Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เพื่อไทย” เปิดคุณสมบัติ “ชัยเกษม” พร้อมนั่ง “นายกฯคนใหม่” แล้ว

    “เพื่อไทย” เปิดคุณสมบัติ “ชัยเกษม” พร้อมนั่ง “นายกฯคนใหม่” แล้ว

    วันที่ 31 ส.ค.68  เพจ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ   

    หนึ่งในบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายและการเมืองของไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานทั้งในฐานะ อัยการสูงสุด และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และเคยมีบทบาทโดยตรงในหลายเหตุการณ์สำคัญของประเทศ

    ● ประวัติการศึกษาและเส้นทางการทำงาน
    – การศึกษา
    1. ปริญญาตรี แผนกนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับสอง)
    2. กฎหมายระหว่างประเทศ Columbia University, USA
    3. ได้รับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ก่อนเข้าสู่เส้นทางสายกฎหมายเต็มตัว

    – งานอัยการ
    1.เริ่มรับราชการอัยการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516
    2.ค่อยๆ ก้าวหน้าจนได้รับตำแหน่งสูงสุดคือ อัยการสูงสุด ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2552

    – งานการเมือง
    1.หลังเกษียณราชการ ได้เข้าสู่การเมือง โดยได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556
    2. มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม
    3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
    4. ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน)
    5. ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร)

    ประสบการณ์อื่นที่สำคัญ
    1. ประธานคณะกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย
    2. ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย
    3. อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

    ● บทบาททางการเมืองและเหตุการณ์สำคัญ

    – กับพรรคเพื่อไทย
    ชัยเกษมเป็นบุคคลสำคัญที่พรรคให้ความไว้วางใจ และได้รับการเสนอชื่อเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคในการเลือกตั้ง 2562-2566

    – การรัฐประหารปี พ.ศ. 2557
    ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เขาเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลในการเจรจากับคณะรัฐประหารที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ได้ยืนยันจุดยืนของรัฐบาลรักษาการว่าจะไม่ลาออกทั้งคณะและรายบุคคล หลังจากนั้นไม่นาน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจ ถือเป็นเหตุการณ์ที่เขามีบทบาทเผชิญหน้าโดยตรง

    – บทบาทหลังรัฐประหาร
    ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรคเพื่อไทย ได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองของพรรค

    ● จุดยืนทางการเมือง

    – หลักนิติรัฐ (Rule of Law)
    1. ย้ำมาตลอดว่าหลักนิติรัฐคือทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง
    2. มองว่าการนำกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ก่อให้เกิดความแตกแยกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน

    – การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    1. เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตย
    2. สนับสนุนการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
    3. เสนอให้เขียนไว้ชัดเจนว่า “การรัฐประหารเป็นความผิดอาญาฐานกบฏ และไม่มีอายุความ เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต”

    เส้นทางของ ชัยเกษม นิติสิริ เป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ด้านกฎหมายกับการเมือง เขายืนหยัดในหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ มุ่งหวังสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางประชาธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31aW_DFyUWg7ANe6t7hvG3

  • ไม่แก่เกินเรียน! “หม่ำ-อ๊อฟ-ดี้” นำทัพดาราศิลปินรับพระราชทานปริญญาบัตร ม.กรุงเทพธนบุรี | เดลินิวส์

    ไม่แก่เกินเรียน! “หม่ำ-อ๊อฟ-ดี้” นำทัพดาราศิลปินรับพระราชทานปริญญาบัตร ม.กรุงเทพธนบุรี | เดลินิวส์

    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา  สิริวัฒนาพรรณวดี  เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.)  ประจำปีการศึกษา 2567 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568  โดยมีดุษฎีบัณฑิต  มหาบัณฑิต  และบัณฑิตเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  จำนวน  2,600 คน 

    ในการนี้  ศ.ดร.บังอร  เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  รศ.ดร.ดวงฤทธิ์  เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  พล.อ.เชษฐา  ฐานะจาโร  นายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  พร้อมด้วยผู้บริหาร  คณาจารย์  บุคลากร  และนักศึกษาเฝ้ารับเสด็จ  ณ อาคาร Bangkok Thonburi Hall  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    โอกาสนี้ มีบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ  และสาธารณะ  สมควรได้รับปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  รวม  7 คน  โดยสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมีมติเอกฉันท์มอบปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  คณะศิลปกรรมศาสตร์แก่พระเทพวชิรวิทยานุสิฐ (วราห์ ปุญญวโร)  รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  คณะรัฐศาสตร์แก่พระครูยติธรรมานุยุต (สมทรง ธมมทินโน)  ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  คณะนิเทศศาสตร์แก่  นายศุภชัย  ศรีวิจิตร (เอ)  และ นายพงษ์พัฒน์  วชิรบรรจง (อ๊อฟ)  บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  คณะบริหารธุรกิจแก่  นายไพศาล  เพริศวิวัฒนา  มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์  คณะรัฐศาสตร์แก่นายจะเด็ด  มีหกวงค์  และมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์  คณะบริหารธุรกิจแก่  นางหยาง จิ่ง (Mrs.Yang Jing)  

    นอกจากนี้ ยังมีเหล่าดารา ศิลปิน นักร้อง นักแสดง และสื่อมวลชนที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร  ได้แก่   น.ส.ดวงพร  แน่งน้อย  ปริญญาโทศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชาการบริหารการศึกษา  น.ส.ทัศนียา รัตน์วงศ์  ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์  นายสถาพร ชุ่มจิตร  นายณัฐพล นิลดอนหวาย  น.ส.กัญกนิษฐ์  มั่งมี  และน.ส.สุธิรจน์ ศรีเพ็ชร  ปริญญาโทนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาวิชานิเทศศาสตร์  คุณปัทมา  ปานทอง  ปริญญาตรีนิเทศศาสตรบัณฑิต  สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบสื่อและการผลิตสื่อ  น.ส.ปิ่นทิพย์  อรชร  ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต  สาขาวิชานิติศาสตร์  และ คุณเพ็ชรทาย  วงษ์คำเหลา  (หม่ำ จ๊กมก)  ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์  สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์

    สำหรับ บุคลากรด้านการกีฬา  และนักกีฬาที่มีชื่อเสียงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีนี้ด้วย  เช่น  นางกมลา  ทองกร  (คุณแม่ปุ๊ก)  ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต  นายกุลวุฒิ  วิทิตศานต์  (น้องวิว)  นักกีฬาแบดมินตันชายเดี่ยวมือวางอันดับ 1 ของโลก  นายนฤเศรษฐ์  เหล่าเทิดพงษ์ (องศา)  นายวรภพ  ชื่นค้า (บีม)  นายสุรสิทธิ์  อริยะบารนีกุล (จ๊อบ)  และนายภรัณยู  ขาวสำอาง (ภีม)  ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์

    ด้าน “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง เผยว่า “ความรู้สึกที่มารับปริญญาในวันนี้ก็เป็นเกียรติครับ ทางมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีก็ให้เกียรติ ซึ่งส่วนตัวไม่ได้มีการซักซ้อมเลย เพราะเมื่อวานก็ยังทำงานอยู่ แต่ว่าเราเตรียมตัวเตรียมใจมารับแล้ว ทราบข่าวนี้มานานแล้ว ซึ่งปริญญาใบนี้ก็สร้างความภาคภูมิใจให้กับเราและครอบครัวได้ เพราะว่าเราเรียนมาทั้งชีวิตแล้ว ซึ่งปริญญาที่ทางมหาวิทยาลัยมอบให้เราเป็นปริญญาที่ใช้เวลาเรียนทั้งชีวิต มันไม่ใช่แค่ว่าแป๊บเดียว ก็คงเห็นว่าเราใช้เวลาเรียนมาก เหนื่อยมากพอแล้ว (หัวเราะ) ส่วนคนในครอบครัวทุกคนก็แสดงความยินดี แต่บอกให้พ่อมาเองนะ (ยิ้ม)”

    สำหรับ “ดี้ ปัทมา” นักแสดงชื่อดังรุ่นใหญ่ เผยว่า “ความรู้สึกในวันนี้มันเป็นการรอคอยที่ยาวนานมากค่ะ เพราะว่าดี้เรียนจบอนุปริญญาตั้งแต่ปี 24 และก็เก็บวุฒิบัตรไว้เพื่อที่จะเรียนต่อ พอเข้าวงการงานก็เยอะเลยไม่ได้เรียน พอแต่งงานมีลูกก็ไม่ได้เรียนอีก พอลูกเรียนจบแล้วเราก็เลยมาสานฝันตัวเองด้วยการมาเรียนต่อ และในที่สุดก็ได้ใส่ชุดครุยนี่แหละค่ะ”

    “หม่ำ จ๊กมก” ผู้กำกับและนักแสดงตลกชื่อดัง เผยว่า “วันนี้ก็ดีใจและภูมิใจมากครับ เพราะเรียนมาหลายปี ที่จริงเรียนตั้งแต่ปี 52 แต่ช่วงนั้นหนังมันเยอะเลยไม่ได้เรียนต่อ ถ้าเรียนตั้งแต่ปีนั้นก็คงจบไปนานแล้ว ก็เลยหยุดไปยาว แล้วเพิ่งกลับมาเรียนตอนปี 65 โดยการเรียนครั้งนี้ลูกกับภรรยาก็ยังไม่รู้เลยครับ ผมซุ่มเรียนอยู่พักใหญ่ ส่วนสาเหตุที่เลือกเรียนเกี่ยวกับกฎหมาย การปกครอง รัฐศาสตร์ เพราะส่วนตัวชอบเรื่องการปกครองครับ ซึ่งการเรียนครั้งนี้ผมก็ภูมิใจที่ ม.กรุงเทพธนบุรีให้เกียรติผม ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอกครับ ผมจบ กศน. มาหลายปีแล้วก็กลับมาเรียนต่อในปี 65 นี่แหละครับ บางทีเราไม่ได้เขียนนาน เวลากลับมาเขียนนิ้วก็ล็อกเลย แล้วก็มีการอ่านเรื่องการปกครองบ้าง กฎหมายท้องถิ่นบ้าง เพราะเป็นคนชอบอ่านอยู่แล้ว จะว่ายากก็ยากนะ ซึ่งระหว่างทางก็มีพี่สิทธิโชคคอยดูแลอยู่ตลอด เขาเป็นอาจารย์ที่นี่ก็คอยชี้แนะ ผมก็ไปติวกับเขา ระยะเวลาการศึกษาก็สามปี ส่วนอนาคตก็อยากจะเรียนต่อโทสักหน่อย อาจจะเป็นสาขาใหม่ หรืออาจจะเรียนกฎหมายต่อ แต่คนก็ว่ายากนะ แต่ว่าจะลองดู ถ้าเหนื่อยก็อาจจะเลิก (ยิ้ม)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5069607/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vJBOX_48XY0ZNneZbDgmp

  • พรรคเพื่อไทยแพร่ประวัติ  “ชัยเกษม”  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

    พรรคเพื่อไทยแพร่ประวัติ  “ชัยเกษม”  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.20 น.

    เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568   เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์รูปพร้อมข้อความ ระบุว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายและการเมืองของไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนาน ทั้งในฐานะอัยการสูงสุด และรมว.ยุติธรรม ได้รับการยอมรับ ว่าเป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และเคยมีบทบาทโดยตรงในหลายเหตุการณ์สำคัญของประเทศ

    ประวัติการศึกษาและเส้นทางการทำงาน การศึกษาปริญญาตรี แผนกนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับสอง), กฎหมายระหว่างประเทศ Columbia University, USA, ได้รับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ก่อนเข้าสู่เส้นทางสายกฎหมายเต็มตัว

    งานอัยการ เริ่มรับราชการอัยการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ค่อยๆก้าวหน้าจนได้รับตำแหน่งสูงสุดคือ อัยการสูงสุด ระหว่างปี 50-52 งานการเมือง หลังเกษียณราชการได้เข้าสู่การเมือง โดยได้รับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 56, มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม, สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ) และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ)

    ประสบการณ์อื่นที่สำคัญ ประธานคณะกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาคเท่าเทียม พรรคเพื่อไทย, ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

    บทบาททางการเมือง และเหตุการณ์สำคัญกับพรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม เป็นบุคคลสำคัญที่พรรคให้ความไว้วางใจ และได้รับการเสนอชื่อเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคในการเลือกตั้งปี 62-66 การรัฐประหารปี 57 ในฐานะรมว.ยุติธรรม เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลในการเจรจากับคณะรัฐประหารที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ได้ยืนยันจุดยืนของรัฐบาลรักษาการว่าจะไม่ลาออกทั้งคณะและรายบุคคล หลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยึดอำนาจ ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีบทบาทเผชิญหน้าโดยตรง

    บทบาทหลังรัฐประหาร ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรคเพื่อไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองของพรรค ส่วนจุดยืนทางการเมือง หลักนิติรัฐ (Rule of Law) ย้ำมาตลอดว่าหลักนิติรัฐคือทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง, มองว่าการนำกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ก่อให้เกิดความแตกแยก และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตย, สนับสนุนการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และเสนอให้เขียนไว้ชัดเจนว่า “การรัฐประหารเป็นความผิดอาญาฐานกบฏ และไม่มีอายุความ เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต”

    ส่วนเส้นทางของนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ด้านกฎหมายกับการเมือง ยืนหยัดในหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐ มุ่งหวังสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางประชาธิปไตย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/444580&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LUlM7Sm8LDVNBGo6P3Fr1

  • จริงหรือ? อยู่ในห้องแอร์ 6 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่ “ปอดเสื่อม” ปัญหาผิวหนัง-ดวงตา ก็น่ากลัว!

    จริงหรือ? อยู่ในห้องแอร์ 6 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่ “ปอดเสื่อม” ปัญหาผิวหนัง-ดวงตา ก็น่ากลัว!

    อยู่ห้องแอร์นาน เสี่ยงปอดเสื่อมจริงหรือ? แค่ 6 ชั่วโมงอาจเสียสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

    คุณใช้เครื่องปรับอากาศวันละกี่ชั่วโมง? หลายคนอาจไม่เคยนึกว่า แค่การเปิดแอร์ต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อสุขภาพได้อย่างรุนแรง ถึงขั้นทำให้ปอดเสื่อม และต้องเข้าโรงพยาบาล

    ตามรายงานจากสื่อประเทศจีน ชายคนหนึ่งจากเมืองเซินเจิ้นนามว่า คุณหวัง ได้เปิดเครื่องปรับอากาศภายในบ้านติดต่อกันถึง 3 วัน โดยไม่ได้ใช้งานเครื่องนี้มานานเกือบหนึ่งปี

    ไม่นานหลังจากเปิดใช้งาน เขาเริ่มมีไข้สูงและไอรุนแรง เมื่อตรวจ CT Scan พบว่าปอดขวาของเขามี เงาขาวขนาดใหญ่ พร้อมกับความเสียหายของอวัยวะอื่น เช่น ตับและไต

    แค่เปิดแอร์ ทำไมถึงส่งผลกระทบต่อปอดได้?

    มีข้อมูลระบุว่า การอยู่ในห้องแอร์เพียง 6 ชั่วโมง อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลงถึง 30% ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนอาจมองข้าม

    ผลการศึกษาในประเทศจีน ซึ่งมีอาสาสมัคร 100 คนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่ใช้งานเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ ถูกนำมาทดสอบสมรรถภาพปอดอย่างละเอียด ผลปรากฏว่า ปริมาณลมหายใจเข้าออก และการระบายอากาศในปอดลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความสามารถในการหายใจลึก ลดลงมากกว่า 30%

    แม้ผลการศึกษานี้ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งสำคัญคือ การตระหนักถึงผลกระทบระยะยาว ของการใช้แอร์เป็นเวลานานต่อสุขภาพ

    เสี่ยงติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือปอดอักเสบ

    ผู้ที่อยู่ในห้องแอร์บ่อยๆ มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด น้ำมูกไหล คัดจมูก หรือในกรณีรุนแรง อาจกลายเป็นปอดอักเสบเช่นเดียวกับกรณีของคุณหวัง

    นอกจากนี้ ความแตกต่างของอุณหภูมิในและนอกบ้าน หากเกินกว่า 10 องศาเซลเซียส ร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

    ในขณะเดียวกัน เครื่องปรับอากาศจะดูดความชื้นในอากาศ ทำให้ภายในห้องแห้งผิดปกติ การปิดหน้าต่างตลอดเวลา ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เชื้อโรคสะสมในอากาศได้ง่าย

    โรคอื่นที่อาจเกิดจากการอยู่ในห้องแอร์

    การใช้แอร์บ่อยๆ ยังอาจทำให้เกิด ปัญหาผิวหนัง เช่น ผิวแห้ง คัน เป็นผื่นแพ้ หรือกลาก รวมถึงปัญหาดวงตา อย่างแสบตา แห้งตา หรือระคายเคือง

    บางคนอาจมีอาการแพ้เรื้อรัง เช่น จาม คัดจมูก หายใจลำบาก หรือผื่นแพ้ผิวหนัง หากมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง ควรระวังว่าอาจเกิดจากการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน

    วิธีใช้เครื่องปรับอากาศให้ปลอดภัย

    เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจากการใช้แอร์ ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้:

    • ล้างแอร์เป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน และควรทำความสะอาดตัวกรองและแผงระบายความร้อนให้ดี
    • ตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม ควรตั้งไว้ที่ 26-28 องศาเซลเซียส และไม่ควรให้ต่างจากอุณหภูมิภายนอกเกิน 5-8 องศา
    • หลีกเลี่ยงการเป่าลมตรง โดยควรปรับให้แอร์เป่าขึ้นด้านบน เพื่อให้ความเย็นกระจายอย่างทั่วถึง และไม่โดนส่วนสำคัญของร่างกาย เช่น ศีรษะ ลำคอ หรือเอว
    • เปิดหน้าต่างระบายอากาศ เป็นระยะ เพื่อให้อากาศหมุนเวียนและลดความเสี่ยงของเชื้อโรคสะสม

    แม้เครื่องปรับอากาศจะช่วยให้เรารู้สึกสบายในช่วงอากาศร้อน แต่หากใช้งานไม่ถูกวิธี หรือไม่ดูแลรักษา ก็อาจกลายเป็นภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพได้โดยไม่รู้ตัว

    อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย และอย่าลืมดูแลแอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อให้การใช้แอร์เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่ต้นตอของปัญหา

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9837414/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cj2hAZ6nAQu3mD5AqURDH

  • สภาพตลาดปักกิ่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (จบ)

    สภาพตลาดปักกิ่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (จบ)

    ผมขอนำท่านผู้อ่านกลับมาที่สภาพตลาดในกรุงปักกิ่งกันต่อเลยครับ … 

    โดยทั่วไปแล้ว ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของจีน ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาอยู่แล้ว การพาสมาชิกในครอบครัวออกเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในรูปของทริปพักผ่อน เยี่ยมญาติ และการศึกษา (เพื่อไปแอบส่องสถานศึกษาและการร่วมฉลองการจบการศึกษาของลูกหลาน) ทำให้การท่องเที่ยวไม่เพียงกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่มีประสิทธิภาพ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในหัวเมืองที่เกี่ยวข้องอีกด้วย  

    รายงานของ LY.com แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ของจีน ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา การเดินทางของครอบครัว (ผู้เดินทางที่เดินทางพร้อมผู้เยาว์) นับเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการขนส่งในภาพรวมของจีน โดยคิดเป็นราว 35% ของผู้โดยสารทางเครื่องบินภายในประเทศโดยรวม สอดคล้องกับข้อมูลของ Zhongxin Tourism 

    ทำนองเดียวกันก็เกิดขึ้นกับรูปแบบการขนส่งอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟความเร็วสูง ข้อมูลจาก China Railway Group ระบุว่า ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน (กรกฎาคม-สิงหาคม) จำนวนผู้โดยสารคาดว่าจะแตะ 953 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 15.4 ล้านคน โดยปักกิ่งถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ข้อมูลจาก Qunar Travel เปิดเผยว่า ยอดการจองโรงแรมในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน สำหรับผู้เดินทางที่มีอายุระหว่าง 22-25 ปีเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาทิ ปักกิ่ง ซีอาน และ หนานจิง นับเป็นตัวเลือกแรกๆ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

    ขณะเดียวกัน UTour ตัวแทนด้านการท่องเที่ยวในกรุงปักกิ่ง ยังเปิดเผยว่า จำนวนลูกค้าที่เดินทางในช่วงฤดูร้อน จะเพิ่มขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่า มากกว่า 60% ของลูกค้าโดยรวมในช่วงฤดูร้อนนี้ จะอยู่ในรูปของการเดินทางเป็นครอบครัว

    นอกจากนี้ รายงานเกี่ยวกับ “พัฒนาการวันหยุดของครอบครัวในปี 2025” ที่จัดทำโดย Meituan แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของจีน และ สมาคมสวนสนุกและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (China Association of Amusement Parks and Attractions: CAAPA) ที่เปิดเผยเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สำหรับครอบครัวสมัยใหม่ของจีน วันหยุดพักผ่อนได้กลายเป็น “รูปแบบใหม่” ของการลงทุนในการบริโภค และมีแนวโน้มที่คนจีนจะให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์อันมีคุณค่า อาทิ การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แทนการซื้อสินค้าที่จับต้องได้ 

    เราจึงไม่น่าแปลกใจที่กิจกรรมพิเศษ อาทิ เวิร์กช็อปงานฝีมือแบบดั้งเดิม บนพื้นฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อาทิ การทำตุ๊กตาแป้ง และ การตัดกระดาษ และสถานที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ อาทิ ท้องฟ้าจำลอง ที่ควรค่าแก่การถ่ายภาพและแชร์ในโลกออนไลน์ กำลังได้รับความสนใจ และเพิ่มสัดส่วนของการเดินทางมากขึ้น

    จุดหมายปลายทางที่มีทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ รายงานของ Mafengwo แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ ระบุว่า การจองตั๋วเข้าเยี่ยมชมสวนสนุก Pop Land เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่วนสำคัญน่าจะได้แรงหนุนจาก Labubu, Molly, Dimoo และ SkullPanda ที่เป็น IP หลักของ Pop Mart นั่นเอง

    เมื่อพูดถึง Pop Land ผมก็ขอขยายความหน่อย เพราะสวนสนุกแห่งนี้ เต็มไปด้วยกร็ดที่น่าสนใจให้ติดตามมากมาย Pop Land ถือเป็นสวนสนุกแห่งแรก และแห่งเดียวของ Pop Mart ในกรุงปักกิ่ง ตั้งอยู่ประตูด้านซีกตะวันตกของสวนสาธารณะเฉาหยาง (Chaoyang) ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณกลางกรุงปักกิ่ง ทำให้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า “Pop Mart City Park” 

    บนพื้นที่แนวยาวขนาดรวมราว 40,000 ตารางเมตร Pop Land ถูกจัดแบ่งเป็น 3 โซนหลัก อันได้แก่ Pop Street ที่เต็มไปด้วยจุดถ่ายภาพที่เก๋ไก่ ซุ้มขายขนม เครื่องดื่ม และไอสครีม รวมทั้งจุดเล่นเกมสนุกๆ มากมาย โดยผู้ซื้อบัตรผ่านประตูสามารถเล่นบางเกมได้ฟรี 1 ครั้ง และหากติดใจก็อาจซื้อตั๋วเล่นต่อได้ เล่นชนะก็รับโชคเป็น “กล่องสุ่ม” ให้ได้ลุ้นกัน

    ถัดมาคือ Labubu Forest Park ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่รายล้อม อาทิ หมู่บ้านประมง (Fishing Village) และบ้านต้นไม้ (Tree House) รวมทั้งจุดเล่นแทรมโพลีนส์ (Trampolines) ชิงช้า และตาข่ายไต่ให้เด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน และที่พลาดไม่ได้ก็คือ การได้สัมผัสกับคนสวมใส่ชุดตาม IP ชื่อดังที่ออกมาแสดงและร่วมถ่ายรูปกับผู้เข้าเยี่ยมชมอย่างเป็นกันเอง ดังนั้น เราจะได้ยินเสียงกรี๊ดของ FC ในมุมต่างๆ ในพื้นที่นี้อยู่เป็นระยะ

    พื้นที่ส่วนสุดท้ายได้แก่ Molly’s Castle หรือ ปราสาทของมอลลี่ ซึ่งด้านล่างเป็นจุดจำหน่ายของที่ระลึกนานาประเภท จุดแสดง IP และร้านขายขนมและไอสครีมแบบเร็วๆ ขณะที่ชั้น 2-3 เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ที่นำเสนออาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่มภายใต้แนวคิดหลักของ IP ที่หลากหลาย           

                                        สภาพตลาดปักกิ่งช่วงปิดเทอมฤดูร้อน (จบ)

    นอกจากนี้ ในบริเวณด้านหน้าของปราสาทดังกล่าว ยังมีทะเลสาบใหญ่ ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยของจีน นี่คือแหล่งทรัพย์ที่ดี ที่นี่ท่านสามารถแวะไปรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่ม ชมวิวทะเลสาบบนเรือใน DIMOO Yacht Restaurant “The Yum Explorer” หรือเล่นเรือถีบได้ ส่วนหลังนี้ ทำให้ผมคิดถึงชีวิตในวัยเด็ก ที่เคยถีบเรือเล่นตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ เขาดิน หรือ สวนสนุกของไทย

    ตอนที่ผมมีโอกาสเข้าไปส่อง Pop Land ในช่วงบ่ายของกลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ก็พบว่า มีวัยรุ่นและครอบครัวชาวจีนจำนวนมาก ที่หอบลูกจูงหลานเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ กับ IP ที่หลากหลายของ Pop Mart โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Molly’s Castle เพราะนอกจากได้แวะไปส่องดูของที่ระลึก และ IP ที่แปลกตาแล้ว ยังได้หลบไอร้อนเข้าไปรับแอร์เย็นๆ และถ่ายรูปในมุมสวยๆ อีกด้วย

    ดังนั้น หากท่านผู้อ่านจะพาครอบครัวไปส่อง และหาซื้อของที่ระลึกที่สวนสนุกแห่งนี้ ผมก็ขอแนะนำให้เผื่อเวลาสำหรับการชำระเงินและลองลิ้มชิมรสอาหารที่ปราสาทดังกล่าว และสำหรับกล่องสุ่ม ก็ถูกจำกัดการซื้อไว้เพียงคนละ 2 ชิ้น

    ในด้านอื่นๆ ธุรกิจของรัฐและเอกชนจีน ต่างก็พยายามออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ มาตอบสนองต่อความต้องการในการเดินทางที่หลากหลาย และล่อใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งบริการขนส่งสาธารณะที่รัฐผูกขาดอยู่ก็ตาม 

    ยกตัวอย่างเช่น การรถไฟของจีนก็ยังเตรียมเปิดตัวบริการที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เพื่อเอาใจนักเดินทาง อาทิ รถไฟ “เพดานกระจก” (Sky Mirror) และ รถไฟ “ศึกษาดูงาน” ที่หันมุมเก้าอี้ของผู้โดยสารออกด้านนอก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้มองเห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง ประการสำคัญ บริการรถไฟพิเศษดังกล่าว มักมีเส้นทางผ่านหัวเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง

    สำหรับผมแล้ว แม้ว่าตัวเลขการบริโภคโดยรวมของจีน จะชะลอตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการผลักดันการบริโภคในช่วงฤดูร้อน ผ่านกิจกรรมพิเศษมากมายของหน่วยงานภาครัฐ โมเดลธุรกิจ และ แคมเปญการตลาด ที่สร้างสรรค์ของกิจการเอกชน ที่ช่วยบูรณาการการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การกีฬา การจับจ่ายใช้สอย และอื่นๆ เข้าด้วยกัน และแม้กระทั่งการขยายเวลาการพักผ่อนออกไปในยามค่ำคืนเพื่อหลบความร้อน สภาพตลาดช่วงปิดเทอมหนีร้อนในกรุงปักกิ่งก็ยังคึกคักในหลายส่วน 

    ท่านผู้อ่านว่างเมื่อไหร่ อย่าลืมแวะไปสัมผัสบรรยากาศที่ปักกิ่งกันบ้างนะครับ …

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4126 หน้า 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/637583&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XfB4z8dSYWGuOlNrWWKg3

  • คนไทยประกาศศักดาขึ้นแท่นแชมป์ประเภทคู่ พัชรินทร์ ฮอต! มีลุ้นเดี่ยวหวดโลก จี เอช แบงก์ – INN News

    คนไทยประกาศศักดาขึ้นแท่นแชมป์ประเภทคู่ พัชรินทร์ ฮอต! มีลุ้นเดี่ยวหวดโลก จี เอช แบงก์ – INN News

    เก่งไม่แพ้ใคร นักเทนนิสไทยคว้าแชมป์ประเภทคู่ ทั้งหญิงและชาย “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช กับ “เอิร์ธ” เพียงธาร ผลิพืช ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ 2025 และ “แซค” ฐานทัพ สุขสำราญ หนุ่มไทย กับ ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา หนุ่มอินเดีย ขณะที่ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช ยังมีลุ้นแชมป์หญิงเดี่ยวหวดโลก ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 รายการ จี เอช แบงก์

    การแข่งขันเทนนิสนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม สัปดาห์ที่ 2 รายการ G H BANK ITF World Tennis Tour 2025 (2) (จี เอช แบงค์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025) มีพิธีมอบรางวัลในประเภทคู่ โดย มี นายอุกฤษฏ์ มนูจันทรัถ ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขตกำแพงแสน ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล

    เทนนิสหญิง ดับเบิลยู 35 ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,016,700 บาท ประเภทหญิงคู่ รอบชิงชนะเลิศ “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช กับ “เอิร์ธ” เพียงธาร ผลิพืช ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ 2025 โชว์ฟอร์มการเล่นที่เข้าขา เอาชนะ คู่ญี่ปุ่น ซากุระ โฮโซกิ กับ มิซากิ มัตสึดะ ได้ 2 เซตรวด 6-3, 6-1 ในเวลาเพียง 58 นาที

    พัชรินทร์ กับ เพียงธาร ได้ครองแชมป์หญิงคู่ร่วมกัน พร้อมรับเงินรางวัลไปแบ่งกัน 1,762 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 59,714 บาท และคะแนนสะสมอันดับโลก คนละ 35 คะแนน ส่วนคู่ญี่ปุ่น รองแชมป์ได้รับร่วมกัน 895 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,331 บาท และคนละ 23 คะแนน

    นอกจากนี้ “อีฟ” พัชรินทร์ ยังเข้าชิงชนะเลิศ ในประเภทหญิงเดี่ยว โดย พัชรินทร์ แชมป์สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นมือ 475 ของโลก ตัดเชือกกับ เอริ ชิมิสึ จากญี่ปุ่น มือ 392 ของโลก โดยหลังจากเสมอ 1-1 เซต ต้องเล่นเซตสาม พัชรินทร์ เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก ตาม 1-3 และ 2-4 แต่สาวไทยได้พยายามรวบรวมสมาธิ และเล่นให้ได้ตามมาตรฐานของตัวเอง จนไล่มาทัน 4-4 ก่อนจะปิดเซตชนะด้วยสกอร์ 7-5 คว้าชัยไปในที่สุด สรุป พัชรินทร์ ชนะ 2-1 เซต 6-1, 2-6 และ 7-5 ในเวลากว่า 2 ชั่วโมง

    พัชรินทร์ ก้าวสู่การลุ้นแชมป์หญิงเดี่ยว รายการที่ 4 ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน และจะเป็นแชมป์รายการที่ 12 บนเส้นทางเทนนิสอาชีพ โดยจะชิงชนะเลิศกับ จาง กาอึล สาวเกาหลีใต้ มือ 965 ของโลก ที่ตัดเชือกชนะ “ออมสิน” อัญชิสา ฉันทะ มือ 745 ของโลก 2-0 เซต 6-2, 6-3

    อย่างไรก็ดี อัญชิสา กับ เอริ ชิมิสึ แม้ตกรอบรองชนะเลิศ ยังได้รับเงินรางวัล คนละ 1,428 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48,394 บาท และคะแนน คนละ 14 คะแนน

    เทนนิสชาย เอ็ม 15 ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 508,350 บาท ประเภทชายคู่ รอบชิงชนะเลิศ “แซค” ฐานทัพ สุขสำราญ หนุ่มไทย กับ ซาย คาร์ทีก เรดดี้ กันตา หนุ่มอินเดีย คู่มือวาง 4 ช่วยกันหวดเอาชนะ อาธารวา ชาร์มา หนุ่มอินเดีย กับ ยูตะ โทมิดะ หนุ่มญี่ปุ่น 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-0 และ 6-3

    ฐานทัพ กับ กันตา ได้ครองแชมป์ชายคู่ รับเงินรางวัลไปแบ่งกัน 930 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,517 บาท และคนละ 15 คะแนน ส่วนคู่รองแชมป์ ได้รับไปแบ่งกัน 540 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,300 บาท และคนละ 8 คะแนน

    ชายเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ โดมินิค ปาแลน (วาง 3-เช็ก) ชนะ ศศิกุมาร์ มุกุนด์ (วาง 1-อินเดีย) 7-6(4), 4-6 และ 6-3 แม็กซ์ เบซิ่ง (วาง 4-สหราชอาณาจักร) ชนะ มูฮัมหมัด ริฟกี ฟิเตรียดี้ (อินโดนีเซีย) 6-2, 6-0

    ฉะนั้น คู่ชิงชนะเลิศ จึงเป็นการพบกันระหว่าง โดมินิค ปาแลน กับ แม็กซ์ เบซิ่ง ส่วนนักกีฬาที่ตกรอบรองฯ ได้เงินรางวัล คนละ 753 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25,519 บาท และคนละ 4 คะแนน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_926793/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IoAngXmPKGZPcd3p_XYbx

  • ญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาดแคลนทหารท่ามกลางความกังวลจีนขยายอิทธิพล

    ญี่ปุ่นเผชิญภาวะขาดแคลนทหารท่ามกลางความกังวลจีนขยายอิทธิพล

    ญี่ปุ่นกำลังเผชิญความท้าทายในการขยายกำลังทหารท่ามกลางความกังวลเรื่องความมุ่งหมายด้านดินแดนของจีนที่เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการเพิ่มงบประมาณกลาโหม แต่การสรรหาบุคลากรใหม่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่

    ทาคุมะ ฮิยาเนะ อายุ 19 ปี อดีตนักแบดมินตันมัธยมปลายที่เพิ่งเข้าร่วมกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) หลังจากสำเร็จการศึกษาในเดือนมีนาคม กำลังฝึกซ้อมทหารในโอกินาวา พื้นที่แนวหน้าของการป้องกันประเทศ ฮิยาเนะเปิดเผยว่าเขาตัดสินใจเข้าร่วมเพราะต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ และคิดว่านี่เป็นงานที่สามารถมีส่วนร่วมกับประเทศและภาคภูมิใจได้

    ทาคุมะ ฮิยาเนะ สมาชิกใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น กล่าวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจให้เข้าร่วมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ

    ทาคุมะ ฮิยาเนะ สมาชิกใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่น กล่าวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจให้เข้าร่วมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ

    ปัญหาการสรรหาบุคลากร

    ในปี 2023 กองกำลัง SDF ตั้งเป้าหมายรับสมัครบุคลากรเกือบ 20,000 คน แต่สามารถสรรหาได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนญี่ปุ่นไม่สนใจเข้าร่วม ได้แก่ ภารกิจที่เสี่ยงอันตราย เงินเดือนต่ำ และอายุเกษียณที่เร็วประมาณ 56 ปี

    อัตราการเกิดที่ลดลง ประชากรที่หดตัว และตลาดแรงงานที่แข่งขันสูงในญี่ปุ่น ทำให้การสรรหาทหารยิ่งยากขึ้น ปัจจุบันมีตำแหน่งว่างประมาณ 10% จากกำลังพลทั้งหมด 250,000 คน

    โตเกียวเริ่มเพิ่มงบประมาณทางการทหารในปี 2023 แต่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ให้เพิ่มงบประมาณให้มากขึ้นอีก

    โตเกียวเริ่มเพิ่มงบประมาณทางการทหารในปี 2023 แต่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ให้เพิ่มงบประมาณให้มากขึ้นอีก

    การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่

    คาซุยูกิ ชิโออิริ ผู้ช่วยจัดการกรมทหารราบในโอกินาวา กล่าวว่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมช่วยปรับปรุงชีวิตของทหารได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการปรับปรุงเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำที่สะอาดขึ้น และความเป็นส่วนตัวในหอพักมากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ทหารญี่ปุ่นเคยร้องเรียนว่าขาดแคลนกระสุนและเสบียงพื้นฐาน บางครั้งต้องถอดชิ้นส่วนจากรถถังเก่าและเครื่องบินเก่ามาซ่อมอุปกรณ์ใหม่ ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม

    รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งถูกร่างขึ้นโดยสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน ห้ามโตเกียวใช้กำลังทางทหาร และไม่รับรองกองกำลังป้องกันตนเองว่าเป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

    รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งถูกร่างขึ้นโดยสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน ห้ามโตเกียวใช้กำลังทางทหาร และไม่รับรองกองกำลังป้องกันตนเองว่าเป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

    ความท้าทายด้านวัฒนธรรมและการเมือง

    แม้รัฐบาลจะผลักดันการเสริมสร้างกลาโหม แต่ประชาชนญี่ปุ่นยังคงรักษาระยะห่างจากเรื่องนี้ โดยบางส่วนยังคงมีความทรงจำที่ขมขื่นเกี่ยวกับอดีตลัทธิทหารของชาติ รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นที่ร่างโดยสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ห้ามการใช้กำลังและไม่ยอมรับ SDF เป็นกองทัพอย่างเป็นทางการ

    จากการสำรวจของ Gallup International เมื่อปีที่แล้ว เพียง 9% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวญี่ปุ่นกล่าวว่าพวกเขาจะต่อสู้เพื่อประเทศหากเกิดสงคราม ขณะที่ 50% กล่าวว่าจะไม่ทำ ตัวเลขนี้แตกต่างจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ 46% สหรัฐอเมริกา 41% และแคนาดา 34%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/japan-military-recruitment-shortage-china-tensions&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g5QrB8JBPzW9NTBSpcnz0

  • เตรียมตัวให้พร้อมกับการรับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับ ปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เตรียมตัวให้พร้อมกับการรับสมัครนักศึกษาใหม่ ระดับ ปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2569 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09EbsQwZo9iAAey0Uk_oG_

  • สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

    สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

    สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ สศส. ภายใต้โครงการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์องค์การยูเนสโกในประเทศ ไทย (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี เปิดเวทีกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking and Storytelling Competition)ภายใต้ แนวคิด “รสเพ็ดรี มีดีไม่เหมือนใคร” เพื่อตอกย้ำบทบาทเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้าง สรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ของประเทศไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมอาหารจากรุ่นสู่รุ่น

    กิจกรรมนี้มีการจับคู่ “แม่ครัวหัวเตา” กับ “นักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์” ถ่ายทอดสูตรอาหารประจำบ้านผ่านการปรุงและการเล่าเรื่องในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสร้างคุณค่าเพิ่มแก่ชุมชนและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ณ สวนตาลลุงถนอม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

    พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “กิจกรรมการประกวดฯ ไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันทำอาหาร แต่คือการถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและรากเหง้าของชุมชนในเพชรบุรี เราเชื่อว่าอาหารคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ซึ่ง สศส.ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์เพชรบุรีผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ ชวนสำรวจ รีวิวตัวเอง ,รู้จักเรื่องราว รู้ลึกถึงรากและต่อยอดผ่านประสบการณ์ใหม่ สู่ตลาดใหม่เพื่อให้วัฒนธรรมอาหารเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนการจับคู่ แม่ครัวหัวเตากับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อพลังระหว่างรุ่น ถ่ายทอดคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ให้อาหารพื้นถิ่นเข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ กิจกรรมนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนการสื่อสารอัตลักษณ์เมืองผ่านอาหาร เสริมบทบาทของเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล”

    ด้าน วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า “เพชรบุรีได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2564 ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร จากรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทั้งวัตถุดิบพื้นถิ่น อาทิ น้ำ ตาลโตนด มะนาวแป้น และเกลือสมุทร ผสานภูมิปัญญาการปรุงอาหารที่สืบทอดกันมา ก่อเกิดเป็น “รสเพ็ดรี” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สำรับอาหารและเรื่องเล่าของแต่ละบ้าน ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบและรสชาติ แต่เป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ของเพชรบุรี แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนและเยาวชนได้แสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ การประกวดฯจึงเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับเพชรบุรีให้ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

    การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงเวทีโชว์ฝีมือการทำอาหารเท่านั้น แต่คือการนำภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีทีมแม่ครัวและนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ 3 ทีมที่สะท้อนรากเหง้าความหลากหลายของเพชรบุรีอย่างน่าสนใจ ได้แก่ สำรับกะเหรี่ยงโปว์ โดย แม่ครัวป้าแหวน x แม่ครัวซูซี่ นำเสนอเมนู เชอเง๊กะทิ ข้าวห่อกะเหรี่ง แกงข้าวคั่ว และซูชิข้าวกะเหรี่ยง ซึ่งสะท้อนวิถีชุมชนกะ เหรี่ยงที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ไว้ และต่อยอดผสมผสานอาหารรูปแบบใหม่ได้อย่างลงตัว สำรับลาวโซ่ง โดย แม่ครัวป้าติ๋ม x แม่ครัวพลอย นำเสนอเมนู แกงหน่อส้ม แจ่วด้าน ผักจิ้ม ปลาแดดเดียวและหมูลอย ถ่ายทอดรสชาติจัดจ้านถูกปากทุกเมนู สำรับแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม โดย แม่ครัวป้าเตี้ย x แม่ครัวนัท นำเสนอเมนู แกงหัวกะโหนด และยำใหญ่แบบเพชรบุรี รังสรรค์อาหารอย่างละเมียดละไม สืบทอดเมนูพื้นถิ่นแบบเพชรบุรี

    ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การปรุงสำรับประจำบ้าน การชิมวัตถุดิบเพ็ดรี นิทรรศการอาหารไปจนถึงการเสวนา “รสเพ็ดรี สำรับนี้มีดีอยากเล่า” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการประกาศผลและมอบรางวัลอย่างอบอุ่นซึ่งแต่ละทีมได้รับรางวัลที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนี้ ราง วัล “สำรับชวนว้าว” รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ตกเป็นของ ทีมแม่ครัวกะเหรี่ยง ถ่ายทอดภูมิปัญญาป่าพื้นถิ่นอย่างมีเสน่ห์

    เมนูเหล่านี้สื่อถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง  เราได้นำข้าวกะเหรี่ยงมาต่อยอดกับคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นเมนูซูชิ ส่งต่ออาชีพให้รุ่นลูกหลานในอนาคต ขอบคุณที่ให้โอกาสกลุ่มกะเหรี่ยงได้เข้ามามีส่วนร่วมและบอกเล่าเรื่องราวอาหารของชาวกะเหรี่ยง สามารถแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารและเป็นการบอกต่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปดูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งใน 1 ปีจะมีประเพณีของชาวกะเหรี่ยง 3 ประเพณีด้วยกัน แต่ละประเพณีจะมีอาหารแต่ละประเภทไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละช่วง อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสวิถีชุมชนของเราอย่างแท้จริงทีมแม่ครัวกล่าว

    รางวัล “สำรับชวนฟัง” รางวัลการเล่าเรื่องน่าฟัง มอบให้กับ ทีมแม่ครัวชุมชนวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่ใช้การเล่าเรื่องเชื่อมโยงอาหารกับประวัติศาสตร์วัดและวิถีชีวิตอย่างน่าประทับใจ

    “แกงหัวกะโหนดเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี วัตถุดิบมาจากผลผลิตของชาวบ้านทุกอย่าง ปกติเราเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณา ราม ใครอยากชิมรสชาติอาหารพื้นเมืองเพชรบุรีสามารถมาหาแม่ครัวได้ที่วัดได้ และทางทีมแม่ครัวฯ ก็รู้สึกมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานครั้งนี้”

    รางวัล “สำรับชวนหิว” รางวัลรสชาติอาหารอร่อย ยกให้ ทีมแม่ครัวลาวโซ่ง ที่จัดสำรับหลากหลายและรสชาติจัดจ้านจนทำให้ผู้เข้าร่วมงานอยากลิ้มลองทันที

    “เราอยากให้ผู้คนได้รู้จักชุมชนของเราผ่านเมนูเหล่านี้ ซึ่งเราสามารถหาวัตถุดิบได้เองจากท้องถิ่นของเรา เป็นอาหารพื้นบ้านที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตชุมชนได้ดี มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการประกวดครั้งนี้และได้รับรางวัลนี้”

    การประกวด “รสเพ็ดรีประจำบ้าน” ครั้งนี้ ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า “รสเพ็ดรี” คือรสชาติที่สะท้อนความหลากหลายของเพชรบุรี ไม่ว่าจะเข้มข้นแบบกะเหรี่ยง จัดจ้านแบบลาวโซ่ง หรือประณีตละเมียดละไมแบบตำรับวัดใหญ่สุวรรณาราม ล้วนเป็นพลังแห่งภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การสืบ สานและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ

    พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

    วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

    ทีมกะเหรี่ยงโปว์

    ทีมกะเหรี่ยงโปว์

    ทีมลาวโซ่ง

    ทีมลาวโซ่ง

    ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

    ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/910276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GBvXiPnGeIcX9sLvPb5QJ

  • นักการเมืองเพิ่มผลประโยชน์ตัวเอง ไม่สนประชาชนเดือดร้อน ชนวนเหตุประท้วงเดือดอินโดนีเซีย

    นักการเมืองเพิ่มผลประโยชน์ตัวเอง ไม่สนประชาชนเดือดร้อน ชนวนเหตุประท้วงเดือดอินโดนีเซีย

    การปะทะรุนแรงปะทุขึ้นทั่วอินโดนีเซีย นับเป็นบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมา 10 เดือนของ ปราโบโว ซูเบียนโต โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายจากเหตุการณ์ประท้วงตามจุดต่างๆ

    อินโดนีเซียซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ เช่น สวัสดิการทางการเงินสำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่การเสียชีวิตของคนขับมอเตอร์ไซค์ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางในวันศุกร์ (29 ส.ค.)

    – ความโกรธที่ฝังรากลึก –

    ความไม่พอใจที่ฝังรากลึกปรากฏขึ้นบนท้องถนนในกรุงจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนรวมตัวกันหน้ารัฐสภาเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) ด้วยความโกรธแค้นต่อสวัสดิการที่ฟุ่มเฟือยสำหรับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรวมถึงค่าเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การชุมนุมประท้วงครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (28 ส.ค.) โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาประท้วงต่อต้านค่าแรงต่ำช่วงกลางคืน ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำสลายฝูงชนดังกล่าว

    ระหว่างการประท้วงนั้น รถตู้ยุทธวิธีสีดำจากหน่วยกึ่งทหารเคลื่อนที่ (Brimob) ได้ขับรถชน อัฟฟาน คูร์เนียวาน คนขับมอเตอร์ไซค์ที่เรียกจากแอปพลิเคชันวัย 21 ปี เสียชีวิต โดยขณะเกิดเหตุอัฟฟานกำลังขับรถไปส่งอาหาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประท้วงเลย

    ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตและยิ่งทำให้เกิดความโกรธแค้นต่อยุทธวิธีของตำรวจมากขึ้นไปอีก

    คนอินโดนีเซียรวมตัวประท้วงตำรวจหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจนครบาลในกรุงจาการ์ตา Photo by Aditya IRAWAN / AFP

    คนอินโดนีเซียรวมตัวประท้วงตำรวจหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจนครบาลในกรุงจาการ์ตา Photo by Aditya IRAWAN / AFP

    – การประท้วงขยายวง –

    การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ

    ประชาชนหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ หรือ “โอเจก” ในอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่หน่วยกึ่งทหารเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในกรุงจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงได้ขว้างประทัด ระเบิดเพลิง และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนได้ก่อเหตุวางเพลิง

    การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารังในเกาะชวา และเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บ 4 รายในเมืองมากัสซาร์ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภา

    – ยอดน้ำแข็ง –

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

    ปราโบโวอ้างว่า ตัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนนโยบายประชานิยม ซึ่งรวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กนักเรียนและคุณแม่ตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ชาวอินโดนีเซียรู้สึกผิดหวังกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเอง

    ภีมะ ยุธิสติรา อาธิเนการา ผู้อำนวยการบริหารศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมายเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “นอกจากนี้ยังมีปัญหาภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อที่ลดลงของประชาชน และการขาดโอกาสในการทำงาน”

    กระทรวงแรงงานระบุว่า มีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 32% จากปีที่แล้ว

    พนักงานขับรถสาธารณะที่เรียกผ่านแอปพลิดคชันอย่างคูร์เนียวันก็ต้องเผชิญกับการหักเงินมากขึ้นและชั่วโมงการทำงานที่นานขึ้นเช่นกัน

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจนั้นปะทุขึ้นเพราะสมาชิกรัฐสภาขาดความเห็นอกเห็นใจ “ปัญหาต่างๆ ทับถมกันเหมือนฟางแห้ง แล้วรัฐสภาก็จุดไฟ”

    “นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น” ภีมะกล่าว

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผารถยนต์ระหว่างการประท้วงแสดงความไม่พอใจที่ตำรวจขับรถชนคนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต Photo by Aditya Aji / AFP

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผารถยนต์ระหว่างการประท้วงแสดงความไม่พอใจที่ตำรวจขับรถชนคนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต Photo by Aditya Aji / AFP

    – บททดสอบปราโบโว –

    การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของปราโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม และผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอดีตนายพลรายนี้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อระงับความโกรธแค้นของประชาชน

    “ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี ผมจะปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง” มาเด ซูปรีอัตมา นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวกับสำนักข่าว AFP “ประชาชนต้องการสัญลักษณ์จากเขา”

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน

    ตำรวจยังได้ควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจกึ่งทหาร 7 นาย โดยอ้างว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    – การประท้วงกำลังจะตามมาอีก –

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ความโกรธแค้นของประชาชนเริ่มคุกรุ่น

    นักศึกษาหลายร้อยคนได้รวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตำรวจชวาตะวันออกในเมืองสุราบายาเมื่อวันเสาร์ ตามรายงานของนักข่าว AFP ที่อยู่ ณ ที่เกิดเหตุ

    ผู้ขับขี่รถยนต์รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างบางรายกล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า พวกเขาจะกลับไปประท้วงบนท้องถนนในเร็วๆ นี้เพื่อต่อต้านสมาชิกรัฐสภา

    นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการประท้วงนอกรัฐสภาเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า เพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/what-triggered-violent-protests-across-indonesia&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I3IXz4OTlCwsjEkCOR50L