Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด ‘เซ็นทรัล กระบี่’ 24 ต.ค. 68 มิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัด พร้อมแบรนด์ดังครบครัน

    เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด ‘เซ็นทรัล กระบี่’ 24 ต.ค. 68 มิกซ์ยูสแห่งแรกของจังหวัด พร้อมแบรนด์ดังครบครัน

    เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด ‘เซ็นทรัล กระบี่’ อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ปักหมุดมิกซ์ยูสแห่งแรกใจกลางกระบี่ ประกอบด้วยศูนย์การค้า บ้าน คอนโดมิเนียม และโรงแรม มากกว่าการเป็นศูนย์การค้า แต่ร่วมขับเคลื่อนอนาคตการท่องเที่ยวกระบี่ และเป็น The First Sustainable-Lifestyle Shopping Centre ที่จะเป็นส่วนร่วมในการยกระดับจังหวัดกระบี่สู่จุดหมายปลายทางระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นศูนย์กลางประสบการณ์ Sustainable Tourism ที่เชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และชุมชนท้องถิ่นอย่างกลมกลืน 

    แรงบันดาลใจจาก “ทุกความเป็นกระบี่” สู่ศูนย์การค้าที่ออกแบบเพื่อชุมชนอย่างแท้จริง

    26 ส.ค. 2568 – เซ็นทรัล กระบี่ ผสานอัตลักษณ์ของชุมชน วัฒนธรรม และธรรมชาติของจังหวัดกระบี่เข้าไว้ในทุกมิติของศูนย์การค้า ผ่าน 5 โซนหลัก ได้แก่ Krabi Bay, Beachwalk, Palm Square, Fisherman’s Village, และ Andaman Market ที่เชื่อมโยงกับภาพจำของท้องถิ่น สะท้อนแนวคิดการเป็นพื้นที่ของชุมชนอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่แหล่งช้อปปิ้ง แต่คือศูนย์กลางของความภูมิใจร่วมกัน  

    ต้นแบบศูนย์การค้า “ยั่งยืน” อย่างแท้จริง

    ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เซ็นทรัล กระบี่ ได้ออกแบบโครงการโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ อาทิ โดยเซ็นทรัลกระบี่ เป็นศูนย์การค้าแรกในไทยที่จะขอรับรอง EDGE certification – Zero level อีกทั้งยังมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่กว่า 14,400 ตารางเมตร การใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) การบริหารจัดการขยะด้วยแนวคิด Upcycling ที่หมุนเวียนนำขยะและวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุในการก่อสร้างอาคารและถนน รวมไปของที่ระลึก ตลอดจนการสร้างสรรค์โครงการ CSV ร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่ พร้อมร่วมมือกับร้านค้าในโครงการ Green Partnership ผลักดันแนวคิด Green Collaboration อย่างเป็นรูปธรรม

    รวมแบรนด์ดังครบทุกไลฟ์สไตล์

    นำทัพโดย Adidas, Bearhouse, Beautrium, Bonchon, Crocs, Fuji, Gaga, Good Goods, HarborLand, Insoul Halal, iStudio, Jian Cha, Jetts Fitness, Jim Thompson, KKV, Lush, Mandarin Suki, Miniso, Much & Mellow, Nuh, Potato Corner, Prime Burger, Shabushi, Souri, Starbucks และอีกกว่า 300 แบรนด์ร้านค้าชั้นนำ สร้างประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ครบครันในที่เดียว

    พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัว “บ้านนินญา กระบี่” โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีใจกลางเมือง ชูจุดเด่นด้านทำเลที่มอบประสบการณ์การพักผ่อน ในวิลล่าสุดหรูสไตล์รีสอร์ท ท่ามกลางทิวทัศน์ภูเขา พร้อม Grand Clubhouse สระว่ายน้ำ Infinity Edge และฟิตเนสครบครัน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย 7 ระดับจากเซ็นทรัลพัฒนา พิเศษสุด! เปิดให้เข้าชมโครงการแบบเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในวันที่ 30-31 สิงหาคมนี้

    ศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ พร้อมเปิดให้บริการ 24 ตุลาคมนี้ เป็นแรงบันดาลใจแห่งการท่องเที่ยวยั่งยืน ยกระดับกระบี่สู่จุดหมายปลายทางเชิงอนุรักษ์ระดับโลก และเป็นศูนย์กลางประสบการณ์ Sustainable Tourism ที่เชื่อมผู้คน ธรรมชาติ และชุมชนท้องถิ่นอย่างกลมกลืน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/850192/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UPRqWu7qt3GmNG6e-psR5

  • ครม.คุมเข้มรถใช้แล้ว เปิดทางเฉพาะ ‘รถโบราณ’

    ครม.คุมเข้มรถใช้แล้ว เปิดทางเฉพาะ ‘รถโบราณ’

    ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ ‘รถยนต์ใช้แล้ว’ เป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตนำเข้าในประเทศไทย โดยร่างฉบับใหม่นี้เป็นการปรับปรุงจากกฎปี 2562

    จุดสำคัญคือ เปิดทางให้นำเข้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars)อายุเกิน 100 ปี และรถแข่ง ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตกำหนด เพื่อสอดคล้องกับมติ ครม. เดิม ที่ต้องการส่งเสริมศิลปะและการอนุรักษ์ยานยนต์โบราณ

    ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ พบว่ามีประชาชนแสดงความคิดเห็น 433 ราย โดยกว่า 87% เห็นด้วย

    ผลทางเศรษฐกิจ – การอนุญาตให้นำเข้ารถโบราณจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการจัดกิจกรรม Classic Car กระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงหนุนธุรกิจรีสโตร์และอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้อง

    ผลทางสังคม – ถือเป็นการปลูกฝังค่านิยมการอนุรักษ์ มองรถโบราณเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ และดึงดูดให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Classic Car ของภูมิภาค

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังย้ำ ร่างประกาศฉบับนี้จะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-classic-cars-tourism-restore-economy&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gRISZagCfX3Wx4cbJ3038

  • สะเก็ดล้านนา : 26 สิงหาคม 2568

    สะเก็ดล้านนา : 26 สิงหาคม 2568

    วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สะเก็ดล้านนา : 26 สิงหาคม 2568

    *** ท่าอากาศยานเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “First Aid ปลอดภัยเรื่องใกล้ตัว” เสริมทักษะปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่พระสงฆ์และสามเณร โดยมี นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม และได้รับความเมตตาจาก พระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาสวัดผาลาด และเจ้าคณะตำบลสุเทพ เขต 2 ร่วมพิธีเปิดพร้อมทั้งให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีทีมวิทยากร ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์จากฝ่ายอำนวยการ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกทักษะด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)

    *** กระชับสัมพันธ์ เชียงใหม่-เมืองคังวอน…คิม ดงจุน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการท่องเที่ยวจังหวัดคังวอน สาธารณรัฐเกาหลี และคณะ เดินทางมาเข้าพบผู้บริหารจังหวัดเชียงใหม่ โอกาสนี้ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ โดยได้หารือแนวทางความร่วมมือรวมถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกันของทั้งสองเมือง และในโอกาสอันดีนี้ ทางผู้อำนวยการสำนักนโยบายการท่องเที่ยว จังหวัดคังวอน ได้เรียนเชิญทางจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสมาคม EATOF ซึ่งเป็น องค์กรความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ หลังจากจังหวัดเชียงใหม่ได้เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์เมื่อในอดีต

    *** สร้างความเชื่อมั่นท่องเที่ยวเชียงใหม่ปลอดภัย…จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย อิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปยังถนนคนเดินท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังปัญหาอุปสรรคจากผู้ประกอบการที่ขายของในพื้นที่ถนนคนเดินท่าแพ ขณะเดียวกันเป็นการสำรวจความคึกคักของการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่และถนนคนเดินแห่งนี้

    ศุภรักษ์ จิรกิจญาดา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/909480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fpanra0m-HSRrGIuWBF15

  • สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

    เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ร่วมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการแสดงเทิดพระเกียรติ นาฏศิลป์ และดนตรีไทยอันทรงคุณค่า จัดโดย โครงการศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทย – นาฏศิลป์ หน่วยราชการในพระองค์ และโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ในการนี้ นางจุฬาลักษณ์ คุปตรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา โดยมี คณะครู นักเรียน และ นักศึกษาชมรมดนตรี และสาขาวิชาการสร้างเครื่องดนตรีไทย ร่วมการบรรเลงดนตรีไทย และการแสดงอื่น ๆ ไฮไลต์ ได้แก่

    • รำเชิญพระขวัญ
    • การบรรเลงเดี่ยวขิมหมู่ เพลง จีนเก็บบุปผา
    • การบรรเลงดนตรีไทย เพลง โหมโรงปฐมดุสิต
    • การบรรเลงดนตรีไทย และขับร้องเพลง แขกมอญบางช้าง เถา
    • การแสดงอื่น ๆ อีกมากมาย โดยได้ชมฟรี จับจองที่นั่งได้ ทุกวันวันเสาร์ – วันอาทิตย์

    ขอขอบคุณ : นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ #Nitasrattanakosin #เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชนนาฏศิลป์ โครงการศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทยนาฏศิลป์ #หน่วยราชการในพระองค์ #โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ #สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

    สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ — 26 สิงหาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ — 26 สิงหาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ — 26 สิงหาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. ร่วมงาน เวทีการแสดงเพื่อเด็กและเยาวชน นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ — 26 สิงหาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114689/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ukkdj7w9qUEJYPBmevA9T

  • เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เปิดตัวผลการศึกษา “Going Beyond”

    เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เปิดตัวผลการศึกษา “Going Beyond”

    เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เปิดตัวผลการศึกษา

    เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านสุขภาพสัตว์ เปิดผลการศึกษาเชิงลึก (Whitepaper) ในหัวข้อ “Going Beyond: สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับสัตวแพทย์ในประเทศไทย”ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่สัตวแพทย์ไทยต้องเผชิญ ทั้งความเครียดจากการทำงานหนัก ชั่วโมงงานที่ยาวนาน และการขาดการยอมรับด้านวิชาชีพสัตวแพทย์

    ผลการศึกษาดังกล่าว รวบรวมข้อมูลจาก 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลการศึกษานำเสนอประเด็นด้านสุขภาพจิตและการยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วงการสัตวแพทย์ในประเทศไทย พบว่า แม้สัตวแพทย์จะมีบทบาทสำคัญต่อการปกป้องสุขภาพสัตว์และสุขภาพอนามัยของประชาชน แต่สัตวแพทย์ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการขาดบุคลากรด้านสัตวแพทยศาสตร์ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ชั่วโมงทำงานยาวนาน ความเข้าใจจากลูกค้าที่จำกัด และการได้รับการยอมรับที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความเครียดของสัตวแพทย์และกระทบต่อความยั่งยืนของวิชาชีพ

    ผลการศึกษาสำคัญในประเทศไทย:

    • 42% ของสัตวแพทย์รายงานว่าฐานลูกค้าที่ลดลงเป็นความท้าทายหลัก
    • 70% ของสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คลินิกระบุว่าลูกค้าไม่เข้าใจเรื่องสุขภาพสัตว์
    • 74% ของสัตวแพทย์เผชิญปัญหาลูกค้าไม่เข้าใจค่ารักษาสัตว์เลี้ยง
    • 58% ของสัตวแพทย์ทำงาน 50 ชั่วโมงหรือมากกว่าในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค
    • มีเพียง 16% ที่รู้สึกว่าสังคมเข้าใจวิชาชีพของตนอย่างแท้จริง
    • 64% เชื่อว่าการที่ลูกค้าเข้าใจงานของพวกเขามากขึ้น จะช่วยลดความเครียดในการทำงาน

    อ.สพ.ญ.ดร.ม.ล.นฤดี เกษมสันต์ อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย ระบุว่า”โรงพยาบาลสัตว์หลายแห่งในประเทศไทยดำเนินงานในระบบสองกะ โดยแบ่งเป็นกะเช้าและกะเย็น กะละ 12 ชั่วโมง ส่งผลให้สัตวแพทย์มีวันทำงานไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน”

    เภสัชกร อภิศักดิ์ คุณเวช Head of Animal Health บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สัตวแพทย์มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่กำลังเผชิญความเครียดและการขาดความเข้าใจในวิชาชีพในวงกว้าง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ จึงภูมิใจที่ได้ริเริ่มการจัดทำและเปิดตัวผลการศึกษาเชิงลึกครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกย่องความทุ่มเทของสัตวแพทย์ สร้างการรับรู้ต่อความท้าทายด้านต่าง ๆ และส่งเสริมให้สัตวแพทย์ได้รับการสนับสนุนและมีความยั่งยืนทางวิชาชีพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ จึงขอเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งให้กับวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศไทย”

    ข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตวแพทย์ไทย:

    จากผลการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้สรุปข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและการยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนี้

    • การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ในสาธารณะ – จัดแคมเปญเฉพาะกลุ่มผ่านสื่อสาธารณะและกิจกรรมของสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มความเข้าใจของสาธารณชนต่อบทบาทของสัตวแพทย์
    • การรักษาและพัฒนาบุคลากรสัตวแพทย์ – สนับสนุนค่าตอบแทน ผลประโยชน์ และเส้นทางการพัฒนาวิชาชีพที่ชัดเจน เพื่อดึงดูดและสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร
    • การสนับสนุนด้านสุขภาวะ – ให้สัตวแพทย์เข้าถึงบริการให้คำปรึกษา กลุ่มสนับสนุนเพื่อนร่วมอาชีพ และการฝึกอบรมสำหรับคลินิกสัตวแพทย์ด้านสุขภาพจิตและการจัดการความเครียด
    • ด้านนโยบายและการส่งเสริมกฎหมาย – ร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรสัตวแพทย์เพื่อผลักดันโครงการ เช่น ประกันสัตว์เลี้ยงและการขยายบริการดูแลป้องกัน
    • การยกย่องด้านวิชาชีพ – จัดตั้งรางวัลและโครงการยกย่องเพื่อเชิดชูผลงานของสัตวแพทย์ และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
    • การเสริมสร้างเครือข่ายวิชาชีพ – ส่งเสริมความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างสมาคมสัตวแพทย์ รัฐบาล และบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มเสียงสะท้อนของวิชาชีพให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพสัตว์ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ ยังคงขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายของสัตวแพทย์และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพในประเทศไทย ผลการศึกษาเชิงลึก “Going Beyond: สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับสัตวแพทย์ในประเทศไทย” จึงเป็นอีกหนึ่งในหลายโครงการของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้จริง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สัตวแพทย์ ยกระดับวิชาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12742136&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lkXIQ2Upi4XrlIob4K4FW

  • “พล.อ.สวัสดิ์” เสนอ “วุฒิสภา” ตั้ง กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “พล.อ.สวัสดิ์” เสนอ “วุฒิสภา” ตั้ง กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “พล.อ.สวัสดิ์” ยื่นญัตติให้ “วุฒิสภา” ตั้ง กมธ.ศึกษา ยกเลิก MOU43 – 44 หวังให้ประชาชนเห็น “ผลดี – ผลเสีย” เลี่ยงตอบเป็นเกมการเมืองเอื้อพรรคการเมืองหรือไม่

    วันนี้ (26 ส.ค.2568) พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคง วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นญัตติเรื่องยกเลิก MOU 2543 – MOU 2544 ว่า ในการประชุมวันนี้จะมีการพิจารณาญัตติเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา

    พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝั่งกัมพูชาไม่ได้ยึดหลักเขตแดนตามหลักสากล ส่วนไทยได้ลากเส้นไหล่ทวีปโดยใช้จุดกึ่งกลางทะเลระหว่างเกาะกูดของไทยและเกาะกงของกัมพูชา ซึ่งเป็นเส้นตามแนวพระบรมราชโองการปี 2516 และมีการลงนามใน MOU 2544 เพื่อพัฒนาร่วมกัน แต่ว่าแผนที่แนบท้ายไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตร.กม. และเกิดความสับสน

    ดังนั้น จึงต้องนำมาทบทวนว่าควรจะยกเลิก MOU ดังกล่าวหรือไม่หรือควรจะคงไว้ก่อนเพื่อเป็นกรอบในการเจรจา ซึ่งการตั้งกรรมาธิการการศึกษาครั้งนี้ศึกษาในผลดีและผลเสีย ในการคงไว้หรือยกเลิก MOU ดังกล่าว ว่าทางใดจะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่ากัน และหวังว่าจะลดปัญหาความเห็นต่างของประชาชน

    อ่านข่าว : กต.แจงปมพื้นที่ทับซ้อน MOU44 คนไทยต้องเห็นชอบก่อน

    พล.อ.สวัสดิ์ เปิดเผยว่า การตั้งกรรมาธิการชุดนี้ จะตั้งกรรมาธิการจำนวน 25 คน มีสัดส่วน สว.จำนวน 15 คน และสัดส่วนคนนอกที่เป็นนักวิชาการผู้ที่มีความรู้และศึกษาเรื่องปัญหาไทยกัมพูชามาก่อน จำนวน 10 คน โดยวางกรอบศึกษาเป็นเวลา 90 วัน

    อย่างไรก็ตาม พล.อ.สวัสดิ์ เลี่ยงที่จะตอบคำถามถึงข้อกังขาของกลุ่ม สว.อิสระ ที่นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ว่า การเสนอญัตตินี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยบอกเพียงว่า “แล้วแต่จะคิด” เพราะในความตั้งใจในฐานะผู้เสนอญัตติ เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งก็มองว่า ควรจะศึกษาให้เห็นข้อดีและข้อเสียว่าจะยกเลิกหรือจะคงไว้ของ MOU เพื่อศึกษาว่าอย่างใดมีประโยชน์มากกว่ากัน แล้วหวังว่าจะให้ประชาชนได้เกิดความเข้าใจ

    อ่านข่าว : รู้หรือไม่? “MOU44” มีที่มาอย่างไร และทำไมควรจะยกเลิก

    ทั้งนี้ การเสนอญัตติในวันนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมลับของวุฒิสภาในครั้งก่อน เกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชา โดยมีข้อสรุปว่าให้ตั้งกรรมาธิการมาคุยกัน

    ส่วนกรณีที่ นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เสนอญัตติพยายามใช้งบประมาณของวุฒิสภาก่อนที่จะหมดปีงบประมาณนั้น พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่เห็นว่ามีความจำเป็นเพราะมีความเห็นที่ขัดแย้งและหลากหลาย จากการยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU จึงต้องศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะผู้ร่วมในกรรมาธิการวิสามัญมีคนนอกถึง 10 คนที่มีความรู้ความสามารถ และศึกษาในเรื่องนี้เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดในแง่ลบ

    อ่านข่าว : “มาริษ” หวังกัมพูชาเจรจายุติขัดแย้งไม่ไปศาลโลก ขอเคารพ MOU 43 

    กต.กัมพูชา ออกแถลงการณ์โต้ประเด็น MOU 2543  

    “โรม” หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษายกเลิก MOU 43 – MOU 44   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355778&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RNu551NWwul8g_E_Pb4U9

  • Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบชุดเทคโนโลยี PHEV และเครื่องยนต์รุ่นใหม่ สนับสนุนการศึกษาอาชีวะต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 – EVMoD

    Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบชุดเทคโนโลยี PHEV และเครื่องยนต์รุ่นใหม่ สนับสนุนการศึกษาอาชีวะต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 – EVMoD

    Mitsubishi Motors (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด จัดกิจกรรมมอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV พร้อมชุดเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการศึกษาเชิงปฏิบัติ และสร้างโอกาสพัฒนาทักษะให้แก่นักศึกษาในสายงานยานยนต์ไทย

    กรุงเทพฯ – 26 สิงหาคม 2568: บริษัท Mitsubishi Motors (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด จัดกิจกรรมมอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV พร้อมชุดเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการศึกษาเชิงปฏิบัติ และสร้างโอกาสพัฒนาทักษะให้แก่นักศึกษาในสายงานยานยนต์ไทย

    การสนับสนุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรม

    ภายในงานมีการมอบ ชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV, เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4N16 รุ่นใหม่ ที่ใช้ใน New Mitsubishi Triton, เครื่องยนต์ 4A91, ชุดเกียร์ธรรมดา R6M5A และเฟืองท้าย เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน โดยนักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการฝึกอบรมภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญของ Mitsubishi Motors ประเทศไทย และทีมช่างเทคนิคจาก มิตซูรุ่งเจริญ

    คำกล่าวจากผู้บริหาร

    • นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย Mitsubishi Motors ประเทศไทย กล่าวว่า
      “Mitsubishi Motors ประเทศไทย มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษา ครั้งนี้เราได้มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังรุ่นใหม่ที่ใช้จริงในรถยนต์จำหน่าย เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง เพิ่มโอกาสในการต่อยอดความรู้และทักษะสำหรับอาชีพในอนาคต”

    • ดร.มาลี ฐานปัญญา รองประธานกรรมการสถานศึกษา กล่าวว่า
      “การสนับสนุนจาก Mitsubishi Motors ประเทศไทย และมิตซูรุ่งเจริญ ถือเป็นการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของวิทยาลัย ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด และสร้างพื้นฐานบุคลากรที่พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

    • นายจักรพงษ์ ชัยตระกูลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด กล่าวว่า
      “นอกจากการดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายและบริการ เรายังให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนการศึกษา เพื่อสร้างรากฐานบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

    ความต่อเนื่องของโครงการ

    โครงการมอบเครื่องยนต์เพื่อการศึกษาเริ่มตั้งแต่ปี 2558 โดย Mitsubishi Motors ประเทศไทย ได้ส่งมอบ เครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และอุปกรณ์กว่า 260 ชุด ให้แก่สถาบันการศึกษาด้านยานยนต์มากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติของเยาวชน และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ข่าวประชาสัมพันธ์จาก Mitsubishi

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ev.iphonemod.net/mitsubishi-new-phev-technology/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G85e-AROEGJnAfU42TaQd

  • คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง

    คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง

    “สมศักดิ์” ประกาศ “คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือ อปท. ทั่วประเทศ เดินหน้าจัดจ้าง “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง 18,000 คนทั่วประเทศ

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยมี ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าร่วม

    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่

    ภายในงานยังมีพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือพัฒนางานวิชาการการบริหารจัดการบุคลากร เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล” ระหว่าง “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” โดย นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาในหัวข้อ “กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยกลไกท้องถิ่นดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” ว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้น ไม่เพียงครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ยังมุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยผ่านการดูแลโดย “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” (Care Giver) ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างงาน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ จากคำประกาศฯ ดังกล่าว ณ วันนี้รัฐบาลได้ทำสำเร็จแล้ว และพร้อมประกาศโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยอนุมัติงบประมาณ 1,115 ล้านบาท ให้ สปสช. ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลฯ กว่า 18,000 คน เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลให้มีการจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างต่อเนื่องต่อไป 

     “ขอเชิญชวนประชาชนที่ผ่านการอบรมเข้าร่วมโครงการนี้ นอกจากจะได้รับค่าจ้างแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง ที่เสริมสร้างระบบสาธารณสุขชุมชนประเทศให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รมว.สาธารณสุข กล่าว

    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

    ผศ.ดร.ลิณธภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาทักษะ ความรู้ และศักยภาพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในโลกยุคใหม่ กิจกรรมในวันนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสทางการศึกษา เสริมสร้างทักษะ และเพิ่มพลังให้สังคมไทย ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

     นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อนำไปเป็นค่าจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน นอกจากนี้ สกร. ยังได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและงานวิชาการ ที่เอื้อต่อการสร้างทักษะของบุคคลในด้านการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงการสนับสนุนการวิจัย การฝึกอบรม การบริการวิชาการ และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ชุมชนเกิดความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นสังคมสูงวัยและการดูแลผู้สูงอายุ

     “ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่พร้อมจะผนึกกำลังเดินหน้าร่วมกัน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืน อันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง” รมช.กระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่

    นพ.จเด็จ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างงานในชุมชน แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการดูแล โดยผู้ดูแลช่วยเหลือผู้มีภาวะพึ่งพิงฯ ทุกคนจะได้รับการอบรมที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ที่พัฒนาหลักสูตรโดยทาง สกร. หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งได้เข้ามาร่วมมือจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม และดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน เพื่อให้สนองนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างระบบการดูแลผู้สูงวัยของประเทศ อย่างไรก็ดี สปสช. เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมืออันดีนี้ จะทำให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศได้รับการดูแลที่มีคุณภาพจากผู้ดูแลช่วยเหลือฯ ที่ได้มาตรฐาน เป็นการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้พร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

     “ขณะที่ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งขณะทั่วประเทศได้ผู้ที่สมัครร่วมเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลฯ แล้วจำนวนกว่า 6,000 คนกระจายทั่วประเทศ และเชื่อว่านโยบายจากความกันอย่างเข้มแข็งจะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อประโยชน์ของประชาชน” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/255628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36GjjgPQXPA7crlvyr-wUn

  • ครม. ไฟเขียวโยกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นลบ. สมทบงบกลางฉุกเฉิน

    ครม. ไฟเขียวโยกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นลบ. สมทบงบกลางฉุกเฉิน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ส.ค.68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลเพื่อเร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ ครม. ได้พิจารณารายงานมติจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 โดยที่ผ่านมามีการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว 49 หน่วยงาน ครอบคลุมโครงการรวม 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.17 ล้านบาท ภายใต้หลักเกณฑ์และระเบียบของสำนักงบประมาณที่กำหนด

    พร้อมกันนี้ ครม. ยังรับทราบรายงานผลการติดตามจากคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเห็นชอบให้ใช้ระบบ Dashboard เพื่อเป็นเครื่องมือกลางในการติดตามความก้าวหน้าของการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ

    สำหรับวงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังเหลืออยู่ราว 26,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานเสนอขอโครงการเพิ่มเติม ประกอบกับเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สามารถโอนงบกลางรายการดังกล่าว ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัตินายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561

    นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า ปัจจุบันวงเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในปีงบประมาณ 2568 มีอยู่ 96,556.71 ล้านบาท และเมื่อรวมกับงบที่โยกมาสมทบอีก 26,000 ล้านบาท จะทำให้งบสำรองรวมเพิ่มขึ้นเป็น 122,556.71 ล้านบาท

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ เคาะโอน 2.6 หมื่นลบ. เข้างบกลางฉุกเฉิน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/777902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pOqNAaXCf7CTkTkq7NxDz

  • สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เสริมแกร่งร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ขอเชิญชวนสถานศึกษาและบุคคลทั่วไปร่วมรับชม Live : 2025 ONESQA Forum การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “Beyond Assessment: Driving Educational Change ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน” ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

    ผู้เข้าร่วมชมจะได้รับทราบถึงเป้าหมายของ สมศ. ในการเดินหน้าพลิกบทบาทจากการประเมินเพื่อตัดสินคุณภาพ ไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินเพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย

    พร้อมร่วมรับชมไฮไลท์พิเศษที่น่าสนใจ ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , การบรรยายในหัวข้อ “ขับเคลื่อนคุณภาพให้ยั่งยืนด้วยหลักการประเมินการศึกษา 5.0” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ กรรมการ สมศ. , การนำเสนอ “จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ: วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.” โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. , การนำเสนอ “สารสนเทศจากข้อมูลผลการประเมิน เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยข้อเสนอเชิงนโยบาย” โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ กรรมการ สมศ. และ การเสวนา “ทัศนะของผู้บริหารระดับสูงต่อการนำข้อเสนอเชิงนโยบายจาก สมศ. ไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย”

    ผู้สนใจ สามารถรับชมพร้อมกันได้ที่ เฟสบุ๊ค เพจ สมศ.(สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตามวันและเวลาดังกล่าว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-216-3955

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี 67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/909712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LFg9hrjkach-t4WYvqVfK