Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    ภูมิภาค

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษา ให้แก่เด็กออทิสติกและพิการในมูลนิธิคุณพุ่มจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี นางฐิติวรดา เทพเสนา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นางมยุรี สงวนนาม ประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ เข้าร่วมพิธี และ มีเด็กออทิสติก เด็กพิการ และผู้ปกครองในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เข้ารับประทานทุนต่อหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ณ ห้องประชุมเทพนิมิต ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

    นางสุวิมล ศรไชย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับพิจารณาอนุมัติทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 120 ทุนๆละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท เพื่อมอบให้แก่เด็กพิการ เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ บุคคลออทิสติก ยังไม่ได้รับโอกาส เพื่อพัฒนศักยภาพในด้านต่างๆให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป

    ทั้งนี้ เด็กและผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับทุนการศึกษาต่างซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทรงเห็นความสำคัญ และความต้องการพิเศษทางการศึกษา ที่มีการต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ เพื่อให้ได้พัฒนาศักยภาพ และสามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมได้อย่างมีความสุข ได้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ การที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ จึงเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระ พ่อ แม่ ผู้ปกครองที่ต้องเลี่ยงดูผู้พิการได้ในระดับหนึ่งด้วย…

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446116&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02cSpACk8umuHrDP3u2K7u

  • ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย

    โรงเรียนที่ควรเป็นบ้านหลังที่สองของเด็ก ๆ กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าตกใจจากรายงานล่าสุด พบว่า ความรุนแรงในโรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง

    สถานการณ์ปัจจุบัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบตัวเด็ก

    ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่สำรวจกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,944 คนในปี 2568 พบว่า กว่า 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง โดยรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การล้อชื่อพ่อแม่, ล้อเลียนรูปร่างหน้าตา, การประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด, การทำร้ายร่างกาย, และการเหยียดหยาม

    ความรุนแรงเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยส่วนใหญ่รู้สึกอับอาย โกรธแค้น รู้สึกเหนื่อยล้า และมากกว่า 1 ใน 4 มีความคิดทำร้ายตัวเอง แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งรังแก มักจะได้รับผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ในระยะยาวตามมา

    ดังนั้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างครอบคลุม สบส. จึงเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมสุขภาพจิต เพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยง พร้อมผลักดันโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ “พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก” และเพิ่มความเข้มข้นในการสื่อสาร เตือนภัยเรื่องผลกระทบจากการกลั่นแกล้งรังแกอย่างต่อเนื่อง

    สำรวจ 4 มิติของการรังแกในโรงเรียน ที่เด็กไทยต้องเผชิญ

    สำรวจ 4 มิติของการรังแกในโรงเรียน ที่เด็กไทยต้องเผชิญ

    เมื่อเจาะลึกลงไปใน พื้นที่ที่ควรปลอดภัย อย่างโรงเรียน จากผลสำรวจของ สภาผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 8-22 เมษายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 คน พบว่า 42% หรือ 337 คน เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน โดยจำแนกความรุนแรงออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ ความรุนแรงทางกาย วาจา สังคม และไซเบอร์

    การรังแกทางร่างกาย ยังคงเป็นภาพสะท้อนความรุนแรงในโรงเรียนที่เห็นได้ชัด พบว่า “การตี” เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดถึง 62.6% ตามด้วยการต่อย 52.8% และการเตะ 37.7% นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมอื่น เช่น การดึงผม การข่มขู่ หรือการบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แม้บางพฤติกรรมจะไม่ใช่การทำร้ายโดยตรง แต่ล้วนสะท้อนถึงการใช้อำนาจหรือกำลังทางกายที่ไม่เหมาะสม

    ด้านความรุนแรงทางวาจา เด็กจำนวนมากเปิดเผยว่า พวกเขาเคยถูก “พูดจาทำร้ายจิตใจ” ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด 68.7% รองลงมาคือ การนินทาและคำพูดเสียดสี 63.3% และการล้อเลียนรูปร่างหรือบุคลิก 52.8% ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงการใช้คำพูดเป็นอาวุธในการลดทอนคุณค่าของผู้อื่น นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมแกล้งเรียกชื่อเสียหาย และการปล่อยข่าวลือที่บิดเบือนความจริง ล้วนแต่สร้างความอับอายและกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง

    สำหรับความรุนแรงทางสังคม พบว่าการ “ล้อเลียนหรือทำให้อับอายต่อหน้าคนจำนวนมาก” และ “การพูดลับหลัง ปล่อยข่าวลือ” เกิดขึ้นในอัตราเท่ากันที่ 50.1% สะท้อนว่าการทำลายความสัมพันธ์ในสังคมผ่านการประจานหรือบ่อนทำลายชื่อเสียง เป็นเครื่องมือหลักของการรังแกในมิติทางสังคม และมักปรากฏควบคู่กัน นอกจากนี้ยังมี การกีดกันจากกลุ่ม ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมพบ 31.8%แสดงให้เห็นว่าการทำให้เหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นวิธีการรังแกที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและความมั่นคงทางสังคมของนักเรียน

    ส่วนการรังแกในโลกไซเบอร์ แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 59.8% ระบุว่า “ไม่เคยพบเจอ” แต่ก็อาจสะท้อนได้หลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตระหนักว่ากำลังเผชิญกับการรังแก อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่เคยถูกกระทำ พบว่า การโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม 27.6% เป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุด รองลงมาคือ การปล่อยข่าวลือ 13.5%และการกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ 12.9% ที่ส่งผลต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเด็ก

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกรณีรุนแรงอย่าง การคุกคามทางเพศออนไลน์ การแบล็กเมล์ และการตัดต่อภาพให้เสียหาย ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว ทั้งความอับอาย ความกลัว และการสูญเสียความมั่นใจในตนเอง

    สาเหตุความรุนแรงในโรงเรียนจากมุมมองของนักเรียน

    เมื่อพูดถึงสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน หลายคนอาจนึกถึงปัจจัยภายนอกหรือการเลี้ยงดูในครอบครัว แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ชัดว่า ต้นเหตุหลักของปัญหาคือ “นักเรียนด้วยกันเอง” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 92.3% แสดงให้เห็นว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนคือแหล่งสำคัญของพฤติกรรมรุนแรง ทั้งการกลั่นแกล้ง การใช้กำลัง หรือการละเมิดด้วยคำพูด

    ในขณะที่ อิทธิพลจากสังคมและสื่อ ซึ่งมักมีเนื้อหาเชิงรุนแรง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีนัยสำคัญ โดย 27.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสื่อมีบทบาทในการปลูกฝังพฤติกรรมก้าวร้าว โดยเฉพาะในยุคที่เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียกระตุ้นอารมณ์และความรุนแรงได้เพียงปลายนิ้วคลิก

    นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนว่า ครูหรือบุคลากรในโรงเรียน ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหา โดย 17.5% ระบุว่า สาเหตุของความรุนแรงอาจมาจากการจัดการปัญหาที่ไม่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเห็นนักเรียนถูกรังแก หรือในบางกรณี อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จากผู้ใหญ่ในโรงเรียน

    ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากระบบความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการป้องกันและแก้ไข

    ทั้งนี้ ข้อมูลผลสำรวจทั้งสองชุด จาก สบส. และสภาผู้บริโภค สะท้อนภาพตรงกันว่า ความรุนแรงได้กลายเป็น เรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานที่ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเรียนรู้และเติบโต กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง กดดัน และทำลายความมั่นใจของเยาวชน

    6 ข้อเสนอจากเสียงของเยาวชน ครู และผู้ปกครอง

    แม้โรงเรียนควรเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการเรียนรู้และเติบโต แต่ความรุนแรงในโรงเรียนกลับยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค จึงได้รวบรวมเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วน ผ่านแบบสำรวจและเวทีสาธารณะ ทั้งในระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากครูและผู้ปกครอง นำไปสู่การสังเคราะห์ข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อผลักดันให้โรงเรียนไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

    โดยมี 1.สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ ด้วยการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ อบรมครูให้ดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมระบบติดตามผู้มีความเสี่ยง

    2.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น ห้องน้ำมิดชิด คุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า–ยาเสพติด และป้องกันบุคคลภายนอก

    3.รับมือไซเบอร์บูลลี่อย่างจริงจัง บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและความรุนแรงในโลกออนไลน์ลงในหลักสูตร และอบรมครูให้เข้าใจปัญหา

    4.คุ้มครองสิทธิเด็กและเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม จัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย ให้นักเรียนและสภานักเรียนมีบทบาทเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา

    5.เสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต ให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย

    และ 6.พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและป้องกันการคุกคามทางเพศ จัดอบรมครู–นักเรียนให้เข้าใจเรื่องสิทธิในร่างกาย ความหลากหลายทางเพศ และตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงเรียน

    ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้ คือ เสียงจริงจากผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา เยาวชน ครู และผู้ปกครอง เพราะ การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้เยาวชนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในพื้นที่ปลอดภัย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/violence-in-school/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kuo2XMYYUeV2ysC5eTlmy

  • สจด. ร่วมแนะนำหลักสูตรของสถาบัน ในการศึกษาต่อของ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมแนะนำหลักสูตรของสถาบัน ในการศึกษาต่อของ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115157/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DEAV82kOS4N1OaBneND1C

  • บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคม แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคม แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายซามูเอล ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 75,000 บาท แก่กองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคมของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการศึกษา การพัฒนาชุมชน และการช่วยเหลือสังคมในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายพัฒชัย วิเศษสมบัติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด เป็นผู้แทนรับมอบ

    โดยจัดพิธีมอบเงินสนับสนุนขึ้น ณ ห้องประชุมคอนเฟอเร้นซ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวรุ่งกานต์ สืบสุทธา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ผู้แทนของ นายสุรชาติ การสะอาด ผู้อำนวยการสำนักงานฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน (Creating Shared Value) โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพการศึกษาสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลสังคมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    นายซามูเอล ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเจตนารมณ์ของบริษัทว่า “เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการคืนประโยชน์สู่ชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมในระยะยาว”

    ด้าน นายพัฒชัย วิเศษสมบัติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมในน้ำใจของ บริษัทไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่าจะนำเงินสนับสนุนดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดในการช่วยเหลือสมาชิกและการพัฒนาสังคม
    การมอบเงินสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนและสมาชิกสหกรณ์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของบริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ในการเป็นองค์กรที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ธุรกิจเพื่อสังคม และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ทุกภาคส่วน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/12/577551/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ro_6cZUgjvVxSpfanhGcX

  • 6 หุ้นท่องเที่ยว-การบินวิ่งคึก! หลัง “ททท.” ส่งซิกคลอดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    6 หุ้นท่องเที่ยว-การบินวิ่งคึก! หลัง “ททท.” ส่งซิกคลอดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (12 ก.ย.68) ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวการบิน ปรับตัวขึ้น ณ เวลา 10:40 น. ตอบรับข่าวแนวคิดโครงการ ทัวร์ไทยคนละครึ่ง นำโดย บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT อยู่ที่ระดับ 12.30 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 4.24% สูงสุดที่ระดับ 12.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 11.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 21.17 ล้านบาท

    บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL อยู่ที่ระดับ 32.50 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.56% สูงสุดที่ระดับ 33.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 32.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 43.52 ล้านบาท

    บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC อยู่ที่ระดับ 2.34 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.86% สูงสุดที่ระดับ 2.34 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.32 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 13.66 ล้านบาท

    บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT อยู่ที่ระดับ 38.25 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.32% สูงสุดที่ระดับ 39.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 38.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 387.78 ล้านบาท

    บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT อยู่ที่ระดับ 24.00 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 0.42% สูงสุดที่ระดับ 24.20 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 23.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 58.76 ล้านบาท

    บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV อยู่ที่ระดับ 1.36 บาท บวก 0.01 บาท หรือ 0.74% สูงสุดที่ระดับ 1.38 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.35 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 31.72ล้านบาท

    บล.ดาโอ ระบุว่า จากกรณี ..ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์ผ่าน Facebook ว่าโครงการ คนละครึ่งมาแรง เงินบาทยังแข็งต่อเนื่องกระทบตรง inbound เห็นทีต้องมี ทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียม package สุด wow ให้ชาวไทยได้เที่ยว

    ซึ่งปัจจุบัน ททท. ดำเนินโครงการ เที่ยวไทยคนละครึ่ง จะสิ้นสุดสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และ ททท. จะเร่งนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติทันก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากลายเป็นปัจจัยเร่งให้คนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย

    โดยจากข่าวดังกล่าวฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นบวกหากมีโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งเกิดขึ้นจริง ซึ่งคาดว่าจะคล้ายๆ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง แต่จะเน้นจัดเป็นแบบ package ทัวร์ เบื้องต้น ททท. อาจใช้งบประมาณคงเหลือจากมาตรการเดิมในโครงการเที่ยวคนละครึ่งที่ได้รับงบประมาณมาทั้งสิ้น 1,760 ล้านบาท (แบ่งเป็นค่าสนับสนุนโรงแรมที่พัก 1,500 ล้านบาท เงินค่าสนับสนุนคูปองดิจิทัล 250 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการ 10 ล้านบาท)

    ขณะที่ มีให้สิทธิ์ผู้ร่วมโครงการ 500,000 สิทธิ์ ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์ไปแล้วประมาณ 416,762 สิทธิ์ โดยประชาชน 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พัก 50% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท แต่ผู้ร่วมโครงการจะใช้ค่าที่พักเฉลี่ยคืนละ 1,200 บาท จึงคาดว่าจะมีเงินคงเหลืออยู่แต่ไม่ทราบว่าเหลือเท่าไร ทำให้มองว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้เพิ่มขึ้นได้

    โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อย คือ ERW สัดส่วน 88%, CENTEL สัดส่วน 80% และ MINT สัดส่วน15% โดยเราคาดว่า ERW และ CENTEL จะได้ Sentiment เชิงบวกจากทั้งโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งมากที่สุด

    ส่วน บล.กรุงศรี ระบุว่า ททท .จ่อดันทัวร์ไทยคนละครึ่งกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศเร่งหารือรัฐ-เอกชน ออกแคมเปญจูงใจเที่ยวเผยใช้เงินที่เหลือจากเที่ยวไทยคนละครึ่งมาดาเนินการ ขณะที่นับเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นโรงแรมที่มีฐานธุรกิจในไทยสูงอย่าง AWC, ERW, CENTEL การบิน AAV, BA, AOT ด้านหุ้นภาคบริการแนะนำ CPALL, CPAXT เป็นต้น

    บล.ลิเบอเรเตอร์ แนะนำหุ้น DUSIT ให้ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 13.10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 68 เร่งขึ้นจากในช่วงครึ่งปีแรก จากฤดูกาลท่องเที่ยว, การเปิด Dusit Central Park และการเริ่มรับรู้การโอนคอนโดในช่วงปลายปี

    พร้อมคาดปี 69 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สู่ระดับ 2,957 ล้านบาท จากการรับรู้การโอนคอนโด Dusit Central Park และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ขณะที่ Valuation ปัจจุบันยังเทรดเพียง PBV 0.8 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/breakingnews/782037&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PYXAerxWheAnYzAcxBar0

  • ปิดเกมโกง !! ตำรวจ​ CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉหลักฐานโกงภาษี 70 ล้าน

    ปิดเกมโกง !! ตำรวจ​ CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉหลักฐานโกงภาษี 70 ล้าน

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB ) ปิดเกมโกงภาษี รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที​ แฉใช้หลักฐานโดยทุจริต โกงภาษี กว่า 70 ล้านบาท

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์​ผบก.ปอศ.,พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอศ., ว่าที่ พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วันเผด็จ จันยะรมณ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ.

    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ชุดปฏิบัติการที่ 3 นำโดย พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 บก.ปอศ.
    ชุดปฏิบัติการที่ 2 นำโดย พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ ฮงสูน รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.ธนาธิป รุ่งสว่าง รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.กษิดิ์พิชญ์ สุภาสูรย์ รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.ท. กฤษณะ มะกรูดอินทร์ รอง สว.กก.(สอบสวน) 2 บก.ปอศ., ด.ต.สมชาย คุดพลู, ด.ต.นพดล กั้งสกุล และ ด.ต.เปรมวิชช์ บินตาสุระสีห์ ผบ.หมู่ กก.2 บก.ปอศ.

    ร่วมกันจับกุม​ นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร และนายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี​ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัวนายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป​ สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 2 เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

    กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุกป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด จึงขอประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือน บริษัทห้างร้านหรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆจะต้องไม่ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษี ให้ใช้เอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนในการยื่นภาษีแบบตรงไปตรงมา จะได้ไม่ถูกดําเนินคดีตามกฎหมาย

    “การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง​ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด​ ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241237&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oB2grFnJ9lWwiJRb1W3uX

  • ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    12 ก.ย.2568 – พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุม1.นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 2.นายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ข้อหา”ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัว นายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/860388/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f69dnRv3WWQI7-UJtZ01F

  • CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    “ตำรวจสอบสวนกลาง” ปิดเกมโกงภาษี บุกรวบ “2 กรรมการบริษัทไอที” แฉใช้หลักฐานทุจริต โกงภาษี มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท!

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. และชุดสืบสวน กก.2 บก.ปอศ. ลงพื้นที่ติดตามจับกุมกรรมการบริษัทเอกชน หลังตรวจพบพฤติการณ์หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล สร้างความเสียหายกว่า 79 ล้านบาท

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    ผู้ต้องหาคือ นายสุวัฒน์ (อายุ 60 ปี) ถูกจับกุมได้บริเวณที่พักย่านถนนร่มเกล้า เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ และนายสายชล (อายุ 53 ปี) ถูกจับกุมหน้าบ้านพัก ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทั้งสองดำรงตำแหน่งกรรมการ บริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ยื่นแบบแสดงรายได้ ภ.ง.ด.50 ประจำปี 2559–2560 ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยไม่นำยอดรายได้จากบัญชีเงินฝากไปลงในรายงานภาษีขาย อีกทั้งไม่มีการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ส่งผลให้ภาษีอากรค้างชำระรวมทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท (รวมเงินเพิ่มจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568) เมื่อมีการเรียกกรรมการเข้าพบเพื่อชี้แจง กลับเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือ จึงมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. และขอศาลอาญาออกหมายจับ

    จากการจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธในเบื้องต้น ขณะนี้ถูกนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันทุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 37(2) แห่งประมวลรัษฎากร รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารเท็จ

    บก.ปอศ. ระบุว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษี พร้อมเตือนผู้ประกอบการทุกภาคธุรกิจให้ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่ใช้เอกสารเท็จ เพื่อป้องกันการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

    ทั้งนี้ การเผยแพร่ข่าวอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองสิทธิ ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/730275&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WoT2JQjo8bFKhOjp__nQb

  • CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที คดีโกงภาษี 70 ล้าน

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที คดีโกงภาษี 70 ล้าน

    ตำรวจสอบสวนกลาง จับ 2 กรรมการบริษัทไอที ย่านกรุงเทพฯ–ปทุมธานี หลังพบพฤติกรรมเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำกำลังจับกุมนายสุวัฒน์ อายุ 60 ปี ที่ย่านร่มเกล้า กรุงเทพฯ และนายสายชล อายุ 53 ปี ที่คลองหลวง ปทุมธานี ทั้งคู่เป็นกรรมการบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

    การตรวจสอบจากกองตรวจสอบภาษีกลางพบว่า บริษัทฯ ไม่ได้นำยอดขายเข้ารายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกำกับภาษี โดยเฉพาะรอบบัญชีปี 2559–2560 แสดงรายได้ต่ำกว่าความจริง ทำให้ภาษีที่ค้างชำระรวมเงินเพิ่มสูงถึง 79,067,875 บาท จึงถูกดำเนินคดีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม

    เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถติดตามและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ตามหมายจับ ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ขณะที่ตำรวจย้ำเตือนผู้ประกอบการให้ยื่นภาษีด้วยเอกสารที่ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/526244.html&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cYnEnuN_rVyfmI85lStxE

  • ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ส่วนอื่นๆก็มีทำการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งก็ไม่สามารถทำรายได้ได้มากน้อยให้กับประชาชนในประเทศ จึงทำให้คนเนปาลนิยมออกไปทำงานหาเงินยังต่างประเทศมากขึ้น พามาดูในส่วนของความสำคัญของประเทศเนปาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมไทย และเนปาลยังไม่สูงมากเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ไทยมักเกินดุลการค้าต่อเนปาล ส่วนสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปเนปาล คือ ยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ด้านสินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเนปาลมาก็ คือ  พรม ผ้าทอ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเนปาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นนักลงทุนจากต่างชาติที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นโอกาสทองในการลงทุน ส่วนด้านการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวเนปาลเดินทางมาไทยปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการแพทย์ ถือได้ว่าไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวเนปาล ทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และการศึกษา

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ขณะที่คนไทยเองก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปเนปาลเพื่อท่องเที่ยวภูเขาปีนเขาฮิมาลัย และ เอเวอเรสต์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวสองทางระหว่างกันและกัน ส่วนด้านการศึกษา และแรงงานชาวเนปาลนิยมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์ วิศวกรรม และบริหารธุรกิจ อีกทั้งไทยยังมีแรงงานเชื้อสายเนปาลอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ การรักษาความปลอดภัย และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมตลาดแรงงานไทย

    นอกจากนี้จะพามาดูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงภูมิภาคเนปาลตั้งอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย ถือเป็น Land-linked Country ที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ หากไทยผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (BIMSTEC, IMT–GT, BCG) จะช่วยขยายการค้าของไทยเข้าสู่เอเชียใต้ได้มากขึ้น โดยไทยกับเนปาลต่างก็มีบทบาทในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    แม้เนปาลจะไม่ใช่คู่ค้าใหญ่ของไทย แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในด้าน การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยไทยสามารถใช้เนปาลเป็นประตูสู่อินเดีย และจีนได้ในอนาคต อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการศึกษายังเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถดึงดูดชาวเนปาลได้ต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859724&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06R-5XKVbWhREjXLIUtRi4