Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    เศรษฐกิจ

    12 ก.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐพุ่งสูง ชี้รัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้

    • รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงเป็นภาวะที่แก้ยาก และส่งผลต่อเศรษฐกิจ
    • ชี้หนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐของไทยพุ่งสูง สะท้อนความเสี่ยง และความอ่อนแอเศรษฐกิจ 
    • แนะรัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ และใช้นโยบายการกระตุ้น หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้สูงกว่า 70% 
    • แนะทางออกรัฐบาลใหม่ ดันเมดอินไทยแลนด์ ใช้ประโยชน์จากส่งออก และใช้มาตรการเฉพาะแก้ปัญหาหนี้ 

    ปัญหา “หนี้” ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจของไทย โดยหนี้ใน 3 ส่วนถือว่าสูงกว่าระดับปกติ ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูงถึง 63.8% ของจีดีพีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ที่ 88.4% ของจีดีพี และ ส่วนสุดท้ายคือหนี้ภาคธุรกิจซึ่งอยู่ที่ 83.5% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นควาท้าทายในการแก้ปัญหาหนี้เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้  

    นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ระดับสูงของประเทศไทยกำลังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้สาธารณะล้วนอยู่ในระดับที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต

    NPL พุ่งสูงหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง และหนี้ภาคธุรกิจที่มีตัวเลข NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น

    เมื่อรวมกับปัจจัยผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่จะเห็นภาพชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่ระดับหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

    หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ต่อ GDP

    ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยมีสัญญาณปรับเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าประเทศไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

    เข้าสู่ “Diabolic Loop” แก้ปัญหาได้ยาก 

    “การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในประเทศไทยกำลังสร้างวงจรที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ นักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า ‘Diabolic Loop’ ซึ่งเป็นวังวนของปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้สูง แล้วมีการก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ ทำให้ต้องมีการก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” นายวิชญายุทธกล่าว

    การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคสำคัญ เพราะเป็นวัฏจักรที่เป็น vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปที่ปัญหาเดิม

    การแก้ปัญหาหนี้แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้

    เขากล่าวต่อว่าการแก้ปัญหาหนี้ที่ได้ผลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสถาบันการเงินจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศرษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นจะทำได้เพียงประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

    เสนอ 3 มาตรการดูแลเศรษฐกิจ 

    สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ ควรอยู่บนพื้นฐานของการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะในขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. รณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ เจอมาตรการกีดกันทางการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งพาตลาดจีนก็ยาก เพราะจีนได้เปรียบในทุกด้าน

    “ในอดีตเคยใช้มาตรการ ‘Made in Thailand’ และประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนได้มากขึ้น”

    2. หาตลาดส่งออกใหม่และส่งเสริมสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม ไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่และส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เนื่องจากบางสินค้าได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า

    รัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น มาตรการค่าแรง

    3. ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) SME จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาคือธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น

    มาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละกลุ่ม แต่ละราย ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” โดยเน้นว่าต้องมีการปรับแต่งมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม เพราะไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะสามารถใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WhlHkypDjDXZlGKhxXCBN

  • เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ 28 ปีก่อน ในปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เราต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว

    ทำให้การส่งออกที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจโลกขึ้นมามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศมากกว่าการลงทุน และการลงทุนจากที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้อยละ 50 ของ GDP ลดลงมาเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันยาวนานถึง 27 ปี

    ต่อมาในปัจจุบันเรากำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ นโยบายของทรัมป์ 2.0 แต่พุ่งตรงไปยังประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้น ทำให้แทบไม่มีประเทศใดรอดพ้นผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ยุคชะลอตัวหรือขยายตัวในอัตราต่ำไปอย่างน้อย 2-3 ปี ฉะนั้น เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักจึงหนีไม่พ้นผลกระทบเรื่องนี้

    แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วงแรกจะดี เราจะเห็นการพุ่งขึ้นอย่างมากของการส่งออก การผลิตเริ่มฟื้นตัว เพราะผู้ส่งออกต้องเร่งส่งออก เร่งผลิต เพื่อหนีตายจากอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (Reciprocal Tariff) เพราะตอนนั้นสหรัฐยังปักหมุดไว้ที่ร้อยละ 36 และไม่รู้ว่าผลการเจรจาจะเป็นเช่นไร 

    แต่ภายหลังจากตัวเลขสุดท้ายอยู่ที่ร้อยละ 19 การส่งออกจะกลับสู่ระดับที่ลดลงจากเดิม กระทบต่อการผลิต การลงทุนและการจ้างงาน บวกกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนและธุรกิจจลดลง ที่น่าเป็นห่วงคือคนตัวเล็กและร้านค้าตัวเล็ก

    ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และคาดว่าจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ครึ่งปีหลัง 

    ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.4 เท่านั้น และค่อยๆ พลิกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสที่ 1 2 3 และ 4 ของปี 2569 แต่ยังไม่ทันหมดปี เราก็เผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเก่าไปรัฐบาลใหม่ ที่ว่ากันว่าจะมีระยะเวลาทำงานสั้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น

    แต่อาจจะบวกกระบวนการต่าง ๆ ไปอีก 4 เดือน ทำให้อายุของรัฐบาลเพิ่มเป็นราว ๆ 8 เดือน และจะเป็น 8 เดือนที่จะได้รับการเฝ้ามองและคาดหวังมากเป็นพิเศษ เพราะต้องเผชิญปัญหาท้าทายทั้งภายนอกและภายใน เช่น Reciprocal Tariff ไทย-กัมพูชา การแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน 

    นโยบาย มาตรการ โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด มีผลต่อประชาชนคนตัวเล็กเพียงใด เป็นต้น ฉะนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 จะเป็นไปตามภาพที่วาดเอาไว้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจนี้ไปได้ดีแค่ไหน 

    ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นโยบายในระยะสั้นต้องมุ่ง “หยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ” ให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 และต้องสร้าง Momentum ต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 ส่วนในระยะยาวต้องเน้นการวางแผนเรื่อง “การยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” เพื่อส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลชุดใหม่ 

    ผมขอเสนอนโยบายที่แยกเป็นระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

    1.ในระยะสั้นต้องหยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ (กระตุ้นทั่วถึงและต้องให้ถึงคนตัวเล็ก – ร้านค้าตัวเล็ก)

    1.กระตุ้น / พยุงกำลังซื้อ ประชาชนและ MSMEs เพื่อให้เกิดผลบวกและทำให้เกิด Crowding-in Effect การที่รัฐบาลเลือกโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งถือว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ช่วยเพิ่มกำลังซื้อเชื่อมั่น เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองและในต่างจังหวัด ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวลงมาก

    2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท ให้มีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 คือ ต.ค-ธ.ค.2568 เพื่อใช้งบประมาณเข้าไปอัดฉีดระบบเศรษฐกิจสู้กับเศรษฐกิจชะลอตัว

    3.เร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเข้าสู่กระบวนการช่วงปลายปี 2569 ต่อต้นปี 2570 และเข้าใกล้กรอบเวลาการยุบสภา ซึ่งใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลนี้จึงต้องเร่งวาง Timeline ในการจัดทำงบประมาณไม่ให้เกิดความล่าช้า  

    4.ดูแลค่าเงินบาท ต้องไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งมากเกินไปจนผู้ส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้ และหากค่าเงินมีความผันผวนมากเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถคาดเดาทิศทางเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดการชะลอการลงทุน ต้องร่วมมือกับ ธปท. และธนาคารพาณิชย์จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะธนาคารพาณิชย์จะเป็นด่านแรกของการเอาเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาท 

    5.ดูแลสภาพคล่องในระบบ เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินผันเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเติม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระตุกให้ GDP และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการผลิตขึ้นมาบ้าง 

    2. ในระยะยาวต้องเน้นเรื่องการยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (สร้างบุญใหม่แทนบุญเก่า)

    1.แก้ปัญหาหนี้ 3 เสาหลัก เพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้น จนไม่เป็นตัวบั่นทอนการบริโภค การประกอบธุรกิจ และการทำนโยบายของภาครัฐ ที่จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    2.เพิ่มรายได้เพื่อเพิ่ม Fiscal Space เพื่อให้ภาคการคลังมีเสถียรภาพมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นและมีช่องว่างในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การขจัดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณ เพิ่มช่องว่างทางการคลังเพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนระบบ Welfare ไปเป็น Workfare

    3.เร่งรัดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลุกให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องหาฐานการลงทุนใหม่ในภูมิภาค เพื่อกระจายฐานการลงทุนออกไปจังหวัดอื่น ๆ ที่เริ่มมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิด Inclusive Growth ในอนาคต

    4.ยกระดับผลิตภาพการผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้ประชากรประมาณ 20 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศมีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น อันเป็นฐานการบริโภคที่สำคัญของประเทศ

    5.ปรับโครงสร้างประชากร เพื่อปรับกำลังแรงงานให้พร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เพิ่มทักษะกำลังแรงงาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชากรสูงวัย ต้องใช้ทักษะที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนปริมาณคนที่ลดลง

    หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการได้ว่า แรงกระแทกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะเป็น Soft Landing และจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัวจากเครื่องยนต์ภายในผ่านการบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจในปี 2569 อาจจะดีกว่าปี 2568 ก็เป็นได้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7xvyU7fLRjsl3DhQuUzp

  • SET รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด

    SET รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด

    SET แกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ GPSC และ CENTEL

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ยังติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติมเป็นความหวังของตลาด ส่วนนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุน สถาบันกลับมาซื้อสุทธิพร้อมกันในระดับพันล้านบาท ตัวเลขขอรับสวัสดิการรายสัปดาห์สหรัฐฯ เพิ่มสูงสุดในรอบ 4 ปี หนุนให้เฟดลดดอกเบี้ย ตลาดรอดู DotPlot ทางเทคนิคยังเป็นการแกว่งตัวขึ้น หากยังไม่หลุด 1280/1270 ยังไม่เสียแนวโน้มการแกว่งขึ้น แนวต้านประเมินที่ 1295/1300 มีโอกาสทดสอบ

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดี ทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.)

    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ (1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568 F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A- AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 

    2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITS (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) 

    3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ GPSC มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาก๊าซ และ Bond Yield ลดลง และเงินบาทแข็งค่า คาดว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มจาก Data Center ในไทยและมีความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนในธุรกิจ Data Center คาดกำไรปกติปี 2568 จะเติบโต 12%YoY จากการเพิ่มกำลังการผลิต, ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 43.50 บาท

    CENTEL มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความหวังมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยว เช่น “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” นักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์หดตัว YoY ที่แคบลง กำไรมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ขาดทุนจากโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์เริ่มแคบลงและคาดเห็นการเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 33.25 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730274&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kmTGJ6B_yX6R9FUwS9uce

  • ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา | เดลินิวส์

    ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา | เดลินิวส์

    ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา

    “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่พยายามกดดันกัมพูชา โดยเผยว่าเคยเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “ผู้จัดเกมจะล้มลงก่อนเกมจะจบ” ซึ่งขณะนี้คำทำนายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5106159/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0znViBfF65Cn8b_xFZyGP0

  • จี้! เร่งปรับโครงสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้น

    จี้! เร่งปรับโครงสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้น

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ภาพจาก : TDRI
    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่ง ทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้ว พบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    ​นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของ กรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ. ชุดย่อย คือ

    1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
    ​2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้
    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    ​เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่ง รมว. เสนอแก้ รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง ดึงคนนอก ไฮโปรไฟล์ร่วมบริหารประเทศในอนาคต

    ​ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้

    ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    โจทย์ท้าทาย รมต.ป้ายแดง เสนอว่าที่ รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดัน กม.สำคัญให้เดินต่อ

    ขณะเดียวกัน ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด

    แนะว่าที่ รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน

    ในส่วนของว่าที่ รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ”ไทย+1” (Thailand Plus One)

    นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/256876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SX6TCVZ4oeaABpYTO2406

  • ZoomIn: วัดฝีมือ! แก้เศรษฐกิจ 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทย “ขับเคลื่อน” หรือแค่ “ประคอง” : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: วัดฝีมือ! แก้เศรษฐกิจ 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทย “ขับเคลื่อน” หรือแค่ “ประคอง” : อินโฟเควสท์

    ในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งล่าสุด รัฐบาลใหม่ของ “พรรคภูมิใจไทย” ได้เข้ามารับหน้าที่ภายใต้กรอบระยะเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศ คำถามสำคัญ คือในช่วงเวลาอันจำกัดนี้ รัฐบาลใหม่จะสามารถทำอะไรเพื่อพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้บ้าง และนโยบายใดที่ควรดำเนินการสานต่อ หรือควรหยุดไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้มุมมองที่น่าสนใจ เริ่มจากฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ลากยาวมาถึงช่วงโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงเรื่อย ล่าสุดเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% กว่า ๆ เท่านั้น ซึ่งตามศักยภาพแล้วเศรษฐกิจไทยควรเติบโตที่ประมาณ 2.7-3.0% แต่จากการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 68 จากนักวิเคราะห์ต่าง ๆ คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตอยู่ที่ประมาณ 1.8% และมองไปข้างหน้า คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 69 อาจจะเติบโตลดลงเหลือ 1.5%

    ทั้งนี้ ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยบางส่วนเป็นผลมาจากช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจแย่ลงทั้งโลกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลที่ตามมาคือทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยลง การค้าเติบโตชะลอลง ขณะที่ประชาชนบางส่วนก็ต้องก่อหนี้ยืมสิน แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ทำให้ภาระหนี้ต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญปัญหาวิกฤติย่อม ๆ อาทิ ภัยพิบัติ อย่างแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม ซึ่งกระทบภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังเจอภาษีสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าไทยเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติไปเรื่อย ๆ ขณะที่เชิงโครงสร้างก็อ่อนแอลง ความสามารถในการแข่งขันลดลง ต้นทุน แรงงาน เริ่มสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้

    “เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยทั้ง 2 ตัว ทั้งภาคท่องเที่ยว และภาคส่งออก สำหรับปีนี้มองว่าจะยังพอไปได้ โดยภาคท่องเที่ยวปี 68 ประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 34 ล้านคน (จากเดิม 36 ล้านคน) มองว่ายังมีนักท่องเที่ยว แต่จำนวนน้อยลง ส่วนภาคส่งออก การค้าในปีนี้ คาดว่าจะโตที่ 3-4% ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกล่วงหน้า หรือการอั้น จากการที่สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีทั่วโลกสูงขึ้น ดังนั้น ในปี 69 ประเมินว่าภาคส่งออกอาจจะแย่ลง จากภาษีที่แพงขึ้น และบางส่วนที่เราส่งออกไปล่วงหน้าแล้ว” นายนณริฏ กล่าว

    • วัดฝีมือ 4 เดือน รัฐบาล “ภูมิใจไทย” กับนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

    จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลใหม่ของพรรคภูมิใจไทย ควรดำเนินนโยบายใด และไม่ควรดำเนินนโยบายใดบ้างนั้น นายนณริฏ กล่าวว่า เป็นโจทย์ยาก เพราะต้องเข้าใจว่ารัฐบาลนี้เข้ามาในระยะเวลาแค่ 4 เดือน ถ้ารวมช่วงเลือกตั้งก็อาจอยู่ไปอีก 2-3 เดือน ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่จะทำให้รัฐบาลนี้ขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้ยาก เพราะจากโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะมีรัฐมนตรีใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ใช่เจ้ากระทรวงเดิม ซึ่งรัฐมนตรีหน้าใหม่ก็ต้องมีการเรียนรู้ ศึกษาว่าอะไรดีหรือไม่ดี จึงอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปได้จำกัด

    สำหรับสิ่งที่มองว่ารัฐบาลนี้จะทำได้ คือ ต้องไปศึกษาดูนโยบายในอดีตว่ามีนโยบายใดที่ดี และสามารถดึงกลับมาใช้ได้บ้าง เพราะนโยบายต่าง ๆ มักมีประวัติศาสตร์ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ตาม เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่มีข่าวว่ารัฐบาลนี้จะนำกลับมาใช้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวเคยดำเนินมาแล้วในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และดำเนินมาถึง 5 เฟส มีการเรียนรู้ ปรับปรุงแล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดี ร้านค้าต่าง ๆ ก็เข้าระบบแล้ว ประชาชนก็มีความคุ้นชินกับระบบ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้จะดึงนโยบายนี้กลับมาใช้ ก็จะสามารถผลักดันได้ง่ายกว่าการสร้างอะไรใหม่ ๆ เพราะกว่าประชาชน ร้านค้าจะเรียนรู้ และกว่าจะมีการทำ Policy Design ผ่านการเรียนรู้ก็จะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

    “สิ่งที่ทำได้คือ ต้องกลับไปดูว่า มีนโยบายอะไรบ้างที่พอเข้าท่า สามารถที่จะเกิดประโยชน์ได้ ก็เร่งดันในช่วงเวลานี้ คิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ ทั้งนี้ มองว่าถ้าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังโตต่ำกว่าศักยภาพ ในทางเศรษฐศาสตร์การกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นเหตุผลในการกระตุ้นได้อยู่” นายนณริฏ กล่าว

    ส่วนสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำนั้น มองว่า บางนโยบายต้องระวังและมีการกลั่นกรองที่ดี โดยควรทำการศึกษาอย่างรอบคอบ เช่น โครงการที่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุภาพ (EHIA) หรือบางโครงการต้องดูในเชิงกฎหมาย หรือบางโครงการมีความสำคัญมากจนต้องผ่านความเห็นจากประชาชน ดังนั้น นโยบายบางอย่างจึงควรเป็นนโยบายที่ควรหาเสียงเลือกตั้งก่อน ถึงจะมาเริ่มดำเนินการ

    นายนณริฏ กล่าวว่า รัฐบาลนี้ไม่ควรสร้างนโยบายระยะยาวที่ไปผูกพันในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้านโยบายดังกล่าวยังไม่ได้ศึกษามาอย่างถี่ถ้วนดีพอ ถ้านโยบายมีความเสี่ยงทางด้านการคลัง ความเสี่ยงผลกระทบต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รวมทั้งถ้าอยากให้นโยบายขับเคลื่อนได้จริง ๆ ก็ควรมีเจตนารมณ์ร่วมกับประชาชนก่อน คือเอาไปหาเสียง และท้ายที่สุด พอหาเสียงแล้ว ประชาชนเห็นชอบด้วย และได้รับการเลือกตั้งเข้ามา จึงค่อยดำเนินนโยบายดังกล่าว

    “อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เรื่องยาว ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาซึ่งต้องการการดำเนินการระยะยาว ก็อยากให้พิจารณาความเหมาะสมอย่างถี่ถ้วนรอบด้านก่อน อย่าเพิ่งเร่งดำเนินการ” นายนณริฏ กล่าว

    อย่างไรก็ดี เมื่อลองพิจารณาถึงนโยบายระยะสั้น จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ในช่วงหลัง ๆ สะท้อนให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง เปรียบเหมือนการฉีดสเตียรอยด์ หรือถ้าอยากตื่นก็อัดกาแฟ ชาเขียวเข้าไป ซึ่งพอทำไปเรื่อย ๆ ประสิทธิภาพของการกระตุ้นจะลดลง เหมือนประเทศไทยในขณะนี้ที่กำลังเผชิญสถานการณ์นี้อยู่ เพราะเริ่มเสพติดการอัดฉีดเงินระยะสั้น หรือที่เรียกว่า “นโยบายประชานิยม”

    นายนณริฏ กล่าวว่า โครงการที่ทำแบบประชานิยม แจกเงิน หรือทำระยะสั้น ควรจำกัดเท่าที่จำเป็น ควรเน้นจุดอ่อน จุดที่เศรษฐกิจไม่ดีจริง ๆ คนเดือดร้อนจริง ๆ ถึงใช้ แต่ในสถานการณ์ทั่วไป ไม่ควรทำ เช่น โครงการคนละครึ่ง ควรจำกัดงบประมาณ และจำกัดผู้เข้าร่วม ไม่ใช่ช่วยทุกคน เพราะประสิทธิผลจะลดลงอย่างมาก ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ มองระยะยาว และลดความสำคัญของนโยบายระยะสั้นลง

    สำหรับงบประมาณที่เหมาะสมสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” นายนณริฏ มองว่า ในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ใช้งบประมาณในโครงการคนละครึ่ง เฟสแรกใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลนี้ระบุว่าเบื้องต้นมีงบ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับขนาดเศรษฐกิจไทยที่อยู่ที่ประมาณ 19-20 ล้านล้านบาทนั้น งบ 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นประมาณ 0.1% ถือว่าไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ ยังไม่ได้คำนวณถึงนโยบายอื่น ๆ ซึ่งต้องดูทั้งแพ็กเกจ จะได้รู้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งโครงการอยู่ที่เท่าไร แต่ถ้ามองโครงการเดียวถือว่า 0.1% ไม่ได้เยอะจนเกินไป

    ส่วนการดำเนินนโยบายคนละครึ่ง จะมีผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยอย่างไรนั้น นายนณริฏ กล่าวว่า การประเมินความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องใช้ตัวคูณ เช่น รัฐบาลลงไป 1 บาท จะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจเท่าไรนั้น สมัยโครงการคนละครึ่งในสมัยของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีการคำนวณตัวคูณอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.8 เท่า หรือลงไป 1 บาท ได้กลับมา 1.2-1.8 บาท

    อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาลนี้ มีความแตกต่างกัน ในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเงื่อนไขแบบ 50:50 แต่เงื่อนไขโครงการล่าสุด ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า อาจมีประชาชนบางส่วน ได้ร่วมโครงการด้วยเงื่อนไขแบบ 60:40 โดยรัฐช่วยอุดหนุน 60% และประชาชนผู้เสียภาษีจ่าย 40% และอาจมีประชาชนอีกส่วนได้ร่วมโครงการด้วยเงื่อนไขแบบ 50:50 ดังนั้น ในกรณีที่รัฐออก 60% แปลว่ารัฐออกเงิน 60 บาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณ 1.6 เท่า ต่างจากเงื่อนไขที่รัฐออก 50% ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 2 เท่า หรือมีประสิทธิภาพหย่อนลง

    • นโยบายไหนที่ภูมิใจไทยควรเลือก “สานต่อ” หรือ “เก็บเข้ากรุ”

    นายนณริฏ กล่าวว่า บางนโยบายมีความชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลภูมิใจไทยจะไม่สานต่อนโยบายของเพื่อไทย อาทิ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากมีการประกาศว่าจะใช้โครงการคนละครึ่งแล้ว ซึ่งทั้ง 2 นโยบายนี้เป็นนโยบายประเภทเดียวกัน คือ แจกเงินเพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น ถ้าเลือกทำโครงการคนละครึ่ง ก็คือไม่เลือกดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว

    ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย มองว่า รัฐบาลภูมิใจไทยจะไม่ดำเนินการต่อเช่นกัน เนื่องจากมีเรื่องงบประมาณ และภูมิใจไทยน่าจะมีตัวเลขงบประมาณอยู่แล้วว่าควรจะเท่าไร และมีรูปแบบการจัดการต่าง ๆ ขณะที่นโยบายการปรับค่าแรงงานขั้นต่ำนั้น จากการบริหารประเทศในระยะเวลาสั้น ๆ เชื่อว่าภูมิใจไทยน่าจะไม่ได้แตะโครงการนี้ เพราะการขึ้นค่าแรงต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องมีกลไกไตรภาคี ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนได้ง่าย

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายที่ไม่เห็นด้วยให้ดำเนินการต่อ เช่น นโยบายแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ซึ่งคาดการณ์ว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะสานต่อ แต่จากที่ศึกษาข้อมูลมา ยังไม่เห็นข้อมูลที่สนับสนุนว่าควรจะสนับสนุนโครงการนี้

    ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายอื่น ๆ ที่ยังเป็นคำถามคลุมเครือว่า สุดท้ายแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ เช่น นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลลัพธ์ดีหรือไม่ ในส่วนของนโยบายที่มองว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำมาดีแล้วควรสานต่อ อาทิ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะช่วยสนับสนุนให้คนเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้ดีขึ้น

    • เศรษฐกิจไทยใน 4 เดือน รัฐบาลภูมิใจไทย “ประคอง” หรือ “ขับเคลื่อน”?

    สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนทั้งในและต่างชาติหรือไม่นั้น นายนณริฏ กล่าวว่า ปกติแล้วการลงทุน 1 ครั้งหวังผลไปอีกหลายปี แปลว่านโยบายระยะยาวจะต้องมีความแน่นอน ปัจจุบัน ไทยมีรัฐบาลใหม่ที่อยู่ได้ 4 เดือน จึงไม่สามารถออกนโยบายระยะยาวที่จะสามารถกระตุ้นได้โดยง่าย ดังนั้น สถานการณ์การเมืองไทยส่งผลกระทบต่อการลงทุนแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม ก็มีนโยบายบางส่วนที่มีความแน่ชัดแล้วในอดีต เช่น Data Center ก็คงดึงดูดการลงทุนต่อไปได้ แต่โครงการใหม่ ๆ ที่เป็น Flagship อาจมีจำกัด เช่น รัฐบาลที่แล้วจะทำสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ก็มีทุนหลายรายที่สนใจ พอมารัฐบาลนี้อาจจะพูดถึงแลนด์บริดจ์ หรือเศรษฐกิจกัญชา ก็มีนักลงทุนรออยู่ แต่ทั้งนี้ถ้านโยบายยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเกิด ก็จะชะลอการลงทุนในส่วนนี้ไป

    นายนณริฏ มองว่า สุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลภูมิใจไทยอยู่ 4 เดือนจริง จะเป็นการประคองเศรษฐกิจมากกว่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการประคองก็จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา และอีกหนึ่งสิ่งที่รัฐบาลภูมิใจไทยจะดำเนินการ คือเรื่องของความพยายามจะแก้ไขปัญหาทางการเมือง ทำประชามติต่าง ๆ ดังนั้น พลังในการแก้ปัญหาระยะยาวจึงมีจำกัด

    “หน้าที่ของรัฐบาลสำหรับผม ควรเอาเศรษฐกิจนำ เพราะถ้าทุกคนรวยแล้ว ก็คงไม่ทะเลาะกัน ถ้าเค้กในประเทศใหญ่พอ ถ้าทุกคนมีกินมีใช้ มีเหลือ ก็คงไม่มีใครทะเลาะกัน…ถ้าเป็นไปได้ หันมาดูเศรษฐกิจอย่างเดียว เลิกยุ่งการเมืองกันสักพักหนึ่ง น่าจะดีกว่า” นายนณริฏ กล่าวว่า

    ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่านั้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคท่องเที่ยวและภาคส่งออก โดยนายนณริฏ มองว่า เงินบาทที่แข็งค่าส่งผลกระทบมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อน้อย จึงมีบางส่วนถอดใจเปลี่ยนไปเที่ยวเวียดนาม ขณะที่ภาคส่งออกนั้น การที่เงินบาทแข็งค่าจนเกินไป ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงกว่าประเทศคู่แข่ง ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องศึกษาว่าปัจจัยแท้จริงที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกิดจากอะไร และจะมีวิธีที่จะช่วยลดปัญหาหรือไม่ เพื่อให้แก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่อยากให้แทรกแซงโดยไม่สมเหตุสมผล และควรหาทางออกอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gXBk5e1uZpFNplYWL8sHQ

  • สหรัฐฯ-จีนประชุมเศรษฐกิจรอบใหม่ที่มาดริด มุ่งรักษาข้อตกลงชะลอเก็บภาษี : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ-จีนประชุมเศรษฐกิจรอบใหม่ที่มาดริด มุ่งรักษาข้อตกลงชะลอเก็บภาษี : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีแผนเดินทางเยือนสเปนและอังกฤษระหว่างวันที่ 12-18 ก.ย.นี้ โดยที่กรุงมาดริดของสเปนนั้น เบสเซนต์จะพบปะหารือกับ เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน เพื่อสานต่อการเจรจาด้านการค้า เศรษฐกิจ และความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมหารือประเด็นเกี่ยวกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok ที่จีนเป็นเจ้าของ และความร่วมมือเพื่อต่อต้านการฟอกเงิน

    การพบปะหารือระหว่างเบสเซนต์และเหอที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน จะถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 ของเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของทั้งสองฝ่ายในปีนี้ โดยมุ่งรักษาข้อตกลงพักรบการค้า ซึ่งช่วยลดการเก็บภาษีตอบโต้ระหว่างกัน และทำให้การส่งออกแร่หายากจากจีนกลับเข้าสู่สหรัฐฯ อีกครั้ง

    ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดการประชุมที่กรุงเจนีวาและกรุงลอนดอน และล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงโดยทั่วไปที่กรุงสตอกโฮล์มเมื่อปลายเดือนก.ค.ในการขยายเวลาระงับการเก็บภาษีออกไปอีก 90 วัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทำการอนุมัติเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนพ.ย.

    ในการเดินทางครั้งนี้ เบสเซนต์ยังมีกำหนดพบปะกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลทั้งที่มาดริดและลอนดอน ก่อนที่จะเข้าร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hZj_Uy4XGbOZS5nnUYgeu

  • หุ้นยุโรปปิดบวก หลัง ECB คงดอกเบี้ยตามคาด สัญญาณเศรษฐกิจผ่อนคลาย

    หุ้นยุโรปปิดบวก หลัง ECB คงดอกเบี้ยตามคาด สัญญาณเศรษฐกิจผ่อนคลาย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.68) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศที่พุ่งขึ้น ขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับการตัดสินใจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามคาด

    โดยดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 555.33 จุด เพิ่มขึ้น 3.04 จุด หรือ +0.55% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆ ดังนี้ ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,823.52 จุด เพิ่มขึ้น 62.20 จุด หรือ +0.80% ด้าน ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,703.65 จุด เพิ่มขึ้น 70.70 จุด หรือ +0.30% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 9,297.58 จุด เพิ่มขึ้น 72.19 จุด หรือ +0.78%

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัสบดีตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางในอนาคต โดยย้ำว่าการตัดสินใจใด ๆ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ ล่าสุด ECB ได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี พ.ศ. 2570 ลงมาอยู่ที่ 1.9% จากเดิม 2.0% ที่คาดไว้ในเดือนมิถายน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่า จะอยู่ที่ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2%

    ทั้งนี้ การที่ ECB คงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ระดับ 2% แสดงถึงความมั่นใจว่า ทวีปยุโรปยังสามารถรับมือกับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้

    ในตลาดฝรั่งเศส ดัชนี CAC-40 ปิดบวก แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและการคลัง โดย Citigroup ได้ปรับลดมุมมองการลงทุนในหุ้นฝรั่งเศสจาก overweight ลงเป็น neutral ก่อนการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของ Fitch ในวันศุกร์นี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/781969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PeGnWK6DkJZhqqJRBHKa2

  • “สส.ปารเมศ” จี้ “อนุทิน 1” แก้ปัญหากัญชาด่วน!! หลัง ปชช.ร้องกระทบชีวิตหนัก-ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    “สส.ปารเมศ” จี้ “อนุทิน 1” แก้ปัญหากัญชาด่วน!! หลัง ปชช.ร้องกระทบชีวิตหนัก-ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    กรุงเทพฯ วันที่ 12 ก.ย. – “บูม” ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 พรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากนโยบายกัญชาเสรี ของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าในฐานะสส.ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากนโยบายกัญชาเสรี โดยเฉพาะในย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่างถนนข้าวสาร สีลม และเยาวราช ซึ่งควรเป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพ แต่กลับเต็มไปด้วยกลิ่นกัญชาในที่สาธารณะ จนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้พักอาศัย และทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างน่าเป็นห่วง

    ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่ควรถูกมองข้าม เพราะไม่ได้กระทบเพียงมลภาวะทางกลิ่นหรืออากาศเท่านั้น แต่ยังส่งผลอย่างรอบด้าน ทั้งต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ เยาวชนเข้าถึงกัญชาได้ง่าย ไม่มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทำให้เสี่ยงต่อการเสพติดและการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชน ขณะที่ไม่มีการกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) ที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการใช้ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้อื่น ที่สำคัญภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยถูกบั่นทอน โดยเฉพาะในสายตานักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและผู้มาเยือนที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

    “ด้วยเหตุนี้ ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ผลักดันนโยบายกัญชาเสรี ต้องทบทวนและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ด้วยมาตรการที่ชัดเจนและจริงจัง ดังนี้ 1. กำหนดให้กัญชามีสถานะเพื่อการแพทย์เท่านั้น พร้อมกลไกควบคุมที่รัดกุม 2. หากใช้เพื่อการรักษา ต้องอยู่ภายในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้ง เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานบริการทางการแพทย์ ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ 3. ดำเนินการปราบปรามการใช้กัญชาในที่สาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อคืนสิทธิการใช้ชีวิตประจำวันให้ประชาชน และฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย 4. ป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน ด้วยมาตรการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย และบทลงโทษที่เข้มงวด พร้อมทั้งสร้างช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้เมื่อพบการกระทำผิด” สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าว

    แม้รัฐบาลนี้อาจเหลือเวลาไม่มากก่อนการยุบสภา แต่ปัญหากัญชาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที หากเพิกเฉย ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลเสียจะทับถมจนยากต่อการแก้ไขในอนาคต ในฐานะผู้แทนราษฎร ยืนยันว่าจะทำหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนอย่างไม่ลดราวาศอก พร้อมติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันในสภาอย่างจริงจัง จนกว่ารัฐบาลจะลงมือแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241245&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08JAmAX11wdtHdvQXyO9GJ

  • อบจ.นครสวรรค์ เปิดประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อบจ.นครสวรรค์ เปิดประชุมสมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หรือ อบจ.นครสวรรค์ ได้จัดการประชุมสภา สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568

    เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ (อบจ.นครสวรรค์) ได้จัดการประชุมสภา สมัยวิสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568 ณ หอประชุมสภา อบจ.นครสวรรค์ โดยมี นายเผชิญ พวงสมบัติ ทำหน้าที่ประธานสภา อบจ.นครสวรรค์ เป็นผู้ดำเนินการประชุม พร้อมด้วย พลตำรวจเอก สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

    การประชุมในครั้งนี้มีระเบียบวาระสำคัญต่างๆ ดังนี้
    1: เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม
    2: เรื่องรับรองรายงานการประชุมสภาอบจ.นครสวรรค์ สมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568
    3: เรื่องแจ้งเพื่อทราบ
    3.1 เรื่อง ประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2566-2570) แก้ไข ครั้งที่ 4/2568 ของ อบจ.นครสวรรค์
    3.2 เรื่อง การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำการจัดบริหารสาธารณะของ อบจ.นครสวรรค์ ประจำปี พ.ศ.2568

    4: ญัตติ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (เงินเหลือจ่าย) ไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 9 รายการ
    5: ญัตติ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (เงินเหลือจ่าย) ของกองการท่องเที่ยวและกีฬา ไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ จำนวน 3 รายการ
    6: ญัตติ ขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 กรณียังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน ของกองช่าง จำนวน 2 โครงการ

    7: ญัตติ ขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรณียังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน ของกองการท่องเที่ยวและกีฬาและกองช่าง จำนวน 2 โครงการ
    8: ญัตติ การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ จำนวน 11 รายการ
    9: เรื่องอื่น ๆ

    นายชำนาญ เหลืองบำรุงรักษ์ ส.อบจ. เขตอำเภอตาคลี ที่แจ้งปัญหาเรื่องถนน และโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดย นายก อบจ. รับเรื่องปัญหาไว้และจะเข้าไปตรวจสอบ โดยเฉพาะในเรื่องของถนนและโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ จะให้กองช่างกลับไปดูแลและพิจารณางบประมาณราคาใหม่ เนื่องจากไม่มีผู้รับเหมายื่นซองประมูลรับเหมางาน

    อัมพณ​ จับ​ศร​ทิพย์​ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.นครสวรรค์​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1310537&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09gWTFddubh6OTkHLpJP8k