิดอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล ในเลบานอนตอนใต้ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นแม้มีข้อตกลงหยุดยิง เช่นเดียวกับการทำลายบ้านเรือนและสถานที่สักการะ ในขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกวัน

    “ต้องกดดันอิสราเอลเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาเคารพกฎหมายและอนุสัญญาระหว่างประเทศ รวมทั้งยุติการโจมตีพลเรือน, เจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉิน, หน่วยป้องกันพลเรือน และองค์กรด้านสาธารณสุขและบรรเทาทุกข์” เขากล่าวเสริม

    – เร่งการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ –

    วิกฤตพลังงานโลกแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่เศรษฐกิจโลกต้องเปลี่ยนแปลงและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

    “ตอนนี้เรารู้ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจโลกต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ด้านพลังงาน” มูรัต คูรุม รัฐมนตรีกระทรวงสภาพภูมิอากาศของตุรเคีย กล่าวในการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในกรุงปารีส

    – วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ –

    โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

    ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) กล่าวในการประชุมเดียวกันที่กรุงปารีสว่า “ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากในหลายประเทศ”

    – การปิดล้อมล้มเหลวแน่นอน –

    ประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่านจะยิ่งทำให้สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซียปั่นป่วนมากขึ้น และจะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

    “ความพยายามใดๆ ในการปิดล้อมหรือจำกัดทางทะเลนั้นขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และจะต้องล้มเหลวแน่นอน” มาซูด ปีเซชเคียน กล่าวในแถลงการณ์

    – ราคาน้ำมันสูงสุดรอบ 4 ปี –

    ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ของสหรัฐฯ สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นมากกว่า 7% สู่ระดับ 126.41 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตเพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 110.31 ดอลลาร์ ก่อนที่จะลดลงในภายหลัง

    – สหรัฐฯตึงใส่เยอรมนี –

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดจำนวนทหารในเยอรมนี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามของสหรัฐฯกับอิหร่าน โดยคาดว่ามีทหารอยู่ระหว่าง 35,000 ถึง 50,000 นาย

    การขู่ว่าจะลดจำนวนทหารสหรัฐฯ สะท้อนถึงคำวิจารณ์ที่ทรัมป์มีต่อพันธมิตรนาโตมาอย่างยาวนาน แต่เมิร์ซได้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์อีกครั้งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หลังจากที่กล่าวว่าอิหร่านกำลังทำให้สหรัฐฯอับอาย

    – สหภาพยุโรปโต้กลับ –

    หลังจากคำกล่าวของทรัมป์ สหภาพยุโรปโต้กลับว่า การประจำการของทหารสหรัฐฯ ในยุโรปเป็นผลประโยชน์ของรัฐบาลวอชิงตันเอง และพันธมิตรนาโตก็กำลังเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/988993/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rkozrK94sFqr6W4Vqb-0a