Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    “ชาไทย” จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก โอกาสใหม่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กระแสนิยมบริโภคชาเขียวและมัตจะจากสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้มัตจะแท้คุณภาพสูงหาซื้อได้ยากและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดชาโลกและชาไทย  แนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ปี 68 มัตจะบูมสุด โอกาสส่งออกชาไทย ดังนั้นการพัฒนาชาไทยให้ขยายตัวในตลาดโลก สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเน้นหนักในยุคนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า นั้นคือ การสร้างสรรค์และนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นชาเพื่อสุขภาพ ชาพร้อมดื่ม ชารสชาติแปลกใหม่ และชายั่งยืน เพราะตลาดชาไทยขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ2.2%

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.วิเคราะห์สถานการณ์การค้าสินค้าตลาดชาโลกและไทย พบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบริโภคชาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชาเขียวและมัตจะที่เป็นการจนทำให้มัตจะแท้คุณภาพสูงหาซื้อได้ยากและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก สวนทางกัลผลผลิตลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับผู้บริโภคบางกลุ่มมี “ค่านิยม” ว่ามัตจะเป็นเสมือนกาเฟอีนสะอาด (Clean Caffeine) สามารถดื่มทดแทนกาแฟ สอดคล้องกับเทรนด์รักสุขภาพ ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น ส่วนชาชนิดอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มการบริโภคเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

    จากความต้องการบริโภคชา เป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าชาของไทย โดยต้องเน้นการเพิ่มมูลค่าผ่านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) โฆษก กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) โฆษก กระทรวงพาณิชย์

    ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า ชาเพื่อสุขภาพ (Functional Teas)กำลังเป็นที่นิยมซึ่งดังนั้นผู้ประกอบการ สามารถเติมส่วนผสม เช่น โพรไบโอติก พฤกษเคมี เช่น อะเซโรลา หรืออาซาอิ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการลดความเครียด ปรับปรุงระบบการย่อยอาหาร หรือ เพิ่มพลังงานธรรมชาติ ส่งออกชา(Ready to Drink) ที่เน้นความสะดวก ชาสกัดเย็น เพิ่มรสชาติผลไม้หรือดอกไม้ที่กำลังเป็นที่นิยม ชารสชาติแปลกใหม่ ที่ทำให้ผู้บริโภคคาดไม่ถึงและชวนให้ลิ้มลอง เช่น การผสมผสานกับนมจากพืช (นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง หรือนมโอ๊ต) ผสมผัก สมุนไพร เครื่องเทศ หรือสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น มะพร้าว ลิ้นจี่ ลำไย หรือนำไปเป็นส่วนผสมในขนมหวาน ไอศกรีม และชายั่งยืน โดยมีกระบวนผลิตและใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

    สำหรับตลาดชาโลก บริษัทวิจัยตลาดโลก Euromonitor รายงานว่า ในปี 2567 ตลาดค้าปลีกชาทั่วโลก มีมูลค่า 51,470 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.5% โดยชาดำมีสัดส่วน 41.3% ของมูลค่าการค้าปลีกชาทั่วโลก รองลงมา คือ ชาเขียว 22.8% และชาผลไม้ สมุนไพร 19.5% คาดว่าจากนี้ไป ตลาดค้าปลีกชาโลกจะขยายตัวเฉลี่ย 6.1% ต่อปี โดยในปี 2572 จะมีมูลค่าการค้าปลีกชาอยู่ที่ 69,220.10 ล้านเหรียญสหรัฐ

    เมื่อเจาะลึกมูลค่าการส่งออกชา และผลิตภัณฑ์ชาของโลก พบว่า ในปี 2567 การส่งออกมีมูลค่ารวม 9,200.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.9% โดยแยกเป็นชาดำ 5,650.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.0% ชาเขียว 2,023.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.3% และผลิตภัณฑ์ชา เช่น สิ่งสกัดจากชา ชาที่ผสมได้ทันที 1,526.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.9%

    ผอ.สนค. กล่าวอีกว่า ส่วนชาไทย มีข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2567 มีผลผลิตชา 106,643 ตัน เพิ่มขึ้น 0.3% ไทยปลูกชาอัสสัมเป็นหลัก 93.0% และคาดการณ์ผลผลิตปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 107,393 ตัน ภาคเหนือเป็นแหล่งปลูกชาที่สำคัญของประเทศ และ Euromonitor รายงานว่า ในปี 2567 ตลาดค้าปลีกชาของไทย มีมูลค่า 2,262.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% ชาเขียวมีมูลค่าสูงสุดถึง 1,040 ล้านบาท สัดส่วน 46.3% ของตลาดชาไทย รองลงมา คือ ชาผลไม้และชาสมุนไพร 23.0% และชาดำ 13.5%

    ทั้งนี้ คาดว่าตลาดชาไทยจะขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 2.2% ต่อปี ไปจนถึงปี 2572 ขณะที่มูลค่าตลาดชาพร้อมดื่มของไทย อยู่ที่ 16,834.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% แสดงถึงแนวโน้มความต้องการชาที่พร้อมดื่มและสะดวกสบายเพิ่มขึ้น

    ด้านการส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทย ในปี 2567 มีมูลค่า 70.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,459.4 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 13.6% โดยส่งออกชาดำ 2,460.7 ตัน มูลค่า 13.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.9% ชาเขียว 1,791.1 ตัน มูลค่า 14.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 65.2% และผลิตภัณฑ์ชา 10,382.6 ตัน มูลค่า 42.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.5%

    ส่วนการนำเข้าชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทย มีมูลค่า 51.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,807.7 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 13.6% โดยนำเข้าชาดำ 13,462.5 ตัน มูลค่า 16.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.9% ชาเขียว 6,451.3 ตัน มูลค่า 11.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.8% และผลิตภัณฑ์ชา 1,381.2 ตัน มูลค่า 22.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.4%

    และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชา มูลค่า 53.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,762.6 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 21.4% โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ กัมพูชา ลาว สหรัฐฯ อินโดนีเซีย เวียดนาม มีสัดส่วน 15.3% 14.9% 12.1% 10.7% และ 8.8% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ชาทั้งหมดของไทยตามลำดับ

    อ่านข่าว:

     หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดรอบ 4 ปี เฉลี่ยบ้านละ 7.4 แสนบาท

    ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน

    “ข้าวไทย” หืดจับ พณ.-เอกชน กระชับส่วนแบ่ง “ตลาดข้าว”ส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-tKFgBz9tLSAImfARh25V

  • จับตา 5 พืชหลักเกษตรไทย วิกฤตต้นทุนสูง-ผลผลิตล้นฉุดราคาร่วง

    จับตา 5 พืชหลักเกษตรไทย วิกฤตต้นทุนสูง-ผลผลิตล้นฉุดราคาร่วง

    วันนี้ ( 27 ก.ย.2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์ปี 2568 รายได้เกษตรกร 5 พืชหลักลดลงราว 16% หรือกว่า 8.1 แสนล้านบาท จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาอุปทานส่วนเกิน กดดันราคาสินค้าให้ตกต่ำ ขณะที่แนวโน้มการระบายอุปทานส่วนเกินผ่านการส่งออกยังมองไม่เห็นสัญญาณบวก และคาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวถึงปี 2569

    ข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2567 เผยว่า เศรษฐกิจภาคการเกษตรของไทยมีมูลค่าราว 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 8.7% ของขนาดเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ แต่เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญเชิงระบบของภาคเศรฐกิจไทย กลับพบว่า มีความสำคัญอย่างมากในมิติของแหล่งงานให้กับคนกว่า 11.5 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.9% ของจำนวนแรงงานทั่วประเทศ รวมถึงมิติการกระจายรายได้ทำให้แรงงานภาคเกษตรไม่กระจุกตัวในบางพื้นที่เหมือนกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม

    ในมิติเชิงลึกของเศรษฐกิจภาคเกษตรเมื่อพิจารณาในกลุ่ม 5 พืชหลักซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยในปี 2567 สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 9.7 แสนล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2566 ราว 12.1% จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้ปริมาณผลผลิตการเกษตรที่ออกมามีแนวโน้มสูงมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี

    ในขณะที่ฝั่งราคาผลผลิตยังได้รับอานิสงส์จากราคาพืชเกษตรที่ยังทรงตัวในระดับที่สูงต่อเนื่องจากปี 2566 ทั้งในส่วนของข้าวที่ราคาใกล้เคียงกับปีก่อน (-0.6%) ในขณะที่ยางพารา อ้อย และปาล์มน้ำมัน ราคาผลผลิตปรับตัวสูงขึ้นระดับ 54.0%, 31.5% และ 11.4% ตามลำดับ

    สำหรับสถานการณ์ในปี 2568 รายได้เกษตรกรกลุ่ม 5 พืชเศรษฐกิจหลักกลับดูไม่สดใส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ประเมินว่ามีจะแนวโน้มหดตัวราว 16% จากปีก่อน มีรวมรายได้อยู่ที่ 8.1 แสนล้านบาท สาเหตุหลักมาจากผลของราคาในทุกพืชเศรษฐกิจหลักมีทิศทางปรับตัวลงแรงจากช่วงต้นปี เหตุเกิดจากอุปทานส่วนเกินที่กดดันผ่านกลไกราคา ส่งผลให้ราคาผลผลิตพืชเกษตรตกต่ำ ตามสาเหตุของการเกิดอุปทานส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากสาเหตุที่ต่างกันออกไปในพืชแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้

    ข้าว เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าบริโภคหลักที่ไม่สามารถเร่งการบริโภคภายในประเทศได้จากข้อจำกัดในการบริโภคเชิงกายภาพที่ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อสูงขึ้นเพียงใดก็ตาม ปริมาณการบริโภคย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภคจำเป็นต้องถูกเร่งระบายผ่านการส่งออก

    ในขณะที่การส่งออกไทยกลับได้รับแรงกดดันจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวต่ำ โดยปี 2568 คาดมูลค่าส่งออกข้าวไทยจะหดตัวแตะระดับ 40% จากปีก่อน คิดเป็นปริมาณส่งออกข้าวที่หายไปกว่า 1.9 ล้านตัน หรือคิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 2.9 ล้านตัน   ส่งผลให้มีผลผลิตข้าวค้างเป็นสต็อกสูง อีกทั้งเมื่อมีผลผลิตข้าวนาปรังที่เข้ามาช่วงต้นปี 2568 ทำให้ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาจะนำมาขายให้โรงสีถูกกดดันให้ราคาลดลงอีก ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คาดการณ์ราคาข้าวเปลือกมีแนวโน้มหดตัวหนักราว 35 – 40% จากปีก่อน ที่ราคาเฉลี่ย 6.7 พันบาทต่อตัน จากปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกที่คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 5.2% จากปีก่อน รวม 34.9 ล้านตัน

    ปาล์มน้ำมันที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายผลักดันให้เป็นพืชน้ำมันเพื่อลดต้นทุนค่าพลังงาน แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันปาล์มสูงกว่าราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ต้นทุนค่าพลังงานที่ผสมนั้นสูงกว่าราคาเชื้อเพลิงปกติประกอบกับภาครัฐมักตรึงราคาดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบกับต้นทุนค่าครองชีพทำให้รัฐจำเป็นต้องนำเงินกองทุนไปอุดหนุน ส่งผลให้ช่วงปลายปี 2567 มีการปรับลดสัดส่วนการใช้ B7 ลงเป็น B5 เพื่อลดภาระราคาพลังงาน จึงสร้างแรงกดดันให้ความต้องการปาล์มน้ำมันดิบเพื่อใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซลลดลงถึงประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 7% ของผลผลิตทั้งหมด

    มันสำปะหลังไทยมีไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ในประเทศ ความต้องการใช้มันสำปะหลังกว่า 47% ของปริมาณผลผลิตหัวมันสำปะหลังทั้งหมดที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแป้งมัน ทั้งนี้จากโครงสร้างการกระจายสินค้าของแป้งมันสำปะหลังที่กว่าครึ่งพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก  ส่งผลให้ในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการจีนเริ่มหันไปตั้งโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังเองในประเทศกลุ่ม CLMV มากขึ้น สะท้อนผ่านปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในช่วงปี 2565-2567

    โดยเฉพาะในลาวและกัมพูชาจากเดิมมีสัดส่วนรวมกันกว่า 58% เพิ่มขึ้นเป็น 71% ของปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังของไทย สร้างแรงกดดันให้อุปสงค์ที่เคยมีไว้เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าปลายน้ำปรับตัวลดลง และส่งผลกระทบให้ราคาหัวมันสดมีทิศทางหดตัวลงต่อเนื่อง

    ดังนั้นสถานการณ์ที่ถูกรุมเร้าจากปัญหาอุปทานส่วนเกินในปี 2568 กดดันราคาสินค้าให้ตกต่ำ และไทยยังได้รับอิทธิพลจากปริมาณน้ำฝนที่ดีในปีนี้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีทิศทางเพิ่มขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาวะอุปทานส่วนเกินที่กดดันให้ราคายังทรงตัวต่ำตลอดปีส่งผลให้รายได้เกษตรกรคาดว่าจะปรับลดลงถึง 16% รวมถึงในปี 2569 ยังคาดว่าชะลอตัวต่อเนื่องจากความน่าจะเป็นที่มีโอกาสจะเกิดปรากฏการณ์ลานีญาลากยาวถึงช่วงกลางปี 2569ในส่วนของอ้อยถูกปรับราคารับซื้อลงตามทิศทางราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มลดลงจากผลผลิตน้ำตาลของบราซิลเริ่มฟื้นตัว

     ttb analytics เชื่อว่า รายได้เกษตร 5 พืชหลักยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องถึงปี 2569  ดังนั้นภาครัฐเร่งจัดการปัญหาอุปทานที่เกิดขึ้น แบ่งออกเป็น การจัดการปัญหาด้านฝั่งอุปสงค์ที่ต้องพยายามช่วยหาช่องทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปยังตลาดโลกในพื้นที่ใหม่ ส่งเสริมความรู้ในการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย รวมถึงจัดการปัญหาด้านฝั่งอุปทานโดยปรับนโยบายให้มีความรัดกุม สนับสนุนการจัดการห่วงโซ่อุปทานในประเทศ  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Smart Farming และการปรับปรุงกลไกสนับสนุนหรือพยุงราคาที่มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว:

    หนี้ครัวเรือนไทยสูงสุดรอบ 4 ปี เฉลี่ยบ้านละ 7.4 แสนบาท

    ข้าวไร่หอมหัวบอนกระบี่ สินค้าGI ใหม่ เอกลักษณ์โดดเด่น กลิ่นหอมเผือกเฉพาะตัว

    FTA กุญแจปลดล็อกการค้า-ลงทุน ศูนย์วิจัยกรุงไทยฯแนะใช้รับมือสงครามการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yBxLFGnHaq-n9GYq8W24M

  • ชมคลิป: เปิดกลยุทธ์การท่องเที่ยว พลิกเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก

    ชมคลิป: เปิดกลยุทธ์การท่องเที่ยว พลิกเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก

    ×

    1. Business News Business Video
    2. ชมคลิป: เปิดกลยุทธ์การท่องเที่ยว พลิกเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก | THE STANDARD WEALTH

    27.09.2025

    • LOADING…

    เศรษฐกิจโลกผันผวนและการแข่งขันสูงขึ้น แล้วการท่องเที่ยวไทยจะแก้โจทย์นี้อย่างไร?

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดวิสัยทัศน์ใหม่ ที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็น Event Hub Destination ระดับโลก ซึ่งจะช่วยสร้างจุดแกร่งพลิกเกมเศรษฐกิจสู่อนาคต

    [ADVERTORIAL]

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tourism-strategy-revive-economy-global-event-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yYi9U45yfXBmQXQZx1ElS

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 27 กันยายน 2568

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – แวดวงการเงิน : 27 กันยายน 2568

    ** เรียกเสียงปรบมือได้ทั้งประเทศ…เมื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…ซึ่งนอกจากถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิตราชการของ ดร.เอกนิติ เองแล้ว…งานนี้บอกเลยว่าเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก…เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็เหมือนคนป่วยที่ต้องการหมอเก่งๆ และต้องกล้าตัดสินใจรักษาแบบเด็ดขาด ซึ่ง ดร.เอกนิติ นี่แหละคือ “ผู้กล้า” ที่ประเทศต้องการ เพราะที่ผ่านมาเรามีแต่คนที่มีความรู้ แต่ขาดความกล้าที่จะลงมือทำ…ภารกิจที่ท้าทายที่สุดของ รมว.คลัง ท่านนี้ก็คือ การหาทางเพิ่มรายได้ให้รัฐแบบยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเวลาที่มีจำกัดของรัฐบาลชุดนี้…ดังนั้น ดร.เอกนิติ ต้องจัดอันดับความสำคัญ นอกจากนโยบาย “Quick Win” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่ต้องลงมือทำทันที แต่ควรรวมถึงนโยบาย Quick Win ในการสร้างรายได้เข้าคลังให้เร็วที่สุด ดังเช่นที่ ดร.เอกนิติ สร้างผลงานใหญ่ เพิ่มรายได้เข้ารัฐเป็นกอบเป็นกำตอนเป็นอธิบดีกรมสรรพากร…!!ตอนนี้ก็ยังได้มือดีอย่าง คุณวรภัค ธันยาวงษ์ นักการเงินมือหนึ่งและอดีตเบอร์ 12 ของแบงก์ขนาดใหญ่…เข้ามาช่วยอีกแรง ในฐานะ รมช.คลัง และดูเหมือนว่าจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการคุมกรมภาษีต่างๆ คุณวรภัค ดูจะมีความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงทางการคลังที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ทั้งเรื่องของรายได้และโครงสร้างภาษีที่ไม่เอื้อกับการจัดเก็บรายได้เป็นอย่างดี…ถึงตรงนี้…คิดว่าปัญหาที่ค้างคาอย่างการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ที่งานวิจัยวางกองอยู่บนโต๊ะหลายฉบับ ก็คงจะได้รับการแก้ไขในรอบนี้ เพราะทุกฉบับบอกตรงกันว่าให้เปลี่ยนเป็นโครงสร้างแบบอัตราเดียว แม้แต่ ดร.เอกนิติ เองก็ให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายครา…แต่ก็ไม่มีผู้ตัดสินใจในระดับนโยบายรายใดกล้าเคาะ ทั้งๆที่การปรับภาษียาสูบง่ายกว่าการปรับโครงสร้างภาษีอื่นๆที่กระทบสังคมในวงกว้าง…แต่ภาษีบุหรี่ไม่เพียงแต่ผู้สูบบุหรี่…หวังใจว่าในเวลานี้ ดร.เอกนิติ “เวอร์ชั่นใหม่” ที่มาพร้อมอำนาจสั่งการในมือ และทีมงานที่เก่งกาจอย่าง คุณวรภัค จะเร่งผลักดันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว…เพื่อที่จะปฏิรูปการคลังของประเทศให้มีความเป็นสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง…แวดวงการเงิน…ย้ำอีกล้านครั้งว่า…เวลานี้…การหาเงินเติมเข้าคลังนั้นสำคัญที่สุด…!! เอาใจช่วยสุดๆ…ให้ขุนคลังคนใหม่สร้างผลงานที่จับต้องได้ในห้วง 4 เดือนข้างหน้านี้… **

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/64090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PnI2pGZ5pkHLy0AXz_RNv

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67403/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bZThtlAkPDNXiQ-sQoMpI

  • อำเภอสัตหีบ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถวายเป็นพระราชกุศล | TOPNEWS

    อำเภอสัตหีบ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถวายเป็นพระราชกุศล | TOPNEWS

    อำเภอสัตหีบ มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถวายเป็นพระราชกุศล

    • เผยแพร่ : 27/09/2025 18:39

    ปก web ยกย่องเชิดชูเกียรติ​

    ปก web สานสัมพันธ์เครือข่าย CAMT

    จันทบุรี เหตุปะทะที่ช่องอานม้าทางชายแดนจันทบุรียังไม่มีผลกระทบ

    อาการดีขึ้นทุกวัน “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง มีพัฒนาการดีขึ้น กินนมได้-เริ่มยืนเอง แต่ยังต้องรักษาใกล้ชิด

    โรงเรียน​ผู้สูงอายุ​ ตำบลหนองหลวง​ เพิ่มมูลค่าจากขยะ (Upcycling) มาประดิษฐ์เป็นหมวกปีกกว้าง สร้างรายได้​-สร้างอาชีพ

    ตลาดป่าเห็วพลิกโฉม! ลำพูนชูโมเดล BCG สร้างเศรษฐกิจคนเมืองเหนือ

    ไม่ทันหนี! กล้องวงจรปิดดังแจ้งเตือน 3 หนุ่มกระเหรี่ยง แอบลักลอบขุดหาทอง กลางป่าทองผาภูมิ เสียหายกว่า 7.5 แสน

    ท่องเที่ยวและกีฬา​ จ.นครสวรรค์ จัดงาน “นครสวรรค์ คราฟต์ & เทสต์” รวมสินค้าบริการที่โดดเด่นของจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1333114&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1um-8xspcbBGhS9BFuafeQ

  • จังหวัดพะเยา ประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครทหารกองประจำการออนไลน์ ประจำปี 2569

    จังหวัดพะเยา ประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครทหารกองประจำการออนไลน์ ประจำปี 2569

    จังหวัดพะเยา ประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครทหารกองประจำการออนไลน์ ประจำปี 2569


    27/09/2568 | 39 |

    จังหวัดพะเยา ประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครทหารกองประจำการออนไลน์ ประจำปี 2569

         พ.อ.กฤติคุณ นิโลบล รอง ผอ.รมน.จังหวัดพะเยา (ท.) เปิดเผยว่า กองทัพบกได้เปิดรับสมัครพลทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่ 18–20 ปีบริบูรณ์ และ 22–29 ปีบริบูรณ์ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้ารับราชการทหารกองประจำการ โดย ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา สามารถสมัครได้ทาง เว็บไซต์กองทัพบกประเทศไทย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยทหารใกล้บ้าน
         ด้าน ร้อยโทจงรักษ์ ภาชนะ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์มณฑลทหารบกที่ 34 เปิดเผยว่า ผู้สมัครสามารถใช้สิทธิพิเศษในการลดระยะเวลาการรับราชการตามวุฒิการศึกษา ดังนี้ สำเร็จการศึกษาระดับ ม.6 หรือเทียบเท่า : หากสมัครเข้ารับราชการ จะรับราชการ 1 ปี , สำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา หรือปริญญาตรีขึ้นไป : หากสมัครเข้ารับราชการ จะรับราชการ 6 เดือน , สำเร็จการฝึกวิชาทหาร (รด.) ชั้นปีที่ 2 : หากสมัครเข้ารับราชการ จะรับราชการ 6 เดือน ชั้นปีที่ 3 : ปลดเป็นทหารกองหนุน โดยไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือก
         ผู้สมัครที่ต้องการใช้สิทธิลดวันรับราชการต้อง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก พร้อมแสดง วุฒิการศึกษา หรือ หนังสือรับรองวันสำเร็จการศึกษา อย่างชัดเจน หากใช้หนังสือรับรอง ต้องนำวุฒิจริงมายื่นต่อสัสดีจังหวัดภูมิลำเนาทหารอีกครั้ง โดยวันที่สำเร็จการศึกษาต้อง ก่อนวันตรวจเลือก จึงจะได้รับสิทธิ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ สำหรับทหารกองประจำการ เช่น สิทธิสมัครเป็นนักเรียนทหาร : ได้สิทธิพิเศษในการสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก นักเรียนจ่าทหารเรือ หรือจ่าอากาศ พร้อมสัดส่วนการรับเข้าและคะแนนเพิ่มพิเศษ , สิทธิขอรับราชการต่อ : ผู้ที่ครบกำหนดปลดประจำการสามารถสมัครขอรับราชการในกองประจำการต่อได้ จนถึงอายุ 25–26 ปีบริบูรณ์ (ตามกรณี) , สิทธิฝึกอบรมวิชาชีพ : ได้รับการฝึกอบรมอาชีพ เช่น ช่างยนต์ ช่างไม้ ช่างปูน หรือวิชาชีพด้านการเกษตร เพื่อใช้ประกอบอาชีพในอนาคต
         ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวยังมี แพทย์จากมณฑลทหารบกที่ 34 ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก โดยย้ำว่าผู้สมัครทุกคนจะต้องผ่านการ ตรวจร่างกาย ตรวจโรค และการตรวจเพศสภาพ อย่างละเอียดตามมาตรฐานของกองทัพ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารมีสุขภาพสมบูรณ์พร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่ประชาชนชายไทยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 มกราคม 2569 ผ่านเว็บไซต์กองทัพบก และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยทหารใกล้บ้านทั่วประเทศ

     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/427018&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Fi0yeD6e664LiKY5p0WPX

  • เผยผลตรวจดีเอ็นเอไขปริศนาอายุยืนคุณยายวัย 117 ปี  | เดลินิวส์

    เผยผลตรวจดีเอ็นเอไขปริศนาอายุยืนคุณยายวัย 117 ปี  | เดลินิวส์

    ทีมวิจัยจากสเปนเผยผลที่ได้จากการศึกษาความลับของการมีอายุยืนของ มาเรีย บรันยาส หญิงชราที่มีอายุยืนที่สุดในโลก ซึ่งมีวัย 117 ปี โดยพบว่าเธอมี จีโนม (Genome ชุดข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิต เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” ของร่างกาย) ที่อ่อนเยาว์เป็นพิเศษ การแปรผันทางพันธุกรรม (Genetic variants) ที่หายากบางส่วนของเธอ เชื่อมโยงกับการมีอายุยืนยาว, การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน, รวมถึงสุขภาพหัวใจและสมองที่ดี

    นักวิทยาศาสตร์ในสเปนระบุว่า การค้นพบพันธุกรรมหายากครั้งนี้จะช่วยให้พวกเขา “ได้มุมมองใหม่ทางชีววิทยาเกี่ยวกับภาวะสูงวัยในมนุษย์ และช่วยชี้ให้เห็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) สำหรับการมีสุขภาพดีเมื่อสูงวัย และแนวทางที่เป็นไปได้ในการเพิ่มอายุขัย”

    ผลการศึกษานี้มาจากการบริจาคตัวอย่างเลือด น้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระของบรันยาส ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตในปี 2567 ในระหว่างที่เธอครองตำแหน่งบุคคลที่อายุยืนที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่

    ทีมงานที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยโรคลูคีเมียโจเซป คาร์เรราส ในบาร์เซโลนา ประเทศสเปน กล่าวว่า เซลล์ของบรันยาส “รู้สึก” หรือ “มีพฤติกรรม” ราวกับว่ามีอายุที่อ่อนเยาว์กว่าอายุจริงของเธอมาก โดยเธอมีอายุยืนกว่าอายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงในแคว้นกาตาลุญญาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอถึงกว่า 30 ปี

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แม้จะมีอายุมาก บรันยาสก็มีสุขภาพโดยรวมที่ดีมาก โดยระบบหลอดเลือดและหัวใจอยู่ในสภาพยอดเยี่ยม และมีระดับการอักเสบในร่างกายน้อยมาก

    คุณยายบรันยาสในวัยสาว ถ่ายเมื่อปีค.ศ. 1925
    คุณยายบรันยาสฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 117 ปี

    นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์ในลำไส้ของเธอก็มีลักษณะที่ตรงกับลักษณะของคนอายุน้อยกว่ามาก เธอยังมีระดับคอเลสเตอรอลที่ ‘ไม่ดี’ (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ที่ต่ำมาก ขณะที่มีคอเลสเตอรอลที่ ‘ดี’ (HDL) อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้อาจช่วยอธิบายถึงสุขภาพที่ยอดเยี่ยมและการมีอายุยืนยาวของเธอ

    บรันยาสมีชีวิตอย่างกระตือรือร้นทั้งทางด้านจิตใจ สังคม และร่างกาย นอกจากนี้เธอยังโชคดีเรื่องพันธุกรรม แม้ว่าการกินอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นการกินโยเกิร์ตอาจมีส่วนช่วย แต่การมีอายุยืนยาวมากขนาดนี้น่าจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

    ที่น่าสนใจก็คือทีมวิจัยสังเกตเห็น “การสึกกร่อนอย่างมาก” ของ เทโลเมียร์ (Telomeres) ของบรันยาส เทโลเมียร์นี้เป็นส่วนปลายของโครโมโซมที่ทำหน้าที่ปกป้องสารพันธุกรรม การที่เทโลเมียร์สั้นลงมักเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของการเสียชีวิตที่สูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดหลายฉบับชี้ว่า สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่อายุยืนมาก ๆ ความสั้นยาวของเทโลเมียร์อาจไม่ใช่ตัวบ่งชี้แก่ตัวที่มีประโยชน์เท่าไหร่นัก

    ในทางตรงกันข้าม การมีเทโลเมียร์ที่สั้นมากอาจให้ข้อได้เปรียบแก่บรันยาส โดยนักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า การที่เซลล์ในร่างกายเธอมีอายุขัยสั้น อาจช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายได้

    “ภาพรวมที่ได้จากการศึกษาของเรา แม้จะมาจากบุคคลที่พิเศษเพียงคนเดียวนี้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า โดยเนื้อแท้แล้ว การมีอายุยืนมากๆ และสุขภาพแย่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน” ทีมนักวิจัยระบุ

    แม้การศึกษาจากบุคคลเดียวอย่างบรันยาสจะมีข้อจำกัดในการนำไปประยุกต์ใช้กับคนทั่วไป แต่การค้นพบนี้ได้มอบโอกาสอันหายากแก่นักวิจัยในการศึกษาเส้นทางที่เป็นไปได้ที่ทำให้มนุษย์สามารถมีอายุขัยที่ยาวนานเป็นพิเศษได้

    ผลการศึกษาดังกล่าวนี้เพิ่งได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Cell Reports Medicine

    ที่มา : sciencealert.com

    เครดิตภาพ : Family archive of Maria Branyas Morera/Wikimedia Commons/PD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5149027/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Srnrp7V5IaJVfyoRO_7Tg

  • ‘ไทย’ รั้งอันดับ 3 ของอาเซียน ที่ ‘บริษัทข้ามชาติ’ สนใจลงทุน

    ‘ไทย’ รั้งอันดับ 3 ของอาเซียน ที่ ‘บริษัทข้ามชาติ’ สนใจลงทุน

    Robert Walters (โรเบิร์ต วอลเทอร์ส) เผย ‘ไทย’ ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่บริษัทข้ามชาติสนใจเข้ามาตั้งสำนักงาน โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่มีแผนจะขยายธุรกิจ หรือเข้ามาเปิดสำนักงานใหญ่ข้ามชาติในอาเซียน แต่ยังเป็นรองมาเลเซีย และสิงคโปร์

    ‘ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา’ ผู้จัดการโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนของบริษัทข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ดำเนินการสำรวจต่อเนื่องจากผลการศึกษา Business Outlook ของ UOB  ที่สำรวจประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนิเซีย และสิงคโปร์ เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา

    โดยการสำรวจครั้งนี้ เป็นการสำรวจบริษัท 400 แห่งที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่ดำเนินการในภูมิภาคเอเชียและเอเชียแปซิฟิก ครอบคลุมบริษัทจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไทย พบว่า

    ‘ไทย’ ติดอันดับ 3 ของประเทศที่น่าสนใจในการขยายธุรกิจในอาเซียน รองจาก ‘มาเลเซีย’ และ ‘สิงคโปร์’ ซึ่งกว่า  50% ของบริษัท ระบุว่า กำลังพิจารณาที่จะขยายธุรกิจเข้ามายังไทยภายใน 24 เดือน นับจากวันที่ตอบแบบสำรวจ จากหลายปัจจัย ได้แก่

    1. ศักยภาพของตลาด (Market Potential) : 54% ระบุปัจจัยหลักมาจากความต้องการของผู้บริโภคที่เติบโต (Growing consumer demand) โดยมองว่า การขยายธุรกิจในไทยเป็นเรื่องของการเพิ่มฐานลูกค้า เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ยังคงมีสัญญาณของการเติบโต และมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีก เมื่อเทียบกับบางประเทศหรือภูมิภาคที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำมาก เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น  

    2.ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและต้นทุนในการประกอบธุรกิจ : กว่า 48% ยังคงเชื่อมั่นในเรื่องของ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดำเนินอยู่ และยังคงมองไทยเป็นตลาดที่คุ้มค่าด้านต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนแรงงานที่ยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

    3.ความได้เปรียบของตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของประเทศไทย : 40% ของบริษัทที่พิจารณาเข้ามาลงทุนในไทยระบุว่า ไทยเป็นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Geographic Location) ทำให้เป็น ‘ฮับ’ ที่เชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นได้ง่าย

    แม้ไทยจะมีจุดแข็งในการดึงดูดบริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งสำนักงาน และมีข้อได้เปรียบในการดึงดูดพนักงานเข้ามาทำงาน จากการที่เอื้อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพและการศึกษาที่ดี และความปลอดภัย รวมถึงกิจกรรมในการใช้ชีวิตของ ‘คนทำงาน’ ที่มีความหลากหลายมากกว่าหลายประเทศที่เป็นคู่แข่ง

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเดินหน้านโยบายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการดึงดูดการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะการแก้ไขข้อกังวลของนักลงทุน ได้แก่

    1.แก้ไขปัญหาแรงงานและสังคมสูงวัย ซึ่งไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูง (Talent Supply) ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งเดินหน้านโยบายหนุนดึงต่างชาติกลุ่มทักษะสูงในสาขาที่ขาดแคลน เช่น ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) , Implementation และปัญญาประดิษฐ์ (AI)  โดยควรเน้นไปที่การดึงดูดแรงงานทักษะ (Skill) ที่มีศักยภาพสูงที่ประเทศต้องการ เพื่อชดเชยจุดอ่อนในเรื่องนี้

    2.การบริหารจัดการค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก และการท่องเที่ยว ลดลง แม้จะไม่ได้กระทบการตัดสินใจตั้งฐานการลงทุนโดยตรง หรือไม่ได้กระทบกับรายได้ของพนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย แต่จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมแข่งขันได้ยาก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังควรเข้ามาดูแลและบริหารจัดการในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1539895&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37WIEiFujt6vdUOwMinKGa

  • นักวิชาการ เผย ‘รายได้กาสิโนลดฮวบ’ หนุนรัฐบาลปิดด่านสั่งสอนฮุน เซน

    นักวิชาการ เผย ‘รายได้กาสิโนลดฮวบ’ หนุนรัฐบาลปิดด่านสั่งสอนฮุน เซน

    นักวิชาการ เผย ‘รายได้กาสิโนลดฮวบ’ หนุนรัฐบาลปิดด่านสั่งสอนฮุน เซน

    รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนบทวิเคราะห์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “ปิดด่าน 100 ปี…พลีชาติเพื่อชีพ?!” โดยเนื้อหาระบุว่า จากกรณีนายฮุน เซน โพสท์เฟสบุ๊คระบุว่า ไทยปิดด่านกับกัมพูชา 100 ปี ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อกัมพูชานั้น จากการศึกษาข้อมูลพบว่า รายได้ของบ่อนตามชายแดนไทย-กัมพูชาลดลงอย่างมากจากมาตรการข้อจำกัดทางชายแดน

    เช่น เดือนมิถุนายน 2568 ในเขตจังหวัดสระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 มีการปรับเวลาเปิด-ปิดด่าน ส่งผลให้ Star Vegas ในเมืองปอยเปตมีนักพนันลดลงถึง 62%  ในขณะที่อัตราการเข้าพักโรงแรมต่อวันลดลง 42% จนบ่อนแห่งนี้มีรายได้สุทธิในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) ลดลงถึง 31.4% 

    กัมพูชามีบทบัญญัติห้ามพลเมืองเข้าเล่นในบ่อนกาสิNO ดังนั้น รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากผีพนันต่างชาติ เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า ผีพนันไทยคิดเป็น 30.9% รองลงมาคือเวียดนาม 14% และจีน 11.1 %  

    สาเหตุที่ผีพนันไทยเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่น เนื่องจากรัฐบาลไทยทุกยุคไม่เคยออกกฎหมาย หรือมีมาตรการป้องปรามไม่ให้ประชาชนเข้าสู่การพนัน คนไทยจึงสามารถเล่นการพนันในบ่อนผิดกฎหมาย รวมถึงไปเข้าบ่อนในต่างประเทศได้อย่างเสรี ซึ่งต่างจากหลายประเทศ

    อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีนมีบทบัญญัติห้ามไม่ให้ชาวจีนเล่นการพนันทั้งในประเทศและในต่างประเทศ และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ดังนั้น ผีพนันจีนจึงต้องระมัดระวังในการเข้าบ่อนในต่างแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงว่าอาจถูกดำเนินคดีเมื่อกลับไปประเทศจีน

    ส่วนรัฐบาลเกาหลีใต้ก็มีการจำกัดการเล่นการพนันของพลเมืองในประเทศ นอกจากนี้ ยังบัญญัติให้การเล่นพนันของชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายด้วย

    การที่ผีพนัน นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่ทุจริตคอร์รัปชัน เปิดบ่อน/เวปพนันผิดกฎหมาย ค้ายาเสพติด ข้ามไปบ่อนในกัมพูชาได้โดยง่าย ก็ทำให้อุตสาหกรรมกาสิโนในกัมพูชามีการขยายตัวอย่างมาก

    ปี 2557 กัมพูชามีบ่อนจำนวน 57 แห่ง ในขณะที่ปี 2562 พุ่งทะยานไปที่ 150 แห่ง ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายฮุน เซน มีเงินมากขึ้น ในปี 2566 ตัวเลขรายได้ภาษีจากกาสิโนมีมูลค่าเกินกว่า 2,000 ล้านบาท ไม่นับรวมผลประโยชน์ใต้โต๊ะจำนวนมหาศาลจนมีงบประมาณในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มาเข่นฆ่าคนไทยและทหารไทย 

    “การที่กัมพูชาซึ่งมีพลเมืองเพียง 17 ล้านคน และมีแสนยานุภาพทางการทหารและเศรษฐกิจด้อยกว่าประเทศไทย ซึ่งมีประชากร 70 ล้านคน แต่นายฮุน เซน กลับบังอาจกล่าวถ้อยคำว่า ปิดด่าน 100 ปี กัมพูชาก็ไม่ล่มสลาย จึงเสมือนเป็นการตบหน้าคนไทย สอดรับกับการที่กองกำลังกัมพูชาเหิมเกริมกล้าทำสงครามกับทหารไทย ก็เป็นเพราะนายฮุน เซน เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และนักธุรกิจบางส่วน ที่ไม่รักชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ของบ้านเมือง”

    รศ.ดร.ชิดตะวัน เสนอว่า ดังนั้น รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงต้องสั่งสอนนายฮุน เซน ด้วยการปิดด่านไทย-กัมพูชาอย่างเด็ดขาด นอกจากจะเป็นการป้องปรามคนไทยให้ห่างไกลจากการพนันแล้ว ยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพให้กัมพูชาเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มีรัฐบาลที่พร้อมพลีชาติเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง หรือกลุ่มทุนใด ๆ อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw358CUHZBQRYihx8qlgOHKq