Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • โมฮัมหมัดเรซา ซาฟัรกันดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การรักษา และการศึกษาแพทย์ของอิหร่าน กล่าวว่า

    โมฮัมหมัดเรซา ซาฟัรกันดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การรักษา และการศึกษาแพทย์ของอิหร่าน กล่าวว่า

    โมฮัมหมัดเรซา ซาฟัรกันดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การรักษา และการศึกษาแพทย์ของอิหร่าน กล่าวว่า
    🔹 ในช่วง “สงคราม 12 วัน” ได้เกิดเหตุการณ์เร่งด่วนและสำคัญสำหรับประชาชนขึ้น ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ความพยายามของหน่วยงานทั้งหมด รวมถึงหน่วยฉุกเฉิน, สภาเสี้ยววงเดือนแดง และโรงพยาบาล ที่ควรถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 5,700 รายที่ได้รับการดูแลรักษา และโชคดีที่ด้วยการวางแผนล่วงหน้า จึงไม่มีปัญหาขาดแคลนยา
    🔹 บุคลากรทางการแพทย์ได้เข้าร่วมในทุกพื้นที่ของเหตุการณ์ และช่วยเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาล ความเสียสละของเจ้าหน้าที่ในด้านนี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง
    🔹 จากผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5,700 คนจากสงคราม 12 วัน ยังมีประมาณ 60 คนที่ยังคงพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
    🔹 มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของไซออนิสต์ประมาณ 60 คนที่ยังคงรักษาตัวอยู่และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการรักษา
    🔹 เรามีคลังสำรองทางการแพทย์และบุคลากรที่จำเป็นในสถานะพร้อมรับมือ หากมีความจำเป็น เราพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่
    🔹 ขณะนี้ โรคหัดและหัดเยอรมันได้ถูกกำจัดในอิหร่านแล้ว ทั้งที่โรคเหล่านี้ยังคงมีอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว

  • กระทรวงการต่างประเทศ: สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคคอเคซัสเป็นผลดีต่อทุกประเทศในภูมิภาค

    กระทรวงการต่างประเทศ: สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคคอเคซัสเป็นผลดีต่อทุกประเทศในภูมิภาค

    กระทรวงการต่างประเทศ: สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคคอเคซัสเป็นผลดีต่อทุกประเทศในภูมิภาค

    กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ว่า
    🔹 สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านติดตามความเคลื่อนไหวในภูมิภาคคอเคซัสใต้ด้วยความใกล้ชิด และมีการติดต่อกับทั้งสองประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานและสาธารณรัฐอาร์เมเนีย เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว
    🔹 ไม่มีข้อสงสัยว่าสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคคอเคซัสเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศในภูมิภาค อิหร่านยินดีต่อการที่ทั้งสองประเทศได้ข้อสรุปของร่างข้อตกลงสันติภาพ และมองว่าพัฒนาการนี้เป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค
    🔹 ในขณะเดียวกัน อิหร่านแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านลบจากการแทรกแซงของต่างชาติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ โดยเฉพาะในพื้นที่ติดกับพรมแดนร่วม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงและเสถียรภาพที่ยั่งยืนของภูมิภาค
    🔹 อิหร่านย้ำว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเมือง กฎหมาย และเศรษฐกิจทุกด้านเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของชาติ พร้อมเชื่อว่าการเปิดเส้นทางคมนาคมและการยกเลิกการปิดกั้นเครือข่ายการขนส่ง จะเป็นประโยชน์ต่อเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจของประชาชนในภูมิภาค ก็ต่อเมื่อเป็นไปในกรอบของผลประโยชน์ร่วม การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศในภูมิภาค และปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ
    🔹 อิหร่านพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกับทั้งสองประเทศ คือ สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานและสาธารณรัฐอาร์เมเนีย เพื่อปกป้องสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือทวิภาคีและระดับภูมิภาค เช่น กลไก 3+3

  • ปมการเจรจาโดยตรงระหว่างอิหร่านกับ FATF หลังผ่านไป 6 ปี ถูกปลดล็อก / เตรียมเจรจาที่มาดริดเพื่อให้อิหร่านพ้นจากบัญชีดำ

    ปมการเจรจาโดยตรงระหว่างอิหร่านกับ FATF หลังผ่านไป 6 ปี ถูกปลดล็อก / เตรียมเจรจาที่มาดริดเพื่อให้อิหร่านพ้นจากบัญชีดำ

    ศูนย์ข้อมูลทางการเงินประกาศว่า กลุ่มปฏิบัติการทางการเงิน (FATF) ได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการถึงประธานศูนย์ข้อมูลทางการเงินของประเทศ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาแบบพบหน้า หลังจากห่างหายไปนาน 6 ปี
    หลังจากที่อิหร่านได้นำเสนอผลการดำเนินงานและมาตรการต่าง ๆ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในด้านการต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนให้การก่อการร้าย ต่อกลุ่มระดับภูมิภาคของ FATF รวมถึงการรับรองอนุสัญญาปาแลร์โมโดยสภาวินิจฉัยปัญหาที่เหมาะสมของประเทศ เลขานุการของ FATF จึงได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการถึง “ฮาดี ขานี” เลขาธิการสภาสูงเพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้าย เพื่อเข้าร่วมการเจรจา
    การเจรจาโดยตรงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้สถานะของอิหร่านกลับสู่ภาวะปกติ ระงับมาตรการตอบโต้ และนำประเทศออกจากรายชื่อประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรือที่เรียกว่า “บัญชีดำ” ของ FATF ซึ่งดำเนินมานานราว 6 ปี โดยจะจัดขึ้นที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน

  • เปเซชเคียน: ประเทศในโลกมุสลิมควรใช้การทูตที่เข้มแข็งและแรงกดดันทางการทูตเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในฉนวนกาซา

    เปเซชเคียน: ประเทศในโลกมุสลิมควรใช้การทูตที่เข้มแข็งและแรงกดดันทางการทูตเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในฉนวนกาซา

    เปเซชเคียน: ประเทศในโลกมุสลิมควรใช้การทูตที่เข้มแข็งและแรงกดดันทางการทูตเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในฉนวนกาซา
    ประธานาธิบดีในการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
    •ประเทศในโลกมุสลิมต้องพยายามเพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมในฉนวนกาซายังคงดำเนินต่อไป โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นโดยระบอบไซออนิสต์ในกาซาเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับเสรีชนทุกคน

    •หวังว่าประเทศมุสลิมจะใช้การทูตที่เข้มแข็งและแรงกดดันทางการทูตเพื่อหยุดยั้งอาชญากรรมที่ยังคงเกิดขึ้นในกาซา และเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ด้วยกับเอกภาพ ความเป็นหนึ่งเดียว และความรับผิดชอบ

  • อารักชี: การเจรจากับสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ชาติของอิหร่าน

    อารักชี: การเจรจากับสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ชาติของอิหร่าน

    อารักชี: การเจรจากับสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ชาติของอิหร่าน

    รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่า

    จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงแน่นอนในการเริ่มการเจรจาใหม่ แต่การแลกเปลี่ยนข้อความกับฝ่ายตรงข้ามยังคงดำเนินต่อไป เวลาและรูปแบบของการเจรจาในอนาคตขึ้นอยู่กับการพิจารณาผลประโยชน์ชาติของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างเต็มที่

    การเจรจาเป็นหนึ่งในเครื่องมือของสาธารณรัฐอิสลามควบคู่กับการต่อต้าน การทูต และกำลังป้องกันตัว เช่นเดียวกับที่อิหร่านได้เจรจากับสหรัฐฯ ห้ารอบก่อนการรุกรานทางทหารของสหรัฐฯปัจจุบันก็จะใช้เครื่องมือทาง
    การทูตเมื่อใดก็ตามที่ผลประโยชน์ของประชาชนต้องการ

    ประสบการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า อิหร่านเข้าสู่การเจรจาด้วยความพร้อมและแนวทางที่มีเหตุผล และได้ปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านอย่างเข้มแข็งแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะหันไปใช้วิธีการรุนแรงหลังจากล้มเหลวในการเจรจาสาธารณรัฐอิสลามก็สามารถยืนยันความชอบธรรมในการป้องกันตัวต่อสาธารณชนโลกได้

    มากกว่า120ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศส่วนใหญ่ยกเว้นองค์กร
    อย่างคณะมนตรีความมั่นคงและคณะกรรมการผู้ว่าการที่มีท่าทีชัดเจน ได้ประณามการโจมตีล่าสุดของสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์

  • รองรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์พบหารือกับอารักชี

    รองรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์พบหารือกับอารักชี

    อันเดรียส คราวิค รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์ ได้เดินทางมายังกรุงเตหะรานเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน และในช่วงบ่ายวันอังคารนี้ ได้พบกับนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน
    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างอิหร่านกับนอร์เวย์ รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการโจมตีอย่างโหดร้ายของสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน และผลกระทบร้ายแรงของเหตุการณ์ดังกล่าวต่อระบบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

  • ข่าวอิหร่านที่สำคัญที่สุดในสื่อของไทย

    ข่าวอิหร่านที่สำคัญที่สุดในสื่อของไทย

    -พิธีครบรอบ 40 วันการพลีชีพของผู้เสียชีวิตจากสงคราม 12 วัน จัดขึ้นโดยมีผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามเข้าร่วม — ผู้นำกล่าวว่า “อิหร่านจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดแห่งเกียรติยศ”
    -ดร.กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวสุนทรพจน์ที่นครเจนีวา — “อิหร่านยึดมั่นในกระบวนการเจรจา แต่ฝ่ายศัตรูเป็นผู้ล้มโต๊ะเจรจา”
    -รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านพบปะประธานาธิบดีทาจิกิสถาน — ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    -สถานีโทรทัศน์ช่อง 12 ของอิสราเอลรายงานความเสียหายอย่างหนักจากขีปนาวุธของอิหร่านในพื้นที่ยึดครอง
    -หัวหน้าผู้พิพากษา มุห์ซินี เออเจออี กล่าวว่า “ศัตรูเคยคิดว่าอิหร่านจะแพ้ภายใน 4 วัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความยิ่งใหญ่ของอิหร่านเพิ่มพูนยิ่งขึ้น”
    -อายะตุลลอฮ์ นูรี ฮะมะดานี ส่งจดหมายถึงสมเด็จพระสันตะปาปา — “โศกนาฏกรรมในฉนวนกาซาไม่สอดคล้องกับหลักศาสนาและจริยธรรมมนุษย์ใดๆ”
    -โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน — “ไม่สามารถไว้วางใจคำมั่นสัญญาของระบอบไซออนิสต์ได้ สิ่งเดียวที่รับประกันความมั่นคงของประเทศคือพลังป้องกันของเรา”

  • “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท… ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท... ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวการเสียชีวิตของ “คุณแม่ติ๋ว” หญิงวัย 58 ปีที่ต้องเดินเท้ากลับบ้านกลางดึกเพราะไม่มีรถโดยสารให้บริการ ได้กลายเป็นกระแสสะเทือนใจในสังคมไทยอีกครั้ง เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน ขนส่งสาธารณะ ที่ยังขาดความครอบคลุมและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรายได้น้อย และผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง

    กรณีดังกล่าวย้ำเตือนคำถามสำคัญว่า “ระบบขนส่งสาธารณะของไทย ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคนแล้วหรือยัง?”

    กลุ่มเปราะบางเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

    กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากยังไม่มีการปรับระบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม นอกจากแรงงานที่มีรายได้น้อยแล้ว กลุ่มเปราะบางอย่าง “ผู้สูงอายุ” ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมิตร

    ข้อมูลจากระบบบูรณาการผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน  ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2558–2567) จำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นจาก 2,834 ราย เป็น 4,307 ราย หรือคิดเป็น เพิ่มขึ้นกว่า 51.8% โดยผู้เสียชีวิตกว่า 80% เป็นผู้ขับขี่เอง ยานพาหนะที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย โรคประจำตัว และระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางอย่างปลอดภัย

    ตัวเลขเหล่านี้ ตอกย้ำว่า ขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นเงื่อนไขของชีวิตและความปลอดภัย

    รถไฟฟ้า 20 บาท ก้าวแรกขนส่งที่เป็นธรรม

    วันที่ 1 ตุลาคมนี้ รัฐบาลจะเริ่มเดินหน้า “นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ครอบคลุม 8 เส้นทาง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องแบกรับค่าเดินทางวันละหลายสิบจนถึงหลักร้อยบาท หากนโยบายนี้สำเร็จ ค่าเดินทางต่อเที่ยวจะไม่เกิน 20 บาท ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน และเปิดทางให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงระบบขนส่งที่รวดเร็วและปลอดภัย

    ปัจจุบัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ อยู่ในช่วง 16–44 บาทต่อเที่ยว หากต้องเปลี่ยนหลายสาย ค่ารถรายวันอาจแตะ 70–100 บาท/วัน คนทำงานหาเช้ากินค่ำ มักถูกกีดกันจากระบบรางที่แพงเกินไป นโยบายนี้ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เมื่อการเดินทางถูกลง คนชานเมืองมีโอกาสเข้ามาทำงาน เรียน หรือใช้บริการในเมืองได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อคนมีเงินเหลือจากค่าเดินทาง ก็จะมีเงินไปใช้จ่ายด้านอื่น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    หลายคนตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะคุ้มหรือไม่ หรือมีแค่คนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาของภาครัฐงบประมาณที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 68 – 30 ก.ย. 69 อยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ขณะที่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่จะได้รับมีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ เวลาในการเดินทาง ค่าความสุข การลดมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ถึงเวลาจัดระบบ ขนส่งสาธารณะ “เพื่อคนทุกกลุ่ม”

    ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ถือเป็นนโยบายเรือธงของสภาผู้บริโภค ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ราคาที่ “ถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้” สำหรับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา และทุกพื้นที่ ที่นอกจากจะเน้นเรื่อง “20 บาทตลอดสาย” ต้องมีระบบเชื่อมต่อขนส่งหลักกับระบบรองให้ครอบคลุมถึงชุมชนรอบนอก ออกแบบขนส่งสาธารณะให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้สูงอายุ พัฒนาจุดรอรถให้ปลอดภัย สว่าง และมีระบบแจ้งเตือน รวมถึงบูรณาการระบบ “เดินทางต่อเนื่องไร้รอยต่อ” (Seamless Transit)

    “รถไฟฟ้า 20 บาท” คือก้าวแรกของการพัฒนาขนส่งให้คนไทยเดินทางได้ในราคาที่เป็นธรรม แต่หากนโยบายไม่มองเห็น “คนที่ยังขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้” เช่น แม่บ้านที่ต้องเดินกลับบ้านยามดึก หรือผู้สูงอายุที่ยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์เพียงลำพัง ความสูญเสียเช่นกรณีคุณแม่ติ๋ว หรือสถิติการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ อาจยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

    การเดินทางที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน และระบบขนส่งที่ดี ไม่ใช่แค่ “วิ่งเร็ว” หรือ “ราคาถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้ เป็นธรรม และคุ้มครองชีวิต” อย่างแท้จริง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากทำได้ดีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเมืองให้เป็นธรรม ทั้งในแง่โอกาส เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    American tourist who hit Thai woman while riding dirt bike falls to his knees upon learning she died

    ผู้บริโภคเฮ! รถไฟฟ้า 20 บาท แต่กังวลบางกลุ่มถูกจำกัดสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/24072568_public-transport_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kf3DbM_6ubWOe05adZMDD

  • “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท… ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    “ชีวิตที่ต้องแลก กับขนส่งไม่เท่าเทียม” รถไฟฟ้า 20 บาท... ก้าวแรกของความเป็นธรรม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวการเสียชีวิตของ “คุณแม่ติ๋ว” หญิงวัย 58 ปีที่ต้องเดินเท้ากลับบ้านกลางดึกเพราะไม่มีรถโดยสารให้บริการ ได้กลายเป็นกระแสสะเทือนใจในสังคมไทยอีกครั้ง เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน ขนส่งสาธารณะ ที่ยังขาดความครอบคลุมและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนรายได้น้อย และผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง

    กรณีดังกล่าวย้ำเตือนคำถามสำคัญว่า “ระบบขนส่งสาธารณะของไทย ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคนแล้วหรือยัง?”

    กลุ่มเปราะบางเสี่ยงสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

    กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากยังไม่มีการปรับระบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม นอกจากแรงงานที่มีรายได้น้อยแล้ว กลุ่มเปราะบางอย่าง “ผู้สูงอายุ” ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากระบบขนส่งที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมิตร

    ข้อมูลจากระบบบูรณาการผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐาน  ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (2558–2567) จำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นจาก 2,834 ราย เป็น 4,307 ราย หรือคิดเป็น เพิ่มขึ้นกว่า 51.8% โดยผู้เสียชีวิตกว่า 80% เป็นผู้ขับขี่เอง ยานพาหนะที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย โรคประจำตัว และระบบขนส่งที่ไม่เอื้อต่อการเดินทางอย่างปลอดภัย

    ตัวเลขเหล่านี้ ตอกย้ำว่า ขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นเงื่อนไขของชีวิตและความปลอดภัย

    รถไฟฟ้า 20 บาท ก้าวแรกขนส่งที่เป็นธรรม

    วันที่ 1 ตุลาคมนี้ รัฐบาลจะเริ่มเดินหน้า “นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ครอบคลุม 8 เส้นทาง ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องแบกรับค่าเดินทางวันละหลายสิบจนถึงหลักร้อยบาท หากนโยบายนี้สำเร็จ ค่าเดินทางต่อเที่ยวจะไม่เกิน 20 บาท ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน และเปิดทางให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงระบบขนส่งที่รวดเร็วและปลอดภัย

    ปัจจุบัน ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ อยู่ในช่วง 16–44 บาทต่อเที่ยว หากต้องเปลี่ยนหลายสาย ค่ารถรายวันอาจแตะ 70–100 บาท/วัน คนทำงานหาเช้ากินค่ำ มักถูกกีดกันจากระบบรางที่แพงเกินไป นโยบายนี้ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เมื่อการเดินทางถูกลง คนชานเมืองมีโอกาสเข้ามาทำงาน เรียน หรือใช้บริการในเมืองได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมในสังคม และเมื่อคนมีเงินเหลือจากค่าเดินทาง ก็จะมีเงินไปใช้จ่ายด้านอื่น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    หลายคนตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่ออุดหนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะคุ้มหรือไม่ หรือมีแค่คนบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาของภาครัฐงบประมาณที่ต้องจ่ายตลอดระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 68 – 30 ก.ย. 69 อยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ขณะที่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่จะได้รับมีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ทั้งการประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ เวลาในการเดินทาง ค่าความสุข การลดมูลค่าความสูญเสียจากอุบัติเหตุ และด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ถึงเวลาจัดระบบ ขนส่งสาธารณะ “เพื่อคนทุกกลุ่ม”

    ระบบขนส่งที่ปลอดภัยและเป็นธรรม ถือเป็นนโยบายเรือธงของสภาผู้บริโภค ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ราคาที่ “ถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้” สำหรับทุกคน ทุกวัย ทุกเวลา และทุกพื้นที่ ที่นอกจากจะเน้นเรื่อง “20 บาทตลอดสาย” ต้องมีระบบเชื่อมต่อขนส่งหลักกับระบบรองให้ครอบคลุมถึงชุมชนรอบนอก ออกแบบขนส่งสาธารณะให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้สูงอายุ พัฒนาจุดรอรถให้ปลอดภัย สว่าง และมีระบบแจ้งเตือน รวมถึงบูรณาการระบบ “เดินทางต่อเนื่องไร้รอยต่อ” (Seamless Transit)

    “รถไฟฟ้า 20 บาท” คือก้าวแรกของการพัฒนาขนส่งให้คนไทยเดินทางได้ในราคาที่เป็นธรรม แต่หากนโยบายไม่มองเห็น “คนที่ยังขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้” เช่น แม่บ้านที่ต้องเดินกลับบ้านยามดึก หรือผู้สูงอายุที่ยังต้องขี่มอเตอร์ไซค์เพียงลำพัง ความสูญเสียเช่นกรณีคุณแม่ติ๋ว หรือสถิติการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ อาจยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป

    การเดินทางที่ปลอดภัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน และระบบขนส่งที่ดี ไม่ใช่แค่ “วิ่งเร็ว” หรือ “ราคาถูก” แต่ต้อง “เข้าถึงได้ เป็นธรรม และคุ้มครองชีวิต” อย่างแท้จริง นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากทำได้ดีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเมืองให้เป็นธรรม ทั้งในแง่โอกาส เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    American tourist who hit Thai woman while riding dirt bike falls to his knees upon learning she died

    ผู้บริโภคเฮ! รถไฟฟ้า 20 บาท แต่กังวลบางกลุ่มถูกจำกัดสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/24072568_public-transport_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kf3DbM_6ubWOe05adZMDD