Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    เศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างก็ฟื้น

    29 ก.ย. 2568 04:40 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2885629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c0Y9T3JRxLg63nkZhsR3Q

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 29 กันยายน 2568

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 29 กันยายน 2568

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาและอนุปริญญาในวันนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีด้วย เพราะการที่จะบรรลุถึงผลขั้นสุดท้ายของการศึกษา เช่นที่ได้ปฏิบัติมานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และน่าสรรเสริญ แต่ขอให้นึกอยู่เสมอว่า เมื่อท่านสำเร็จการศึกษาออกไปแล้ว ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่เอาใจใส่เฝ้าดูการกระทำของท่านอยู่ต่อไป ใครทำดีก็ได้รับคำชมเชยและสรรเสริญ ใครทำไม่ดี เขาก็จะพากันติ และพลอยติชมถึงสถานศึกษาของท่านด้วย ชื่อมหาวิทยาลัยของท่านคือ “จุฬาลงกรณ์” จะติดตัวท่านไปด้วยเสมอไม่ว่าจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่ว ฉะนั้น ทุกๆ ครั้งที่ท่านจะกระทำการสิ่งใดลงไปจงคิดแล้วคิดอีก ทบทวนดูทั้งทางได้ทางเสียให้แน่ชัดเสียก่อน “จุฬาลงกรณ์” หาได้เป็นแต่เพียงชื่อของมหาวิทยาลัยนี้เท่านั้นไม่ ยังเป็นนามของผู้พระราชทานกำเนิดของสถานที่แห่งนี้ด้วย ฉะนั้น จึงเป็นการจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนไปจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยนี้…(ความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 21 พฤษภาคม 2493)

    …nn หนังสือพิมพ์แนวหน้า และธรรมกร ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตทุกคนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงผู้รับอนุปริญญา ผู้รับพระราชทานเหรียญรางวัลจากหลักสูตรปริญญาบัณฑิต และผู้รับพระราชทานเงินรางวัลและทุนการศึกษา “เงินทุนภูมิพล” ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรและรางวัลต่างๆ จากพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 29, 30 กันยายน และ 1 ตุลาคม 2568 และขอให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนจงจดจำไว้ว่า เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน

    …nn วันที่ 29 กันยายนนี้ เป็นวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ล่าสุด ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภา แต่คอการเมืองคาดการณ์ว่าการแถลงนโยบายครั้งนี้อาจจะมีความเข้มข้นมากจนเกือบจะไม่ต่างไปจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะต้องถูก สส.พรรคเพื่อไทย พรรคฝ่ายค้านที่เต็มไปด้วยแรงแค้นซักถามเชิงซักฟอกคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือดอย่างแน่นอน คาดการณ์กันว่าอนุทินจะถูกซักถามเชิงซักฟอกอย่างเข้มข้นและที่ไม่พลาดอีกราย คือ ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    …nn แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า สุชาติ ชมกลิ่น เคยมีวาทะดุเด็ดเผ็ดมันตอบโต้กลางสภาฯ เมื่อครั้งที่ถูกสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายเปิดโปงเรื่องรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องส่งแรงงานไทยไปเป็นสินค้ามนุษย์ในประเทศยุโรป เมื่อสส. พรรคประชาชนพูดเช่นนั้นสุชาติก็ถึงกับแสดงอาการโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟ พร้อมลุกขึ้นชี้หน้าแล้วกล่าวประมาณด่าว่า เฮ้ย! อยู่ไหน ไอ้คนที่พูดเมื่อกี้น่ะ คิดให้เป็น อย่าโง่ ไม่เคยเจอ สส. เลวเท่าคุณพร้อมกับมีคำว่า ไอ้ห่…. หลุดออกมาจากปากของสุชาติด้วย เพราะฉะนั้น หาก สส.พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนจะอภิปรายเชิงกล่าวหาว่าร้ายสุชาติแล้วละก็ ต้องคิดให้หนักด้วย มิฉะนั้น อาจจะเจอผรุสวาจากลางสภา

    …nn แต่ที่แน่ๆ คือ สส. พรรคเพื่อไทยจะต้องใช้โอกาสวันแถลงนโยบายโดยรัฐบาลชุดใหม่ขุดคุ้นลุยทะลวงเรื่องที่ดินเขากระโดง จำนวน 5,083 ไร่ ซึ่งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแล้วว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนกรมที่ดินได้ประกาศเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินดังกล่าวไปแล้ว โปรดอย่าลืมว่าที่ดินจำนวนกว่า 5 พันไร่นั้น บางผืนเป็นของประชาชนกว่าพันราย เพราะประชาชนผู้ครอบครองได้โฉนดที่ดินไปแล้ว แต่บางแปลงก็กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของคนนามสกุล ชิดชอบ ดังทราบกันว่าสนามช้างอารีน่าและสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์คาสเซิ่ล ซึ่งสร้างเป็นcommunity mall และปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง รวมถึงโรงโม่หินของตระกูลชิดชอบก็อยู่บนที่ดินผืนที่มีปัญหา

    …nn แต่หากจะว่ากันตามจริง ก็นับว่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ตรงที่สาธารณชนยังไม่เคยเห็น การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินเขากระโดงของการรถไฟฯ จึงทำให้เกิดคำถามว่าทำไมการรถไฟฯ ไม่ฟ้องร้องให้เป็นกิจจะลักษณะ ทำไมจึงดูเสมือนนิ่งๆ เฉยๆ ราวกับว่าไม่สนใจเรียกร้องที่ดินคืนกลับไปเป็นของการรถไฟฯ

    …nn กัมพูชาภายใต้การนำของฮุนเซน โดยมีนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด คือ ฮุน มาเนต ยังคงแสดงความก้าวร้าวและจงใจรุกรานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา ทหารกัมพูชาจงใจยิงปืนและขว้างระเบิดใส่ทหารไทยที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี เมื่อทหารกัมพูชาจงใจโจมตีไทยเช่นนี้ก็ทำให้ทหารไทยจำเป็นต้องตอบโต้กลับให้ทัดเทียมกัน ซึ่งการกระทำของทหารกัมพูชาเช่นนี้ถูกวิเคราะห์ว่าน่าจะเกิดจากคำสั่งของฮุนเซน เพราะต้องการยั่วยุฝ่ายไทยให้หมดความอดทน เมื่อหมดความอดทนแล้วก็จะเปิดฉากยิงใส่กัน แล้วอาจจะนำไปสู่การเกิดสงคราม เมื่อเกิดสงครามแล้ว กัมพูชาก็จะสร้างเรื่องบิดเบือนกับนานาชาติว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตีรุกรานกัมพูชาก่อน

    …nn ต้องยอมรับว่าฮุนเซน และ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชามีเล่ห์เหลี่ยมจัดมาก เพราะโจมตีไทยก่อน แต่สามารถโกหกให้นานาชาติเข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดเกมโจมตีกัมพูชาก่อน แล้วที่น่าจับตามองคือกัมพูชายังสร้างเรื่องฟ้องร้องต่อประชาคมโลกตลอดเวลาว่าไทยเป็นผู้บุกรุกกัมพูชา ทั้งๆ ที่กัมพูชาเป็นผู้ก่อเหตุบุกรุกไทยก่อน แต่ฝ่ายไทยไม่ทันเกม ไม่ทันเล่ห์ของกัมพูชา เพราะว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทย รวมถึงรัฐบาลไทยไม่มีปัญญากระชากหน้ากากของฝ่ายกัมพูชา แถมฝ่ายไทยยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเดินเกมการทูตล่าช้าและอ่อนด้อยกว่าฝ่ายกัมพูชาเสมอมา

    …nn เพราะความอ่อนด้อยทางการทูตของไทยจึงทำให้ภาพพจน์และภาพลักษณ์ของไทยเสียหายอย่างหนักในสายตาของประชาคมนานาชาติที่หลงเชื่อคารมของฮุนเซน และฮุน มาเนต จนมีคำถามว่าเมื่อฝ่ายไทยเปลี่ยนรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่คืออนุทิน ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนแพทองธาร ชินวัตร แล้วการดำเนินวิเทโศบายของไทยจะดีกว่าเดิมหรือไม่ หรือพูดให้ชัดคือเมื่อเปลี่ยนตัว รมว.กระทรวงการต่างประเทศจากมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ไปเป็นสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แล้วการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยจะเท่าทันเล่ห์กลของกัมพูชาหรือไม่ ขอย้ำว่าในยุคที่มาริษเป็น รมว.การต่างประเทศนั้น ไทยเดินเกมการทูตล้าหลังกัมพูชาตลอดเวลา แถมยังไม่เคยดำเนินนโยบายการทูตแบบ proactive เลยแม้แต่น้อย แต่ที่น่าสมเพชยิ่งกว่าคือดันเดินนโยบายต่างประเทศแบบเดี้ยงๆ ด้อยๆ เป็นรองกัมพูชาเรื่อยมา

    …nn คำขู่จากพรรคประชาชนที่บอกว่าหากพรรคภูมิใจไทยบิดพลิ้วไม่รักษาสัญญาเรื่องยุบสภาหลังจากรัฐบาลอนุทินบริหารประเทศครบ 4 เดือนแล้ว พรรคประชาชนจะเล่นงานพรรคภูมิใจไทยขั้นเด็ดขาด โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คอการเมืองบอกว่าคำขู่ของพรรคประชาชนไม่น่ากลัวเลย หากพรรคภูมิใจไทยมีสส. ไหลเข้าไปเป็นพวกจนทำให้มีเสียงสนับสนุนเกิน 140 เสียง แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวคำขู่จากพรรคประชาชนอีกต่อไป ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่คอการเมืองติดตามคือ พรรคภูมิใจไทยจะมีกลเม็ดอะไรในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมานั้นพรรคภูมิใจไทยประกาศว่าไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังก็จำต้องเปลี่ยนท่าที เพราะ ภูมิใจไทย จับมือกับ พรรคประชาชน โดยพรรคประชาชน หนุนให้ อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้คอการเมืองไทยแซวพรรคประชาชนว่าเป็นพรรคฝ่ายหนุนของภูมิใจไทย

    …nn ปิดท้ายด้วยเรื่องแพทองธาร ชินวัตร ลูกทักษิณ ออกมาให้ข่าวว่านักโทษชายทักษิณ จะออกไปเป็นหัวหน้าคนคุกผู้ควบคุมคนคุกลอกท่อในเขต กทม. ถามว่าแพทองธารเอาข่าวนี้มาจากไหน เต้าข่าวขึ้นมาเอง หรือมีใครสั่งให้แพทองธารพูด หรือว่าแพทองธารต้องการเล่นบทเด็กเลี้ยงแกะ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คำพูดของแพทองธารสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าทักษิณกำลังหาทางออกจากคุกก่อนครบกำหนดจำขังเป็นเวลา 1 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ปัญหาคือจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์คนไหนกล้าช่วยเหลือให้ทักษิณออกจากคุกก่อนครบกำหนดจำขังหรือ  แต่ก็ไม่แน่นะ เพราะอาจจะมีคนราชทัณฑ์บางคนเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หรือไม่ก็อาจจะถูกเงินก้อนโตของทักษิณหล่นทับเท้าจนเท้าบวมเปล่ง ทำให้ขยับเท้าไม่ได้…nn

    ธรรมกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64106&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FUWnnTleYxl1raC8VWlil

  • “น้องกอดอุ่น” มาสคอตใหม่เชียงราย สื่อสาร Soft Power “โอบกอด” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “น้องกอดอุ่น” มาสคอตใหม่เชียงราย สื่อสาร Soft Power “โอบกอด” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เชียงรายเปิดตัว “น้องกอดอุ่น” ทูตการท่องเที่ยวใหม่ คราฟต์แบรนด์เมืองด้วยอารมณ์ “โอบกอด” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฐานราก

    เชียงราย,28 กันยายน 2568 – เวลา 15.30 น. บรรยากาศลาน Grand Hall ชั้น G ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงราย คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อ นายรุจติศักดิ์ รังสี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Gord-Aun Meet & Greet พบปะน้องกอดอุ่น” เปิดตัว น้องกอดอุ่น (Gord-Aun)” มาสคอตทูตการท่องเที่ยวตัวแทน “ภูเขาและเมฆหมอกที่โอบล้อมเชียงราย” เชื้อเชิญนักเดินทาง “มากอดเชียงราย” ผ่านพลัง Soft Power ที่สื่อสารด้วยอ้อมกอดและความอบอุ่นของผู้คนเมืองเหนือ

    พิธีเปิดได้รับเกียรติจากผู้แทนภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ นายกสมาคมสัมพันธ์นักท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย นายวิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ดร.เอกภพ ช่างแก้ว รองประธานฯ และ นายโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย สะท้อน “ฉันทามติ” ของทุกภาคส่วนในการยกระดับแบรนด์จังหวัดอย่างเป็นระบบ

    จุดเปลี่ยนจาก “ขายสถานที่” สู่ “ขายความรู้สึก” ด้วยทูตการท่องเที่ยว

    สารหลักของ “น้องกอดอุ่น” คือการชวนผู้มาเยือน “รับอ้อมกอดจากธรรมชาติ”  ภาพจำของเชียงรายในฐานะ ดินแดนขุนเขาและสายหมอก ถูกถ่ายทอดเป็นบุคลิกของมาสคอตที่เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงความทรงจำระหว่างการเดินทางกับความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย การวางตำแหน่งในลักษณะนี้ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์จาก Place-centric สู่ Emotion-centric เปลี่ยนการสื่อสารจาก “มาเที่ยวที่ไหน” เป็น “มาเที่ยวแล้วรู้สึกอย่างไร” เพื่อให้แบรนด์เชียงราย “อยู่ในใจ” ยาวนานกว่าอยู่ในภาพถ่าย

    ด้านนโยบายการสื่อสารสาธารณะ กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อนำสื่อสร้างสรรค์มาขับเคลื่อนเป้าหมายสาธารณะในระดับพื้นที่ ทั้งการสร้างการรับรู้แบรนด์จังหวัด การกระจายกิจกรรมลงชุมชน และการเสริมรายได้แก่ประชาชนสอดรับพันธกิจของกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อ “รณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” อย่างเป็นระบบ

    นางนงเยาว์ เนตรประสิทธิ์ ในนามฝ่ายจัดกิจกรรมอธิบาย “โจทย์” ของงานชัดเจนว่า ต้องการ เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว ให้เชียงรายผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงบูรณาการ พร้อมกระจายผลประโยชน์ลงสู่ฐานราก จุดยืนนี้ได้รับการเสริมแรงด้วยแนวคิดการตลาดเชิงประสบการณ์ (experiential marketing) ที่วางไลน์-อัปกิจกรรมให้ผู้ร่วมงาน “ได้ลงมือ” และ “ได้ของกลับบ้าน” จาก Workshop ของ Gord-Aun Art Studio ไปจนถึง ของที่ระลึก “ตุ๊กตาน้องกอดอุ่น” ซึ่งต่อยอดให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์รายย่อยควบคู่กัน

    เวทีที่ออกแบบมาเพื่อเศรษฐกิจชุมชน กาแฟเชียงรายเป็นพระเอก

    หนึ่งในภาพจำที่ชัดเจนของงานวันนี้ คือ โซนกาแฟเชียงราย ที่รวบรวมเครือข่าย Chiangrai Coffee Lovers (CCL) มากกว่า 40 ร้าน ล้อมวงเล่าเรื่องเส้นทางเมล็ดกาแฟจากผู้ปลูกสู่ถ้วย พร้อมเมนูซิกเนเจอร์เฉพาะกิจ ซึ่งไม่เพียงสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น แต่ยังสร้าง “ประสบการณ์รสชาติ” ให้แบรนด์จังหวัดทิ้งรสชาติติดปากผู้มาเยือนในเชิงสัญลักษณ์กาแฟดี = การต้อนรับดี = อ้อมกอดที่จริงใจของเชียงราย เครือข่าย CCL เองมีฐานกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่และสื่อสังคม ทำให้การระดมพลังครั้งนี้มีแรงส่งไปไกลกว่างานวันเดียว

    วงดนตรีและการแสดงร่วมสมัยสลับกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เติมความสนุกและความหมายให้พื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน มินิคอนเสิร์ตจาก “ทิกเกอร์ อชิระ” ทำหน้าที่เป็น “แม่เหล็ก” ช่วยเพิ่มทราฟฟิกคนเมืองและนักท่องเที่ยวเข้าโซนกิจกรรมผลักให้ยอดขายรายย่อยของผู้ประกอบการในงาน “ขยับขึ้น” ควบคู่การรับรู้แบรนด์

    พลังเครือข่าย รัฐ เอกชน สื่อคนละมือ แต่เป้าหมายเดียวกัน

    การเปิดตัว “น้องกอดอุ่น” มี “สมการสามเหลี่ยม” ที่เดินไปด้วยกันอย่างลงตัว
    มุมแรก คือ รัฐและท้องถิ่น นำโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่ “รับรองนโยบาย” และเป็น “เจ้าภาพความน่าเชื่อถือ” ให้แบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ
    มุมที่สอง คือ เครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย และ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ที่ทำงานระยะยาวกับผู้ให้บริการท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ซึ่งมีทุนทางสังคมและช่องทางตลาดของตนเอง
    มุมสุดท้าย คือ สื่อและครีเอเตอร์ท้องถิ่น ตั้งแต่นักข่าว ช่างภาพ เพจเมือง ไปจนถึงสตูดิโอศิลปะที่ช่วยตัดต่อ เติมคอนเทนต์ให้ “น้องกอดอุ่น” กลายเป็นเรื่องเล่าที่ผู้คนอยากแชร์

    นายรุจติศักดิ์ รังสี ระบุในเวทีกล่าวเปิดว่า นี่ไม่ใช่แค่งานเปิดตัวมาสคอต แต่เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่จะยึดโยงกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงชุมชนเข้ากับแบรนด์จังหวัดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีซึ่งเชียงรายมีจุดแข็งด้านภูมิอากาศและภูมิประเทศ

    กอด” ให้เป็นระบบ จากกิจกรรมวันเดียว สู่กรอบทำงานตลอดปี

    เพื่อไม่ให้พลังของเวทีนี้จบลงที่ภาพถ่าย กรอบทำงานหลังงานเปิดตัวจึงสำคัญไม่แพ้กัน ทีมภาคีร่วมงานได้สรุป “แนวทางต่อยอด” เบื้องต้นไว้ 4 แกน ได้แก่

    1. ปฏิทินกิจกรรมรายไตรมาส จับมือกับศูนย์การค้า/แลนด์มาร์กหลัก ผลัก “Gord-Aun Pop-up” แทรกในเทศกาลเมือง เช่น สวนดอกไม้ บูชาพญานาค ปั่นชมชุมชน สร้างการพบปะมาสคอตอย่างสม่ำเสมอ
    2. Loyalty & Collectibles ขยายไลน์ของที่ระลึก “น้องกอดอุ่น” ร่วมกับแบรนด์ท้องถิ่น ตั้งกติกาสะสมตราปั๊ม/สติ๊กเกอร์จากร้านภาคี เพื่อแลกของพิเศษ กระตุ้น repeat visit
    3. Gord-Aun for Good ให้มาสคอตเป็น “ทูตงานสังคม” เช่น แคมเปญ ท่องเที่ยวปลอดภัย–สื่อปลอดภัย รณรงค์การท่องเที่ยวเคารพชุมชนและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องพันธกิจของกองทุนสื่อ
    4. Route การท่องเที่ยวรสกาแฟ พัฒนาเส้นทาง “Chiang Rai Coffee Journey by CCL” แบบทำจริงจัง ร้อยจุดชิม–ชมโรงคั่ว–พบชุมชนปลูกกาแฟ สร้างแพ็กเกจร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว

    ทำไม “เซ็นทรัล เชียงราย” คือเวทีที่ใช่

    การเลือก เซ็นทรัล เชียงราย เป็นสถานที่เปิดตัว ไม่ได้สะท้อนแค่ความสะดวกด้านโลจิสติกส์และระบบเสียง-แสง แต่คือการตั้ง “จุดรับรู้” กลางเมืองให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวพบมาสคอตได้จริง ศูนย์การค้าดังกล่าวมีพื้นที่ค้าปลีกขนาดใหญ่และที่จอดรถรองรับการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งเหมาะกับการพัฒนา “มุมถ่ายรูปถาวร” ของน้องกอดอุ่น ตลอดจนการหมุนเวียนกิจกรรมสร้างสรรค์รายเดือน

    เล่าเชียงรายให้ “นุ่ม-แน่น” ผ่านตัวเลขที่ชวนคิด

    แม้ข่าววันนี้จะเป็น “ก้าวแรก” ของน้องกอดอุ่น แต่ “โจทย์ใหญ่” ที่จังหวัดต้องการตอบคือ ทำอย่างไรให้แบรนด์จังหวัดไปไกลกว่าวิวสวย กาแฟเชียงรายเป็นตัวอย่างของ “สินค้าเชิงคุณค่า” ที่เพิ่มอำนาจต่อรองราคาให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย หากมาสคอตสามารถเชื่อม เส้นเรื่องกาแฟ–งานศิลป์–ชุมชน เข้าด้วยกันได้อย่างสม่ำเสมอ ผลที่ได้จะกว้างกว่า “ความน่ารัก” และเข้าใกล้คำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จับต้องได้

    ในทางกลับกัน การรักษามาตรฐาน “ประสบการณ์ผู้มาเยือน” คือจุดคานงัดของแบรนด์ หากผู้มาเยือนได้เจอทั้ง การต้อนรับที่จริงใจ ร้านกาแฟดี ระบบขนส่งท้องถิ่นที่เป็นมิตร และปฏิทินกิจกรรมที่ไม่สะดุด พวกเขาจะแชร์ “อ้อมกอดเชียงราย” ต่อไปโดยสมัครใจนั่นคือ สื่อ Earned Media ต้นทุนต่ำแต่ทรงพลังที่สุด

    เสียงจากภาคี คำมั่นสัญญาสู่ฤดูท่องเที่ยว

    • เครือข่าย CCL ยืนยันเดินหน้าจัด กิจกรรมกาแฟรายไตรมาส เชื่อมโยงแหล่งปลูกกับเมือง เพื่อเล่าเรื่องชุมชนและต้นทางเมล็ดเครื่องมือสำคัญในการสร้างคุณค่าให้ “แก้วกาแฟเชียงราย” ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มแต่คือเรื่องเล่ากับผู้คนจริง ๆ
    • ภาคเอกชนท่องเที่ยว ผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด เชื่อมผู้ประกอบการที่พัก–ทัวร์–ร้านอาหาร เป็น “พันธมิตรแบรนด์” เพื่อจัด แพ็กเกจ “กอดเชียงราย” เจาะครอบครัว คู่รัก และกลุ่มทำงานไฮบริดที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศซึ่งเป็นแม่เหล็กช่วงไฮซีซันปลายปี
    • หน่วยงานรัฐและกองทุนสื่อ จะคงบทบาทกำกับทิศทางการสื่อสารสาธารณะและความปลอดภัยของสื่อในกิจกรรมต่อเนื่อง ให้ทุกชิ้นงาน “สร้างสรรค์-รับผิดชอบ-เข้าถึงได้” เพื่อให้แบรนด์จังหวัดเติบโตคู่ความไว้วางใจ

    ทำอย่างไรให้น้องกอดอุ่น “อยู่ยาว” ไม่ใช่กระแส

    บทเรียนจากหลายจังหวัดชี้ว่า มาสคอตจะ “อยู่ยาว” ได้ต้องประกอบด้วย 3 เงื่อนไข
    หนึ่ง มี เจ้าภาพชัดเจน ทั้งเชิงทรัพย์สินทางปัญญาและกำกับใช้แบรนด์
    สอง มี โรดแมปกิจกรรม ที่ต่อยอดได้จริงพิพิธภัณฑ์ชุมชนขนาดย่อม จุดถ่ายรูปถาวร เส้นทางวิ่ง–ปั่น–เดิน ที่หยิบมาสคอตไปวางเรื่องเล่า
    สาม มี ตัวชี้วัด ที่มากกว่า “ยอดไลก์” เช่น รายได้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วม กิจกรรมชุมชนที่เกิดใหม่ หรือจำนวน “แพ็กเกจท่องเที่ยว” ภายใต้แบรนด์

    เชียงรายมี “ทุน” สำหรับทั้งสามข้อแล้วตั้งแต่ เครือข่ายผู้ประกอบการ ที่ขยับงานจริง ศูนย์การค้าหลัก ที่พร้อมเป็นเวที คอมมูนิตี้กาแฟ ที่มีพลัง และ เครื่องมือสื่อสาธารณะ จากกองทุนสื่อหากทุกมือยังประสานกันต่อเนื่อง “กอดเชียงราย” จะไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็น ประสบการณ์ร่วม ที่วัดผลได้

    ฉากสุดท้ายของวันนี้และฉากเปิดของฤดูกาลใหม่

    เมื่อเพลงสุดท้ายของมินิคอนเสิร์ตจบ สปอตไลต์ที่ลาน Grand Hall ค่อย ๆ ดับลง แต่แสงแฟลชจากโทรศัพท์ของครอบครัวหนึ่งยังไม่หยุด พวกเขาถ่ายภาพกับ “น้องกอดอุ่น” ก่อนที่ลูกชายตัวเล็กจะยื่นมือออกไป “กอด” มาสคอตอีกครั้ง ภาพง่าย ๆ นี้อธิบายสารของทั้งงานได้ครบ เชียงรายอยากให้คุณมากอด และพร้อมกอดตอบ ตั้งแต่ผู้คน สภาพแวดล้อม ไปจนถึงเศรษฐกิจชุมชน

    ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง หากจังหวัดและภาคีผลักปฏิทินกิจกรรมต่อจากวันนี้ให้ออกสตาร์ทได้ทัน น้องกอดอุ่น จะกลายเป็นหน้าแรกของฤดูกาลท่องเที่ยวเชียงรายปีนี้ ไม่ใช่แค่ “ไอคอน” บนโปสเตอร์ แต่เป็น ตัวละครเอก ในเรื่องเล่าที่ทุกคนมีส่วนร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-launches-gord-aun-tourism-ambassador/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DeCEYpO9CN4NvEtWoUFU3

  • กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา คาดไทยต้องซื้อยาแพง

    กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา คาดไทยต้องซื้อยาแพง

    กำแพงภาษีทรัมป์ ระลอกใหม่ บีบผู้ผลิตยา กดดันตั้งโรงงานในสหรัฐ ขึ้นภาษียา นักเศรษฐศาสตร์ มองกระทบหนักระบบการผลิตยาทั่วโลก คาดไทยต้องซื้อยาแพง 

     กีดกันการค้าระลอกใหม่ มุ่งเป้ารายอุตสาหกรรม ภาษี 100% ผสานมาตรการเลือกปฏิบัติเขย่าห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยาโลก ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เตือนกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมกระทบหนัก ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 อัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% ต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกในภาคส่งออก และ เร่งลงทุนสร้างงาน

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT)  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กรุงเทพฯ 15.00 น. วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก

     รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณลงทุนสูงมากในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงมีการใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการลงทุนผ่านสิทธิบัตรยาหรือยาต้นแบบ แต่ยาและเวชภัณฑ์เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อทุกคน จึงมีข้อยกเว้นในการบังคับใช้สิทธิบัตรยาหรือบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในบางกรณี 

    การประกาศขึ้นอัตราภาษีของรัฐบาลทรัมป์ 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร และให้มีผลทันทีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ย่อมมีผลสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานธุรกิจอุตสาหกรรมยาโลก แม้นการเพิ่มภาษีนำเข้ายาจะกระทบต่อภาคส่งออกยาและผลิตภัณฑ์ในไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากไทยมีมูลค่าส่งออกยาและเครื่องมือทางการแพทย์ไปสหรัฐอเมริกาน้อยมาก แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น ต้นทุนทางด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้น นัยสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบสาธารณสุข แรงกดดันที่มีต่ออุตสาหกรรมยาในประเทศเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาติดตามต่อไป ไทยต้องเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยทางด้านยาและเวชภัณฑ์เพื่อพึ่งพาตัวเองมากขึ้น 

    อัตราภาษีนำเข้า 100% สำหรับยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยาชั้นนำในยุโรปและญี่ปุ่น

    นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังออกมาตรการเลือกปฏิบัติ คือ บริษัทยาที่มีการลงทุนเพื่อผลิตในสหรัฐฯหรือกำลังสร้างโรงงานผลิตในสหรัฐฯจะได้รับการยกเว้นภาษี การตั้งกำแพงภาษีเพื่อกดดันให้มีการย้ายโรงงานมาผลิตในสหรัฐฯอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะเครือข่ายและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทยาข้ามชาติกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ 

     การกีดกันทางการค้านี้จะทำให้ราคายาและค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการนำเข้ายาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์ 

    การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าอาจทำให้ บริษัทยายักษ์ใหญ่ใช้งบประมาณไปกับการย้ายฐานโรงงานการผลิตและรับมือผลกระทบต่อภาษีที่มีต่อห่วงโซ่เครือข่ายการผลิต แทนที่จะเอางบประมาณเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมยาเพื่อสุขภาพของมนุษยชาติ 

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่าจะมีการขยายขอบเขตนโยบายกีดกันการค้ามายังสินค้ารายอุตสาหกรรมมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยในระยะต่อไปเพิ่มขึ้นอีก จากก่อนหน้านี้ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง เช่น เหล็ก อลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ล่าสุด ขยายมายัง ยาที่มีตราสินค้าหรือสิทธิบัตร (เก็บภาษีนำเข้า 100%) รถบรรทุกขนาดใหญ่ (เก็บภาษีนำเข้า 25%) เฟอร์นิเจอร์ตู้ครัวและอ่างล้างหน้า (เก็บภาษีนำเข้า 50%) เป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และ เตรียมรับมือผลกระทบให้ดี เนื่องจากกิจการส่งออกไทยบางอุตสาหกรรมอาจกระทบหนัก

    โดยเฉพาะสินค้าที่อาศัยตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลัก คาดว่า การเก็บภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมของรัฐบาลทรัมป์อาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปหากศาลสหรัฐยกเลิกคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆก่อนหน้านี้  

    อุตสาหกรรมส่งออกไทยมีสัดส่วนการใช้ Import Content สูงประมาณ 40% ของมูลค่าส่งออกในจำนวนนี้มีสินค้าที่ใช้ Local Content ต่ำและอาจเข้าข่ายสินค้าส่งออกที่อาจเจอกับภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) ในอัตรา 40% ซึ่งเรื่องนี้ต้องเจรจาทางการค้ากับทางสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมและควรรีบดำเนินการให้ได้ข้อสรุปในรัฐบาลชุดนี้ ไม่สามารถรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ไทยอาจเจอภาษีเฉพาะเจาะจงพิเศษภายใต้มาตรา 232 เป็นการเก็บอัตราภาษีไม่ตายตัว เช่น เก็บภาษีเหล็ก 50% ตามมูลค่าเนื้อเหล็กที่สินค้านั้นๆใช้ในการผลิต อาจเจออัตราภาษี 25% ไม่ใช่ 19% เป็นต้น 

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า มีความเสี่ยงที่ภาคส่งออกไตรมาสสี่จะหดตัวลงจากนโยบายเพิ่มภาษีนำเข้ารายอุตสาหกรรมและการชะลอตัวลงของมูลค่าการค้าโลก

     โดยสัญญาณของการชะลอตัวนี้เริ่มปรากฎตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมชะลอตัวลงเหลือ 5.8% จาก 11% เดือนก่อนหน้า การส่งออกที่ขยายตัว 5.8% ในเดือนสิงหาคม เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการส่งออกทองคำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ เป็นลักษณะธุรกรรมการค้า นำเข้ามา แล้วขายออกไป แม้นอัตราการว่างงานทั้งระบบยังอยู่ในระดับต่ำแต่ตัวเลขผู้รับสิทธิประโยชน์การว่างงานในระบบประกันสังคมยังเพิ่มขึ้น

    การปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีมาใช้ อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม การชะลอตัวของภาคส่งออก ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว นำไปสู่การลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้างและเลิกจ้างเพิ่มขึ้นได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการชะลอการเลิกจ้างเชิงรุกและเร่งลงทุนโครงการต่างๆที่ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจะได้ผลในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน เศรษฐกิจไทยเผชิญ “หลุมรายได้” ที่หายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโควิดประมาณ 6 ล้านล้านบาท 

    ฉะนั้นต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อเติมเต็มหลุมรายได้ที่หายไป และ มีการกระจายตัวของรายได้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจโควิด ไทยยังคงมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต                     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2885717&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rOCycZGr8U5kAaP0iA6QK

  • ผลเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ภท. คะแนนทิ้งห่าง พท. 7,378 คะแนน

    ผลเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ภท. คะแนนทิ้งห่าง พท. 7,378 คะแนน

    วันที่ 28 กันยายน 2568 การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 จังหวัดศรีสะเกษ ได้ปิดหีบลงเวลา 17.00 น. เพื่อหา สส.แทน นายอมรเทพ สมหมาย สส.เพื่อไทย โดยพรรคเพื่อไทย(พท.) ส่ง น.ส.ภูริกา สมหมาย ลงสมัครป้องกันพื้นที่เดิม เจอกับคู่แข่ง คือ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย(ภท.) 

    ผลเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เมื่อเวลา 19.40  น. ผลคะแนนปรากฏว่า

    น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้ 34,180  คะแนน

    ส่วน น.ส.ภูริกา ได้ 26,802  คะแนน

    คะแนนทิ้งห่างกัน 7,378 คะแนน

    ชัยชนะของ “จินณ์ตวรรณ” สะท้อนบารมีทางการเมืองของตระกูลไตรสรณกุล ในศรีสะเกษ ซึ่งมีเครือข่ายท้องถิ่นเข้มแข็ง นำโดย นายวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ และเป็นบิดาของ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ถือเป็นกำลังหลักของทีมภูมิใจไทยในพื้นที่อีสานตอนล่าง

    ประวัติย่อ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล

    เกิดในครอบครัวการเมืองตระกูลไตรสรณกุล จังหวัดศรีสะเกษ

    บุตรสาวของ นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

    หลานสาวของ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

    จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาต่อปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล

    เคยทำงานด้านพัฒนาชุมชนและกิจการเยาวชนในจังหวัดศรีสะเกษ ก่อนเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว

    การเลือกตั้งซ่อมปี 2568 ถือเป็นการลงสมัคร ส.ส. ครั้งแรก และสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/640062&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_9cWkIqBcxTythASzHjXi

  • “นฤมล” นำ ศธ.ตรวจ ร.ร.พิจิตรถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี 

    “นฤมล” นำ ศธ.ตรวจ ร.ร.พิจิตรถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี 

    การศึกษา

    “นฤมล” นำ ศธ.ตรวจ ร.ร.พิจิตรถูกน้ำท่วม ตั้งศูนย์ Fix It Center ซ่อม รถ-เครื่องใช้ฟรี 

    วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ 

    โดย ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 2,000 ชุด และตรวจเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It จิตอาสา) โดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิจิตร ได้แก่ คลินิกเกษตรพืช คลินิกเกษตรสัตว์ ช่างยนต์ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตัดผม พร้อมชมนิทรรศการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหกรรมผลงานอาชีวะ และมหกรรมผลงานเทคนิค

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย

    โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในจังหวัดพิจิตรว่า วันนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษากว่า 200 คน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ รวมถึงรายงานผลกระทบที่เกิดจากพายุหลายระลอก และเตรียมการรับมือกับพายุที่จะเข้ามาอีกในระยะต่อไป สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้มอบหมายผู้บริหารในพื้นที่เร่งดูแล ทั้งการมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครูและผู้ปกครอง รวมถึงการประสานงบประมาณเยียวยา โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายนนี้ จะสามารถใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือเร่งด่วนได้ทันที ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กำลังเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็ได้นำศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน “Fix It Center”เข้ามาช่วยซ่อมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลดภาระของพี่น้องประชาชน จากนี้ ตนจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งงบประมาณและเครื่องมือ เพราะเรามีบุคลากรพร้อมแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ให้ อาชีวศึกษา เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชาติ โดยเราจะร่วมมือกับภาคเอกชน และต่างประเทศ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเรื่องนี้รัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/448265&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YcrRp6p18lYuluw8WvX-L

  • ก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    ก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    โครงการนี้เป็นมากกว่ากิจกรรมฝึกอบรม แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี Generative AI เพื่อให้ SMEs ไทยก้าวข้ามอุปสรรคและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การเปิดตัวโครงการในครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการปรับตัวของภาคส่วนสำคัญของประเทศ เพื่อรับมือกับกระแสการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

    SMART SMEs GO Digital & AI คิดไว ทำได้ พร้อมแข่งขัน ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตื่นตัวของประเทศไทยในการเร่งปรับตัวของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาภายใน แต่เป็นการตอบสนองต่อเทรนด์ของโลก และเป็นก้าวสำคัญเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนของ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    การขับเคลื่อน SME ไทยในกระแสโลก ​1.ภัยคุกคามและความเร่งด่วนจากการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลทั่วโลก​ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่มีดิจิทัลและ AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก องค์กรและประเทศที่ปรับตัวช้าจะมีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก นายเกรียงไกรได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมหลักที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุปทานสีเขียว คือสิ่งที่ตอกย้ำว่าการใช้ดิจิทัลและ AI ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ

    1. 2. Generative AI เครื่องมือยกระดับศักยภาพใหม่ โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้ Generative AI (Gen AI)ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์เทคโนโลยีล่าสุดของโลกGen AI มีความสามารถในการสร้างเนื้อหาใหม่ๆ เช่น ข้อความ รูปภาพ หรือโค้ด และมีศักยภาพที่จะเป็น “คู่คิดและที่ปรึกษา” ให้กับ SMEs ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดงานซ้ำซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน​แนวคิด ‘คิดไว ทำได้’ สะท้อนถึงความต้องการของผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย และสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงทันที เพื่อเปลี่ยนจากความรู้ทางวิชาการให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

    3.การผนึกกำลังแบบ Tripartite เพื่อความยั่งยืน โดยความสำเร็จของโครงการนี้มาจากความร่วมมือของสามภาคส่วนหลัก ซึ่งเป็นโมเดลที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดย ​ส.อ.ท. (ภาคอุตสาหกรรม) เข้าใจความจำเป็นเร่งด่วนและปัญหาจริงของ SME จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาคการศึกษา) ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมองค์ความรู้” โดยการออกแบบหลักสูตรที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง ธนาคารกสิกรไทย (ภาคการเงิน) สนับสนุนด้าน “แหล่งเงินทุน” และ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุนด้านเทคโนโลยี

    การสนับสนุนจากภาครัฐโดย บพค. ยิ่งเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของ SME จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย โดยสอดคล้องกับนโยบายที่มุ่งสร้างศักยภาพและการแข่งขันในเวทีโลก

    การเร่งผลักดัน SMEs ให้ “GO Digital & AI ผ่านโครงการนี้ จะส่งผลเชิงบวกอย่างกว้างขวางต่อสังคมและเศรษฐกิจไทยในอนาคต ไม่เพียงเป็นการติดอาวุธทางดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ให้กับประเทศไทย เพื่อให้สามารถยืนหยัดและเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภูมิทัศน์ธุรกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/869559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BfgMpqosCSrYV_aqaO75o

  • “พิพัฒน์”  ยัน 8 ต.ค. คืนผิวจราจร ถนนสามเสนทรุดตัว | เข้มข่าวค่ำ | 28 ก.ย. 68

    “พิพัฒน์” ยัน 8 ต.ค. คืนผิวจราจร ถนนสามเสนทรุดตัว | เข้มข่าวค่ำ | 28 ก.ย. 68

    “พิพัฒน์” นำทีมทำงาน ลงพื้นที่ถนนสามเสนทรุดตัว ย้ำ แผนซ่อมแซมคืบหน้าตามกำหนด เจ้าหน้าที่เทปูนแล้วกว่า 1,200 คิว คาดเตรียมถมทรายวันอังคาร 30 ก.ย. และพร้อมคืนผิวจราจร 8 ต.ค.นี้

    #พิพัฒน์ #ถนนสามเสนทรุด #ถนนสามเสนทรุดตัว #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/201893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JDaY_fNmscn0-PfxgQp0X

  • มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรีมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

    มูลนิธิกรุงศรี โดย นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ (กลาง) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้แทนมูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาจํานวน 110,000 บาท แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนและความประพฤติดีในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ประจําปี 2568 ณ อาคารริมน้ำ สำนักงานใหญ่ กรุงศรี ทั้งนี้ มูลนิธิกรุงศรีได้มอบทุนการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีเยาวชนได้รับทุนการศึกษาทั้งสิ้น 120 ทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/245555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSaRw_HyuXx1PgOpCFX11

  • ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    ปิดตำนานเจ้าแม่รถทัวร์ ‘เจ๊เกียว เชิดชัยทัวร์’

    วันนี้, 14:02น.

              นางสุจินดา เชิดชัย หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม “เจ๊เกียว” ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย ได้เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568 สิริอายุ 88 ปี การจากไปของเธอถือเป็นการปิดตำนานนักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่ง ผู้สร้างอาณาจักรเชิดชัย จนกลายเป็นธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมรถโดยสารขนาดหมื่นล้านบาท

             หากย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม เจ๊เกียว ยังได้นั่งรถเข็นเดินทางไปมอบสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้กับพระมหาต่อ รักษาการเจ้าอาวาสวัดแจ้งใน อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อนำไปส่งต่อให้กับทหารและชาวบ้านที่อยู่ศูนย์อพยพตามแนวชายแดนไทย – กันพูชา

              เจ๊เกียว เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกคนที่ 6 ของครอบครัวฐานะธรรมดา เธอเป็นเด็กเรียนดี สอบได้ที่ 1 มาตลอด แต่ด้วยข้อจำกัดในครอบครัว มารดาไม่อนุญาตให้เรียนต่อ ทำให้เธอต้องหยุดการศึกษาเพียง ประถมศึกษาปีที่ 4  หลังออกจากโรงเรียน เจ๊เกียวเริ่มต้นชีวิตด้วยการ ขายของตามสถานีรถไฟ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมาได้ไปเรียนตัดเสื้อ และเปิด โรงเรียนสอนตัดเสื้อ ของตนเอง ถือเป็นธุรกิจแรกที่ทำให้เธอมีรายได้และประสบการณ์การบริหาร

              จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 19 ปี และได้แต่งงานกับ นายวิชัย เชิดชัย เจ้าของกิจการอู่ต่อรถบรรทุกในโคราช การแต่งงานครั้งนี้ทำให้เธอก้าวเข้าสู่โลกของธุรกิจยานยนต์และการขนส่ง

              การสร้างอาณาจักร “เชิดชัยทัวร์” เจ๊เกียวและครอบครัวเริ่มขยายกิจการจากอู่ต่อรถบรรทุก ไปสู่ธุรกิจเดินรถโดยสารระหว่างจังหวัด ภายใต้ชื่อ “เชิดชัยทัวร์” ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นหนึ่งในบริษัทรถทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เชิดชัยทัวร์ มีรถโดยสารกว่า 200 คัน วิ่งครอบคลุมหลายเส้นทางสำคัญทั่วประเทศ อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม กลายเป็นโรงงานผลิตและต่อรถโดยสารรายใหญ่ส่งออกไปหลายประเทศ มีมาตรฐานสูง ธุรกิจขยายสู่การขายรถยนต์ อะไหล่ และอสังหาริมทรัพย์ จนมูลค่ารวมสูงถึง หมื่นล้านบาท มีพนักงานในเครือมากกว่า 3,000 คน ความสำเร็จนี้ทำให้เธอได้รับฉายา “เจ้าแม่รถทัวร์เมืองไทย” อย่างสมศักดิ์ศรี บุคลิกเข้มแข็งและบทบาทสาธารณะ

    #เชิดชัยทัวร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155008&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CM46-m8PV0JBOBIIHAkIw