Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดมุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน “Reinvent Thailand for a Sustainable Future” ภายในงาน “Future Forum 2025 : The Great Transformation” จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)

    โดยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าประเทศกลุ่มอาเซียน กลุ่มตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย และยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากอุปสรรคและความท้าทายใน 3 ด้าน คือ

    1. โครงสร้างเศรษฐกิจเปราะบางและเหลื่อมล้ำสูง คนไทยเพียง 10% ที่มีรายได้สูงสุด ครองสัดส่วนรายได้กว่า 52% ของประเทศ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 1% มีบทบาทต่อ GDP มากถึง 65% ประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้จำกัดและส่งเสริมการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง อีกทั้ง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP กระทบการบริโภคและการลงทุนในอนาคต

    2. ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง การผลิตส่วนใหญ่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ศักยภาพแรงงานยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และอาจมีการว่างงานแฝงจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเกษตร

    3.ความท้าทายของภาครัฐ มีกฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน การคลังอยู่ในภาวะตึงตัว ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดย IMF ชี้ว่าหนี้สาธารณะของไทยค่อนข้างสูงเทียบกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน รวมถึงแนะนำให้ไทยเพิ่มความระมัดระวังในด้านการคลังเพื่อความมั่นคงระยะยาว

    ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้หารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อหาทางออกของประเทศ จากผลกระทบเชิงโครงสร้างและนโยบายการค้าสหรัฐฯ นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand – A Platform for Policy Co-Creation and Execution” ซึ่งเป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน เน้นการมีส่วนร่วม ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ใช้ข้อมูล (Data-Driven) และผลลัพธ์เป็นตัววัด (Result-Oriented) เพื่อพลิกฟื้นศักยภาพการแข่งขันและใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล

    โครงการนี้ จะผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องสำคัญ คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านการบูรณาการข้อมูลและขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน ด้วยการลงทุนเทคโนโลยี สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ยกระดับทักษะแรงงานและการจ้างงานคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ พร้อมมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น สิทธิพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างตลาดใหม่อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VVhVdmCV_qSt3_vuSJJn4

  • ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    เศรษฐกิจ

    19 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    “อนุทิน” หารือหอการค้า รับข้อเสนอนโยบายเศรษฐกิจ มั่นใจ 4 เดือนบริหารเศรษฐกิจไม่ถอยหลัง “เอกนิติ” หารือ ธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง หารือว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติ เตรียมมาตรการรักษาเสถียรภาพเงินบาทแล้ว “ภาคธุรกิจ” ขออัตราแลกเปลี่ยน 34-35 บาท

    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่ รมว.คลัง ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท หลังพบเงินทุนไหลเข้าผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินบาทแข็งค่า
    • สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ขอให้ดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ที่ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก
    • ข้อเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระยะเร่งด่วนที่ภาคเอกชนเสนอต่อรัฐบาลในการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ เพื่อนำไปประกอบเป็นนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เดินสายเข้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 ล่าสุดนายอนุทิน พร้อมว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568 พร้อมกับรับข้อเสนอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยครั้งนี้ มีว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าร่วม ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับฟังข้อเสนอและความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน  อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งได้หารือในรายละเอียดพอสมควร และหลังจากนี้จะมีการหารือในรายละเอียดเป็นเรื่องๆต่อไป 

    “การมาคุยกับภาคเอกชน เพื่อทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เน้นการทำให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างคล่องตัว จะเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจให้เข้มแข็งภายในระยะเวลาอันสั้น จะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังอย่างแน่นอน จะพยายามเต็มที่ให้ความเป็นอยู่ของภาคประชาชนดีขึ้น โดยยึดหลักใจกว้างไม่คิดว่านโยบายที่ผลักดันเป็นนโยบายของใคร แต่ยืนยันว่าถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศจะทำหมดเพราะเวลามีไม่มาก

    “ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดังหรือได้เครดิตไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ” นายอนุทิน กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวถึงเงินทุนไหลเข้าไทยผิดปกติและเป็นส่วนหนึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็วว่า ประเด็นนี้ได้หารือกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว

    ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในระหว่างนี้ได้หารือ ธปท.พิจารณาเรื่องเงินทุนไหลเข้าผิดปกติหรืออย่างไร ขณะที่การทำงานเต็มรูปแบบจะต้องรอให้แต่งตั้ง ครม.อย่างเป็นทางการก่อน 

    หอการค้าขอค่าเงิน 34-35 บาท

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือน ให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการทำทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศที่ควรเร่งรัดการเจรจากับภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ควบคู่การแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง 

    ขณะเดียวกัน ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี – รีซีฟ รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

    พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ 

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย ส่วนด้านแรงงานควรแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 

    ขณะเดียวกันประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอรัปชั่น ยาเสพติด พนันออนไลน์และการค้ามนุษย์

    ยื่นข้อเสนอมาตรการระยะกลาง

    ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก 

    รวมทั้งภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาจัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

    “ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

    นอกจากนี้ได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อนายกรัฐมนตรี 7 ด้าน ประกอบด้วย 

    1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศ 2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4.ส่งเสริมการค้า การลงทุนและโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคมโดยเฉพาะชายแดน 6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ  7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่ารัฐบาลรัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน 

    ทั้งนี้ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยหอการค้าไทยได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHRU0LONr0dkQD_ec0lWH

  • ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    จากรายงาน Oil Market Report (MOMR) ล่าสุดของ The Organisation of the Petroleum Exporting Countries (OPEC)  สำหรับเดือนกันยายน 2568 เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออียังคงแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ในภูมิภาคและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและความมั่นคงของยูเออีในระยะยาว

    หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันคือการปรับตัวของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(Purchasing Managers’ Index : PMI) ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฟื้นตัวขึ้นเป็น 53.3 จากเดือนกรกฎาคมที่ลดลงมาเป็น 52.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจในประเทศสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก   

    นอกจากนี้ การยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของยูเออีโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก  Fitch Ratings ที่ให้ระดับ “AA-” พร้อมแนวโน้มเสถียรภาพ ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยูเออีมีฐานะทางการเงินและสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

    ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นั้น ขยายตัวขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการเติบโตของการค้าระดับโลกที่อยู่ที่ประมาณ 1.8% เท่านั้น การเติบโตของการค้าส่งออกและนำเข้าสินค้านอกกลุ่มน้ำมันนี้ทำให้ยูเออีสามารถเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทางเทคโนโลยีและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงด้านพึ่งพาน้ำมัน

    นอกจากการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของยูเออี โดยเฉพาะในดูไบ ซึ่งในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความน่าดึงดูดของยูเออีในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ผลการดำเนินงานนี้สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจ “D33” ของดูไบ ซึ่งมุ่งหวังให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของตลาดน้ำมันโลกรายงานระบุว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 คงที่อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการใช้น้ำมันไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอนาคต แต่ในระยะสั้น ภาคขนส่ง เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และดีเซล ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักของความต้องการน้ำมันในทั้งสองปีต่อเนื่องกัน รวมถึง LPG และนาฟธาที่ใช้ใน ภาคปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนรายได้จากการส่งออกน้ำมันและสร้างความสมดุลในตลาดพลังงานโลก

    ผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในภาพรวม คือ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางการค้า ทำให้ประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันและภาคการท่องเที่ยว ยังช่วยสร้างรายได้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศอีกด้วย

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    จากบริบทที่เศรษฐกิจนอกจากน้ำมันและการขยายตัวทางการค้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลดีและผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย พอสรุปได้ดังนี้

    ผลดีต่อการนำเข้าจากไทย :

    • ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น:ยูเออีที่มุ่งเน้นพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากไทย เช่น ผลไม้ สินค้าอาหารแปรรูป เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและประชากรในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปยังยูเออีมากขึ้น

    • โอกาสทางการค้าและการลงทุน:การเติบโตของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น เนื่องจากยูเออีเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

    • ความสัมพันธ์ทางการค้าแนบแน่นมากขึ้น:การเติบโตของเศรษฐกิจยูเออีที่ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและยูเออีในหลายด้านมากขึ้น รวมถึงการจับคู่ธุรกิจและการสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย

    ผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย:

    • การแข่งขันจากคู่ค้ารายอื่นที่เพิ่มขึ้น:เนื่องจากยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกและมีการขยายตัวของภาคการผลิตและการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ ก็อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในยูเออีมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดนำเข้าไทยมีความท้าทายในการแข่งขัน

    • ความเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและต้นทุน: การขยายตัวของภาคการผลิตในยูเออีอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าจากไทยและความสามารถในการแข่งขันในตลาด

    • แนวโน้มการปรับเปลี่ยนความต้องการของตลาด:หากยูเออีเน้นพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศมากขึ้น หรือมีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศตนเองอาจทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยลดลงในบางกลุ่มสินค้า เช่น สินค้าอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีบางประเภท

      สรุป:

    ภาพรวมแล้วเศรษฐกิจยูเออีที่เติบโตนอกกลุ่มน้ำมันและขยายตัวทางการค้า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดและเพิ่มการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องการแข่งขันและการปรับตัวด้านต้นทุนและความต้องการของตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อมและสร้างความร่วมมือทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

            ————————————————————————— 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/l2hzy9dofdl1gydq0gt5ucih&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yB-far2mU8Pjrvm-SuKdu

  • สนพ. คาดยอดใช้พลังงานปี 68 หดตัว 1.6%YoY หลัง H1/68 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    สนพ. คาดยอดใช้พลังงานปี 68 หดตัว 1.6%YoY หลัง H1/68 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของประเทศปี 68 โดยคาดว่าจะลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับปี 67 สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง

    – การใช้น้ำมันคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเกือบทุกประเภท ยกเว้นการใช้น้ำมันดีเซลที่ลดลงจากความต้องการใช้ในภาคขนส่งที่คาดว่าจะลดลง

    – การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะลดลงจากทั้งการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้ในรถยนต์ (NGV)

    – การใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะลดลง 4.6% จากอุณหภูมิที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณฝนที่มากเนื่องจากปรากฏการณ์ลานีญา ประกอบกับฐานการใช้ไฟฟ้าที่สูงของปีก่อนที่มีสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงต้น

    *การใช้พลังงานขั้นต้น 6 เดือนแรกปี 68 ลดลง 2.5%

    ขณะที่สถานการณ์พลังงาน 6 เดือนแรกของปี 68 การใช้พลังงานขั้นต้นลดลง 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงของการใช้ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่การใช้น้ำมัน ลิกไนต์ และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า มีการใช้เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 1.6% จากการใช้น้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยกเว้น น้ำมันดีเซล ในขณะที่การใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 10.9% สอดคล้องกับสถิติจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าลดลง 5.5% โดยมาจากการใช้ไฟฟ้าในส่วนอุตสาหกรรม ครัวเรือน ธุรกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o8_fqCNIVzzSArN3yOrmQ

  • เด็กรุ่นใหม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง ถึงเวลาต้องมีกฎหมายเฉพาะควบคุม

    เด็กรุ่นใหม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง ถึงเวลาต้องมีกฎหมายเฉพาะควบคุม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-186&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S6uA2VJdXuOcIe25UXylY

  • “คุณหญิงกัลยา” ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว คาดไปร่วมพรรค “ดร.เอ้”

    “คุณหญิงกัลยา” ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว คาดไปร่วมพรรค “ดร.เอ้”

    “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” โพสต์ขอลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณที่ผ่านมาที่ให้โอกาส คาดเตรียมร่วมจับมือ “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ทำพรรคไทยก้าวใหม่ ชูเรื่องการศึกษาสร้างคนสร้างชาติ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ข้าพเจ้า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ขอเรียนแจ้งความประสงค์ในการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาในการที่ข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรค

    ข้าพเจ้าได้รับเกียรติและประสบการณ์อันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมผลักดันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการสร้างโอกาสให้เยาวชนประสบความสำเร็จ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้จน แก้หลาก และแก้แล้ง อันช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงมีความเชื่อมั่นว่า “การศึกษา คือรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและชาติ” จึงตั้งใจจะอุทิศเวลาและความรู้ ความสามารถทั้งหมดต่อจากนี้ เพื่อพัฒนาการศึกษาไทย สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่ความยั่งยืนต่อไป

    ขอขอบพระคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มอบโอกาสและความไว้วางใจเสมอมา ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ให้ประสบความสำเร็จในภารกิจเพื่อประชาชนและประเทศชาติสืบไป ขอแสดงความนับถือ” คุณหญิงกัลยา ระบุทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883760&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19-vNA6BJ0Tez_rSSxDm1G

  • ‘คุณหญิงกัลยา’ กราบลาพระแม่ธรณี เดินตามฝันซบ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ กับ ‘ดร.เอ้’

    ‘คุณหญิงกัลยา’ กราบลาพระแม่ธรณี เดินตามฝันซบ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ กับ ‘ดร.เอ้’

    ‘คุณหญิงกัลยา’ กราบลาพระแม่ธรณี ยื่นลาออก ‘ปชป.’ เผย ย้ายซบ ‘พรรคไทยก้าวใหม่’ ไปอยู่กับ ‘ดร.เอ้’ ยังอุบรายละเอียดไว้ก่อน บอก ยังรักเคารพทุกคนเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ทุกอย่างถดถอยลงไปมากแล้ว จึงขอเดินไปตามฝัน หวังใช้ ‘การศึกษา-จัดการน้ำ’ พาประเทศพ้นวิกฤต

    19 ก.ย. 2568 – ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาที่ทําการพรรค เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค โดยหลังเข้ายื่นเอกสารแล้ว ได้มีการนำมาลัยมากราบลาพระแม่ธรณี ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรค

    คุณหญิงกัลยา เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคประชาปัตย์ ว่า ไปตามหาความฝันที่ประชาธิปัตย์เคยมอบให้ จะทําการศึกษาเรื่องน้ํา เพื่อช่วยนําพาประเทศ เป็นเรื่องฝันต่อจากพรรคประชาธิปัตย์

    เมื่อถามว่าทําไมทําความฝันในพรรคประชาธิปัตย์ต่อไม่ได้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า อย่างน้อยอายุขนาดนี้แล้ว รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีแรง ทําตัวให้เป็นประโยชน์บ้าง

    เมื่อถามว่า ไม่รอลุ้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาปัตย์ กลับมาแล้วหรือ คุณหญิงกัลยา ระบุว่า ยังรักและเคารพ มีความผูกพันที่พรรคประชาธิปัตย์ 25 ปี ไม่เสื่อมคลาย

    สําหรับกระแสข่าวตั้งพรรคใหม่ การลาออกครั้งนี้คือย้ายไปตรงนั้นใช่หรือไม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า คุยกันมาสักพักใหญ่แล้ว เราสนับสนุนในด้านนี้ เพื่อพาประเทศพ้นวิกฤต และน่าจะเป็นทางที่มีความเชื่ออยู่ตลอดเวลา ตัวดิฉันเอง ถ้าไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ จะมายืนอยู่จุดนี้ไม่ได้ เพราะตัวเองคือการศึกษา

    “อย่างไรก็ตาม เราเดินตามตามแนวพระราชดําริ ขณะนี้หมดภาระ หน้าที่แล้ว ก็ลงสู่ชุมชน มีโครงการที่ใหญ่ที่สุด ที่จะทําให้หมู่บ้านประมาณ 20,000 ไร่ มีน้ำใช้ตลอดปี เพื่อเพิ่มรายได้ แก้จน แก้น้ำ แก้แล้ง”

    เมื่อถามย้ำว่า จะไปอยู่กับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ใช่หรือไม่ คุณหญิงกัลยา เผยว่า คุยกันมาพักใหญ่แล้ว รู้สึกว่าพรรคเขาก็เป็นหลักเป็นฐานขึ้นแล้ว ส่วนเรื่องการเปิดตัวพรรคทางการนั้น ก็ต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่เข้าใจว่า คงไม่นาน เร็วๆนี้

    เมื่อถามว่า จะทันการเลือกตั้งที่จะมาถึงใช่หรือไม่ คุณหญิงกัลยา ย้ำว่า เรื่องรายละเอียด คงต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่ตนเห็นความคืบหน้า และเชื่อมั่น

    ส่วนอยากฝากเอาอะไรไว้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า “กราบขอบพระคุณ ท่านชวน ท่านอภิสิทธิ์ ท่านบัญญัติ และท่านจุรินทร์ หัวหน้าพรรคที่เราอยู่ด้วย 4 ท่าน ซึ่งเป็นต้นแบบประชาธิปัตย์ เป็นต้นแบบสนับสนุน ส่งเสริมให้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอด ว่าเป็นสิ่งที่ดีงามกับประเทศชาติ แต่ตอนนี้ทุกอย่างถดถอยลงไปมากแล้ว จึงน่าจะเป็นโอกาสที่เราจะใช้ยุทธศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา เรื่องน้ำ มาแก้วิกฤตประเทศชาติในตอนนี้”

    เมื่อถามว่า ในฐานะที่อยู่พรรคมานาน มองว่าอะไรเป็นจุดอ่อนจุดด้อยที่พรรคควรจะปรับปรุง คุณหญิงกัลยา เห็นว่า คงจะต้องคิดอะไรใหม่ๆ มีคนรุ่นใหม่มาทำให้ก้าวหน้าทันสมัย ทุกๆ พรรคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราผ่านความยากลำบากทั้งดีและไม่ดี เป็นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลมานาน มีประสบการณ์เยอะ ถ้ามีคนใหม่ๆ คนรุ่นใหม่มาทํา ดิฉันเองก็ย่อมสนับสนุนการทํางาน เพื่อประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา ตั้งใจไว้ว่า ชีวิตที่เหลือ จะทําเพื่อประเทศชาติ และเยาวชน ให้ทันสมัย แข่งขันได้

    เมื่อถามว่า มีการลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตหัวหน้าพรรค แล้วหรือยัง คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โดยมารยาทได้ทําหมดแล้ว ซึ่งท่านก็อวยพรให้ประสบความสําเร็จ ดิฉันเองก็ไม่ได้ไปไหนไกล

    เมื่อถามว่า ในคณะทำงานพรรค จะมีใครบ้าง หรือมีการทาบทามใครไว้หรือยัง คุณหญิงกัลยา ระบุว่า เรื่องรายละเอียดคงต้องรอให้เขาเปิดตัวพรรค แล้วจะแจ้งให้ทราบ แต่เราจะรวบรวมบุคคลากร คนในประเทศทุกๆ กลุ่ม ทำทุกโครงการที่เห็นความสำคัญว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันก้าวข้ามวิกฤต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา สำหรับเกษตรกรนั้น เรื่องน้ำ คือหัวใจ คือชีวิต สิ่งที่เราทำมาถือว่าประสบความสําเร็จแล้วก็ได้ เพราะมีการเซ็น MOU เรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดําริ

    ส่วนได้ชวนใคร ไปพรรคใหม่ด้วยหรือไม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า โดยมารยาท ไม่ได้ชวนใครเลย

    เมื่อถามว่า การตั้งพรรคใหม่ มีโอกาสชนะ และได้ สส.มากแค่ไหน คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รายละเอียดของพรรค รอให้หัวหน้าพรรคหรือเจ้าของพรรคอธิบายดีกว่า เชื่อว่า คงมีคนจํานวนไม่น้อย ที่เป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติ เพราะทุกอย่างถดถอยหมด เป็นห่วงลูกหลาน ทุกประเทศในโลกนี้ ที่เจริญก้าวหน้า ก็ด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทั้งนั้นเลย

    คุณหญิงกัลยา ย้ำว่า ถ้าเราไม่ทําตอนนี้ มันก็จะไม่นับหนึ่ง คงจะต้องใช้โอกาสนี้ เชิญชวนทุกคนที่คิดว่าน่าจะช่วยพาประเทศชาติพ้นวิกฤต

    เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ เมื่อการเมืองยุคนี้เริ่มกลับมาใช้ทุนแล้ว หากไปตั้งพรรคใหม่ที่เน้นเรื่องการศึกษา จะเอาอะไรไปสู้ คุณหญิงกัลยา มองว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสําคัญ และถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมกันเรา ไม่อยากทําสิ่งที่เราคิดว่าไม่ควรทํา เราอยากนับหนึ่ง ถ้าเราไม่เริ่มต้นตรงนี้ ก็จะไม่นับหนึ่งสักที ประเทศชาติก็ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลง การเมืองจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีใครกล้าที่จะชูธงว่า เราจะทําเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ให้ทันสมัยสู้ประเทศอื่นได้

    สําหรับเส้นทางการเมืองต่อจากนี้ ดิฉันเป็นนักการเมืองมา 25 ปี อยู่พรรคประชาธิปัตย์มา ขอขอบคุณทั้งพรรค ผู้ใหญ่ และทุกคนที่สนับสนุน ให้โอกาสดิฉัน ทําเรื่องที่ดิฉันเชื่อ เห็นประจักษ์กับตัวเองว่า การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คือสิ่งที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของทั้งตนเอง ครอบครัว สังคม และในที่สุดคือประเทศชาติ พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้โอกาสแล้ว ขอประกาศตรงนี้ว่า ดิฉันจะเน้นการสร้างประเทศ จะตั้งหน้าตั้งตาทําเรื่องการจัดการน้ำ จัดการชุมชน ให้ประชาชนทุกคนเลิกจน เป็นความตั้งใจของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่มาจากอําเภอศรีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ทําให้ฝันของดิฉันเป็นจริง ขอให้ทุกคนร่วมกันสร้างชาติ

    สำหรับพรรคที่จะไปต่อนั้น ชื่อว่าพรรคไทยก้าวหน้า เราจะเดินไปด้วยกัน ด้วยก้าวใหม่ รวมใจคนรักลูกหลานทําการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/864342/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i5lnIsfAhrSoaTT0_BSSi

  • มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา | เดลินิวส์

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา | เดลินิวส์

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่มฉะเชิงเทรา

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานมอบทุนสนับสนุนการศึกษาของมูลนิธิคุณพุ่ม ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ให้แก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการด้อยโอกาสในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5127259/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QXVFSern_IOJNIEA2GI_i

  • “คุณหญิงกัลยา” ลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม จับมือ “ดร.เอ้” ทำ “พรรคไทยก้าวใหม่” ชูการศึกษาสร้างชาติ

    “คุณหญิงกัลยา” ลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม จับมือ “ดร.เอ้” ทำ “พรรคไทยก้าวใหม่” ชูการศึกษาสร้างชาติ

    “คุณหญิงกัลยา” ลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม จับมือ “ดร.เอ้” ทำ “พรรคไทยก้าวใหม่” ชูการศึกษาสร้างชาติ

    “คุณหญิงกัลยา” ลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม หลังยื่นหนังสือลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันขอตามหาความฝัน จับมือ “ดร.เอ้” ทำ “พรรคไทยก้าวใหม่” ชูการศึกษาสร้างชาติ

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวของสมาชิกพรรค หลังยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชป. พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการลาออก คือ เพื่อไปตามหาความฝันที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมอบให้ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเรื่องน้ำเพื่อเกษตรกรที่ยั่งยืนเพราะเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะนำพาประเทศไทยได้ เป็นเรื่องที่สานต่อจากพรรคประชาธิปัตย์

    ขอบคุณ ปชป.ที่ให้โอกาส

    เมื่อถามว่า ทำไมถึงทำความฝันนี้ต่อที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เวลาของตนน้อยลงแล้ว ไม่รู้ว่าอยู่ได้อีกกี่ปี จึงต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ทั้งนี้ ตนยังรักและเคารพพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด 25 ปี ไม่เสื่อมคลาย โดยตนเข้าไปลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งนายชวนอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

    “ขอกราบขอบพระคุณท่านชวน ท่านบัญญัติ ท่านจุรินทร์ ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคที่เราอยู่ด้วย รวมถึงพรรค ปชป.ที่ให้โอกาสและสนับสนุนส่งเสริมให้ได้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ประเทศชาติ แม้ตอนนี้ถดถอยลงไปมากแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่น่าจะใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และเรื่องน้ำ มาแก้วิกฤตของประเทศชาติ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

    จับมือ “ดร.เอ้” ทำ “พรรคไทยก้าวใหม่”

    เมื่อถามว่า จุดอ่อนของพรรค ปชป.ที่ควรปรับปรุงในขณะนี้คืออะไร คุณหญิงกัลยากล่าวว่า พรรคต้องคิดอะไรใหม่ๆ และคนรุ่นใหม่มาทำให้ก้าวหน้าทันสมัย เพราะทุกพรรคการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ผ่านความยากลำบาก ดีและไม่ดี เป็นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล มานานก็เป็นประสบการณ์มาก ถ้าคนรุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งตนยังสนับสนุนการทำงานเพื่อประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา โดยตั้งใจไว้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำเพื่อประเทศชาติและเยาวชนของชาติ ทั้งนี้ ยอมรับว่าคุยกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ มาสักพักหนึ่งแล้ว และสนับสนุนด้านการศึกษาเพื่อให้นำพาประเทศพ้นวิกฤต ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่จะมีการเปิดตัวพรรคในเร็วๆ นี้ โดยที่ทำการพรรคอยู่ย่านรัชดาภิเษก ส่วนจะทันการเลือกตั้งอีก 4 เดือนข้างหน้าหรือไม่ ต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่ตนเห็นความคืบหน้าและเชื่อว่าจะทัน ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานในพรรคนั้น ต้องให้นายสุชัชวีร์บอกอีกครั้ง เพราะต้องการรวบรวมคนในประเทศทุกๆ กลุ่มที่เห็นความสำคัญกับการศึกษามาร่วมแรงร่วมใจพาประเทศชาติพ้นวิกฤต และเป็นหนทางที่ตนเชื่อตลอดเวลา เพราะตนเกิดบ้านนอก หากไม่มีศึกษา ไม่มีความรู้ก็จะมายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ที่ผ่านมา ตนอยู่กระทรวงศึกษาธิการได้ทำเรื่องน้ำ และเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ขณะนี้น้ำลงสู่ชุมชนแล้ว

    เชิญชวนชูการศึกษาสร้างชาติ

    เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ ที่การเมืองยุคนี้สู้กันด้วยทุน แต่พรรคใหม่ที่จะตั้งเน้นเรื่องการศึกษา คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำร่วมกัน ไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะไม่นับหนึ่ง ประเทศและการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีใครกล้าชูธงว่า ต้องทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทยและประเทศไทยให้ทันสมัย เพื่อสู้ประเทศอื่นได้ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ยังขาดน้ำ ไปไม่ทั่วถึง เราเห็นความสำคัญแล้วทำเรื่องน้ำได้ และขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพาประเทศชาติพ้นวิกฤต ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมกันเราไม่อยากทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ควรทำ เราอยากนับหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ถ้าไม่มีใครที่กล้าจะชูธงว่าจะทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทยและประเทศไทยให้ทันสมัย และสู้ประเทศอื่นได้ด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงกัลยาให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ ได้นำหนังสือ “เธอคือกัลยา” มาฝากให้สื่อมวลชนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883790&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J17Yw_IyXZs5u50-ryzS3

  • สภาผู้บริโภค LIVE | EP.43 : เมื่อ…รั้วโรงเรียนไม่ปลอดภัย เด็กไทยยังเผชิญกับความรุนแรง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค LIVE | EP.43 : เมื่อ…รั้วโรงเรียนไม่ปลอดภัย เด็กไทยยังเผชิญกับความรุนแรง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    Skip to content

    ตัวช่วยการเข้าถึง

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    “สภาผู้บริโภค LIVE” #พูดเพื่อเปลี่ยน EP.43 : เมื่อ…รั้วโรงเรียนไม่ปลอดภัย เด็กไทยยังเผชิญกับความรุนแรง / ชวนพูดคุยกับ / ปาริชาต ชัยวงษ์ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค / สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาประจำสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ / ปุริม ราชหุ่น ตัวแทนนักเรียน / ดำเนินรายการโดย : อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/tcc_media-tcclive-ep43-school-not-safe/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZEyqIPpQng2goY9By76zp