© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5100992/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QmveAh45i3wY3feJcirWR

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5100992/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QmveAh45i3wY3feJcirWR

‘เวียดนาม’ เป็นคู่เทียบของประเทศไทยมาหลายปี แล้วรู้มั้ยว่าตอนนี้เศรษฐกิจของทั้งคู่กำลังจะใหญ่เท่ากันแล้ว

Four Asian Tigers ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ คือคำที่ใช้เรียกกลุ่มประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1960-1990 ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ จนกลายเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ทั่วภูมิภาค
ต่อมาปลายยุค 1980 ถึง Millennium เริ่มเกิดการพูดถึง ‘เสือเศรษฐกิจใหม่’ และมาพร้อมกับคำว่า NICs (Newly Industrialized Countries) ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังโตร้อนแรง เข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเต็มตัว
ตอนนั้นประเทศไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่ถูกจับตามองมากทีเดียว แต่แล้วจนวันนี้เราก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงระดับนั้นได้เลย
ส่วน ‘เวียดนาม’ ซึ่งขึ้นมาเป็นคู่เทียบกับไทยตลอด 5 ปีนี้ ประกาศความฝันอันท้าทายที่จะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2045 หรืออีกแค่ 20 ปีเท่านั้น
จริงอยู่ว่าวันนี้เวียดนามอาจจะตามหลังไทยหลายมิติ แต่หากลองเทียบกันหมัดต่อหมัด และมองไปถึงแผนพัฒนาประเทศในอนาคต เอาจริง ๆ แล้ว ใครมีดีกว่ากัน
ปี 2024 มูลค่า GDP ไทยอยู่ที่ 5.26 แสนล้านดอลลาร์ เวียดนามอยู่ที่ 4.76 แสนล้านดอลลาร์ ถือว่าเริ่มใกล้เคียงกันแล้ว ส่วนรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) คนไทยอยู่ที่ 6,573.44 ดอลลาร์ เวียดนามอยู่ที่ 4,017.75 ดอลลาร์
แม้ไทยยังเหนือกว่าทั้งในแง่ความใหญ่ของเศรษฐกิจ และรายได้เฉลี่ยตัวหัวที่ยังห่างจากเวียดนามเป็นช่วงตัว แต่ถ้าดูในระยะ 20 ปี จะเห็นว่าเวียดนามขยับเข้าใกล้ไทยเรื่อย ๆ
ปี 2004 – GDP ไทย 1.73 แสนล้านเหรียญ, เวียดนาม 0.45 แสนล้านเหรียญ
ปี 2014 – GDP ไทย 4.07 แสนล้านเหรียญ, เวียดนาม 2.33 แสนล้านเหรียญ
ปี 2024 – GDP ไทย 5.26 แสนล้านเหรียญ, เวียดนาม 4.76 แสนล้านเหรียญ

และถ้ามองไปสู่อนาคต มูลค่า GDP เวียดนามมีโอกาสเร่งเครื่องแซงหน้าไทยในปี 2040 ด้วยอัตราการเติบโตก้าวกระโดดระดับ 5-6% ตลอด 30 ปี ขณะที่ไทยสร้างการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2.5-3% เท่านั้น
ประเด็นถัดมาคือแง่ของโครงสร้างประชากร ซึ่งแปรผันกับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งช่วยเป็นแรงหนุนจากฐานประชากรในอนาคต หรือเป็นได้ทั้งแรงฉุดให้หยุดการเติบโตได้เลย
ประเทศไทยนั้นมีโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จากจำนวนประชากรที่เริ่มลดลง และการเปลี่ยนผ่านสู่ Super Aged Society สังคมที่มีผู้สูงอายุเกิน 65 ปี มากกว่า 20% ภายในปี 2029 นี้แล้ว
ปัจจุบันไทยมีประชากรทั้งหมด 71.9 ล้านคน เป็นประชากรกำลังแรงงานประมาณ 61% แต่จุดที่น่ากังวลก็คือวัยแรงงานที่คาดว่าจะลดสัดส่วนเหลือแค่ 56% ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ตรงข้ามกับเวียดนามมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน เป็นวัยแรงงาน 63% แถมโครงสร้างประชากรกำลังอยู่ในยุคทอง กว่า 2 ใน 3 (ราว 65 ล้านคน) กำลังเป็นวัยทำงาน และจะเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องไปอีกทศวรรษ ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น
ขยับจากด้านภาพรวมเศรษฐกิจ เจาะลึกมาดูตลาดทุนภายในประเทศกันบ้าง จะเห็นว่า Market Cap. รวมของตลาดหุ้นไทยทั้ง SET และ mai อยู่ที่ประมาณ 15 ล้านล้านบาท และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยมีหุ้นที่เป็นผู้นำ เช่น PTT, ADVANC, DELTA, GULF และ AOT เป็นต้น
ด้านตลาดหุ้นเวียดนาม Market Cap. ที่ราว 8 ล้านล้านาท ยังตามหลังไทยอยู่ครึ่งนึง ปัจจุบันถูกจัดในกลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) มีหุ้นที่เป็นที่รู้จัก อาทิ Vingroup, Vinhomes, FPT, Mobile World และ Vinamilk เป็นต้น

ถ้าจะวัดกันหมัดต่อหมัดตอนนี้ ชัดเจนว่าตลาดหุ้นไทยยังคงนำหน้าอยู่หลายก้าว (ไม่นับเรื่องผลตอบแทน) และเวียดนามยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ยังไม่ได้เปิดเสรีเต็มที่ เช่น การจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติ (Foreign Ownership Limit) ในบางบริษัท รวมถึงการปรับปรุงกฏเกณฑ์ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
ซึ่งรัฐบาลเวียดนามก็เดินหน้าปฏิรูปตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับตลาดหุ้นเป็น Emerging Market หากวันนั้นมาถึง แน่นอนว่าคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการไหลออกไปจากตลาดหุ้นไทยนี่แหละ
ตัวเลข FDI หรือการลงทุนโดยตรงของต่างชาติในปี 2023 ของภูมิอาเซียนโดยรวมอยู่ที่ 208,340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 230,786 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ที่ระดับ จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
แต่เงินที่ไหลเข้าในภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามกลับเพิ่มขึ้น เพราะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ทำให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของโลก
ตัวเลข FDI หรือการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2018-2023 ไหลเข้าเวียดนามเป็นจำนวน 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2012-2017
ขณะที่ไทยมี FDI จำนวน 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2018-2023) ลดลงจาก 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2012-2017) ส่วนหนึ่งมาจากการปิดกิจการของบริษัทต่างชาติ ตลอดจนการขาดอุตสาหกรรมที่เป็น New S-Curve
สุดท้ายอยากพามาดูกันที่แผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศระหว่างไทยกับเวียดนาม
เวียดนาม ปักหมุดหมายอยากเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีพอดีของการก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
โดยวางงบ 10% ของ GDP หรือคิดเป็นประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางด่วน สนามบิน ศูนย์วิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และ Smart City ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กระตุ้นการเติบโตในประเทศ ลดพึ่งพาการส่งออก
โครงการดานัง Silicon Bay เป็นหนึ่งไฮไลท์ในความทะเยอะทะยานของเวียดนาม ด้วยการยกระดับเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ควบคู่กับการเป็นเมืองอุตสาหกรรมด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์แบบเต็มตัว
ยังรวมถึงการสร้างบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ ตั้งเป้าว่าปีนี้จะมีนักศึกษาในสาขาเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มเป็น 1,000 คน พร้อมกับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 5 ปี สำหรับพนักงานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI
ประเทศไทย ตั้งเป้าในแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าอยากเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2037 ซึ่งเร็วกว่าเวียดนามราว 8 ปี

โดยจะเห็นว่าเราพยายามเปลี่ยนจากประเทศอุตสาหกรรม เบนเข็มเข้าสู่การเป็น Food Security, Wellness และ Soft Power ซึ่งก็ดูจะเป็นอีกหนึ่ง Blue Ocean ที่ไทยอยากจะขยับไปให้ถึง เพราะว่าเป็นภาคบริการที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเหมาะกับโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์และหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ มองเรื่องนี้ว่า “แม้เวียดนามยังตามหลังไทยหลายด้าน แถมมีจุดอ่อนที่ต้องแก้อีกมาก แต่สิ่งสำคัญคือเวียดนามกล้ายอมรับความจริง กล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ อย่างการปฏิรูประบบราชการ และเร่งพัฒนาคนให้พร้อม ซึ่งคือหัวใจของความสำเร็จอย่างที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ เคยทำให้เห็นมาแล้ว”
พร้อมเสนอทางแก้ว่า ถ้าไทยกลัวเวียดนามแซงจริงๆ เราต้องจริงจังกับการพัฒนาคนกันมากกว่านี้ เปลี่ยนจากการพูดคุยระดับวิสัยทัศน์ มาให้ถึงรายละเอียดระดับโครงการ ประสานระหว่างรัฐกับเอกชน ออกแบบจัดสรรงบประมาณให้เหมาะ และต้องกล้าเปลี่ยนวิธีกำหนด KPI ของระบบราชการ
กลับมาตอบคำถามที่ว่า เวียดนาม vs. ไทย ประเทศไหนกำลังวิ่งตามหลังใคร คำตอบคงอยู่ที่ว่าเราเอาแง่มุมไหนไปจับ เพราะแต่ประเทศก็มีที่ทางของตัวเองในการพัฒนาไปข้างหน้า แม้ว่าความเร็วและความมุ่งมั่นอาจจะต่างกันก็ตาม
อ้างอิง: PWC, KResearch (1), KResearch (2), Tradingeconomics (1), Tradingeconomics (2), APnews, กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, data.aseanstats.org
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/vietnam-and-thai-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30kQ_TpmgilbCDw4fzS6WX


ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (11 ก.ย.) เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเมืองยังคงเปิดความเป็นไปได้ที่อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต
ECB มีกำหนดประกาศผลการตัดสินใจเวลา 19.15 น. ตามเวลาไทย และคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB จะจัดการแถลงข่าวในเวลา 19.45 น.
ECB ได้ทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงครึ่งหนึ่ง เหลือ 2% ภายในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับดังกล่าวนับแต่นั้น โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยูโรโซนที่มีสมาชิก 20 ประเทศยังอยู่ในภาวะที่ดี แม้ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงฤดูร้อนช่วยเสริมความมั่นใจต่อมุมมองเชิงบวกนี้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบายได้พิจารณาผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ, การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นของเยอรมนี และความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศส ว่าจะมีผลต่อการเติบโตและอัตราเงินเฟ้อเพียงใด
อย่างไรก็ตาม คาดว่าลาการ์ดจะยังไม่ปิดโอกาสสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก โดยเฉพาะเมื่อมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้ออาจลดต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ในปีหน้า ซึ่งทำให้นักลงทุนยังคงมองความเป็นไปได้ที่จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อความมั่นใจอีกครั้งในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์จากยูนิเครดิตให้ความเห็นว่า แม้คณะกรรมการกำหนดนโยบายของ ECB มองว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะกลางอยู่ในระดับสมดุล แต่หลายฝ่ายยังคงเห็นว่า ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจขาลงมีน้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย และหากความเสี่ยงดังกล่าวรุนแรงขึ้น ECB ก็อาจเปิดทางสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก
ทั้งนี้ การอภิปรายเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยยังอยู่ในกรอบที่จำกัดและเน้นไปที่การปรับลดเพียงครั้งเดียว ซึ่งสะท้อนว่า ECB ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินหลัก ๆ เสร็จสิ้นแล้ว และอัตราดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับปัจจุบันไปอีกระยะหนึ่ง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fPjSpqt581Wb0PPMvkAzT

วันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 10.48 น.

.
ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวตามความคาดหวังต่อนโยบายการเงินสหรัฐฯ หลังตัวเลข PPI เดือนสิงหาคมออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้แรงเก็งกำไรต่อการปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น แม้ Jerome Powell จะย้ำว่ายังไม่เพียงพอต่อการผ่อนคลายทันที นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาตัวเลข Core CPI ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สหภาพยุโรปเร่งเลิกนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย พร้อมพิจารณาเก็บภาษีน้ำมันจากจีนและอินเดีย อาจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและกระทบเงินเฟ้อ ส่วนฝั่งเอเชีย ดัชนี PPI ของจีนหดตัวน้อยที่สุดในรอบ 4 เดือน สะท้อนเงินฝืดเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ในไทย รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ
.
.
แรงกดดันและแรงหนุนจากทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ และเอเชีย ยังคงสร้างความผันผวนต่อราคาทองคำ โดยในระยะสั้นทองคำได้รับอิทธิพลจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ราคาทองคำอาจได้แรงหนุนเพิ่ม แต่หากสูงกว่าคาดอาจถูกกดดันให้ปรับฐาน ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านพลังงานและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเอเชียมีแนวโน้มช่วยพยุงความต้องการทองคำ
.
ในเชิงเทคนิค ทองคำมีแนวรับสำคัญที่ 3,600 ดอลลาร์ หรือ 54,400 บาท และแนวต้านที่ 3,660 ดอลลาร์ หรือ 55,000 บาท ขณะนี้เกิดสัญญาณ Bearish Divergent ใน Timeframe สั้น (1H และ 4H) จึงมีโอกาสย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มระยะกลางถึงยาวยังคงเป็นขาขึ้น นักลงทุนจึงควรรอย่อเพื่อเข้าสะสมสถานะซื้อใหม่ โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงและติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
.
#ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา
สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-11-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NoxShLSDKc9mVNX2yj1LK

ปารวีร์ ตุลวรรธนะ
รชยา อาภารุ่งสิริ
+66 02-629-0357
Website : https://news1live.com/
YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
instragram : https://www.instagram.com/news1channel
TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok
…แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง
กำลังโหลดความคิดเห็น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ieZ0HfFQheU&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pyYjNxplWXmlXSbezpJkD

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.นายพิเชฐ์ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ตนประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ของศธ. ซึ่งศธ.ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาหลักสูตร การเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ รวมทั้งเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือด้านการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ สิ่งสำคัญคือ “การจัดทำกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ
รองปลัดศธ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ที่ประชุมจึงได้จัดทำร่างแผนพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ พ.ศ. 2569 – 2573 ฉบับนี้ขึ้น เพราะมองว่าการที่จะพัฒนาการศึกษาให้เท่าทันประเทศอื่นได้นั้น จำเป็นต้องเรียนรู้และติดตามทิศทางการดำเนินงานของนานาประเทศ เพราะประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก จึงต้องมีการเตรียมแผนเพื่อให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกและสอดคล้องกับเจตจำนงขององค์การ UNESCO ซึ่งได้กำหนดแนวทางการศึกษาไว้ 4 ประเด็น คือ 1.การเรียนเพื่อรู้ สั่งสมและรักษาความรู้ที่ทันสมัย 2. การเรียนเพื่อนำไปปฏิบัติ สามารถทำได้จริง 3. การเรียนเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ และ4.การเรียนเพื่อค้นพบตนเอง สามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และ “เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้การพัฒนาด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมจากนานาประเทศ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ครูต้องได้รับการพัฒนา
นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเราต้องกำหนดกลยุทธ์ ขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นแนวปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลยุทธ์แรก คือการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่ 2 คือส่งเสริมการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันสมัย ควบคู่กลยุทธ์ที่ 3 ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการศึกษา เพื่อนำไปสู่กลยุทธ์ที่ 4 คือการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความพร้อมสู่ความเป็นสากล และก้าวไปสู่กลยุทธ์ที่ 5 คือการขยายโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข
กระทรวงศึกษาธิการ จำเป็นต้องร่วมมือกับทั้งหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานภายนอก เพื่อให้เกิดพลังการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนแผนสู่การปฏิบัติ โดยต้องมีการวางแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในแผนระยะสั้น คือการมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของบุคลากร การส่งเสริมการฝึกอบรม ศึกษาดูงาน และการทำวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน ยุโรป และอเมริกา รวมถึงประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และยังได้ร่วมมือกับกระทรวงอื่น ๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
“ความร่วมมือด้านการศึกษากับต่างประเทศ จึงเป็นดั่งการเปิดประตูในการสร้างโอกาสให้บุคลากรของประเทศ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้เรียนรู้ ได้พัฒนา ได้เพิ่มพูนทักษะ จากเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งการศึกษาดูงาน การฝึกอบรม หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฯ เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น ตลอดจนเป็นการขยายเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐในระดับสากล และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด “ส่งเสริมคน พัฒนาคน เพื่อให้คนมีศักยภาพ พัฒนางาน และนำแผนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ทุกภาคส่วนได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม” เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ก้าวทันนานาอารยประเทศ” รองปลัดศธ.กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5102908/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bdj2cbOqsA6GaHvnEyo0W


ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ พร้อมด้วย ศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับสถาบันสมุทรศาสตร์ที่ 4 แห่งประเทศจีน (Fourth Institute of Oceanography, Ministry of Natural Resources, P.R. China) ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน
พิธีลงนามครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้เวที China–ASEAN Forum on Blue Economy Cooperation and Development (CAFBE 2025) โดยมีนายซุน ซูเซียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 14 (SDG 14: Life Below Water) และอยู่ภายใต้กรอบการดำเนินงานของทศวรรษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ทางมหาสมุทรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2564 – 2573 (UN Ocean Decade 2021–2030)
ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสองสถาบันจะดำเนินการวิจัยร่วมกันและแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษา ตลอดจนพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรทางทะเล การอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการัง รวมถึงความหลากหลายทางทะเล ความร่วมมือดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายวิจัยระหว่างประเทศ และช่วยยกระดับบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเวทีวิทยาศาสตร์ทางทะเลระดับโลกอีกด้วย
จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้
ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/259813/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qyMy0bTpaYsValM1wTiQt

คณะกรรมการรัฐสภาฝรั่งเศสเสนอแนะให้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด และกำหนด ‘เคอร์ฟิวดิจิทัล’ สำหรับวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี หลังจากการศึกษาผลกระทบทางจิตใจจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok
ข้อเสนอแนะดังกล่าวเกิดขึ้นจากรายงานของคณะกรรมการหลังรับฟังคำให้การจากครอบครัวผู้ประสบภัย ผู้บริหารโซเชียลมีเดีย และอินฟลูเอนเซอร์เป็นเวลาหลายเดือน สำนักงานประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แสดงจุดยืนสนับสนุนการห้ามใช้สำหรับเด็กและวัยรุ่น ตามแนวทางของออสเตรเลียที่เริ่มร่างกฎหมายห้ามผู้อายุต่ำกว่า 16 ปี
คณะกรรมการก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม เพื่อตรวจสอบ TikTok และผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กและเยาวชน หลังจากคดีความปี 2024 ที่ครอบครัว 7 แห่งฟ้องร้องแพลตฟอร์มนี้ ในข้อหาเปิดเผยเนื้อหาที่ผลักดันให้เด็กของพวกเขาคิดฆ่าตัวตาย
ลอร่า มิลเลอร์ หัวหน้านักเขียนรายงาน ระบุว่าการออกแบบที่ทำให้เสพติดของ TikTok และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มถูกคัดลอกโดยโซเชียลมีเดียอื่น TikTok เน้นย้ำว่าความปลอดภัยของผู้ใช้รุ่นเยาว์เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด
แม่ของหญิงสาววัย 18 ปีที่ฆ่าตัวตาย เล่าว่า หลังลูกสาวเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว เธอค้นพบวิดีโอทำร้ายตัวเองที่ลูกสาวเผยแพร่และดูใน TikTok
TikTok ไม่ได้ฆ่าลูกสาวเรา เพราะเธอไม่สบายใจอยู่แล้ว เธอกล่าวหาว่า TikTok ล้มเหลวในการกำกับดูแลออนไลน์ และผลักดันให้ลูกสาวจมลึกลงไปในความคิดมืดมิดมากขึ้น
ผู้บริหาร TikTok ซึ่งเป็นของบริษัท ByteDance จากจีน แจ้งต่อคณะกรรมการรัฐสภาว่า แอปพลิเคชันใช้การกำกับดูแลที่เสริมด้วย AI ซึ่งปีที่แล้วตรวจจับเนื้อหาที่ละเมิดข้อกำหนดการให้บริการในฝรั่งเศสได้ 98 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม สมาชิกรัฐสภาเห็นว่าความพยายามดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และกฎเกณฑ์ของ TikTok เลี่ยงได้ง่ายมาก รายงานยังพบว่าเนื้อหาที่เป็นอันตรายยังคงแพร่หลายในแอป และอัลกอริทึมของ TikTok มีประสิทธิภาพในการดึงดูดผู้ใช้รุ่นเยาว์เข้าสู่วงจรที่เสริมเนื้อหาเช่นนี้
รายงานของคณะกรรมการแนะนำว่า การห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียอาจขยายไปยังทุกคนอายุต่ำกว่า 18 ปี หากในอีกสามปีข้างหน้าแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่เคารพกฎหมายยุโรป
เคอร์ฟิวดิจิทัล สำหรับผู้ใช้อายุ 15-18 ปี คือการห้ามใช้โซเชียลมีเดียในช่วงเวลา 22:00 น. ถึง 08:00 น.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/france-proposes-social-media-ban-digital-curfew-teens&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NiaCBcIA7xg6rXSpcukW_

หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นว่าจุดเปลี่ยนของวัฏจักรดอกเบี้ยอาจใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวเริ่มสะท้อนถึงการชะลอตัว ทั้งในภาคการผลิต การบริโภค และตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป ส่งผลให้ตลาดและนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในระยะถัดไปมีแนวโน้มที่จะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จนเริ่มมีการพูดกันถึงระดับราคาที่ค่อนข้างแพง หากพิจารณาจากตัวชี้วัดด้านมูลค่า (valuation) เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE ratio) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยไปพอสมควร แต่การเข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลงถือเป็นจังหวะสำคัญที่ควรจับตา เพราะมักเป็นช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงหลายประเภทสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี โดยเรามองว่าหุ้นกลุ่ม “Quality” ซึ่งหมายถึงบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดมั่นคง และมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ จะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม “Defensives” เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมักมีรายได้ที่มั่นคงและไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง
อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ควรจับตา คือ REITs (Real Estate Investment Trusts) ซึ่งมีลักษณะคล้ายพันธบัตรในแง่ของการจ่ายกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมักได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดดอกเบี้ย เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มความน่าสนใจของอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล
โดยสรุป ช่วงดอกเบี้ยขาลงไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ยังเป็น “โอกาส” สำหรับนักลงทุนในการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงและมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20250911-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lA2tkkmdF_GKIEVY-rftc

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ว่า จากรายชื่อรัฐมนตรีโควตาคนนอกที่ปรากฏ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ โดยในอดีตก็เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร
ซึ่งได้มีการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดเยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และโปร่งใสให้กับผู้เสียภาษี อีกทั้งยังเป็นลูกหม้อจากระทรวงการคลัง แน่นอนว่าย่อมทมำงานได้ทันที
ส่วนนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในระบบการเงิน การคลังคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นทีมงานที่ช่วยนายพิชัย ชุณหวชิระ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เพิ่งพ้นวาระไป ซึ่งถือว่าสามารถต่อติดได้ทันที
“เชื่อว่า 2 แรงแข็งขันจากกระทรวงการคลังน่าจะสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีทางด้านเศรษฐกิจ”
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยถือเป็นลูกหม้อของกระทรวงการต่างประเทศ มีประสบการณ์มาก ผ่านการรับหน้าที่สำคัญมา ขณะที่ตอนดำรงตำแหน่งก็อยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าจะมีเครือข่าย และมีความเข้าใจเชิงบริบทเป็นอย่างดี
ขณะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือว่าเป็นผู้ที่มีโปรไฟลืดีในแง่ของการผ่านงานจากบริษัทระดับโลกอย่าง ไอบีเอ็ม (IBM) ,ไทยคม และดูแลดุสิตธานีในการขยายไปสู่ต่างประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่าทางด้านต่างประเทศก็คงไม่มีปัญหา เพียงแต่อาจจะติดตรงที่ไม่เคยผ่านการเป็นข้าราชการมาก่อน ดังนั้น จึงอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนเล็กน้อย
ด้านกระทรวงพลังงานซึ่งได้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือซีอีโอ ปตท. มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ถือว่าเป็นผู้ที่คลุกคลีในวงการพลังงาน และเป็นผู้ที่มีความเข้าใจทางด้านพลังงานดีคนหนึ่งของประเทศ เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็สามารถทำได้ทันที และเข้าใจโครงสร้าง ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงพลังงานที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจจะสามารถแก้ไขปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะต้นทุนต่างๆ และการจัดสรรพลังงานที่เหมาะสมตามสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหลังงานที่มาจากแหล่งใด เชื่อว่าจะทำได้ดี เพราะมีความเข้าใจ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไรให้กระทรวงเศรษฐกิจอื่นที่อยู่ต่างพรรคกันในโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำงานประสานกันให้ไปในทิศทางเดียวกัน ภายใต้ผู้นำที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจากภายนอก ซึ่งจะมีกลไกลรูปแบบใดที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจด้วยว่ากระทรวงเศรษฐกิจไม่ได้จำกัดแค่เพียง 2-3 กระทรวงแต่ยังหมายถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ,กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ,กระทรวงเกษตร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทั้งหมดเป็นกระทรวงที่จะต้องทำงานร่วมกัน
“ประเด็นสำคัญที่ต้องการฝากก็คือ โควตาคนนอกที่เป็นทีมเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างดี แต่โควตาคนในซึ่งต่างคนต่างมาจากคนละพรรค รัฐบาลจะทำอย่างไรให้มีการออกแบบไปในทิศทางเดียวกัน และมีผู้ที่มีบารมีคอยนำทาง และเคาะโต๊ะ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และรวดเร็ว เนื่องจากระยะเวลา 4 เดือนตาม MOA ที่ค่อนข้างสั้นแม้จะรวมกับระยะเวลารักษาการณ์ก็ยังถือว่าน้อยมาก เพราะฉะนั้นทุกนาทีมีค่ามาก ต้องทำงานอย่างเต็มที่“
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคือจะทำอย่างไรเพื่อฟื้นกำลังซื้อให้กลับคืนมา รวมถึงลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน และลดหนี้ภาคครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อจำนวนมหาศาล
รวมถึงจะทำอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ การไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งมีผลทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของทีมเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ปัยหาเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการคือเรื่องการเงิน หรือเงินกู้สำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเป็นอย่างมาก มีความต้องการมาตรการกระตุ้น การเติมเงิน การเข้าถึงแหล่งเงิน โดยเฉพาะในหน่วยงานของธนาคารภาครัฐ และธนาคารพาณิชย์
อีกทั้งยังต้องเร่งแก้ปัญหาบริเวณชายแดนให้กลับมา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันประมาณ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นไทยส่งออก 400 ล้านบาท นำเข้าจากกัมพูชา 100 ล้านบาท
“ภาคเอกชนต้องการทีมเศรษฐกิจที่เป็นนดีมีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจ ทำงานได้ทันที”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ghgAPKxHpZndhVWCauLNq