Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ณัฐพงศ์ VS ณัฐพงษ์ ว่าที่คู่ชิงนายกฯ คนที่ 33 ?

    ณัฐพงศ์ VS ณัฐพงษ์ ว่าที่คู่ชิงนายกฯ คนที่ 33 ?

    จับตาแคนดิเดตนายกเลือกตั้งครั้งหน้า เมื่อผู้บริหารพรรคเพื่อไทย แย้มอาจจีบ ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยบ้านชินวัตร หากเทียบดีกรีกับฝั่งพรรคประชาชนคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ ที่เป็นคนหนุ่มเช่นกัน จะเห็นมิติทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ขอบการเมืองไทย

    รู้จัก ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์

    “พงศ์”

    ชื่อ : ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์

    อายุ : 45 ปี

    ครอบครัว : ประกอบธุรกิจเสื้อผ้า สิ่งทอ ย่านประตูน้ำ / ลูกเขย “ทักษิณ ชินวัตร”

    การศึกษา : 

    ปริญญาตรี สถาปัตย์ฯ จุฬาลงกรณ์

    ปริญญาโท บริหารธุรกิจ DePaul University, Chicago

    อาชีพ : CEO SC Asset ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ในเครือ “ชินวัตร”

    สถานะทางการเมือง : ยังไม่ตัดสินใจ มีข่าวลืออาจลงชิงนายกฯ โควตา “พรรคเพื่อไทย”

    เส้นทางการเมือง : –

    ณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

    ”เท้ง“

    ชื่อ : ณัฐพงษ์ เรืองปัญาวุฒิ

    อายุ : 38 ปี

    ครอบครัว : ประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

    การศึกษา : 

    ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

    อาชีพ : ผู้บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท เมเนจเม้นท์ โซลูชั่นส์ จำกัด (ก่อนเล่นการเมือง)

    สถานะทางการเมือง : ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน สนามเลือกตั้ง‘69

    เส้นทางการเมือง : 

    2562 : สส.กทม. พรรคอนาคตใหม่

    2566 : สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

    2567 : ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน

    ไทยรัฐออนไลน์ รวบรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2883771&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23cIfE7EckTsvlyGfX-S19

  • ดีอีหนุนอโกด้าใช้เอไอ

    ดีอีหนุนอโกด้าใช้เอไอ

    นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบรอบ 9 ปี ภายใต้ชื่องาน “9 Years of DE: Building the Digital Future” เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 ว่า กระทรวงดีอีได้ประกาศสนับสนุนความร่วมมือกับบริษัท อโกด้า (Agoda)พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวระดับโลกเป็นแห่งแรกในโลก  โดยจะนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ AI ในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    นอกจากนั้น ยังได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ 4 ฉบับ เพื่อเดินหน้าการขับเคลื่อนการใช้งานดิจิทัลให้กับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐ และเอกชน  อาทิ การพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้บริการบัตรอัตโนมัติ (Easy Pass) ,การตรวจสอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Office ,การพัฒนาแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้งานบนระบบ e-Office  ภายใต้งานบริหารคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC)   และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล การรู้เท่าทันภัยออนไลน์ และการเตือนภัยพิบัติ 

     “กระทรวงดีอีได้สร้างสรรค์บทบาทการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลมาตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา และต่อจากนี้จะยังคงเดินหน้าการสร้างความตระหนักรู้ ความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชนต่อไป โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกัน การป้องกันและปรามปราบอาชญากรรมออนไลน์ ที่ต้องขับเคลื่อนการทำงานควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลเพื่อมั่นคงและยั่งยืน” 

    ขณะที่ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในปี69 กสทช. มีแผนปรับปรุงและพัฒนากฎหมายในส่วนที่ กสทช. รับผิดชอบให้ทันสมัย สอดรับกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะกฎหมายที่จะช่วยป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ภัยร้ายของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันในกิจการสื่อสารได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันไม่ให้นำเอาใบอนุญาตประกอบกิจการไปแสวงหาผลประโยชน์อื่นที่มิชอบด้วยกฎหมาย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2883898&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zrSdxsDlGfDtZlPFogg-l

  • ‘บาทแข็ง’ โอกาสหรือวิกฤติ? ธุรกิจไทยลุ้นตัวโก่ง ไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    ‘บาทแข็ง’ โอกาสหรือวิกฤติ? ธุรกิจไทยลุ้นตัวโก่ง ไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    'บาทแข็ง' โอกาสหรือวิกฤติ? ธุรกิจไทยลุ้นตัวโก่ง ไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    “เงินบาทแข็งค่า” ถือเป็นโอกาสหรือวิกฤติ? “ธุรกิจ” ไทย โดยเฉพาะ SME ต้องลุ้นตัวโก่ง จับตาไตรมาส 4 ชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    • เงินบาทแข็งค่า (ต่ำกว่า 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งบวกและลบ แต่ถ้าควบคุมไม่ดีอาจเป็นปัญหา โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของภาคการส่งออกและท่องเที่ยว
    • ผลกระทบ SME ที่นำเข้ามากกว่าส่งออกได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกลง แต่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบด้านรายได้ ส่วนโอกาสเงินบาทแข็งคือการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    • ธปท. และกระทรวงการคลังต้องมีกลยุทธ์ในการควบคุมความผันผวนของค่าเงิน เป้าหมายคือต้องการให้เศรษฐกิจไทย “แข็ง(แรง)” มากกว่าค่าเงินบาท

    เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อค่าเงินบาทเดินหน้าแข็งค่าจนต่ำกว่าระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ แม้สถานการณ์นี้จะเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ค่าเงินบาทนั้น หากการควบคุมดูแลไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 นี้ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการขับเคลื่อนการส่งออกและท่องเที่ยว

    ‘บาทแข็ง’ สวนทางเป้าหมายการส่งออก

    โดยตัวเลขการค้าล่าสุดสะท้อนภาพชัดเจนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2567 ประเทศไทยมียอดการส่งออกอยู่ที่ 300,739.79 ล้านดอลลาร์ แต่ขาดดุลการค้าไปถึง 4,782.99 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่มีมูลค่าการส่งออกเพียง 11% ของมูลค่ารวม แต่กลับขาดดุลการค้ามากถึง 4,632.65 ล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้ สถานการณ์ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อภาพรวมการส่งออกของประเทศเกินดุลเล็กน้อยที่ 259.89 ล้านดอลลาร์ แต่ในกลุ่ม SME กลับยังคงขาดดุลการค้าอย่างหนักที่ 6,182.73 ล้านดอลลาร์ ชี้ให้เห็นว่าแม้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจะลดลง แต่รายได้จากการส่งออกก็หดหายไปอย่างน่าใจหาย

    ท่องเที่ยวซบเซา ‘บาทแข็ง-จีนถอย’

    อีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจอย่างภาคการท่องเที่ยวก็อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ตัวเลข 8 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและการที่เวียดนามใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ทำให้เวียดนามมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 44% หรือ 3.5 ล้านคน ขณะที่ไทยมีนักท่องเที่ยวจีนเพียง 3.1 ล้านคนเท่านั้น

    นายแสงชัย กล่าวย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่แค่ดึงต่างชาติให้เข้ามา แต่ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างด้วยศิลปวัฒนธรรม อาหาร และมวยไทย พร้อมทั้งใช้ภาพยนตร์และซีรีส์เป็นเครื่องมือในการโปรโมท รวมถึงการส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวปรับตัวด้วยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ

    พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ‘ลดต้นทุน-เร่งลงทุน’

    อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่แข็งค่าก็ถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้า เช่น ภาคการเกษตรที่ต้นทุนนำเข้าปุ๋ยเคมีจะลดลง ภาคพลังงานที่มีต้นทุนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ถูกลง รวมถึงภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่การนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จะมีราคาที่ต่ำลง นอกจากนี้ ยังเป็นจังหวะที่ภาครัฐและเอกชนควรเร่งลงทุนนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องจักรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่การทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ในการบริหารจัดการค่าเงินให้มีความสมดุล เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ และทำให้คำกล่าวที่ว่า “อยากให้เศรษฐกิจไทยแข็ง(แรง)มากกว่าค่าเงินบาท” เป็นจริงเสียที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jr471DrBwDrAt-EKkU5D2

  • ททท.จัดโรดโชว์“ตุรกี-โปแลนด์”หนุนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเติบโต 2 หลัก

    ททท.จัดโรดโชว์“ตุรกี-โปแลนด์”หนุนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเติบโต 2 หลัก

    น.ส.สุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าททท.ได้จัดงาน Amazing Thailand Roadshow to Istanbul and Warsaw 2025 ณ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี และเมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยมาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวระยะไกลที่กำลังเติบโตแรง หลังสถิติ 8 เดือนแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นความฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวยุโรปอย่างต่อเนื่อง      

     “ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวระยะไกลในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มีการเติบโตอย่างน่าพอใจ โดยนักท่องเที่ยวระยะไกลทั้งหมดประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.ย.2568 มี 7.23 ล้านคน เติบโต 12.43% คิดเป็น 70% ของเป้าหมาย11.96 ล้านคนในปี 2568  ขณะที่ตลาดยุโรปมีการเติบโต 14.73% โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาแล้วไทยแล้ว 5.48  ล้านคน  จากที่ตั้งเป้าหมาย 8.45 ล้านคน เมื่อปัจจุบันได้แล้วกว่า 70% ของเป้าหมาย และช่วง 3 เดือนสุดท้ายเป็น ไฮท์ซีซั่น จึงคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายได้ ตลาดยุโรปยังคงแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดดาวรุ่งอย่างตุรกีและโปแลนด์ที่เป็นเป้าหมายหลักของการจัดงานโรดโชว์ครั้งนี้”   

     ทั้งนี้ ตลาดตุรกีในช่วง 8 เดือนแรกเติบโตถึง 23% และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากตุรกีเดินทางมาไทย 120,000 คนภายในสิ้นปีนี้ สูงกว่าเป้าหมายเดิม 100,000 คน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ เนื่องจากตุรกีมีประชากรที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 11.4 ล้านคน และไทยยังได้ส่วนแบ่งเพียง 1% จึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตคือการได้รับสิทธิพิเศษวีซ่าฟรี และการมีเที่ยวบินเชื่อมต่อที่หลากหลาย ส่วนตลาดโปแลนด์เติบโตแรงถึง 30% ในช่วง 8 เดือนแรก และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวถึง 250,000 คนภายในปลายปีนี้    น.ส.สุลัดดา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของตลาดยุโรปคือการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินและการเข้าถึงที่ดีขึ้น ถือเป็นความสำเร็จของการดำเนินยโบบาย Airline Focus ของ ททท.โดยในช่วง Winter Schedule คาดว่าจะมีที่นั่งเพิ่มขึ้นประมาณ 500 กว่าที่นั่งต่อวันจากการเพิ่มความถี่และเส้นทางบินใหม่ ขณะที่ตลาด Million Market ประกอบด้วยรัสเซีย ปีนี้คาดว่าจะถึง 2 ล้านคนแน่นอน ส่วนอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ต้องผลักดันให้ถึงตลาดละ 1 ล้านคนให้ได้

    ตุรกีตลาดดาวรุ่งขยายตัว23%

    น.ส.นันทาศิริ รณศิริ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานกรุงโรม กล่าวถึงตลาดตุรกีว่าถือเป็นหนึ่งในตลาดดาวรุ่งที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับประเทศไทย เราเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 23% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเดินทางท่องเที่ยวมาประเทศไทยของชาวตุรกีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องข้อได้เปรียบที่สำคัญของตลาดตุรกีคือการเข้าถึงที่ดีเยี่ยม โดยสายการบิน Turkish Airlines มีเที่ยวบินเข้ากรุงเทพฯ ถึง 17 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเข้าภูเก็ตอีก 3 เที่ยวบิน โดยมี Load Factorหรืออัตราบรรทุกผู้โดยสาร สูงถึง 90% นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้วยวีซ่าฟรี ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวตุรกีเดินทางมาไทยได้ง่ายขึ้น    ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ตุรกีมีประชากรที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 11.4 ล้านคน แต่ประเทศไทยยังได้ส่วนแบ่งเพียง 1% จึงมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย 120,000 คนภายในสิ้นปี 2568 จากเป้าหมายเดิม 100,000 คน โดย ททท.ได้มุ่งเจาะตลาดไฮเอนด์ของตุรกีเป็นหลัก

    “ตลาดในความรับผิดชอบของ ททท.สำนักงานกรุงโรม ที่ดูแลตลาดยุโรปใต้ 7 ประเทศ  ได้แก่ อิตาลี, สเปน, โปรตุเกส, อิสราเอล, กรีซ,ตุรกี และไซปรัส กำลังมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอิตาลีและสเปนที่แสดงผลงานโดดเด่น เราคาดว่าในปีนี้ 7 ตลาดรวมกันจะสามารถส่งนักท่องเที่ยวมาประเทศไทยได้ถึง 1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่เราตั้งใจจะบรรลุผลสำเร็จ การใช้กลยุทธ์ Airline Focus ร่วมกับการจูงใจสายการบินต่างๆ ให้เปิดเส้นทางบินใหม่ และการทำ Joint Promotion อย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายล้านคนนี้ได้”

    ยุโรปตะวันออกเที่ยวไทยโต24%

    น.ส.ชลลดา สิทธิวรรณ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกรุงปราก ซึ่งดูแลตลาดยุโรปตะวันออก กล่าวว่า ในปี 2568 ยุโรปตะวันออก ตั้งเป้าไว้ที่ 870,900 คน เพิ่มขึ้น 17% สถานการณ์ตั้งแต่  1 ม.ค.- 14 ก.ย.2568 นักท่องเที่ยวยุโรปตะวันออก เดินทางมาแล้ว 331,322 คน เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สถานการณ์โดยรวมเป็นบวกอย่างมาก ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าไทยจากทุกตลาดในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นทั้งหมด แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน แต่กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อยังคงเดินทางออกนอกประเทศ เห็นได้จากชาวยูเครนที่ไปเที่ยวไทยในช่วงของปีนี้แล้ว 33,491 คน เพิ่มขึ้น 13.69% ด้านตลาดโปแลนด์ ที่จัดโรดโชว์นับเป็นดาวรุ่งที่เติบโตไม่หยุด โดยตั้งแต่ต้นปีถึง 14 ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยแล้ว 142,912 คน เพิ่มขึ้นถึง 30.95% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    “ในพื้นที่นี้ยังไม่มีเที่ยวบินตรงไปไทย ททท.จึงเข้าไปสนับสนุน Charter Flight หรือเครื่องบินเช่าเหมาลำ เป็นปัจจัยสำคัญในช่วงฤดูหนาว ที่จะเริ่มเดือนต.ค.นี้ โดยมีเที่ยวบินจากโปแลนด์, เช็ก และสโลวาเกีย ลงที่กรุงเทพฯ, ภูเก็ต และกระบี่ และบริษัท เรนโบว์ (Rainbow) จากโปแลนด์ จะเพิ่มที่นั่งอีก 7,000 ที่นั่ง และขยายเวลาให้บริการถึงเดือนเม.ย. ทำให้สามารถเจาะตลาดช่วงสงกรานต์ได้ และปีนี้มีการเพิ่มเส้นทางบินเช่าเหมาลำใหม่ 2 เส้นทางจากโปแลนด์ คือ เมืองพอซแนน-กรุงเทพฯ และเมืองคาโตวิเซ-ภูเก็ต”    

    อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวเกือบ 80% ยังคงเดินทางด้วยเที่ยวบินปกติ โดยเป็นการต่อเครื่องผ่านฮับต่างๆ เช่น ตะวันออกกลาง ที่ดูใบ, ตุรกี และเวียนนา และททท. กำลังผลักดันอย่างหนักให้มีเที่ยวบินตรงจากวอร์ซอ (โปแลนด์) มายังประเทศไทย แต่ยังติดปัญหาเรื่องจำนวนเครื่องบินที่ไม่เพียงพอของสายการบิน คาดว่าอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2883858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R8d8gTbxZqqSi49W2tkaN

  • 3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    ล่าสุด“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษนักวิชาการเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และบิ๊กเอกชนถึงมุมมองเครื่องมือและโอกาสในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความกังวลในปี 2569 ที่กำลังใกล้เข้ามา

    ใช้งบฯปี 69 ต้องมีประสิทธิภาพ

    เริ่มจาก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเมือง  ที่กล่าวว่า สิ่งที่จะต้องทำในระยะเวลา 4 เดือนนับจากนี้คือ รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มจากปีที่แล้วไม่มากหรือเพิ่มขึ้นมาราว 27,000 กว่าล้านบาท แสดงให้เห็นว่างบเพิ่มในขอบเขตที่จำกัด เรามีหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่สูงสุดในรอบ 20 ปีสูง

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    “4 เดือนของรัฐบาลนี้ต้องเร่งกระตุ้นใช้งบประมาณให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายโดยลำดับความสำคัญให้ดี คำนึงถึงกรอบวินัยทางการเงินการคลัง เช่นใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” และต้องนำไปบริหารผลกระทบที่เกิดจากภาษีทรัมป์ด้วย รวมถึงการเร่งใช้งบประมาณทั้งงบประจำและงบลงทุน”

    ในแง่โอกาสที่มองเห็นในช่วง 3-4 เดือนนี้ มองว่าการส่งออกน่าจะยังขยายตัวได้ จากช่วง 7 เดือนแรกยังขยายตัวได้ดี โดยเติบโตได้ระดับ 14-15%ถือว่าสูงมาก หากสามารถขยายการส่งออกสินค้าไปประเทศต่าง ๆ ได้มากขึ้นก็จะช่วยได้อีก เช่นเดียวกับโอกาสด้านการลงทุน ต่างชาติเข้ามาแล้วแค่เราเข้าไปเร่งให้เกิดการลงทุนให้เร็วขึ้น

    กังวล 2 เรื่องหลักกระทบประเทศ

    ส่วนปี 2569 สิ่งที่น่ากังวล มองไว้ 2 เรื่องใหญ่คือ 1.หวั่นว่าจะใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพและจะไปกระทบกรอบวินัยทางการคลัง ซึ่งถ้าใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพไทยอาจถูกปรับลดเครดิต จากมูดี้ส์ เพราะไทยอยู่ในช่วงหน้าผาด้านการคลัง 2.เรื่องการบริหารผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน เศรษฐกิจของอเมริกาอาจมีปัญหาได้ เช่นเงินเฟ้อ ตลาดอ่อนแอ และคนไม่ไว้ใจค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นต้องประเมินสถานการณ์โลกให้ดีและเตรียมรับมือกับการผันผวนเหล่านี้ให้ดี

    หาวิธีดึงเงินนอกอยู่ไทยยาว

    สอดคล้องกับ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มองว่ายาแรงเรื่องกระตุ้นดีมานด์ที่ทำได้ระดับหนึ่งเช่น โครงการคนละครึ่ง แต่โดยส่วนตัวอยากให้ไปดูเรื่องค่าเงินบาท การที่เงินบาทแข็งค่า แสดงว่ามีเงินนอกเข้ามาพักในเมืองไทย เพราะเห็นว่าไม่เสี่ยงและปลอดภัยดี  แต่เรากำลังไปกลัวว่าเข้ามามากเงินบาทจะแข็ง

    “ผมคิดว่าเงินที่เข้ามาควรไปคิดสูตรว่าจะทำอย่างไรให้เงินนอกที่เข้ามาอยู่ในไทยได้นานๆให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของเขา ไม่ให้ไหลเข้ามาแค่ในระยะสั้นๆ อย่างกรณีเข้ามาลงทุน FDI หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคอุตสาหกรรมนั้นถือว่าดี เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว”

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    นอกจากนี้ยังมองว่าการที่ต่างชาติเข้ามาเล่นหุ้นในไทย เงินในประเทศก็จะมากขึ้น เมื่อตลาดหุ้นมีเงินมากก็จะไปลงทุนในภาคอสังหาฯต่อ ดังนั้นตลาดหุ้นกับอสังหาฯจะคู่กัน เกิดอำนาจซื้อ การบริโภคก็จะมากขึ้น ดังนั้นเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาในเวลานี้ต้องอยู่ให้ยาว โดยรัฐบาลต้องเปลี่ยนเงินร้อนให้เป็นเงินเย็น พักให้นานๆ ไม่ใช่เป็นแค่ศาลาพักร้อน ดังนั้นในช่วงสั้นๆ 4-5 เดือนนี้ ถ้าทำได้จะเกิดผลมากกว่ามาตรการคนละครึ่งแน่นอน ดังนั้นตลาดเงินตลาดทุนต้องไปจัดระเบียบใหม่

    สำหรับโอกาสในช่วง 3-4 เดือนนี้ ยังต้องลุ้นข่าวดีว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาจะแพ้ในศาลสูงสุด กรณีบังคับใช้มาตรการภาษีกับประเทศคู่ค้าของสหรัฐเกือบทุกประเทศ ถ้าแพ้ก็จะได้ทำให้การค้าโลกกลับสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าทรัมป์ชนะจะลากเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกจากเพดานภาษีส่งออกไปอเมริกาสูง การค้าระหว่างประเทศเกิดความชุลมุนจากซัพพลายเชนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบมากขึ้นในปี 2569

    แบงก์ต้องปล่อยกู้-เรียกกำลังซื้อ

    ด้านนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) กล่าวว่า 3 เดือนสุดท้ายของปีรัฐบาลจะต้องใช้ยาแรง คือ ปลุกกำลังซื้อของคนให้ได้ แต่จะปลุกได้เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมาดูก่อนคือ ทำอย่างไรให้แบงก์ปล่อยเงินกู้ เพราะในระบบคนสายป่านสั้นมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องลงมาดูตรงนี้

    3 กูรูแนะรัฐ ‘ยาแรงเศรษฐกิจ’ ต้องแม่น ใช้งบปี 69 คุ้มค่า ดึงเงินร้อนเป็นเงินเย็น แก้บาทแข็ง

    ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมายอดขายรถปิกอัพร่วง คนซื้อมี แต่กู้ไม่ผ่าน อย่าลืมว่าคนไทยซื้อรถปิกอัพเพื่อนำไปทำมาหากิน ขณะที่แบงก์ก็ไม่กล้าปล่อยกู้ เพราะกลัวหนี้เสีย ซึ่งต้องทำให้แบงก์มั่นใจว่าไม่เป็นหนี้เสียเพื่อทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ กำลังซื้อจะกลับมาได้ ก็ต้องปล่อยเงินในระบบให้ได้ก่อน

    ด้านท่องเที่ยวที่ผ่านมามีข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยจากสื่อของจีน และมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีจากนักท่องเที่ยวมาถึงสนามบินแล้วมีค่าใช้จ่ายหลายด้าน ปัญหาเหล่านี้ต้องรีบแก้ไข ส่วนการลงทุน FDI ที่ดีอยู่แล้วก็ต้องต่อยอดทำอย่างไรให้เติบโตต่อเนื่อง อะไรที่เป็นปัญหาก็รีบแก้ไขด่วน

    สำหรับปี 2569 ยอมรับว่ายังมีความกังวลเรื่องการเมืองภายในประเทศ ในแง่นักธุรกิจก็อยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำช่วยขับเคลื่อน และสามารถจัดการกับปัญหาคอรัปชั่นได้เด็ดขาด

     “ประเทศไทยยังมีความหวัง และการมีความหวังนี้จะเป็นจุดสำคัญที่นำพาประเทศไปสู่อนาคตได้ ยอมรับว่ารัฐมนตรีคนนอกที่ตั้งขึ้นมาครั้งนี้ถูกใจและเชื่อว่าทุกท่านจะช่วยประเทศไทยได้มาก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/exclusive-area/639318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23WSaM-WDbhzHDupTdIaJg

  • สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ว่าที่ร้อยตรี ประยุทธ เสตถาภิรมย์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต และ ดร. นิตยา โสรีกุล รองอธิบดีกรมสรรพสามิต นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของกรมสรรพสามิตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 

    การศึกษาดูงานครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชม บริษัท นรสิงห์บริวเวอรี่ จำกัด ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดตามโครงการ “1 ชุมชน 1 สรรพสามิตแชมเปี้ยน” ประเภทคราฟต์เบียร์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการสุราชุมชน สร้างมาตรฐานและยกระดับสู่ตลาดสากล นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม บริษัท ออล โคโค กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมแบบครบวงจร
     

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ตระหนักถึงการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับนโยบาย “ภาษีความหวาน” ของกรมสรรพสามิต โดยคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภค ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าไทย 

    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรมสรรพสามิตในการเป็นกลไกสำคัญ ไม่เพียงแต่ด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพประชาชนและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ โดยมีคณะผู้บริหารกรมสรรพสามิต ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการศึกษาดูงานดังกล่าว 
     

    สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สรรพสามิตหนุนเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967045&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WfDStSUFGcB4VyL9dKAHU

  • ‘คุณหญิงกัลยา’ ขอไปตามหาฝัน ซบพรรคไทยก้าวใหม่-สานต่องานศึกษา

    ‘คุณหญิงกัลยา’ ขอไปตามหาฝัน ซบพรรคไทยก้าวใหม่-สานต่องานศึกษา

    การเมือง

    ‘คุณหญิงกัลยา’ ขอไปตามหาฝัน ซบพรรคไทยก้าวใหม่-สานต่องานศึกษา

    19 ก.ย. 2025 เวลา 11:00 น.

    “คุณหญิง” ลาพระแม่ธรณี-ปชป. ขอไปตามหาฝัน หลังสภาพ “ปชป.” ถดถอย ยอมรับไปร่วมงาน “พรรคไทยก้าวใหม่” จับมือ ดร.เอ้ ผลักดันงานศึกษาพัฒนาชาติ

    ท่ีพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเวลา 10.00 น. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม หลังยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (19 ก.ย.) จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่าจะไปร่วมงานทางการเมืองร่วมกับนายสุชัชวีรร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่ก่อตั้งพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งเตรียมเปิดตัวพรรคใหม่เร็วๆ นี้ ทั้งนี้ได้เข้าไปลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งนายชวนอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

    “ขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสและสนับสนุนส่งเสริมให้ได้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ประเทศชาติ แม้ตอนนี้ถดถอยลงไปมากแล้ว ทั้งนี้เวลาของตนเหลือน้อยลงแล้ว อยู่ได้อีกไม่กี่ปี รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ด้วยการต้องออกไปตามหาความฝัน ใช้การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  นำพาประเทศได้ซึ่งเป็นเรื่องที่สานต่อจากพรรคประชาธิปัตย์” คุณหญิงกัลยา กล่าว

    'คุณหญิงกัลยา' ขอไปตามหาฝัน ซบพรรคไทยก้าวใหม่-สานต่องานศึกษา

    เมื่อถามย้ำถึงถึงการตัดสินใจร่วมงานกับนายสุชัชวีร์ และพรรคการไทยก้าวใหม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า คุยมาสักพักใหญ่แล้วและรู้สึกว่าพรรคของนายสุชัชวีร์เป็นหลักเป็นฐานขึ้นแล้ว ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคในเร็วๆ นี้ โดยที่ทำการพรรคอยู่ย่านรัชดาภิเษก ซึ่งตนเห็นความคืบหน้าและเชื่อว่าจะทันต่อการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาาถึง ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานในพรรคนั้นต้องให้นายสุชัชวีร์แจ้งอีกครั้ง เพราะต้องการรวบรวมคนในประเทศทุกๆ กลุ่มที่เห็นความสำคัญกับการศึกษามาร่วมแรงร่วมใจพาประเทศชาติพ้นวิกฤต

    เมื่อถามว่า พรรคใหม่จะมีอะไรไปสู้ พรรคอื่นๆ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รายละเอียดขอให้หัวหน้าพรรคและเจ้าของพรรค เป็นคนอธิบายดีกว่า เชื่อว่าคงมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติเพราะทุกอย่างถดถอยหมด อย่างไรก็ดีตนมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมือง เปลี่ยนแปลงประเทศ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงกัลยาให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ ได้นำหนังสือ “เธอคือกัลยา”มาฝากให้สื่อมวลชนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1199490&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UQwd1rn90mslBDq8zNNeP

  • ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    จากรายงาน Oil Market Report (MOMR) ล่าสุดของ The Organisation of the Petroleum Exporting Countries (OPEC)  สำหรับเดือนกันยายน 2568 เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออียังคงแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ในภูมิภาคและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและความมั่นคงของยูเออีในระยะยาว

    หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันคือการปรับตัวของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(Purchasing Managers’ Index : PMI) ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฟื้นตัวขึ้นเป็น 53.3 จากเดือนกรกฎาคมที่ลดลงมาเป็น 52.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจในประเทศสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก   

    นอกจากนี้ การยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของยูเออีโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก  Fitch Ratings ที่ให้ระดับ “AA-” พร้อมแนวโน้มเสถียรภาพ ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยูเออีมีฐานะทางการเงินและสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

    ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นั้น ขยายตัวขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการเติบโตของการค้าระดับโลกที่อยู่ที่ประมาณ 1.8% เท่านั้น การเติบโตของการค้าส่งออกและนำเข้าสินค้านอกกลุ่มน้ำมันนี้ทำให้ยูเออีสามารถเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทางเทคโนโลยีและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงด้านพึ่งพาน้ำมัน

    นอกจากการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของยูเออี โดยเฉพาะในดูไบ ซึ่งในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความน่าดึงดูดของยูเออีในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ผลการดำเนินงานนี้สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจ “D33” ของดูไบ ซึ่งมุ่งหวังให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของตลาดน้ำมันโลกรายงานระบุว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 คงที่อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการใช้น้ำมันไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอนาคต แต่ในระยะสั้น ภาคขนส่ง เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และดีเซล ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักของความต้องการน้ำมันในทั้งสองปีต่อเนื่องกัน รวมถึง LPG และนาฟธาที่ใช้ใน ภาคปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนรายได้จากการส่งออกน้ำมันและสร้างความสมดุลในตลาดพลังงานโลก

    ผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในภาพรวม คือ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางการค้า ทำให้ประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันและภาคการท่องเที่ยว ยังช่วยสร้างรายได้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศอีกด้วย

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    จากบริบทที่เศรษฐกิจนอกจากน้ำมันและการขยายตัวทางการค้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลดีและผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย พอสรุปได้ดังนี้

    ผลดีต่อการนำเข้าจากไทย :

    • ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น:ยูเออีที่มุ่งเน้นพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากไทย เช่น ผลไม้ สินค้าอาหารแปรรูป เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและประชากรในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปยังยูเออีมากขึ้น

    • โอกาสทางการค้าและการลงทุน:การเติบโตของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น เนื่องจากยูเออีเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

    • ความสัมพันธ์ทางการค้าแนบแน่นมากขึ้น:การเติบโตของเศรษฐกิจยูเออีที่ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและยูเออีในหลายด้านมากขึ้น รวมถึงการจับคู่ธุรกิจและการสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย

    ผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย:

    • การแข่งขันจากคู่ค้ารายอื่นที่เพิ่มขึ้น:เนื่องจากยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกและมีการขยายตัวของภาคการผลิตและการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ ก็อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในยูเออีมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดนำเข้าไทยมีความท้าทายในการแข่งขัน

    • ความเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและต้นทุน: การขยายตัวของภาคการผลิตในยูเออีอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าจากไทยและความสามารถในการแข่งขันในตลาด

    • แนวโน้มการปรับเปลี่ยนความต้องการของตลาด:หากยูเออีเน้นพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศมากขึ้น หรือมีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศตนเองอาจทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยลดลงในบางกลุ่มสินค้า เช่น สินค้าอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีบางประเภท

      สรุป:

    ภาพรวมแล้วเศรษฐกิจยูเออีที่เติบโตนอกกลุ่มน้ำมันและขยายตัวทางการค้า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดและเพิ่มการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องการแข่งขันและการปรับตัวด้านต้นทุนและความต้องการของตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อมและสร้างความร่วมมือทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

            ————————————————————————— 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/l2hzy9dofdl1gydq0gt5ucih&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yB-far2mU8Pjrvm-SuKdu

  • ชวนชิมช้อปงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก ชมเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ เซ็นทรัลพระราม 9

    ชวนชิมช้อปงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก ชมเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ เซ็นทรัลพระราม 9

    ประชาสัมพันธ์

    ชวนชิมช้อปงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก ชมเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ เซ็นทรัลพระราม 9

    วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 กันยายน 2568  นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  เป็นประธานเปิดกิจกรรม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism)ภายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด  ณ ลาน Work & Play ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง  กรุงเทพมหานคร  โดยมี นางพรจิตร สุขสมบูรณ์   รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นางวิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายคุณากร คชหิรัญ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่  ส่วนราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน)  ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 

    นายเสริฐ ไชยยานันตา  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย  กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน) โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism) ในชื่องาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก”  ซึ่งเป็นกิจกรรมกายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด กิจกรรมหลักจัดงานโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอาหารและเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือนอีกทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 

    สำหรับการจัดงานในวันนี้ เป็นการจัดงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออกนอกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ในชื่องาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19  –  21 กันยายน 2568  ณ ลาน Work & Play ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

    ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย อาทิกิจกรรมส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มากกว่า 40  ผลิตภัณฑ์ มีการนำเสนอเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัด โดยเชพตัวแทนจากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2  การสาธิตการทำอาหารพื้นถิ่นและเครื่องปรุงล้านนาอีกทั้งมีกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารล้านนาตะวันออก รวมถึงมีการแสดงวัฒนธรรมล้านนาการแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียงในทุกวันและมีการแจกของรางวัลให้กับผู้มาร่วมกิจกรรมได้ร่วมสนุกและมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากมาย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/447123&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GBgwrCGQjj-yrd4zw83AR

  • เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    วันที่ 19 ก.ย. 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยแต่งตั้งให้ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล มีชื่อเล่นว่า “ก้อย” เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เป็นบุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล หรือ “โกหงวน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่หลายสมัยจนถึงปัจจุบัน

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    การศึกษา:

    ปริญญาตรี Louisiana State University , Louisiana , USA.สาขา B.S. International Trade and Finance

    ปริญญาโท University of LA Verne , California , USA. สาขา MBA. In Supply Chain Management

    ประสบการณ์การทำงาน:

    นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

    ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    กรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่

    เลขานุการนายกสมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่

    กรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกระบี่

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/607620&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20AAmGPJtOONo3-Soq7PRe