Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา คาดไทยต้องซื้อยาแพง

    กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา คาดไทยต้องซื้อยาแพง

    กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา กดดันตั้งโรงงานในสหรัฐ ขึ้นภาษียา นักเศรษฐศาสตร์ มองกระทบหนักระบบการผลิตยาทั่วโลก คาดไทยต้องซื้อยาแพง 

     กีดกันการค้าระลอกใหม่ มุ่งเป้ารายอุตสาหกรรม ภาษี 100% ผสานมาตรการเลือกปฏิบัติเขย่าห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยาโลก ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เตือนกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมกระทบหนัก ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 อัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% ต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกในภาคส่งออก และ เร่งลงทุนสร้างงาน

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT)  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพฯ 15.00 น. วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก

     รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี 

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้น นัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น 

    อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือ บริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ 

     การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ 

    การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้ บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิต แทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ 

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และ เตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนัก

    โดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้  

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40% ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น 

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า มีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก

     โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น

    การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้” ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท 

    ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และ มีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต                     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2885717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOCycZGr8U5kAaP0iA6QK

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    •สหรัฐฯ
    FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคาด ขณะที่ BOJ คงดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณยุตินโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษเฟดยอมรับตลาดแรงงานเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น เปิดทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 11:1 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% โดยระบุว่าเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะในภาคแรงงานที่เริ่มมีความเปราะบางมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ในปี 2568 จาก 1.4% เป็น 1.6% และในปี 2569 จาก 1.6% เป็น 1.8%

    คณะกรรมการเฟดเห็นพ้องว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่เผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นหลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอต่อเนื่อง เช่น การจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน รวมถึงตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ อย่างไรก็ตาม เฟดปรับเพิ่ม GDP ปี 2568 และปี 2569 ขณะเดียวกัน คาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยสูงขึ้นจนถึงปีหน้าจากผลกระทบของนโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้า ทิศทางนโยบายการเงินจึงมีความไม่แน่นอนมากขึ้นในปี 2569 สะท้อนจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของเฟด (Dot Plot) ที่บ่งชี้ถึงโอกาสปรับลดอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้ และอีกเพียง 1 ครั้ง ในปีหน้า

    •ญี่ปุ่น

    BOJ ประกาศขาย ETF ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สิ้นสุดยุคนโยบายการเงินผ่อนคลายเป็นพิเศษ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 7:2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% โดยประเมินว่าเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงจากผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และมีมติให้ทยอยขาย ETF ที่ถือครองในระดับ 630 พันล้านเยนต่อปี โดยระบุว่าการขายสินทรัพย์ทั้งหมดอาจต้องใช้เวลากว่าหนึ่งศตวรรษ

    เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงยังกดดันการบริโภคภายในประเทศ สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ชะลอตัวมากสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ด้านพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) จะมีการเลือกผู้นำพรรคคนใหม่ในวันที่ 4 ตุลาคม นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมหดตัวลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สอดคล้องกับ PMI ภาคการผลิตที่ยังอยู่ในโซนหดตัว และมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงหลังการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยหนุนให้ BOJ ไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.50% จนถึงสิ้นปีนี้

    •จีน
    เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวมากขึ้นสวนทางกับตลาดหลักทรัพย์ โดยยอดค้าปลีกขยายตัวชะลอลงต่อเนื่องจาก 3.7% YoY ในเดือนกรกฎาคมเป็น 3.4% ในเดือนสิงหาคม ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจาก 5.7% เป็น 5.2% การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 8 เดือนแรกแทบไม่ขยายตัวที่ 0.5% ลดลงอย่างมากจาก 1.6% ในช่วง 7 เดือนแรก ส่วนการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์หดตัวแรงขึ้นจาก -12% เป็น -12.9% อีกด้านหนึ่ง Shanghai Composite Index ณ วันที่ 19 กันยายนปรับตัวสูงขึ้น 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

    การชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้าทำให้จีนเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น และอาจจำเป็นต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ล่าสุด รัฐบาลประกาศขยายมาตรการหนุนการบริโภคภาคบริการ เช่น การสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจภาคบริการและผู้บริโภคมากขึ้น การขยายวีซ่าฟรี การขยายเวลาเปิด-ปิดสถานที่ท่องเที่ยว การก่อสร้างสถานที่นันทนาการ วิจัยกรุงศรีคาดว่า จีนอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มในปีนี้เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงขึ้นสวนทางกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอาจสร้างความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินในระยะข้างหน้า โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาออกมาตรการควบคุมการเก็งกำไร

    คาดการดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจแต่การเติบโตยังมีแนวโน้มอ่อนแอ

    GDP ในไตรมาส 3 อาจลดลงจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสสุดท้ายของปี ล่าสุดรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นมีการเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะถือเป็น “วันแรก” ของการบริหารประเทศอย่างเป็นทางการภายใต้กรอบเวลาเพียง 4 เดือนก่อนจะประกาศยุบสภาฯเพื่อกำหนดการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลชุดนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามีศักยภาพเพียงใดในการสร้างความต่อเนื่องด้านนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    วิจัยกรุงศรีประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น ประกอบกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ โดยคาดว่าแม้ GDP อาจหดตัวในไตรมาส 3/2568 (เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ %QoQ) แต่อาจจะขยายตัวเล็กน้อยในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับประมาณการในกรณีฐานซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ทั้งปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.1% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตยังมีข้อจำกัด โดยคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังของปีจะขยายตัวเพียง 1.3% YoY ชะลอลงจาก 3.0% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากแรงส่งจากการเร่งส่งออกล่วงหน้ามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯสู่ 19% ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจะกดดันภาคส่งออกมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็นความท้าทายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป แม้ว่าความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยได้ในระดับหนึ่งก็ตาม

    ภาคท่องเที่ยวไทยเผชิญการแข่งขันแรงขึ้นในภูมิภาค การฟื้นตัวในช่วงที่เหลือยังเผชิญความท้าทาย ในเดือนสิงหาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.58 ล้านคน หดตัว -12.8% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.19 แสนล้านบาท ลดลง -13.4% สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% YoY สร้างรายได้ 1.01 ล้านล้านบาท ลดลง -8.7%

    การท่องเที่ยวของไทยยังคงฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวจีนเพียง 0.4 ล้านคน ลดลง -37.7% YoY และในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีเพียง 3.1 ล้านคน ลดลง -35.3% YoY

    หรือคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ของระดับก่อนการแพร่ระบาดในปี 2562 ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่หันไปเลือกจุดหมายปลายทางอื่นเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นหากยังรวมถึงประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ถึง 3.5 ล้านคน สูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงมาเลเซียที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวนี้สะท้อนว่าไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังคงเผชิญความท้าทายสูง หากไม่มีมาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย อาจทำให้บทบาทของการท่องเที่ยวในฐานะที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยลดลงในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-oXkhzJNs773Wgwv5oySn

  • “สุวรรณภูมิ” ครบรอบ 19 ปี รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้าน 5.45 ล้านเที่ยวบิน

    “สุวรรณภูมิ” ครบรอบ 19 ปี รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้าน 5.45 ล้านเที่ยวบิน

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ด้วยความภาคภูมิใจในฐานะ “ประตูสู่ประเทศไทย” และศูนย์กลางการบินหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตลอดเวลากว่าเกือบสองทศวรรษ สนามบินแห่งนี้ได้รองรับผู้โดยสารแล้วกว่า 878 ล้านคน เที่ยวบินกว่า 5.45 ล้านเที่ยว และขนส่งสินค้ากว่า 20 ล้านตัน สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวของไทย

    นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการทสภ. กล่าวว่า วันที่ 28 กันยายน 2568 ถือเป็นหมุดหมายแห่งความสำเร็จ 19 ปีของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้โดยสารจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย แต่ยังยืนยันศักยภาพในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีสายการบินให้บริการ 126 สายการบิน เที่ยวบินรวมกว่า 340,000 เที่ยว และผู้โดยสารกว่า 58 ล้านคน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แสดงถึงการฟื้นตัวและความเชื่อมั่นของนักเดินทางทั่วโลก

    ด้วยวิสัยทัศน์ “World Class Hospitality Airport” ทสภ. มุ่งยกระดับการให้บริการ ไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่รวมถึงการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และน่าประทับใจ ตั้งแต่ขั้นตอนเช็กอิน ความปลอดภัย ไปจนถึงการดูแลผู้โดยสารกลุ่มพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัว ควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างยั่งยืน 

    ทสภ. ยังได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ โดยได้รับการยกระดับจากท่าอากาศยานระดับ 3 ดาวเป็นท่าอากาศยานระดับ 4 ดาว จากการประกาศของ Skytrax องค์กรที่ปรึกษาด้านการจัดอันดับคุณภาพของสายการบินและท่าอากาศยานชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร

    รวมทั้งได้รับการจัดอันดับจาก Brilliant Maps ให้เป็นสนามบินที่มีสายการบินให้บริการมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ จากรายงานของ ACI Asia – Pacific and Middle East (ACI APAC & MID) ซึ่งร่วมกับ PwC จัดให้ ทสภ. ติดอันดับ 7 สนามบินศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่มีศักยภาพสูงสุด และอันดับ 9 ของสนามบินที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศสูงสุดในปี 2567

    ทสภ. ยังมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่กิจกรรมใน Concourse และอาคาร SAT-1 การจัดพื้นที่ Kids Zone, Game Station, Recliner Area, Co-Working Space และ Piano Lounge รวมทั้งการติดตั้งเครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม การปรับปรุงห้องน้ำ 124 จุดทั่วสนามบิน การใช้ระบบ Passenger Validation System (PVS) และเครื่อง X-ray แบบ CT ที่แม่นยำและรวดเร็ว ตลอดจนระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (ABC) เพื่อรองรับ E-passport

    สำหรับแนวโน้มปีงบประมาณ 2569 ทสภ. คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 397,323 เที่ยวบินและมีผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน โดยจะมีสายการบินใหม่มาให้บริการ อาทิ United Airlines (เส้นทางลาสเวกัส – ฮ่องกง – กรุงเทพฯ) และแม้ว่าการจัดสรรเที่ยวบินช่วงซัมเมอร์ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงศักยภาพของ ทสภ. ในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

    ขณะเดียวกันแนวโน้มผู้โดยสารจากสหภาพยุโรป (EU) มีการขยายตัวต่อเนื่อง จากการที่สายการบินไทยกลับมาเปิดหลากหลายเส้นทางสู่ยุโรปเพื่อเพิ่ม Connectivity ตามนโยบาย Aviation Hub ของรัฐบาล รวมถึงผู้โดยสารจากอินเดียที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียว ในอนาคต ทสภ. ยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถเพิ่มเส้นทางบินตรงสู่สหรัฐอเมริกาได้ หลังจากองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration – FAA) ปรับสถานะไทยกลับสู่ Category 1 (CAT1) ครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากเดิมที่อยู่ใน Category 2 (CAT2) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ FAA มีต่อความปลอดภัยของหน่วยงานการบินพลเรือนของไทยในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งเปิดโอกาสให้สายการบินไทยและต่างชาติสามารถขยายเส้นทางบินไกลได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

    นายกิตติพงศ์ กล่าวต่อว่า ทสภ. มีแผนเดินหน้าปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารโดยมีโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงเป็นพื้นที่กิจกรรมระหว่างรอขึ้นเครื่องสำหรับผู้โดยสารขาออก ทั้ง ณ อาคารเทียบเครื่องบิน (Concourse C และ F) และอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1 (SAT-1) เช่น การเพิ่มพื้นที่ Kids Zone, Game Station รวมทั้งโซนที่พักผ่อน เช่น Recliner Area (พื้นที่นั่งสำหรับเก้าอี้ปรับเอน) Co-Working Space, Piano Lounge และดิจิทัลพาร์ค พร้อมกับดำเนินการติดตั้งเครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเป็น 203 ชุด จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 132 ชุด  รวมถึงเดินหน้าปรับปรุงห้องน้ำทั้งอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินรวม 124 จุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จครบทุกจุดภายในปี 2571 ด้านการให้บริการและความปลอดภัย ทสภ. เพิ่มเครื่อง Passenger Validation System (PVS) พร้อมปรับเปลี่ยนเครื่อง X-ray เป็นแบบ CT ที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automated Border Control: ABC) เพื่อรองรับ E-passport เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

    การยกระดับการให้บริการผู้โดยสาร ทสภ. ได้ขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางอากาศโดยต่อเนื่อง นอกจากการพัฒนาระบบ Freezone Smart Access ระบบบริหารการเข้า – ออกพื้นที่เขตปลอดอากร แก้ปัญหาการจราจรหนาแน่นจากรถขนส่งสินค้ากว่า 8,000 คันต่อวัน ลดความล่าช้าในการรับ – ส่งสินค้า และป้องกันสินค้าตกเครื่องแล้ว ในระยะต่อไป ทสภ. ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตของ E-Commerce และตลาดโลก โดยมีแผนเพิ่มผู้ประกอบการคลังสินค้ารายที่ 3 ในปี 2571 เพื่อเสริมขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง และขับเคลื่อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

    การครบรอบ 19 ปี เป็นหลักหมุดที่สะท้อนความสำเร็จ ความเชื่อมั่น และการเติบโตของ ทสภ. ในทุกมิติและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 คือก้าวของการยกระดับจาก “ประตูสู่ประเทศไทย” ไปสู่ “World Class Hospitality Airport” ที่พร้อมต้อนรับผู้โดยสารจากทั่วโลกด้วยมาตรฐานระดับสากล เป็นสนามบินที่คนไทยภูมิใจ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การคมนาคม และการท่องเที่ยวของประเทศต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xOy1Q7ydrVU_–QJqrfe5

  • ภูมิใจไทยสรุป นโยบาย ‘4 เดือน 4 ภารกิจหลัก’ คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ, ภัยความมั่นคง, ภัยธรรมชาติ, ภัยสังคม

    ภูมิใจไทยสรุป นโยบาย ‘4 เดือน 4 ภารกิจหลัก’ คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ, ภัยความมั่นคง, ภัยธรรมชาติ, ภัยสังคม

    28 ก.ย.2568 -นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า เพจเฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย ได้ลงภาพสรุปเนื้อหานโยบายรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะมีการอภิปรายในรัฐสภาวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 โดยนำ นโยบายด้านต่างๆ มาสรุป ให้กระชับได้ใจความ เป้าหมาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” 4 เดือนแก้ 4 ภัย คืนความมั่นใจให้ประเทศ ภัยเศรษฐกิจ,ภัยความมั่นคง,ภัยธรรมชาติ,ภัยสังคม

    1.นโยบายเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ ลดรายจ่ายด้วยโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดค่าใช้จ่ายขนส่งและเดินทาง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ลดต้นทุนและป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้า

    2.นโยบายความมั่นคง และการต่างประเทศรัฐบาลจะใช้มาตรการทางการทหารควบคู่กับการทูต เพื่อรักษาอธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เช่น กรณีพิพาท ไทย-กัมพูชา

    3.นโบายแก้ภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนปรับปรุงระบบเตือนภัยและมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เปิดเผย ตรวจสอบได้

    และ 4.นโยบายป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติด การพนันออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ต้องไม่มีกาสิโน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/869539/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FpjmRLgoK_53EJWZfRhub

  • สิ้น ‘เจ๊เกียว’ ปิดตำนานหญิงแกร่งรถทัวร์ไทย

    สิ้น ‘เจ๊เกียว’ ปิดตำนานหญิงแกร่งรถทัวร์ไทย

    วงการธุรกิจขนส่งเมืองไทยสูญเสียบุคคลสำคัญ เมื่อ ‘สุจินดา เชิดชัย’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เจ๊เกียว’ เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย ได้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568 สิริอายุ 89 ปี การจากไปของเธอถือเป็นการปิดตำนานนักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่ง ผู้สร้างอาณาจักร เชิดชัยกรุ๊ป จนกลายเป็นธุรกิจรถโดยสารและอุตสาหกรรมขนส่งมูลค่าหมื่นล้านบาท

    เจ๊เกียวเริ่มต้นชีวิตจากครอบครัวฐานะธรรมดาในจังหวัดนครราชสีมา แม้การศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่เธอไม่เคยย่อท้อ และตั้งปณิธานตั้งแต่เด็กว่า “จะต้องรวยกว่าแม่ให้ได้” ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันตลอดชีวิต

    จากการขายของตามสถานีรถไฟ และเปิดโรงเรียนสอนตัดเสื้อของตัวเอง เจ๊เกียวก้าวเข้าสู่วงการยานยนต์และขนส่งเมื่อแต่งงานกับนายวิชัย เชิดชัย ก่อนขยายธุรกิจสู่ เชิดชัยทัวร์ ซึ่งเติบโตจนมีรถโดยสารกว่า 200 คัน วิ่งครอบคลุมหลายเส้นทางทั่วประเทศ และโรงงานต่อรถโดยสารกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของไทย

    jae-kiao-sujinda-cherdchai-tour-died-thai-tour-bus-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ตลอดกว่า 65 ปีในธุรกิจ รถเชิดชัยทัวร์ขยายกิจการทั้งการขายรถยนต์ อะไหล่ และอสังหาริมทรัพย์ ‘เจ๊เกียว’ ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ประกอบการรถร่วม บขส. เป็นตัวแทนผู้ประกอบการเจรจากับภาครัฐ และผลักดันการปรับค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนเชื้อเพลิง

    อย่างไรก็ตาม วิกฤติ โควิด-19 และราคาน้ำมันดีเซลสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง รถโดยสารกว่า 70% ต้องจอดนิ่งที่อู่หลายปี และพฤติกรรมผู้โดยสารเปลี่ยนไป เจ๊เกียวจึงประกาศขายบริษัทเชิดชัยทัวร์ในปี 2565เพื่อปิดตำนานธุรกิจรถร่วมโดยสาร บขส. และโฟกัสธุรกิจอื่น ๆ ของครอบครัว

    เจ๊เกียวยังฝากมรดกแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งด้านธุรกิจและสังคม เธอทิ้งตำนานผู้หญิงนักธุรกิจที่แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำในวงการขนส่งไทยตลอดกาล

    ทั้งนี้ เมื่อช่วงสายของวันนี้ (28 กันยายน 2568) ครอบครัวเคลื่อนร่าง ‘เจ๊เกียว’ ซึ่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ กรุงเทพมหานคร กลับไปยังอู่เชิดชัยอุตสาหกรรม ถนนมิตรภาพ และจะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เวลา 17.00 น. ในวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 นี้

    jae-kiao-sujinda-cherdchai-tour-died-thai-tour-bus-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/jae-kiao-sujinda-cherdchai-tour-died-thai-tour-bus&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0De8UVYqACzPOzw6fwAsnk

  • ไทย-จีน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้า ดันขายข้าว GtoG : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 28 ก.ย.68

    ไทย-จีน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้า ดันขายข้าว GtoG : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 28 ก.ย.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ufo2x_0RhPk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U-cs1waXHbLOpINrmgu3H

  • นางเอกสวยอันดับหนึ่งของจีน ตำนานสามก๊ก ปัจจุบันเป็นแม่พระเอกดัง ลูกไม้หล่นใต้ต้น

    นางเอกสวยอันดับหนึ่งของจีน ตำนานสามก๊ก ปัจจุบันเป็นแม่พระเอกดัง ลูกไม้หล่นใต้ต้น

    อดีตนางเอกสาวงามอันดับหนึ่งของจีน ตำนานสามก๊ก หลายคนไม่รู้เป็นแม่แท้ๆ ของพระเอกดัง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

    ย้อนกลับไปยุค 80 ถ้าพูดถึงนักแสดงหญิงซูเปอร์สตาร์ของจีน ชื่อของ เฉินหง (陈红) ต้องติดอันดับแน่นอน ด้วยใบหน้าคลาสสิกแบบหญิงจีนโบราณ ผิวขาวใส ริมฝีปากได้รูป และดวงตาที่สงบมีเสน่ห์ ทำให้เธอได้รับฉายาว่า “เตียวเสี้ยนที่งดงามที่สุดบนจอภาพยนตร์” และยังถูกขนานนามว่า “สมบัติล้ำค่าของวงการหนังย้อนยุค”

    เฉินหง

    เฉินหง

    ปัจจุบัน เฉินหงผันตัวไปทำงานเบื้องหลังกับสามี เฉินข่ายเกอ ผู้กำกับชื่อดัง แต่ลูกชายคนเล็กของเธอ เฉินเฟยอวี่ (อาร์เธอร์ เฉิน) ก็เดินตามรอยคุณแม่เข้าวงการ แสดงร่วมกับคุณพ่อตั้งแต่เด็ก และตอนนี้กลายเป็นพระเอกดัง มีผลงานสร้างชื่อ เช่น ไฟแช็กกับชุดเจ้าหญิง Lighter and Princess (2022) และ วาสนาของปลาเค็ม When Destiny Brings the Demon (2025) เรียกว่าลูกไม้หล่นใต้ต้นจริง ๆ

    เฉิน เฟยอวี่

    เฉินหง และ เฉินเฟยอวี่

    เส้นทางในวงการบันเทิงของเฉินหง

    เฉินหง เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1968 ที่เมืองเฉียนซาน มณฑลเจียงซี ประเทศจีน พ่อแม่ของเธอเป็นผู้มีความรู้สูง ส่วนคุณปู่เคยเป็นผู้บัญชาการกองทัพมณฑลหูหนาน คุณย่าเป็นหัวหน้าฝ่ายการศึกษาในกองกำลังชายแดน เฉินหงได้รับการอบรมจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก และแสดงศักยภาพด้านศิลปะตั้งแต่ประถมศึกษา โดยเป็นแกนนำด้านวรรณกรรมและศิลปะของโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เธอเรียน ต่อมา ในปี 1986 เธอเข้าศึกษาที่คณะการแสดง มหาวิทยาลัยการละครเซี่ยงไฮ้ หลังสำเร็จการศึกษา เธอทำงานที่โรงละครศิลปะเยาวชนปักกิ่ง

    เฉินหง เริ่มต้นเส้นทางการแสดงในปี 1985 เฉินหงเริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก “这里有泉水” รับบทเป็นยู่ตัวละครหลัก จากนั้นปี 1986 เธอแสดงละครโทรทัศน์ “代号火树”

    ปี 1987–1989 : เฉินหงมีผลงานทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ เช่น

    • โปเยโปโลเย (聊斋) – แสดงเป็น เหลียนเฉิง

    • อาทิตย์ยังอัศดงครั้งแล้วครั้งเล่า (几度夕阳红) – แสดงเป็น หยางเสี่ยวถง

    • ความฝันในหอแดง (红楼梦) – แสดงเป็น จื่อจวน

    ปี 1991 : เฉินหงรับบท เตียวเสี้ยน หนึ่งในสี่สาวงามของจีน ในละครโทรทัศน์เรื่อง สามก๊ก (三国演义) ซึ่งเวอร์ชันนี้ได้รับความนิยมสูงมาก

    เตียวเสี้ยน สามก๊ก 1994

    ปี 1992–1998 : เฉินหงเริ่มมีชื่อเสียงในภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง และหลังแต่งงานกับเฉินข่ายเกอ เธอหยุดพักเพื่อมีครอบครัว โดยคลอดลูกชายคนแรกปี 1997

    ต่อมาในปี 1999–2009 เฉินหงกลับมารับงานแสดงอีกครั้ง โดยมีผลงานโดดเด่นคือ Palace of Desire (大明宫词) หรือ ตำหนักต้าหมิง เธอรับบท “องค์หญิงไท่ผิง” ซึ่งมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งออกอากาศในปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่เธอคลอดลูกชายคนเล็ก เฉิน เฟยอวี่

    ตำหนักต้าหมิง (2000)

    จากนั้น 2010 เป็นต้นไป เฉินหงผันตัวเป็นผู้ผลิต (Producer) ทำงานเบื้องหลังเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ เช่น The Orphan of Zhao (赵氏孤儿) ตำนานอสูรล่าวิญญาณ (妖猫传) ยุทธการยึดสมรภูมิเดือด (长津湖) The Battle at Lake Changjin II (长津湖之水门桥)

    ชีวิตส่วนตัว

    เฉินหงพบรักกับผู้กำกับชื่อดัง เฉินข่ายเกอ (陈凯歌) ในกองถ่ายภาพยนตร์ปี 1992 และเริ่มคบกันในปี 1994 ก่อนแต่งงานที่สหรัฐอเมริกาในปี 1996 ครอบครัวมีลูกชายสองคน

    เฉินหงได้รับการยกย่องว่าเป็น “สาวงามอันดับหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่” (大陆第一美人) ด้วยความงามคลาสสิกแบบจีนโบราณ และฝีมือการแสดงที่หลากหลาย ทำให้เธอเป็นที่จดจำทั้งในฐานะนักแสดงและผู้ผลิตภาพยนตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9848094/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17tx8VpvNloB_sdfK1T_Ku

  • “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    28 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

    ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ 

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 2,000 ชุด และตรวจเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ได้แก่ คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตัดผม พร้อมชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และมหกรรมผลงานเทคนิค

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    “รมว.นฤมล”นำ ศธ.ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ตรวจ รร.ถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

    โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตรว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงรายงานผลกระทบที่เกิดจากพายุหลายระลอก และเตรียมการรับมือกับพายุที่จะเข้ามาอีกในระยะต่อไป สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้มอบหมายผู้บริหารในพื้นที่เร่งดูแล ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงการประสานงบประมาณเยียวยา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ จะสามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำลังเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ได้นำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน “Fix It Center”เข้ามาช่วยซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน จากนี้ ตนจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งงบประมาณและเครื่องมือ เพราะเรามีบุคลากรพร้อมแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ให้ อาชีวศึกษา เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชาติ โดยเราจะร่วมมือกับภาคเอกชน และต่างประเทศ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเรื่องนี้รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967376&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06cwGauV4YPkY4fleRo_VP

  • ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้อง ‘สืบพงศ์’ อดีตอธิการ ม.รามฯ ขอกลับเข้ารับราชการ

    รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ในคดีหมายเลขดำที่ บ. 311/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ บ. 363/2568 ของ นายสืบพงศ์ หรือ สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ผู้ฟ้องคดี ไว้พิจารณา และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

    นายสืบพงศ์ฯ ผู้ฟ้องคดี เคยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ในตำแหน่งอาจารย์ สังกัดภาควิชาการศึกษาต่อเนื่องและอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ภายใต้สังกัดมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) โดยได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568

    โดยฟ้องร้อง มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 1), อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 2), และสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ที่ 3)

    ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากมติและคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยของตน คำฟ้องร้องมีเนื้อหาหลักให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติและคำสั่งดังต่อไปนี้:

    1. มติของคณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ก.บ.ม.) ในการประชุมครั้งที่ 37/2567 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 วาระที่ 6.1 ที่เพิกถอนคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    2. คำสั่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 4663/2567 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่เพิกถอนคำสั่งจ้างผู้ฟ้องคดี

    3. มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สภามหาวิทยาลัย) ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 วาระที่ 6.4 ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี
    ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีได้ กลับเข้ารับราชการและคืนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ 

    เนื่องจากคดีนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ( 4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542

    ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วพบว่า ข้อเท็จจริงได้ปรากฏตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีอื่น ๆ (คดีหมายเลขดำที่ บ. 152/2566, บ. 362/2565, 2409/2566 หมายเลขแดงที่ บ. 127/2568, บ. 128/2568, 696/2568) ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ได้มีหนังสือ ที่ อว 0601/2851 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 บอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว การบอกเลิกสัญญาจ้างดังกล่าวมีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง

    สาเหตุของการบอกเลิกสัญญาจ้างครั้งก่อนหน้านี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีได้ ใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกที่ไม่ได้รับการรับรอง จากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อ.ว.) มาสมัครเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
    ดังนั้น ศาลเห็นว่า การที่ ก.บ.ม. มีมติและอธิการบดี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจ้าง รวมถึงมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ยกอุทธรณ์ เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อให้มีผลลบล้างการจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

    แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว เนื่องจากถูกบอกเลิกสัญญาจ้างตามหนังสือ ที่ อว 0601/2851 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

    ศาลจึงสรุปว่า การดำเนินการที่ถูกโต้แย้งในคดีนี้ มิได้เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาจ้างที่สิ้นสุดไปแล้ว อันจะทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาล ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542
    สิทธิในการอุทธรณ์

    ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/640028&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrzhyIAb1zY6ysRsQH4id

  • กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    กีดกันการค้าระลอกใหม่!”ทรัมป์”ขึ้นภาษีนำเข้ายา 100% ชี้ส่งออกไทย Q4/68 น่าเป็นห่วง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ  แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัดเนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นนัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป

    ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือบริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี

    การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ นอกจากนี้ การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย

    สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิตแทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ

    นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนักโดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40%ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่ามีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป

    แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้

    รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้”ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และมีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532763&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZAJe39vlPln2ecp8Nb16D